ทรัมพ์กับการทุบระเบียบโลกเก่า: เมื่ออเมริกาไม่ยอมเป็นคนจ่าย แต่คนอื่นยังอยากเป็นคนเก็บ

ทรัมพ์กับการทุบระเบียบโลกเก่า: เมื่ออเมริกาไม่ยอมเป็นคนจ่าย แต่คนอื่นยังอยากเป็นคนเก็บ
คันฉ่องส่องโลก | ดร. เพียงดิน รักไทย มหาวิทยาลัยประชาชน

ทรัมพ์กับการทุบระเบียบโลกเก่า: เมื่ออเมริกาไม่ยอมเป็นคนจ่าย แต่คนอื่นยังอยากเป็นคนเก็บ

บทความนี้มิได้ตั้งใจอธิบายการเมืองโลกด้วยภาษาง่ายแบบละครคุณธรรม หากตั้งใจพาผู้อ่านไทยลงไปดูโครงสร้างที่ซ่อนอยู่หลังคำว่า “พันธมิตร” “ความมั่นคง” “ระเบียบโลก” และ “ผลประโยชน์ร่วม” เพราะในหลายกรณี สหรัฐอเมริกาคือผู้แบกต้นทุนเชิงทหาร เชิงการคลัง และเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่เครือข่ายผลประโยชน์อีกชั้นหนึ่ง ทั้งในยุโรปและในระบบการเงินโลก สามารถเก็บผลตอบแทนจากความเสี่ยง ความผันผวน และความต่อเนื่องของระเบียบเดิมได้โดยไม่ต้องเปลืองตัวในระดับเดียวกัน

การที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี แคนาดา หรือแม้แต่อิตาลี ไม่ได้ออกมาช่วยสหรัฐอย่างเต็มกำลังในจังหวะวิกฤตกับอิหร่านนั้น หากมองผิวเผินย่อมดูเหมือนความย้อนแย้ง เพราะเส้นทางเดินเรือ พลังงาน เสถียรภาพเศรษฐกิจ และความมั่นคงของตะวันตกเองต่างผูกอยู่กับการไม่ปล่อยให้อิหร่านใช้อำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซเกินขอบเขต แต่หากมองให้ลึก ปรากฏการณ์นี้กลับไม่ใช่เรื่องแปลกเลย มันคือผลลัพธ์ตามตรรกะของระเบียบโลกเดิมที่สหรัฐแบกภาระด้านอำนาจแข็งมาเป็นเวลานาน ส่วนพันธมิตรจำนวนหนึ่งและผู้เล่นอีกชั้นหนึ่งในระบบการเงินโลกได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับระเบียบนั้นอย่างคุ้มค่า จนแทบไม่มีแรงจูงใจให้รื้อโครงสร้างเดิมอย่างจริงจัง

ชั้นแรกของคำอธิบายคือเรื่องที่จับต้องได้ที่สุด ยุโรปเองมิได้มีศักยภาพพร้อมรับศึกอีกแนวรบหนึ่งอย่างง่ายดาย แม้สหภาพยุโรปจะเร่งออกมาตรการเพื่อแก้คอขวดด้านการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ข้ามพรมแดน พร้อมยอมรับตรง ๆ ว่ายังมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และขีดความสามารถที่ขัดขวางการขนส่งทางทหารในทวีปอยู่มาก การออก Military Mobility Package 2025 ก็สะท้อนอยู่ในตัวว่าปัญหานี้เป็นปัญหาจริง มิใช่ข้อกล่าวหาเชิงการเมืองลอย ๆ การที่ยุโรปช่วยได้จำกัดในเชิงลอจิสติกส์ จึงมิได้เกิดจากความไม่เต็มใจอย่างเดียว แต่เกิดจากความพร้อมที่ยังไม่พอด้วย ([defence-industry-space.ec.europa.eu](https://defence-industry-space.ec.europa.eu/eu-defence-industry/military-mobility_en?utm_source=chatgpt.com))

