กระจกอำนาจไทย: ใครบ้างต้องยืนหน้ากระจก

คลังความรู้ฟรี • ห้องสมุดประชาชน • คันฉ่องส่องไทย

กระจกอำนาจไทย
ใครบ้างต้องยืนหน้ากระจก

อ่านพฤติกรรมอำนาจผ่านหลักฐาน แล้วใช้มาตรฐานความรับผิดกับทุกฝ่าย

สังคมไทยตำหนินักการเมืองมานาน บางครั้งด้วยหลักฐาน บางครั้งด้วยอารมณ์ แต่ถ้ากระจกของเราส่องเฉพาะคนที่ลงเลือกตั้ง ภาพที่เห็นก็ย่อมขาดผู้ใช้อำนาจอีกหลายกลุ่ม ทั้งทหาร ข้าราชการ ตุลาการ องค์กรตรวจสอบ นายทุน และผู้มีอิทธิพล

ใครมีอำนาจกำหนดชีวิตคนอื่น คนนั้นต้องอธิบายการใช้อำนาจของตนได้ ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งต้องเปิดให้ตรวจสอบมาก

บทความนี้สกัดแบบแผนจากงานวิจัยและรายงานสาธารณะ คำเรียกแต่ละข้อเป็นข้อสังเคราะห์เพื่อชวนคิด มิใช่คำวินิจฉัยว่าทุกคนในอาชีพนั้นมีพฤติกรรมเหมือนกัน และการนำไปกล่าวถึงบุคคลใดต้องมีหลักฐานเฉพาะกรณี

๑. เมื่อสิทธิกลายเป็นบุญคุณ

งานภาคสนามเรื่องเครือข่ายหัวคะแนนไทยพบความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างผู้สมัคร คนกลาง และผู้เลือกตั้ง ซึ่งผสมการสื่อสาร ความช่วยเหลือ เงิน และความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน [1] จุดที่ควรตรวจสอบคือ บริการที่รัฐมีหน้าที่จัดให้ประชาชน ถูกนำมาเล่าว่าเป็นความเมตตาของผู้ประสานงานหรือไม่

การช่วยคนเดือดร้อนมีคุณค่า แต่ถ้าคนที่ไม่รู้จักผู้ใหญ่ต้องรอนานกว่า หรือผู้รับความช่วยเหลือถูกคาดหวังให้ตอบแทนทางการเมือง ความสัมพันธ์นั้นกำลังลดความเสมอภาคของพลเมือง คำถามง่าย ๆ คือ ถ้าไม่รู้จักคนนี้ เรายังได้รับสิทธิเดียวกัน ในเวลาเดียวกันหรือไม่?

๒. เมื่อความภักดีสำคัญกว่าความสามารถ

โออีซีดี (OECD) กล่าวถึงระบบอุปถัมภ์ที่ฝังอยู่ในการบริหารราชการไทย และเสนอการเสริมสร้างจริยธรรมกับระบบคุณธรรม [2] กระจกข้อนี้จึงต้องส่องทั้งการแต่งตั้งของฝ่ายการเมืองและการบริหารบุคคลภายในราชการ

ควรตรวจว่าเกณฑ์คัดเลือกเปิดเผยหรือไม่ ผู้ได้รับตำแหน่งมีคุณสมบัติอย่างไร และผู้ตัดสินใจมีความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่ การรู้จักกันยังไม่พิสูจน์การทุจริต แต่ระบบที่ตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ย่อมเปิดช่องให้อุปถัมภ์เติบโต เมื่ออนาคตขึ้นอยู่กับนาย คนทำงานอาจเลือกบอกสิ่งที่นายอยากฟัง มากกว่าสิ่งที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้

๓. เมื่อคำว่า “คนดี” ใช้ข้ามการตรวจสอบ

Napon Jatusripitak วิเคราะห์ว่า การประณามเงินซื้อเสียงและระบบอุปถัมภ์เคยเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมรองรับการโค่นรัฐบาลเลือกตั้งในปี 2549 และ 2557 [3] การชี้ความผิดของผู้ชนะเลือกตั้งจึงต้องตามด้วยคำถามว่า ผู้ที่เข้ามาแทนถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพียงใด

ความดีเป็นคุณสมบัติที่พึงประสงค์ แต่คำประกาศว่าตนเป็นคนดีไม่สามารถทดแทนหลักฐาน ผลงาน และความรับผิดได้ ผู้มีคุณธรรมควรยินดีให้คนอื่นตรวจสอบ รวมถึงยอมรับกระบวนการที่ประชาชนสามารถเปลี่ยนผู้ปกครองได้

