สองปีหลังการยุบพรรคก้าวไกล: การเปลี่ยนผ่านเชิงอำนาจ ต้นทุนของการสกัดการเปลี่ยนแปลง และปัญหาความชอบธรรม

สองปีหลังการยุบพรรคก้าวไกล: การเปลี่ยนผ่านเชิงอำนาจ ต้นทุนของการสกัดการเปลี่ยนแปลง และปัญหาความชอบธรรม

คันฉ่องส่องไทย · บทวิเคราะห์การเมืองเชิงระบอบ

สองปีหลังการยุบพรรคก้าวไกล: การเปลี่ยนผ่านเชิงอำนาจ ต้นทุนของการสกัดการเปลี่ยนแปลง และปัญหาความชอบธรรมในระบอบการเมืองไทย

กรณีศึกษาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้าง ตัวแสดง สถาบัน และการผลิตซ้ำของอำนาจทางการเมือง

บทคัดย่อ บทความนี้ใช้พัฒนาการทางการเมืองตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 การยุบพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2567 จนถึงการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เป็นกรณีศึกษาสำหรับวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางการเมือง ตัวแสดง สถาบัน ความชอบธรรม และการเปลี่ยนแปลงในระบอบการเมืองไทย ข้อเสนอหลักคือ การอธิบายพัฒนาการดังกล่าวด้วยกรอบ “ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยม” หรือ “ความพ่ายแพ้ของฝ่ายปฏิรูป” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะชัยชนะทางการเลือกตั้ง ชัยชนะในการแปลงคะแนนเสียงเป็นอำนาจรัฐ ชัยชนะทางอุดมการณ์ และความสามารถในการผลิตความชอบธรรมของระบอบ เป็นปรากฏการณ์คนละระดับที่อาจเคลื่อนไปคนละทิศทาง บทความเสนอให้แยกวิเคราะห์ โครงสร้าง (structure) ออกจาก ความสามารถในการกระทำของตัวแสดง (agency) และประยุกต์แนวคิด party institutionalization, movement party, political legitimacy, political demobilization และ containment–accommodation ประกอบการอธิบาย พร้อมเสนอกรอบวิเคราะห์ ต้นทุนของการสกัดการเปลี่ยนแปลง (cost of political containment) เพื่อชี้ว่า การจำกัดหรือชะลอการเปลี่ยนแปลงมิได้สร้างต้นทุนแก่ฝ่ายที่ถูกจำกัดเท่านั้น แต่ก่อต้นทุนด้านความชอบธรรม ทุนมนุษย์ทางการเมือง การมีส่วนร่วม และค่าเสียโอกาสในการปฏิรูปประเทศด้วย ในอีกด้านหนึ่ง บทความปฏิเสธการใช้คำอธิบายเชิงโครงสร้างเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของพรรคการเมือง โดยเสนอหลัก ความรับผิดชอบอย่างถึงรากควบคู่กับความซื่อตรงต่อโครงสร้าง (radical accountability with structural honesty)

คำสำคัญ: พรรคก้าวไกล, พรรคประชาชน, ระบอบการเมืองไทย, ความชอบธรรมทางการเมือง, การทำให้พรรคเป็นสถาบัน, movement party, political containment, structure and agency

1.บทนำ: จากเหตุการณ์ทางการเมืองสู่ปัญหาเชิงระบอบ

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่เข้าเงื่อนไขเป็นเวลาสิบปี จากกรณีการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลเห็นว่าเข้าลักษณะการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองตามบทบัญญัติที่ให้อำนาจยุบพรรคการเมืองได้[1]

หากพิจารณาในฐานะเหตุการณ์เฉพาะหน้า คำถามที่ตามมาย่อมผูกอยู่กับชะตากรรมของพรรค ผู้นำพรรค และการแข่งขันในระยะสั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองปี และเมื่อเราสามารถวางเหตุการณ์นี้ไว้ในเส้นทางที่ยาวกว่า—ตั้งแต่การยุบพรรคอนาคตใหม่ ผ่านชัยชนะและการถูกยุบของก้าวไกล จนถึงผลการเลือกตั้งและประชามติเดือนกุมภาพันธ์ 2569—เหตุการณ์นี้มีคุณค่าในฐานะกรณีศึกษาที่กว้างกว่าชะตากรรมของพรรคหนึ่งพรรค

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ควรศึกษาอาจมิใช่เพียงว่า เกิดอะไรขึ้นกับพรรคก้าวไกล หากคือ กรณีพรรคก้าวไกลเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับระบอบการเมืองไทย การเปลี่ยนคำถามเช่นนี้มีนัยเชิงวิธีวิทยา เพราะทำให้หน่วยวิเคราะห์ (unit of analysis) ขยับจากองค์กรทางการเมืองหนึ่งองค์กร ไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง ผู้เลือกตั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ระบบราชการ เครือข่ายอำนาจระดับพื้นที่ กลไกการเลือกตั้ง และกระบวนการผลิตความชอบธรรมของระบอบโดยรวม