ทว่าสิ่งที่ลึกกว่าเรื่องกำลังรบและลอจิสติกส์ คือข้อเท็จจริงที่ว่ายุโรปจำนวนมากปรับตัวเข้าหาระเบียบที่อเมริกาเป็นผู้ค้ำประกันมานานจนกลายเป็นสภาพปกติ ในโลกแบบนั้น สหรัฐเป็นผู้แบกค่าใช้จ่ายด้านกองทัพ ความพร้อมรบ การฉายอำนาจ การตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ และต้นทุนทางการเมืองของการเป็นผู้รักษาระเบียบ ส่วนพันธมิตรอีกจำนวนหนึ่งใช้ร่มความมั่นคงนั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพของตน ลดแรงกดดันให้ต้องลงทุนกลาโหมในระดับเดียวกับที่ตนได้รับประโยชน์ และทุ่มทรัพยากรไปยังรัฐสวัสดิการ โครงสร้างเศรษฐกิจภายใน และการเมืองในประเทศของตนได้มากกว่าเดิม นี่คือความจริงที่ทำให้คำบ่นเรื่อง free rider ของทรัมป์ฟังดูหยาบ แต่แก่นของมันมิได้ไร้มูลเสียทีเดียว

ระเบียบเดิมทำงานเหมือนสัญญาเงาอย่างหนึ่ง อเมริกาเป็นผู้จ่ายค่าโครงสร้าง ส่วนคนอื่นจำนวนมากเรียนรู้วิธีอยู่บนโครงสร้างนั้นให้คุ้มที่สุด

เมื่อมาถึงตรงนี้ จึงต้องมองให้เห็นอีกชั้นหนึ่งว่า สิ่งที่หลายคนเรียกอย่างกว้าง ๆ ว่า City of London หรือแม้แต่ global deep state หากตัดถ้อยคำเชิงอารมณ์ออกและแปลให้เป็นภาษาวิเคราะห์ที่รัดกุมกว่า มันไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึง “คณะลับบงการโลก” แบบนิยายการเมือง หากหมายถึงเครือข่ายผลประโยชน์ข้ามชาติของสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย ตลาดทุน บริษัทกฎหมาย ผู้จัดการสินทรัพย์ ที่ปรึกษาความเสี่ยง ผู้เล่นด้านพลังงาน และชนชั้นนำเชิงสถาบันที่เติบโตอยู่กับระเบียบโลกเดิม ซึ่งอาศัยโลกที่เชื่อมกันด้วยดอลลาร์ หนี้ ประกันภัย และการจัดการความเสี่ยงเป็นพื้นที่เก็บผลตอบแทนจำนวนมหาศาล

ลอนดอนยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของบริการการเงินและวิชาชีพของสหราชอาณาจักร โดยข้อมูลของ City of London Corporation ระบุว่าภาคการเงินและวิชาชีพมีสัดส่วนสำคัญมากต่อมูลค่าเพิ่ม เศรษฐกิจ และการส่งออกของสหราชอาณาจักรในปี 2025 กล่าวอย่างง่ายที่สุด เมืองนี้ยังเป็นหนึ่งในหัวใจของระบบทุนนิยมการเงินโลก ไม่ใช่เศษซากของจักรวรรดิที่สิ้นอิทธิพลไปแล้ว ([cityoflondon.gov.uk](https://www.cityoflondon.gov.uk/assets/Business/COL-City-Stats-Factsheet-February-2026-Accessible.pdf?utm_source=chatgpt.com))

ยิ่งไปกว่านั้น ในยามที่ความเสี่ยงทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียพุ่งขึ้น ตลาดประกันภัยลอนดอนและ Lloyd’s of London ก็ไม่ได้หายไปจากภาพ หากกลับยิ่งมีบทบาทมากขึ้น Reuters รายงานเมื่อเดือนมีนาคม 2026 ว่า Lloyd’s market เข้าไปหารือกับรัฐบาลสหรัฐเรื่องแนวทางสนับสนุนประกันการค้าทางทะเลในอ่าว และเจ้าหน้าที่ในตลาดลอนดอนระบุด้วยว่าเรือจำนวนมากในภูมิภาคนั้นยังคงถูกประกันผ่าน London market รวมมูลค่าตัวเรือมหาศาล ความหมายของข้อมูลนี้ชัดเจนอย่างยิ่ง เมื่อวิกฤตยกระดับ ผู้เล่นที่บริหารความเสี่ยงของโลกย่อมมีพื้นที่สร้างรายได้และอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น ไม่ใช่น้อยลง ([reuters.com](https://www.reuters.com/sustainability/climate-energy/lloyds-market-engaging-with-us-government-over-gulf-maritime-plan-officials-say-2026-03-05/?utm_source=chatgpt.com))