๔. เมื่อผู้ใช้อำนาจเป็นผู้รับรองการกระทำของตนเอง

มาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ 2560 รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประกาศ คำสั่ง และการกระทำที่เกี่ยวข้องกับ คสช. ตามที่บทบัญญัติกำหนด [4] นี่เป็นตัวอย่างของปัญหาที่ใหญ่กว่านิสัยส่วนตัว เพราะเกี่ยวกับการออกแบบกติกาให้ผลของการยึดอำนาจดำรงอยู่ต่อไป

การอ่านเรื่องนี้ต้องแยกบทบัญญัติให้ชัด การยกเว้นความรับผิดในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กับการรับรองความชอบด้วยกฎหมายในมาตรา 279 มีเนื้อหาและบทบาทต่างกัน คำถามหลักคือ ผู้ใช้อำนาจพิเศษต้องรับผิดผ่านกลไกใด และประชาชนมีช่องทางทบทวนผลของอำนาจนั้นอย่างไร?

๕. เมื่อการตรวจสอบถูกย้ายไปเป็นภาระของผู้ถาม

ผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติเคยแสดงความกังวลต่อการใช้คดีเพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมสาธารณะในไทย หรือการฟ้องปิดปาก (SLAPP) [5] ต้นทุนเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ค่าทนาย การเดินทาง และเวลาทำงานที่สูญเสีย แม้ผู้ถูกฟ้องจะชนะในภายหลัง

ไม่ใช่ทุกคดีหมิ่นประมาทเป็นการฟ้องปิดปาก ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิปกป้องชื่อเสียง แต่ควรพิจารณาว่าเรื่องที่ถูกร้องเรียนมีประโยชน์สาธารณะหรือไม่ การฟ้องได้สัดส่วนหรือไม่ และมีพฤติการณ์มุ่งทำให้ผู้ตรวจสอบเงียบหรือไม่ กระจกข้อนี้ต้องส่องถึงบริษัทเอกชนที่ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจด้วย

๖. เมื่อผู้ตรวจสอบได้รับการยกเว้นจากกระจก

การมีศาลและองค์กรตรวจสอบเป็นส่วนสำคัญของการจำกัดอำนาจ แต่ตัวองค์กรเหล่านี้ก็ต้องมีหลักประกันเรื่องความเป็นอิสระ ความโปร่งใส และความรับผิด โออีซีดีจึงพิจารณาความซื่อตรงของระบบราชการ วินัย และกระบวนการตัดสินใจสาธารณะ มิได้จำกัดปัญหาไว้ที่นักการเมือง [2][6]

ควรถามถึงกระบวนการสรรหา การเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน เหตุผลของคำตัดสิน ความสม่ำเสมอของมาตรฐาน และช่องทางร้องเรียน โดยไม่กดดันให้ผู้ตรวจสอบตัดสินตามใจฝ่ายใด การเคารพความเป็นอิสระต้องอยู่ร่วมกับการวิจารณ์อย่างมีเหตุผลได้

๗. เมื่อทุนกำหนดนโยบาย แต่ประชาชนรับความเสี่ยง

โออีซีดีเสนอให้เพิ่มความโปร่งใสและความซื่อตรงในการตัดสินใจสาธารณะ รวมถึงการรับมืออิทธิพลที่ไม่เหมาะสม [6] ในทางปฏิบัติ เราจึงควรติดตามทั้งผู้เสนอนโยบาย ผู้ร่วมกำหนดเงื่อนไข และผู้ได้รับประโยชน์ทางธุรกิจ

การร่วมงานระหว่างรัฐกับเอกชนอาจสร้างประโยชน์ได้มาก สิ่งที่ต้องตรวจคือ การแข่งขันเป็นธรรมหรือไม่ สัญญาเปิดเผยเพียงใด ใครรับประกันรายได้ ใครรับผลขาดทุน และผู้ตัดสินใจเกี่ยวข้องกับผู้ได้ประโยชน์อย่างไร ต้องพิสูจน์ความเชื่อมโยงเป็นรายกรณี การได้ประโยชน์จากนโยบายเพียงอย่างเดียวยังไม่เท่ากับทุจริต