บทความนี้จึงไม่ตั้งต้นจากสมมติฐานว่าฝ่ายใดคือ “ฝ่ายประชาธิปไตย” หรือ “ฝ่ายอำนาจนิยม” แล้วเลือกข้อมูลมายืนยันข้อสรุปที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หากตั้งต้นจากคำถามเชิงประจักษ์ว่า อำนาจถูกผลิต กระจาย จำกัด และเปลี่ยนผ่านผ่านกลไกใด และกระบวนการเหล่านั้นสร้างผลลัพธ์และต้นทุนอย่างไร—คำถามที่ภาษาการเมืองแบบ “แพ้–ชนะ” มักบดบังไว้

2.ปัญหา Structure–Agency: ระหว่างข้อจำกัดของสนามกับความรับผิดของผู้เล่น

ปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งของสังคมศาสตร์คือความสัมพันธ์ระหว่าง โครงสร้าง (structure) กับ ความสามารถในการกระทำ (agency) ในบริบททางการเมือง โครงสร้างหมายถึงกติกา สถาบัน การจัดสรรทรัพยากร ความสัมพันธ์ทางอำนาจ บรรทัดฐาน และมรดกทางประวัติศาสตร์ที่กำหนดขอบเขตของสิ่งที่ตัวแสดงกระทำได้ ส่วน agency หมายถึงความสามารถของตัวแสดงในการตัดสินใจ วางยุทธศาสตร์ สร้างพันธมิตร เรียนรู้จากความผิดพลาด และเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ตนเผชิญ

การอธิบายการเมืองไทยโดยเน้นด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนได้ทั้งสองทาง หากให้น้ำหนักโครงสร้างจนแทบไม่มีที่ว่างแก่ agency เราจะสรุปว่าผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้แล้ว พรรคการเมืองจึงแทบไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของตน คำอธิบายเช่นนั้นลดทอนความสำคัญของยุทธศาสตร์ คุณภาพผู้สมัคร การสร้างองค์กร และความสามารถของคู่แข่งขัน ในทางกลับกัน หากมองเฉพาะ agency เราจะอธิบายชัยชนะและความพ่ายแพ้ด้วยคุณภาพผู้นำหรือการสื่อสารเพียงอย่างเดียว โดยละเลยว่าตัวแสดงแต่ละฝ่ายไม่ได้แข่งขันภายใต้ทรัพยากร ตำแหน่งแห่งที่ และข้อจำกัดเชิงสถาบันที่เท่ากัน

การวิเคราะห์ที่รอบคอบจึงต้องถามพร้อมกันสองคำถาม ประการแรก ภายใต้โครงสร้างที่ดำรงอยู่ ตัวแสดงมีทางเลือกอะไรบ้าง และประการที่สอง ภายในพื้นที่ของทางเลือกที่ยังมีอยู่ ตัวแสดงใช้ agency ของตนได้ดีเพียงใด ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินพรรคประชาชนหลังการเลือกตั้ง 2569 เพราะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงทั้งข้อสรุปว่า “พรรคแพ้เพราะระบบ” และข้อสรุปตรงข้ามว่า “ระบบไม่เกี่ยว พรรคแพ้เพราะตนเองทั้งหมด”

โครงสร้างอธิบายข้อจำกัด แต่ agency อธิบายว่าเราทำอะไรภายในข้อจำกัดนั้น

3.จากอนาคตใหม่ถึงพรรคประชาชน: ความต่อเนื่องของฐานทางสังคม

การยุบพรรคอนาคตใหม่ใน พ.ศ. 2563 ตามมาด้วยการเติบโตของพรรคก้าวไกล ซึ่งกลายเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด (151 ที่นั่ง) หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 ก่อนถูกยุบใน พ.ศ. 2567 และการเกิดขึ้นของพรรคประชาชนในเวลาต่อมา ลำดับเหตุการณ์นี้ชี้ข้อสังเกตเชิงสถาบันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ความต่อเนื่องของฐานทางสังคมอาจดำรงอยู่ได้ แม้องค์กรที่เป็นตัวแทนของฐานนั้นจะถูกยุติ

