ทำไม Trump จึงพอใจกับการยืดหยุดยิง 60 วัน
คนจำนวนมากมักเข้าใจ “Peace Through Strength” ว่าคือการใช้กำลังถล่มศัตรูให้ราบคาบ แต่ในตรรกะของอำนาจจักรวรรดิ การใช้กำลังที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นการยิงให้มากที่สุด หากเป็นการทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องเลือกทางถอยเอง โดยยังคงเหลือโครงสร้างพอให้ลงนาม ยอมรับเงื่อนไข และถูกผูกมัดในระยะยาว
กรณีอิหร่านจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสงคราม แต่เป็นเกมบีบสามชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือทหาร ชั้นที่สองคือเศรษฐกิจ และชั้นที่สามคือจิตวิทยาการเมืองภายในประเทศอิหร่านเอง
หากสหรัฐถล่มอิหร่านจนราบคาบทันที ผลลัพธ์อาจดูสะใจในสายตาฝ่ายเหยี่ยว แต่ความเสี่ยงคือภูมิภาคลุกเป็นไฟ ราคาน้ำมันพุ่ง ระบบขนส่งโลกสะเทือน และอิหร่านอาจเปลี่ยนจากรัฐที่ถูกบีบให้เจรจา กลายเป็นสังคมที่รวมตัวกันด้วยชาตินิยมต้านอเมริกา การชนะทางทหารอาจกลายเป็นแพ้ทางยุทธศาสตร์
แรงกดดันที่กัดกินระบอบจากข้างใน
ในช่วงเวลานี้ อิหร่านยังถูกบีบด้วยเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ค่าเงินที่ทรุดหนัก เงินเฟ้อที่กัดกินชีวิตประชาชน การส่งออกน้ำมันที่ถูกจำกัด ความจำเป็นต้องเปิดอินเทอร์เน็ตบางส่วนเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจภายในหยุดหายใจ และความกลัวว่าความทุกข์ยากของประชาชนจะกลายเป็นการลุกฮือทางการเมือง สิ่งเหล่านี้คือแรงกดดันที่ไม่ต้องใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทุกวัน แต่กัดกินความมั่นคงของระบอบทุกชั่วโมง
เมื่อรัฐบาลต้องควบคุมประชาชน แต่ก็ต้องเปิดพื้นที่ให้เศรษฐกิจเดินต่อ นั่นคือสัญญาณของรัฐที่ติดกับดักสองด้าน หากปิดมากเกินไป เศรษฐกิจก็ตาย หากเปิดมากเกินไป ความไม่พอใจก็ไหลเวียนและเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้น นี่คือจุดที่แรงกดดันภายนอกและแรงสั่นสะเทือนภายในเริ่มทำงานร่วมกัน
ฮอร์มุซคือหัวใจของเกมน้ำมัน
ช่องแคบฮอร์มุซคือหมากสำคัญที่สุดในกระดานนี้ หากอิหร่านปิด ฮอร์มุซคืออาวุธต่อรอง หากอิหร่านเปิด ฮอร์มุซก็กลายเป็นหลักฐานว่าแรงกดดันของสหรัฐได้ผล และตลาดน้ำมันจะเริ่มลดความหวาดกลัวลงทันที
สำหรับ Trump ผลเชิงการเมืองภายในสหรัฐสำคัญมาก เพราะราคาน้ำมันและเงินเฟ้อคือภาษาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจง่ายที่สุด ประชาชนอเมริกันอาจไม่ติดตามรายละเอียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทุกวัน แต่พวกเขารู้ทันทีเมื่อเติมน้ำมันแพงขึ้น ซื้ออาหารแพงขึ้น หรือเงินเดือนเดิมซื้อของได้น้อยลง
ดังนั้น การไม่ถล่มอิหร่านให้ราบคาบอาจไม่ใช่ความลังเล แต่เป็นการเลือก “บีบให้ยอม” มากกว่า “ทำลายจนไร้คู่เจรจา”
เป้าหมายใหญ่ของ Trump