ตรงนี้แหละคือภาพที่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น สงคราม วิกฤต หรือการปิดกั้นเส้นทางพลังงาน ไม่ได้สร้างประโยชน์เท่ากันให้ทุกฝ่าย มันทำลายบางคนอย่างหนัก แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันเพิ่มมูลค่าให้กับกิจกรรมบางประเภทที่ดำรงอยู่บนการรับประกันความเสี่ยง การคุ้มครองการขนส่ง การรีไฟแนนซ์ การเก็งกำไรต่อความผันผวน และการจัดสรรเงินทุนหนีภัยไปยังสินทรัพย์ที่โลกยังมองว่าปลอดภัยกว่าเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีผู้เล่นจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องลงสนามรบเอง แต่สามารถเก็บค่าธรรมเนียม ค่าส่วนต่าง หรือผลตอบแทนจากโลกที่ไม่เคยสงบนิ่งเต็มที่ได้แทบทุกครั้ง

สหรัฐอเมริกาจึงอยู่ในฐานะที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง มันเป็นทั้งผู้ค้ำความเสี่ยง ผู้ส่งกำลัง ผู้แบกต้นทุนด้านหนี้ และในเวลาเดียวกันก็เป็นผู้ผลิตสินทรัพย์ปลอดภัยที่ระบบโลกยังต้องพึ่งพา รัฐบาลสหรัฐมีหนี้รัฐบาลกลางอยู่ที่ 37.6 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2025 และดอกเบี้ยหนี้ในปีเดียวกันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางบัญชี แต่สะท้อนว่าการรักษาระเบียบเดิมย่อมไหลกลับมาสร้างภาระทางการคลังแก่รัฐอเมริกันอย่างต่อเนื่อง แม้ในอีกด้านหนึ่ง พันธบัตรสหรัฐก็ยังเป็นเสาหลักของการเงินโลกอยู่ก็ตาม ([gao.gov](https://www.gao.gov/products/gao-26-107908?utm_source=chatgpt.com))

นี่เองคือจุดที่การอ่านแบบคันฉ่องส่องโลกต้องกล้าถามคำถามที่คนจำนวนมากไม่อยากถาม หากโลกยังต้องการให้อเมริกาเป็นทั้งนักดับเพลิง ผู้คุ้มกันทางทะเล ผู้รับประกันเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และผู้ออกสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อรองรับความตื่นกลัวของตลาดโลก แล้วใครคือผู้เก็บดอกผลจากความเสี่ยงนั้นจริง ๆ บ้าง ใครคือผู้ใช้ระเบียบเดิมอย่างชำนาญจนสามารถอยู่หลังฉาก รับประโยชน์จากการมีดอลลาร์เป็นแกนกลาง จากการที่ลอนดอนยังเป็นศูนย์กลางประกันและการเงินสำคัญ จากการที่วิกฤตทำให้ค่าความเสี่ยงแพงขึ้น และจากการที่สหรัฐต้องก่อหนี้ต่อไปเพื่อแบกระบบความมั่นคงเดิมไว้

ประโยคที่ควรจำมีอยู่ง่าย ๆ ว่า โลกเก่าไม่ได้มีแค่อเมริกาเป็นผู้คุมเวที แต่มีกลุ่มผลประโยชน์ที่ชำนาญในการเก็บ “ค่าผ่านทางจากความไม่แน่นอน” อยู่ด้วยเสมอ

ในบริบทของสงครามอิหร่าน สิ่งที่ยิ่งตอกย้ำภาพนี้คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเส้นทางเดินเรือและตลาดพลังงาน Reuters รายงานในเดือนเมษายน 2026 ว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ของภาวะปกติในบางช่วง ขณะที่เส้นทางดังกล่าวเดิมรองรับการไหลของน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสำคัญของโลก และบริษัทรายใหญ่ด้านขนส่งอย่าง Maersk กับ Hapag-Lloyd ต่างยอมรับว่ายังไม่เห็น “ความมั่นคงทางทะเลเต็มรูปแบบ” และการกลับสู่ภาวะปกติอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์หรือมากกว่านั้น ([reuters.com](https://www.reuters.com/world/middle-east/shipping-traffic-through-hormuz-virtual-standstill-despite-ceasefire-data-shows-2026-04-09/?utm_source=chatgpt.com))