แนวคิด movement party ช่วยอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดี พรรคการเมืองแบบดั้งเดิมดำรงอยู่ผ่านโครงสร้างสมาชิก เครือข่ายผู้สมัคร และทรัพยากรขององค์กรเป็นสำคัญ แต่ movement party มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเครือข่ายทางสังคม ข้อเรียกร้อง และอัตลักษณ์ของผู้สนับสนุนที่ดำรงอยู่นอกขอบเขตของพรรคด้วย งานศึกษาของ Laohabut และ McCargo เสนอว่าก้าวไกลมีคุณลักษณะดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ โดยชี้ว่าความสำเร็จของพรรคสัมพันธ์กับทั้งวิวัฒนาการจากอนาคตใหม่ และการผนวกผู้นำขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วง พ.ศ. 2563 เข้าสู่เส้นทางรัฐสภา[2]

ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ว่าเหตุใด “พรรคส้ม” จึงกลับมาได้หลังการยุบพรรค คำถามที่ลึกกว่าคือ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม สถาบัน และระหว่างรุ่นใด ที่ยังคงผลิตความต้องการทางการเมืองซึ่งพรรคเหล่านี้เข้าไปเป็นตัวแทน การแยกองค์กรออกจาก social constituency มีนัยทางทฤษฎีอย่างชัดเจน หากปัญหาอยู่ที่องค์กร การยุติองค์กรย่อมยุติปัญหาได้ แต่หากองค์กรเป็นเพียง รูปแสดงเชิงสถาบัน (institutional expression) ของความต้องการทางสังคม การยุติองค์กรก็เพียงเปลี่ยนช่องทางการแสดงออก โดยมิได้ทำให้เหตุปัจจัยพื้นฐานหายไป

4.การเลือกตั้ง พ.ศ. 2569: ปัญหาของการนิยาม “ชัยชนะ”

การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ทำให้การใช้คำว่า “ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยม” มีเหตุผลรองรับในระดับหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการแข่งขันระดับเขต สามารถแปลงเครือข่ายทางการเมือง ความแข็งแรงของผู้สมัคร ความสัมพันธ์ระดับพื้นที่ และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งให้กลายเป็นจำนวนที่นั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งด้วย 192 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชนได้ 120 ที่นั่ง[3] ความสำเร็จนี้ควรได้รับการยอมรับในฐานะ agency ของคู่แข่งขัน มิใช่สิ่งที่ปัดตกได้ด้วยคำว่า “ระบบ”

อย่างไรก็ตาม ผลแบบบัญชีรายชื่อทำให้คำว่า “ชัยชนะ” ซับซ้อนขึ้นทันที เพราะพรรคประชาชนได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ

ผลการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 (จำแนกพรรคหลัก)
พรรคคะแนนบัญชีรายชื่อร้อยละที่นั่งรวม
ประชาชน11,043,31530.56120
ภูมิใจไทย6,468,07617.90192
เพื่อไทย5,575,45915.4374
กล้าธรรม58
ประชาธิปัตย์3,941,85810.9121

ตัวเลขนี้มิได้หมายความว่าพรรคประชาชน “ชนะจริง” และอีกฝ่าย “ชนะปลอม” แต่บังคับให้เราแยกอย่างน้อยสามสิ่งออกจากกัน ได้แก่ ความนิยมของประชาชน (popular preference) การมีผู้แทนเชิงพื้นที่ (territorial representation) และ การแปลงคะแนนเป็นอำนาจปกครอง (conversion of votes into governing power) ทั้งสามสัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน พรรคหนึ่งอาจมีความนิยมระดับชาติสูงแต่มีองค์กรระดับเขตอ่อนกว่า อีกพรรคหนึ่งอาจมีคะแนนรวมน้อยกว่าแต่กระจายทรัพยากรและสร้างความได้เปรียบในเขตจนได้ที่นั่งมากกว่า

ดังนั้น การสรุปจากจำนวนที่นั่งโดยตรงว่า “สังคมไทยปฏิเสธแนวคิดของพรรคประชาชนแล้ว” จึงเป็น การก้าวกระโดดเชิงอนุมาน (inferential leap) ที่หลักฐานไม่รองรับ ข้อสรุปที่ระมัดระวังกว่าคือ พรรคประชาชนประสบปัญหาในการเปลี่ยนความนิยมระดับประเทศให้กลายเป็นอำนาจเชิงพื้นที่และอำนาจจัดตั้งรัฐบาล นี่คือ conversion problem มากพอ ๆ กับที่เป็น popularity problem และสองสิ่งนี้เรียกร้องคำตอบทางยุทธศาสตร์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

5.จาก Electoral Mobilization สู่ Party Institutionalization

ในบทสัมภาษณ์เนื่องในวาระครบรอบสองปีการยุบพรรค นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หนึ่งในกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิ ได้ตั้งข้อสังเกตที่มีนัยเชิงทฤษฎีชัดเจนว่า ยุคที่ “กระแส” เพียงอย่างเดียวจะพาพรรคไปถึงชัยชนะได้นั้นสิ้นสุดลงแล้ว