เป้าหมายใหญ่ของ Trump น่าจะมีอย่างน้อยสี่ข้อ ข้อแรก ให้อิหร่านถอยจากขีดความสามารถนิวเคลียร์ที่เป็นภัยจริง ข้อที่สอง เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ตลาดพลังงานกลับมาหายใจ ข้อที่สาม สร้างหลักประกันระยะยาวให้พันธมิตรตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิสราเอลและรัฐอาหรับสายสหรัฐ และข้อที่สี่ เปลี่ยนชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ให้กลายเป็นผลทางเศรษฐกิจที่คนอเมริกันรู้สึกได้ก่อนการเลือกตั้ง
หากเกมจบในเดือนกรกฎาคมหรือใกล้เคียง เวลาที่เหลือก่อนการเลือกตั้งจะพอให้ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ตลาดทุน และความรู้สึกของประชาชนเริ่มปรับตัว Trump ย่อมสามารถเล่าเรื่องได้ว่า เขาไม่ได้พาอเมริกาเข้าสู่สงครามไร้ปลายทาง แต่ใช้พลังทหารบีบให้เกิดสันติภาพ ใช้แรงกดดันบีบให้เกิดข้อตกลง และใช้ความแข็งแกร่งบีบให้ศัตรูยอมถอย
Peace Through Strength ในภาษาพญาอินทรี
นี่คือความหมายที่แท้จริงของ “Peace Through Strength” ในแบบพญาอินทรี ไม่ใช่สันติภาพจากความเมตตาล้วน ๆ และไม่ใช่สงครามจากความบ้าคลั่งล้วน ๆ แต่คือสันติภาพที่เกิดจากการทำให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่า ทางเลือกอื่นแพงเกินกว่าจะรับไหว
สหรัฐไม่จำเป็นต้องทำลายอิหร่านทั้งหมด หากสามารถทำให้อิหร่านยอมถอยในจุดที่สำคัญที่สุดได้ ไม่ว่าจะเป็นยูเรเนียม ช่องแคบฮอร์มุซ เครือข่ายตัวแทนในภูมิภาค หรือการยอมเข้าสู่โครงสร้างความมั่นคงแบบใหม่ที่สหรัฐและพันธมิตรวางไว้
ในกรอบนี้ Abraham Accords จึงไม่ใช่เพียงเอกสารทางการทูต แต่คือสถาปัตยกรรมใหม่ของตะวันออกกลาง หากอิหร่านถูกบีบให้ถอย และรัฐอาหรับบางส่วนขยับเข้าหาสหรัฐกับอิสราเอลมากขึ้น นั่นย่อมหมายถึงการจัดวางภูมิภาคใหม่โดยลดพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเตหะรานลงอย่างมีนัยสำคัญ
เกมยังไม่จบ และจุดเสี่ยงยังมีมาก
อย่างไรก็ตาม เกมนี้ยังไม่จบ และมีจุดเสี่ยงหลายจุด อิหร่านอาจยื้อเรื่องยูเรเนียม ฝ่ายแข็งกร้าวในสหรัฐและอิสราเอลอาจไม่พอใจการผ่อนปรน กลุ่มตัวแทนอิหร่านในภูมิภาคอาจก่อเหตุเพื่อทำลายดีล และตลาดน้ำมันอาจไม่ลดลงเร็วเท่าที่ทำเนียบขาวหวัง
อีกด้านหนึ่ง สงครามรัสเซีย-ยูเครน และท่าทีต่อคิวบา ก็อาจถูกเร่งให้เห็นผลในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะหาก Trump ต้องการสร้างภาพผู้นำที่ “ปิดสงคราม เปิดเศรษฐกิจ และกู้ศักดิ์ศรีอเมริกา” เขาย่อมต้องการชุดความสำเร็จหลายสมรภูมิ ไม่ใช่เพียงสมรภูมิเดียว
ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้จึงขึ้นอยู่กับการคุมจังหวะอย่างละเอียด หากกดแรงเกินไป อิหร่านอาจตอบโต้จนไฟลุก หากผ่อนเร็วเกินไป ฝ่ายตรงข้ามจะตีความว่าเป็นความอ่อนแอ หากปล่อยให้เวลายืดเกินไป ผลทางการเมืองภายในสหรัฐก็อาจไม่ทันจังหวะเลือกตั้ง
นี่จึงไม่ใช่เกมของคนใจอ่อน แต่เป็นเกมของคนที่เข้าใจว่า บางครั้งระเบิดที่ทรงพลังที่สุด ไม่ได้ตกจากฟ้า แต่อยู่ในนาฬิกาที่กำลังเดินถอยหลังอยู่บนโต๊ะเจรจา