เทียบต่างประเทศอย่างไม่หลอกตัวเอง

ญี่ปุ่นมีทั้งตระกูลการเมืองและองค์กรสนับสนุนส่วนบุคคลที่เรียกว่าโคเอ็นไค (koenkai) งานวิจัยศึกษาว่ากติกาเลือกตั้งและการเงินการเมืองเปลี่ยนแรงจูงใจในการพึ่งเครือข่ายเหล่านี้อย่างไร [7] สหรัฐฯ ก็มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับอิทธิพลทางการเมือง คำพิพากษา Citizens United ปี 2553 เปิดทางให้นิติบุคคลใช้จ่ายเพื่อการสื่อสารทางการเมืองอย่างอิสระจากผู้สมัครได้ โดยต้องแยกจากการบริจาคตรงให้ผู้สมัคร [8]

ดังนั้น คำถามที่มีพลังมากกว่า “ทำไมไทยมี แต่เขาไม่มี” คือ เมื่อพฤติกรรมเกิดขึ้นแล้ว ใครเปิดโปงได้ ใครตรวจสอบได้ และผู้มีอำนาจต้องรับผลอย่างไร? การเทียบความถี่หรือความรุนแรงระหว่างประเทศต้องมีข้อมูลที่วัดด้วยเกณฑ์เดียวกัน บทความนี้ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าไทยแย่กว่าทุกประเทศในทุกด้าน

คำถามห้าข้อ ใช้อ่านข่าวได้ทุกวัน

  1. ทำอะไร? แยกเหตุการณ์ที่ยืนยันได้ออกจากข้อกล่าวหาและความเห็น
  2. ใช้อำนาจอะไร? มาจากกฎหมาย ตำแหน่ง เงิน หรือเครือข่าย
  3. ใครได้ประโยชน์? ตรวจทั้งผู้รับตรงและผู้ได้ประโยชน์ทางอ้อม
  4. ใครรับต้นทุน? เงินภาษี เวลา สิทธิ โอกาส หรือความเสี่ยงของใคร
  5. รับผิดอย่างไร? มีคำชี้แจง การแก้ไข การตรวจสอบ และผลติดตามหรือไม่

ตำแหน่งต่างกันย่อมมีหน้าที่ต่างกัน เราไม่อาจใช้เกณฑ์การหาเสียงไปตัดสินผู้พิพากษา หรือใช้ความนิยมแทนหลักฐานในคดี แต่ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้หลักร่วมกัน ได้แก่ การใช้อำนาจตามหน้าที่ การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน การให้เหตุผล และการยอมให้ตรวจสอบ

กระจกที่ดีต้องส่องถึงคนที่เราชอบด้วย หากตรวจฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียด แต่ยกเว้นพวกตน เราก็กำลังช่วยรักษาธรรมเนียมเดียวกับที่เราตำหนิ ประชาธิปไตยเติบโตเมื่อประชาชนสามารถถามผู้มีอำนาจทุกฝ่ายได้ว่า “ท่านกำลังทำหน้าที่เพื่อใคร และมีหลักฐานอะไรให้เราตรวจสอบ?”


แหล่งอ้างอิงและอ่านต่อ

ตัวเลขในบทความเชื่อมกับรายการต่อไปนี้ งานวิจัยเป็นกรอบอธิบายและมีขอบเขตตามช่วงเวลาที่ศึกษา มิใช่คำพิพากษาบุคคล

  1. Chattharakul, A. (2010). Thai electoral campaigning: Vote-canvassing networks and hybrid voting. Journal of Current Southeast Asian Affairs, 29(4), 67–95.
  2. OECD. (2018). Strengthening public ethics in Thailand. In OECD integrity review of Thailand.
  3. Jatusripitak, N. (2022). The promise and peril of patronage politics for authoritarian party-building in Thailand. ISEAS Perspective, 2022(119).
  4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ฉบับแปลภาษาอังกฤษ (มาตรา 279). ฐานข้อมูล ILO NATLEX.
  5. OHCHR. (2022, December 16). UN experts concerned by systematic use of SLAPP cases against human rights defenders in Thailand.
  6. OECD. (2021). OECD integrity review of Thailand 2021: Achieving effective integrity policies and sustained reform. https://doi.org/10.1787/e8949f1b-en
  7. Electoral reform and the costs of personal support in Japan. (2016). Journal of East Asian Studies.
  8. Federal Election Commission. (2010, February 1). Citizens United v. FEC (Supreme Court).

บทความความรู้สาธารณะ • 18 ตุลาคม 2569 • เผยแพร่ให้อ่านฟรีบน ENG4ALL และ thinsan.org

Popular Posts