“ผู้สมัครของพรรคจะต้องทำการบ้านมากขึ้น เพราะกระแสอย่างเดียวมันจบแล้ว กระแสต้องบวกการลงพื้นที่อย่างหนัก การมีคนช่วยงานคุณในระดับหมู่บ้านให้ได้ แก้ข่าวคุณในกลุ่มแม่บ้าน อสม. ให้ได้ … เพราะฉะนั้นมันต้องมีทั้งคนอยู่ในกระแสและมีคนอยู่ในพื้นที่ช่วยกันทำงาน”

— ปดิพัทธ์ สันติภาดา, รายการ The Politics, Matichon TV, 10 สิงหาคม 2569

หากแปลเป็นภาษารัฐศาสตร์ นี่คือปัญหาของ การทำให้พรรคเป็นสถาบัน (party institutionalization) พรรคการเมืองสามารถเกิดและเติบโตอย่างรวดเร็วจากภาวะผู้นำที่มีเสน่ห์ จังหวะทางการเมือง หรือการระดมพลังทางสังคม แต่ความสามารถในการดำรงอยู่ระยะยาวต้องอาศัยกระบวนการที่ต่างออกไป กล่าวคือการเปลี่ยนความนิยมให้เป็นโครงสร้างองค์กรที่หยั่งราก มีคุณค่าและอัตลักษณ์ในตัวเองที่ไม่ผูกกับผู้นำคนใดคนหนึ่ง และดำรงอยู่ได้แม้ในช่วงที่กระแสทางการเมืองลดลง[4]

ปัญหาของพรรคประชาชนจึงอาจไม่ใช่ว่า “กระแสหมด” เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อกว่า 11 ล้านเสียงแสดงตรงกันข้าม สิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์คือ โครงสร้างพื้นฐานของการแปลงพลัง (conversion infrastructure)—กลไกที่เปลี่ยนความเห็นอกเห็นใจทางการเมืองให้กลายเป็นขีดความสามารถที่คงทน ด้วยเหตุนี้ คำพูดของปดิพัทธ์เรื่องเครือข่ายระดับหมู่บ้าน แม่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จึงมีความหมายมากกว่าประเด็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง มันคือการยอมรับโดยนัยว่าองค์กรที่เติบโตจากคลื่นการเมืองระดับชาติกำลังเผชิญภารกิจอีกขั้นหนึ่ง คือการเปลี่ยนจากพรรคที่ยึดโยงกับขบวนการ ไปสู่องค์กรมวลชนที่เป็นสถาบัน

6.ผู้เลือกตั้งไม่ได้ซื้ออุดมการณ์เป็นชุดสำเร็จรูป

ในวันเดียวกับการเลือกตั้ง ประเทศไทยยังจัดการออกเสียงประชามติในคำถามว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ผลปรากฏว่ามีผู้เห็นชอบ 21,621,638 คน หรือร้อยละ 60.16 ของผู้ออกเสียง จากบัตรดีราว 35.9 ล้านใบ[5] ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่พรรคฝ่ายอนุรักษนิยมประสบความสำเร็จสูงในการเลือกตั้งระดับเขต

หากใช้กรอบซ้าย–ขวาอย่างง่าย ผลสองชุดนี้ดูขัดแย้งกัน แต่ความขัดแย้งลดลงเมื่อยอมรับว่าผู้เลือกตั้งเป็น ตัวแสดงทางการเมืองหลายมิติ (multidimensional political actors) ประชาชนไม่จำเป็นต้องมีความชอบที่สอดคล้องกันทุกมิติ บุคคลหนึ่งอาจไว้วางใจนักการเมืองอนุรักษนิยมในพื้นที่ แต่สนับสนุนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ อาจต้องการรัฐสวัสดิการแต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 อาจสนับสนุนการปฏิรูปกองทัพแต่เลือกผู้สมัครอีกพรรคเพราะเชื่อว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ดีกว่า

การตีความการเลือกตั้งเป็น ประชามติต่ออุดมการณ์ชุดเดียว (plebiscite) จึงมีข้อจำกัดสูง และมีนัยทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ ฝ่ายปฏิรูปไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้เลือกตั้งทั้งหมด “กลายเป็นฝ่ายก้าวหน้า” ก่อนจึงจะสร้างเสียงข้างมากได้ สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นการสร้าง แนวร่วมเพื่อการปฏิรูป (reform coalition) รอบประเด็นที่ประชาชนต่างกลุ่มมีผลประโยชน์ร่วมกัน แม้จะยังเห็นต่างในประเด็นอื่น

