คันฉ่องส่องไทย: “สีน้ำเงิน” ไม่ได้เกิดจากการยกมือครั้งเดียว
แต่เติบโตจากโครงสร้างอำนาจที่สั่งสมมานาน
ในห้วงเวลาที่กระแสวิพากษ์ “พรรคสีน้ำเงิน” กำลังร้อนแรง มีความพยายามจากบางฝ่ายในการโยนความผิดไปยัง “พรรคส้ม” ว่าเป็นผู้เปิดทางให้อนุทินและเครือข่ายสีน้ำเงินผงาดขึ้นมาครองอำนาจ จนหลายคนเริ่มเชื่อว่าการ “ยกมือ” ครั้งหนึ่งในสภา คือจุดกำเนิดของการรวบอำนาจที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้
แต่หากมองการเมืองไทยด้วยสายตาที่ลึกกว่าเกมรายวัน จะเห็นว่าคำอธิบายเช่นนั้นง่ายเกินไป และอาจเป็นการเบี่ยงสายตาสังคมออกจาก “โครงสร้างอำนาจจริง” ที่ทำให้พรรคสีน้ำเงินเติบโตจนมีอิทธิพลเหนือรัฐไทยในปัจจุบัน
ความจริงคือ พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เพิ่ง “ผงาด” เมื่อวานนี้ หากแต่เติบโตมาอย่างต่อเนื่องภายใต้ระบอบอำนาจที่เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายบางกลุ่มสะสมทั้งทุน อำนาจ ระบบอุปถัมภ์ และการเข้าถึงกลไกรัฐอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
จุดเปลี่ยนสำคัญครั้งหนึ่งคือช่วงหลังการแตกตัวของขั้วอำนาจจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในปี 2551 การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยในเวลานั้น ไม่ใช่เพียงการ “ย้ายขั้ว” ธรรมดา แต่คือการเข้าสู่วงในของอำนาจรัฐอย่างเต็มรูปแบบ และกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในสมการอำนาจไทยตั้งแต่นั้นมา
หลังรัฐประหาร 2557 พรรคภูมิใจไทยยิ่งเติบโตภายใต้โครงสร้างที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. วางไว้ พรรคนี้สนับสนุนรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และได้รับโอกาสครอบครองกระทรวงที่มีศักยภาพสูงในการสร้างฐานการเมืองระดับรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข คมนาคม หรือภายหลังคือมหาดไทย
กระทรวงเหล่านี้สำคัญกว่าการอภิปรายในสภาหลายร้อยครั้ง เพราะเชื่อมตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด อบจ. อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ระบบงบประมาณท้องถิ่น เครือข่ายผู้รับเหมา นักธุรกิจท้องถิ่น และประชาชนระดับฐานรากทั่วประเทศ
อำนาจที่แท้จริงในสังคมไทย ไม่ได้อยู่แค่บนเวทีอภิปราย แต่อยู่ในความสามารถในการควบคุมกลไกรัฐที่ลงไปถึงทุกจังหวัด ทุกอำเภอ และทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เมื่อพรรคเพื่อไทยกลับสู่อำนาจหลังการกลับบ้านของทักษิณ ชินวัตร พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ถูกลดบทบาท ตรงกันข้าม กลับได้รับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นหัวใจของอำนาจเชิงโครงสร้างของรัฐไทย
มหาดไทยไม่ใช่เพียงกระทรวงราชการ แต่คือเครื่องจักรทางการเมืองขนาดใหญ่ที่สุดเครื่องหนึ่งของประเทศ เพราะเชื่อมต่อทั้งการปกครอง การเลือกตั้ง เครือข่ายท้องถิ่น งบประมาณ และอิทธิพลทางสังคม
ดังนั้น หากวันนี้มีข้อสงสัยว่าทำไมพรรคสีน้ำเงินจึงสามารถขยายอิทธิพลไปถึงวุฒิสภา องค์กรอิสระ หรือโครงสร้างทางอำนาจต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง คำตอบย่อมไม่ใช่เพราะ “มีใครยกมือครั้งเดียว” แต่เพราะมีการสะสมอำนาจต่อเนื่องยาวนานภายใต้ระบบที่เอื้อให้เครือข่ายบางกลุ่มเข้าถึงทรัพยากรของรัฐอย่างต่อเนื่อง
ภาพ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ผู้คนกำลังพูดถึง จึงไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลอย่างอนุทินหรือเนวินเท่านั้น แต่สะท้อนปัญหาใหญ่กว่านั้น คือโครงสร้างคณาธิปไตยที่อำนาจจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในเครือข่ายชนชั้นนำบางกลุ่ม ภายใต้ระเบียบการเมืองที่อ้างความมั่นคง ความจงรักภักดี และการรักษาระบบเดิม
เมื่อมองเช่นนี้ การโจมตีพรรคส้มว่าเป็นต้นเหตุหลักของการผงาดของสีน้ำเงิน อาจกลายเป็นการเบี่ยงประเด็นออกจากคำถามสำคัญกว่า นั่นคือ ใครกันแน่ที่ออกแบบระบบการเมืองให้วุฒิสภามีอำนาจมหาศาล ใครกันแน่ที่สร้างรัฐธรรมนูญให้กลไกที่ไม่ได้มาจากประชาชนสามารถคานหรือกำหนดทิศทางประเทศได้ และใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์ หากประชาชนหันไปทะเลาะกันเองระหว่าง “ส้ม” กับ “แดง” จนลืมมองโครงสร้างอำนาจที่อยู่เหนือทั้งสองฝ่าย
นี่คือจุดที่สังคมไทยต้องระวังที่สุด เพราะในหลายประเทศ อำนาจนำมักอยู่รอดได้ด้วยวิธีทำให้ฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยแตกแยกกันเอง จนหมดพลังในการตั้งคำถามต่อโครงสร้างหลักของรัฐ
การวิพากษ์พรรคส้ม พรรคแดง หรือพรรคใดก็ตาม ย่อมทำได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่หากการวิจารณ์นั้นทำให้สังคมมองไม่เห็น “สถาปัตยกรรมอำนาจ” ที่ใหญ่กว่าตัวพรรคการเมือง เราอาจกำลังหลงมองเงา จนลืมมองตัวจริงของปัญหา
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครยกมือให้ใคร” แต่คือ “ใครได้ประโยชน์จากการทำให้ประชาชนมองผิดจุด”
หากไม่เข้าใจจุดนี้ การเมืองไทยก็อาจวนกลับมาที่เดิมอีกครั้ง คือเปลี่ยนตัวละคร แต่โครงสร้างอำนาจยังคงอยู่เหมือนเดิมทุกประการ
