คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 3 | อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 3 | อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน
คันฉ่องส่องไทย

ตอนที่ 3: อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน

ดร. เพียงดิน รักไทย | มหาวิทยาลัยประชาชน
การเลือกตั้งอาจเป็นภาพที่มองเห็นได้ของประชาธิปไตย แต่อำนาจที่กำหนดผลลัพธ์จริงของประเทศ บางครั้งกลับอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนไม่เคยเห็น และไม่เคยแตะต้องได้

หากเรามองการเมืองไทยเพียงผ่านผลการเลือกตั้ง เราอาจเข้าใจว่าประชาชนคือผู้กำหนดทิศทางประเทศ แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกชั้น จะพบว่า ยังมี “อำนาจอีกประเภทหนึ่ง” ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มีบทบาทกำหนดกรอบของการเมืองทั้งหมด

อำนาจประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวในเวทีหาเสียง ไม่ต้องขอคะแนนเสียง และไม่ต้องตอบคำถามต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ แต่สามารถกำหนดได้ว่า ใครมีสิทธิ์เล่นเกม ใครถูกกันออกจากเกม และกติกาของเกมจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด

โครงสร้างที่อยู่เหนือรัฐบาล

ในหลายช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ไทย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ถืออำนาจสูงสุดจริง เพราะยังมีโครงสร้างอื่นที่สามารถกำหนดทิศทาง หรือแม้กระทั่งยุติบทบาทของรัฐบาลได้

โครงสร้างเหล่านี้อาจอยู่ในรูปของสถาบัน องค์กร หรือเครือข่ายที่มีอำนาจเชิงประเพณี อำนาจทางกฎหมาย หรืออำนาจทางกำลัง ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว สามารถสร้าง “เพดานที่มองไม่เห็น” ให้กับการเมืองไทย

เพดานนี้ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในตำราเรียน แต่ผู้เล่นทางการเมืองทุกคนรับรู้ถึงมัน และต้องปรับตัวให้อยู่ภายใต้กรอบนั้น หากต้องการอยู่รอด

กติกาที่เปลี่ยนได้ แต่ไม่เท่ากัน

หนึ่งในลักษณะสำคัญของอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน คือความสามารถในการเปลี่ยนกติกา ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง หรือกลไกการตรวจสอบ

ในทางทฤษฎี กติกาควรเป็นสิ่งที่มั่นคงและใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม แต่ในความเป็นจริง กติกาในบางช่วงกลับถูกปรับเปลี่ยนตามบริบทของอำนาจ และในบางกรณี การตีความกติกาก็มีความยืดหยุ่นไม่เท่ากันระหว่างผู้เล่นแต่ละฝ่าย

ผลลัพธ์คือการแข่งขันที่ดูเหมือนมีสนามเดียวกัน แต่เงื่อนไขกลับไม่เหมือนกัน

ความเงียบที่ไม่ได้เกิดจากความสงบ

เมื่ออำนาจบางส่วนอยู่เหนือการตรวจสอบโดยตรง สังคมมักเข้าสู่ภาวะที่ดูเหมือนสงบ แต่ความสงบนั้นอาจไม่ได้เกิดจากความพึงพอใจของประชาชน หากเกิดจากข้อจำกัดในการแสดงออก

การตั้งคำถามอาจถูกมองว่าเป็นความขัดแย้ง การวิจารณ์อาจถูกตีความว่าเป็นการท้าทาย และการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอาจถูกทำให้ดูเป็นความไม่เหมาะสม

เมื่อพื้นที่สาธารณะหดตัวลง ความคิดที่หลากหลายก็หายไป และเมื่อความคิดหายไป การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก็แทบเป็นไปไม่ได้

ผลที่สะสมในระยะยาว

อำนาจที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อาจให้ความมั่นคงในระยะสั้น แต่ในระยะยาว มันสร้างต้นทุนที่สูงมากต่อสังคม

เพราะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าเสียงของตนไม่มีผลจริง ความเชื่อมั่นต่อระบบจะลดลง การมีส่วนร่วมทางการเมืองจะหดตัว และความขัดแย้งจะไม่หายไป แต่ถูกกดทับไว้จนพร้อมจะปะทุในรูปแบบที่รุนแรงกว่าเดิม

ในขณะเดียวกัน ศักยภาพของประเทศก็ถูกจำกัด เพราะการตัดสินใจสำคัญไม่ได้เกิดจากการถกเถียงอย่างเปิดเผย แต่เกิดจากการจัดสมดุลของอำนาจในวงจำกัด

คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยมีการเลือกตั้งหรือไม่ แต่คือ อำนาจสูงสุดของประเทศอยู่ที่ใครจริง

ถ้าอำนาจสูงสุดยังไม่ได้อยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง การเมืองก็จะยังคงเป็นเพียงภาพที่เห็น ขณะที่กลไกที่กำหนดผลลัพธ์จริงยังอยู่ในเงา

และตราบใดที่โครงสร้างนี้ยังไม่ถูกทำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ คำว่า “ประเทศของประชาชน” ก็อาจยังเป็นเพียงแนวคิด มากกว่าความเป็นจริง

การเข้าใจอำนาจที่มองไม่เห็น ไม่ใช่เพื่อสร้างความขัดแย้ง แต่เพื่อทำให้สังคมสามารถตั้งคำถามได้อย่างตรงจุด เพราะบางครั้ง สิ่งที่กำหนดอนาคตของประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่เรามองเห็น แต่คือสิ่งที่เราถูกทำให้ไม่มองเห็นต่างหาก

โพสต์ล่าสุด

คันฉ่องส่องโลก | ทรัมพ์จะทิ้ง NATO ไหม?

คันฉ่องส่องโลก | ทรัมพ์จะทิ้ง NATO ไหม? คันฉ่องส่องโลก | บทความกึ่งวิชาการ โลกไม่ได้เคลื่อน...

Popular Posts