7.ความพ่ายแพ้เชิงสถาบันกับความพ่ายแพ้เชิงอุดมการณ์

ข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติของคนรุ่นใหม่ยิ่งเรียกร้องความระมัดระวังในการตีความผลเลือกตั้ง บทวิเคราะห์ของ Panarat Anamwathana เผยแพร่โดยสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak ใน พ.ศ. 2569 ซึ่งประมวลข้อมูลจากการสำรวจหลายชุด ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่าพรรคประชาชนสูญเสียการสนับสนุนของคนรุ่นใหม่ไปแล้วหรือไม่ และชี้ว่า แม้ผลรวมของพรรคจะลดลงเมื่อเทียบกับก้าวไกลใน พ.ศ. 2566 พรรคประชาชนยังคงได้รับการสนับสนุนในหมู่ผู้เลือกตั้งอายุน้อยในสัดส่วนที่สูงกว่าพรรคอื่นอย่างชัดเจน[6]

ข้อมูลดังกล่าวไม่อนุญาตให้สรุปว่าอนาคตของประเทศไทยจะเคลื่อนไปในทิศทางเดียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเมืองไม่ใช่ ชะตากรรมทางประชากร (demographic destiny) ความชอบทางการเมืองเปลี่ยนได้เมื่ออายุ ฐานะ ประสบการณ์ และบริบทเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ให้น้ำหนักแก่ข้อเสนอสำคัญอีกประการหนึ่งว่า ความพ่ายแพ้เชิงสถาบันไม่จำเป็นต้องเท่ากับความพ่ายแพ้เชิงอุดมการณ์ องค์กรถูกจำกัดได้ พรรคแพ้จำนวนที่นั่งได้ ผู้นำถูกตัดออกจากระบบได้ แต่หากเงื่อนไขทางสังคมที่ผลิตข้อเรียกร้องเดิมยังดำรงอยู่ ความต้องการทางการเมืองก็ถูกผลิตซ้ำผ่านตัวแสดงชุดใหม่ได้ นี่คือปัญหาเชิงระบอบที่สำคัญกว่าชะตากรรมของพรรคใดพรรคหนึ่ง

8.จาก Political Containment สู่ Cost of Political Containment

ณ จุดนี้ เราสามารถขยายหน่วยวิเคราะห์จาก “ใครชนะ” ไปสู่คำถามว่า ชัยชนะถูกผลิตขึ้นด้วยต้นทุนอะไร ในทางเศรษฐศาสตร์ ไม่มีทางเลือกใดปราศจากต้นทุน ในทางการเมืองก็เช่นกัน การเปลี่ยนแปลงมีต้นทุน แต่การสกัด ชะลอ หรือจำกัดการเปลี่ยนแปลงก็มีต้นทุนเช่นกัน ปัญหาคือสังคมมองเห็นต้นทุนของฝ่ายที่ถูกสกัดได้ง่าย—พรรคถูกยุบ ผู้นำถูกตัดสิทธิ—แต่ไม่ค่อยทำ “บัญชีต้นทุน” ของระบอบและประเทศที่เกิดจากการรักษาโครงสร้างเดิม

กรอบวิเคราะห์ที่เสนอ · Cost of Political Containment

ต้นทุนโดยรวมที่เกิดขึ้นเมื่อระบอบใช้ทรัพยากรทางกฎหมาย สถาบัน การเมือง หรือสังคม เพื่อจำกัดความต้องการเปลี่ยนแปลงให้อยู่ภายในขอบเขตที่ระบบเดิมรองรับได้ ต้นทุนนี้ครอบคลุมความชอบธรรม ทุนมนุษย์ทางการเมือง การมีส่วนร่วม และค่าเสียโอกาสของประเทศ

แนวคิดนี้ไม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามี “ผู้ควบคุมระบอบ” เพียงศูนย์กลางเดียว ตรงกันข้าม ระบอบควรถูกมองในฐานะ นิเวศเชิงสัมพันธ์ของอำนาจ (relational ecology of power) ซึ่งประกอบด้วยสถาบันและตัวแสดงหลายประเภทที่มีทั้งความร่วมมือ การต่อรอง การแข่งขัน และความขัดแย้งระหว่างกัน ดังนั้น containment อาจไม่ได้เกิดจากแผนเดียวหรือผู้สั่งการเดียว หากอาจเป็น ผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้นเอง (emergent outcome) ของสถาบันหลายแห่งซึ่งต่างปฏิบัติตามตรรกะ ผลประโยชน์ และอำนาจหน้าที่ของตน แต่เมื่อรวมกันกลับสร้างผลเชิงระบบในทิศทางเดียวกัน นี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างกับคำอธิบายแบบสมคบคิด

9.ต้นทุนด้านความชอบธรรม: เมื่อคำถามเปลี่ยนจาก “เลือกใคร” เป็น “เลือกแล้วมีความหมายเพียงใด”