เมื่อโลกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ผู้ผลิตพลังงาน ผู้นำเข้า ผู้ขนส่ง ผู้ประกันภัย ตลาดทุน และรัฐมหาอำนาจต่างต้องปรับตำแหน่งของตนใหม่ แต่ความจริงที่ทรัมป์และผู้สนับสนุนเขาเหมือนจะมองเห็นชัดขึ้นก็คือ อเมริกากำลังรับบทบาทที่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ที่ได้กลับมา หากสหรัฐยังเป็นผู้ลงทุนเชิงทหารหลักต่อไป ขณะที่พันธมิตรช่วยเท่าที่ตนอยากช่วย และเครือข่ายการเงินโลกเก็บผลประโยชน์ต่อจากความปั่นป่วนได้แทบทุกครั้ง เกมนี้ย่อมเป็นเกมที่คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเริ่มมองว่าไม่ยุติธรรม

ในความหมายนี้ สิ่งที่ทรัมป์กำลังพยายามทำจึงอาจอธิบายได้ว่าเป็นความพยายามทุบ “ระเบียบโลกเก่าแบบผู้แบกคนเดียว” เขาไม่ได้เพียงต่อว่าพันธมิตรยุโรปว่าเกาะอเมริกา หรือเรียกร้องให้เพิ่มงบกลาโหมตามสไตล์ผู้นำเชิงธุรกรรมเท่านั้น แต่ลึกลงไปกว่านั้น เขากำลังท้าทายข้อตกลงเงาที่ว่าอเมริกาจะออกหน้าแบกความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของโลกต่อไป ขณะที่ผลประโยชน์จำนวนหนึ่งไหลไปสู่ผู้เล่นอีกชั้นหนึ่งที่มีทักษะสูงในการเก็บผลตอบแทนจากระบบเดิมโดยไม่ต้องแบกเลือดเนื้อในระดับเดียวกัน

ถ้าตีความแบบที่คมที่สุด แนวทางนี้ของทรัมป์คือความพยายามปลดสหรัฐออกจากสภาพการเป็นจักรวรรดิที่ขาดทุน เขาต้องการให้ประเทศต่าง ๆ กลับไปเจรจากันบนฐานที่ตรงกว่าเดิม คือใครได้ประโยชน์จากเสถียรภาพก็ต้องจ่ายมากขึ้น ใครต้องการการคุ้มครองก็ต้องแบกภาระมากขึ้น และใครหวังใช้ระบบโลกเดิมเป็นพื้นที่เก็บกำไรจากความไม่แน่นอน ก็ไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าอเมริกาจะออกค่าโครงสร้างให้ตลอดไป ความคิดเช่นนี้ทำให้เขาดูเหมือนกำลังรื้อระเบียบ แต่จากอีกมุมหนึ่ง มันก็คือความพยายามตัดเส้นเลือดเลี้ยงของ status quo ที่ทำให้รัฐชาติหนึ่งออกแรงมากเกินไป ในขณะที่กลไกผลประโยชน์ข้ามชาติอีกชุดยังทำงานได้สบายเกินไป

หากโลกเก่าให้สหรัฐเป็นทั้งนายทหาร นายประกัน และลูกหนี้ของระบบ โลกใหม่ในจินตนาการของทรัมป์คือโลกที่อเมริกาจะไม่ยอมทำหน้าที่ทั้งสามอย่างในราคาที่คนอื่นตั้งให้เองอีกต่อไป

แน่นอน ข้อเสนอเช่นนี้ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงเลย การรื้อระเบียบเดิมอาจทำให้เกิดการเจรจาที่สมจริงขึ้น แต่อาจทำให้โลกปั่นป่วนขึ้นด้วยเช่นกันหากไม่มีกรอบใหม่มารองรับ เพราะระเบียบเดิมแม้ไม่ยุติธรรมในหลายมิติ ก็ยังเคยทำหน้าที่ประคองระบบการค้า การเดินเรือ และการคำนวณความเสี่ยงของโลกอยู่ระดับหนึ่ง การทุบมันโดยไม่มีสถาปัตยกรรมใหม่อาจสร้างสุญญากาศที่เปิดทางให้การต่อรองแบบแข็งกร้าว การแบ่งค่ายที่ชัดขึ้น และความไม่แน่นอนที่กว้างกว่าเดิม แต่สำหรับฝ่ายที่เชื่อว่าโลกเก่ากำลังดูดเลือดอเมริกาและผันผลกำไรไปยังเครือข่ายผลประโยชน์เดิม ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนเกมอาจถูกมองว่าคุ้มกว่าการอยู่ต่อในเกมเดิมที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง

ดังนั้น หากจะสรุปอย่างเข้มข้นที่สุด บทเรียนจากกรณีนี้ไม่ใช่เพียงว่ายุโรปไม่พร้อมช่วยอเมริกา หรือไม่อยากเสี่ยงทางการเมืองภายใน แต่คือการที่ระเบียบโลกเดิมได้หล่อเลี้ยงพฤติกรรมของรัฐและสถาบันจำนวนมากให้คุ้นกับโลกแบบที่สหรัฐจ่ายต้นทุนส่วนเกิน จนแทบไม่มีใครอยากเห็นการเปลี่ยนเกมจริง ๆ เพราะทันทีที่อเมริกาหยุดยอมเป็นคนจ่าย โลกทั้งระบบจะถูกบังคับให้ตอบคำถามใหม่ว่า ใครกันแน่ควรเป็นผู้แบก ใครควรเป็นผู้ได้ และใครกำลังเก็บผลประโยชน์จากระบบที่ตนไม่ต้องออกแรงรักษาเท่าคนอื่น

ในแง่นี้ ประเด็นเรื่องทรัมป์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องบุคลิกผู้นำหรือความหยาบคายทางการทูต หากคือการปะทะกันระหว่างสองวิสัยทัศน์ของโลก วิสัยทัศน์แรกเชื่อว่าระเบียบเดิมควรถูกรักษาไว้ แม้จะมีความไม่สมดุล เพราะมันยังทำให้ระบบโดยรวมเดินต่อได้ วิสัยทัศน์ที่สองเชื่อว่าระเบียบเดิมกลายเป็นกับดักที่ทำให้อเมริกาเป็นผู้ค้ำระบบ ในขณะที่คนอีกชั้นหนึ่งยังเก็บค่าผ่านทางจากความเสี่ยงของโลก และเกมนี้ต้องถูกทุบก่อนที่สหรัฐจะหมดแรงทั้งทางการคลังและทางยุทธศาสตร์

บทสรุปเชิงบรรณาธิการ: หากแปลข้อถกเถียงทั้งหมดนี้ให้กระชับที่สุด ก็อาจเขียนได้ว่า ทรัมป์กำลังพยายามทำในสิ่งที่ชนชั้นนำระเบียบโลกเดิมไม่อยากให้เกิด นั่นคือบังคับให้ต้นทุนของความมั่นคงกลับไปหาผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริง และบังคับให้ผลกำไรจากความปั่นป่วนของโลกไม่สามารถลอยขึ้นไปหาผู้เล่นหลังฉากได้ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป

เอกสารอ้างอิง

European Commission. (2025, November 19). Military Mobility Package 2025. European Commission. https://defence-industry-space.ec.europa.eu/eu-defence-industry/military-mobility_en

Government Accountability Office. (2026, January 20). Financial audit: Bureau of the Fiscal Service’s FY 2025 and FY 2024 schedules of federal debt (GAO-26-107908). https://www.gao.gov/products/gao-26-107908

Jervis, R. (1978). Cooperation under the security dilemma. World Politics, 30(2), 167–214.

Mearsheimer, J. J. (2001). The tragedy of great power politics. W. W. Norton.

Morgenthau, H. J. (2006). Politics among nations: The struggle for power and peace (7th ed.). McGraw-Hill. (Original work published 1948)

Reuters. (2026, March 5). Lloyd’s market engaging with U.S. government over Gulf maritime plan, officials say.

Reuters. (2026, April 8). Maersk cautious on Strait of Hormuz shipping despite U.S.-Iran ceasefire.

Reuters. (2026, April 8). Hapag-Lloyd says a return to normal shipping will take 6–8 weeks once Middle East stabilises.

Reuters. (2026, April 9). Hormuz at near standstill as Iran warns ships to keep to its waters.

The City of London Corporation. (2026, February). The role of financial and professional services in the UK. https://www.cityoflondon.gov.uk/

Waltz, K. N. (1979). Theory of international politics. Addison-Wesley.

โพสต์ล่าสุด

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 4: เเมื่อกลไกระบอบเริ่มบีบขอบเขตของประชาชน

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 4 | เมื่อกลไกระบอบเริ่มบีบขอบเขตของประชาชน คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 4: เมื่ออำนาจเร...

Popular Posts