นับแต่ Max Weber เป็นต้นมา รัฐศาสตร์ตระหนักว่าการปกครองที่ยั่งยืนไม่อาจพึ่งการบังคับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเชื่อของผู้ถูกปกครองว่าอำนาจและกระบวนการใช้อำนาจมีความชอบธรรมในระดับหนึ่ง[7] ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งจึงทำหน้าที่มากกว่าการคัดเลือกผู้ปกครอง มันผลิต ความชอบธรรมเชิงกระบวนการ (procedural legitimacy)—ความเชื่อว่าแม้ผู้เลือกตั้งจะแพ้ในวันนี้ กติกาก็ยังเปิดโอกาสให้ฝ่ายของตนกลับมาชนะได้ในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ เหตุการณ์หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 จึงมีความละเอียดอ่อน พรรคก้าวไกลได้ที่นั่งมากที่สุดแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายใต้โครงสร้างการเลือกนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ก่อนถูกยุบในปีถัดมา ในทางกฎหมาย แต่ละกระบวนการมีฐานอำนาจและเหตุผลของตนซึ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม แต่องค์กรระหว่างประเทศด้านประชาธิปไตยอย่าง International IDEA ได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่าการยุบพรรคเป็นเรื่อง “น่าเสียดายอย่างยิ่ง” และส่งผลกระทบต่อพัฒนาการประชาธิปไตยของไทย[8]

คำถามสำคัญในทางความชอบธรรมจึงมิใช่เพียงว่าคำวินิจฉัยถูกหรือผิดในทางกฎหมาย แต่คือประชาชนตีความกระบวนการเหล่านั้นอย่างไร หากประชาชนส่วนหนึ่งเปลี่ยนคำถามจาก “ฉันควรเลือกใคร?” ไปเป็น “การเลือกของฉันเปลี่ยนอำนาจได้จริงเพียงใด?” ระบอบก็ได้เริ่มจ่าย ต้นทุนความชอบธรรม แล้ว ไม่ว่ากระบวนการแต่ละขั้นจะอธิบายได้ในทางกฎหมายเพียงใด เพราะ ความถูกกฎหมาย (legality) กับ ความชอบธรรม (legitimacy) เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และต้นทุนนี้บางครั้งไม่ปรากฏเป็นการประท้วง หากปรากฏเป็นความเฉยชา—ซึ่งตรวจจับได้ยากกว่าความขัดแย้งเสียอีก

10.Stability from Consent กับ Stability from Exhaustion

ความสงบทางการเมืองไม่ควรถูกใช้เป็นตัวแทนของความชอบธรรมโดยอัตโนมัติ ในเชิงวิเคราะห์ เราอาจแยกเสถียรภาพออกเป็นอย่างน้อยสองแบบ แบบแรกคือ เสถียรภาพจากความยินยอม (stability from consent) ซึ่งเกิดจากการที่ประชาชนจำนวนมากยอมรับกติกาพื้นฐาน แม้ไม่พอใจรัฐบาลหรือผลการเลือกตั้งในบางครั้ง อีกแบบคือ เสถียรภาพจากความอ่อนล้า (stability from exhaustion) ซึ่งเกิดเมื่อประชาชนลดการมีส่วนร่วมเพราะเห็นว่าต้นทุนของการมีส่วนร่วมสูงกว่าประโยชน์ที่คาดว่าจะได้ ภายนอกทั้งสองกรณีอาจดูเป็นสังคมที่ปราศจากความขัดแย้งรุนแรงเหมือนกัน แต่คุณภาพของเสถียรภาพต่างกันโดยสิ้นเชิง

เสถียรภาพจากความยินยอม กับเสถียรภาพจากความอ่อนล้า อาจดูเหมือนกันจากภายนอก แต่เป็นคนละระบอบในทางคุณภาพ

ข้อสังเกตของปดิพัทธ์เกี่ยวกับอัตราการใช้สิทธิจึงน่าสนใจในกรอบนี้ เขาชี้ว่าเมื่อครั้งพรรคก้าวไกล ผู้มาใช้สิทธิอยู่ราวร้อยละ 75 แต่เมื่อถึงพรรคประชาชน ตัวเลขลดลงมาอยู่ราวร้อยละ 70 และตั้งคำถามว่า หากวัดความหวังของผู้คนด้วยการออกมาใช้สิทธิ ตัวเลขนี้อาจสะท้อนว่าความหวังลดลง[9] อัตราการใช้สิทธิอย่างเป็นทางการของการเลือกตั้ง 2569 อยู่ที่ร้อยละ 71.44 ลดลง 4.28 จุดจากการเลือกตั้งครั้งก่อน[3]

อย่างไรก็ตาม การลดลงของอัตราการใช้สิทธิไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัด “ความหมดหวัง” ได้โดยตรง เพราะมีสาเหตุได้หลายประการ สิ่งที่ควรศึกษาในระยะยาวจึงเป็นปรากฏการณ์ที่กว้างกว่า คือ การถอนตัวจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง (political demobilization) กล่าวคือ ประชาชนมิได้เปลี่ยนจากฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เปลี่ยนจาก “ผู้มีส่วนร่วม” ไปเป็น “ผู้ถอนตัว” การไม่ไปเลือกตั้งเป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง การเลิกติดตามรัฐสภา การไม่สมัครสมาชิกพรรค การไม่บริจาค การไม่ประสงค์เข้าสู่การเมือง หรือการย้ายทักษะและชีวิตออกนอกประเทศ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ได้ ปดิพัทธ์เองยกตัวอย่างเชิงประจักษ์ว่า บางคนตัดสินใจไม่มีบุตรหลังจากที่นายพิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และบางคนที่เตรียมกลับประเทศกลับเลือกใช้ชีวิตในต่างประเทศอย่างถาวร[9] หากเกิดขึ้นในวงกว้าง นี่คือ ต้นทุนการมีส่วนร่วม (participation cost) ที่ประเทศต้องจ่าย

11.ต้นทุนของการรักษาระเบียบ: Rising Marginal Cost of Containment

ระบอบทุกระบอบต้องใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตและรักษาระเบียบทางการเมือง คำถามจึงไม่ใช่ว่ามี ต้นทุนการบำรุงรักษา (maintenance cost) หรือไม่ แต่คือ ต้นทุนนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามเวลา หากระบอบสามารถปรับตัวให้ความต้องการใหม่เข้าสู่กระบวนการปกติได้ ความขัดแย้งจำนวนหนึ่งจะถูกทำให้เป็นเรื่องของสถาบันผ่านรัฐสภา พรรคการเมือง การเลือกตั้ง และการเจรจา แต่หากช่องว่างระหว่างความต้องการทางสังคมกับสิ่งที่สถาบันยอมรับกว้างขึ้น ระบบต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นเพื่อรักษาขอบเขตเดิม[10]

การยุบองค์กรหนึ่งอาจจัดการความขัดแย้งได้ในระยะสั้น แต่หากฐานทางสังคมเดิมกลับมาผ่านองค์กรใหม่ การจัดการรอบถัดไปอาจต้องใช้เครื่องมือเพิ่มขึ้น หากกระบวนการนี้เกิดซ้ำ ระบอบอาจเข้าสู่สภาวะที่ ต้นทุนส่วนเพิ่มของการสกัดสูงขึ้นเรื่อย ๆ (rising marginal cost of containment) กระทั่งต้นทุนของการรักษาสภาพเดิมเพิ่มเร็วกว่าความสามารถในการผลิตความยินยอมต่อสภาพเดิมนั้น นี่ไม่ใช่คำพยากรณ์ว่าระบอบจะล่มสลาย แต่เป็นคำถามเรื่อง ประสิทธิภาพเชิงสถาบัน (institutional efficiency): ระบอบที่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตผลลัพธ์เดิม ควรพิจารณาหรือไม่ว่าการปรับตัวบางส่วนมีต้นทุนต่ำกว่าการต่อต้านการปรับตัว

12.ทุนมนุษย์ทางการเมืองและต้นทุนของการเริ่มต้นใหม่

การเมืองเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยทุนมนุษย์เฉพาะทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทำงานหลายสมัยสะสมความรู้ด้านงบประมาณ การร่างกฎหมาย การตรวจสอบราชการ การเจรจา และนโยบายเฉพาะด้าน พรรคการเมืองสะสม ความทรงจำเชิงสถาบัน (institutional memory) ผ่านนักวิจัย เจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายนโยบาย เมื่อองค์กรถูกยุบหรือผู้นำจำนวนหนึ่งถูกตัดออกจากระบบ ความรู้เหล่านี้ไม่ได้สูญหายทันที เพราะบุคลากรเคลื่อนย้ายไปยังองค์กรใหม่ได้ แต่ความต่อเนื่อง (continuity) ย่อมได้รับผลกระทบ และการเปลี่ยนองค์กร ผู้นำ และโครงสร้างซ้ำ ๆ ย่อมมีต้นทุนของการเรียนรู้และการเปลี่ยนผ่าน

กรณีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล 44 คน ซึ่งใน พ.ศ. 2569 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกา อันอาจนำไปสู่การถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิตจากกรณีร่วมเสนอแก้ไขมาตรา 112 แสดงให้เห็นว่าประเด็นทุนมนุษย์ทางการเมืองมิได้สิ้นสุดพร้อมการยุบพรรคใน พ.ศ. 2567[11] คำถามเชิงออกแบบสถาบัน (institutional design) ที่ใหญ่กว่ากรณีบุคคลจึงเป็นว่า ประเทศควรสร้างระบบความรับผิดทางการเมืองและกฎหมายอย่างไร ให้สามารถลงโทษการกระทำที่ผิดกติกาได้ โดยไม่ทำให้ต้นทุนของการเข้าสู่การเมืองสูงจนบุคลากรที่มีศักยภาพลังเลที่จะเข้าร่วม นี่มิใช่คำถามเพื่อปกป้องนักการเมืองฝ่ายใด แต่เป็นคำถามเรื่องคุณภาพของการสรรหาบุคลากรทางการเมือง (political recruitment) ของประเทศ

13.ต้นทุนค่าเสียโอกาส: Opportunity Cost of Political Containment

ต้นทุนที่มองเห็นยากที่สุดคือสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น ในทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) หมายถึงมูลค่าของทางเลือกที่ต้องสละเมื่อเลือกอีกทางหนึ่ง แนวคิดเดียวกันประยุกต์กับการเมืองได้ เพราะรัฐมี แถบความสนใจทางการเมือง (political bandwidth) จำกัด ความสนใจของรัฐบาล รัฐสภา ระบบราชการ สื่อ และประชาชน ล้วนเป็นทรัพยากรที่มีขีดจำกัด

ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมาก—ธนาคารโลกประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ไว้เพียงราวร้อยละ 1.3 ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน พร้อมชี้ความท้าทายจากสังคมสูงวัย การลงทุนที่ซบเซา และผลิตภาพที่เติบโตจำกัด[12]—เวลาทางการเมืองที่ใช้ไปกับคำถามว่าใครถูกยุบ ใครถูกตัดสิทธิ นายกรัฐมนตรีจะผ่านกลไกใด และองค์กรใดมีอำนาจเหนือองค์กรใด ล้วนมีค่าเสียโอกาส เพราะเป็นเวลาที่ไม่ได้ใช้เต็มที่กับการศึกษา ผลิตภาพ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดิจิทัล การรับมือสังคมสูงวัย การกระจายอำนาจ และการปฏิรูประบบราชการ นี่คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการสกัดทางการเมือง ซึ่งไม่ปรากฏเป็นรายการในพระราชบัญญัติงบประมาณ ไม่มีหน่วยงานใดบันทึกเป็นรายจ่าย แต่ประเทศสูญเสียมันได้จริงในทุกปี

14.ข้อจำกัดของคำอธิบายเชิงโครงสร้าง: พรรคประชาชนไม่อาจหลบหลังคำว่า “ระบอบ”

การยอมรับว่าโครงสร้างมีผลต่อการแข่งขันไม่ได้แปลว่า agency หมดความสำคัญ ตรงกันข้าม หากพรรคประชาชนต้องการพัฒนาเป็นสถาบันการเมืองระยะยาว การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของตนต้องเข้มงวดกว่าเดิม คำถามที่เหมาะสมคือคำถามแบบ ทวนสมมติ (counterfactual): ภายใต้กติกาเดียวกัน หากตัดสินใจบางอย่างต่างออกไป ผลลัพธ์จะดีขึ้นได้เพียงใด หากคำตอบคือได้ นั่นคือพื้นที่ของความรับผิด

คำถามเหล่านี้ต้องได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมา ผู้สมัครระดับเขตแข็งแรงเพียงพอหรือไม่ องค์กรระดับพื้นที่ถูกสร้างเร็วพอหรือไม่ พรรคสื่อสารกับผู้สูงอายุและผู้เลือกตั้งนอกฐานเดิมได้มีประสิทธิภาพเพียงใด พรรคพึ่งพาแบรนด์ระดับชาติมากเกินไปหรือไม่ การจัดลำดับนโยบายสอดคล้องกับจังหวะทางการเมืองหรือไม่ และมีการประเมินคู่แข่งขันต่ำเกินไปหรือไม่ ที่สำคัญ ปดิพัทธ์เองยอมรับว่าความพ่ายแพ้เป็นบทเรียนที่จำเป็น โดยใช้แนวคิด failing forward—การล้มเพื่อก้าวไปข้างหน้า—และกล่าวว่า “ถ้าเราไม่แพ้วันนั้นเราคิดไม่ออก … แต่มันต้องโดนด่าก่อน ต้องโดนวิจารณ์ก่อน ต้องโดนคนหมดหวังในตัวคุณก่อน และเมื่อคุณฟื้นมาได้ ผมคิดว่าเราจะเดินได้ไกลกว่าเดิม”[13] การยอมรับเช่นนี้คือ agency ที่รับผิดชอบ มิใช่การโยนทุกอย่างให้โครงสร้าง

15.ปัญหาของการขอโทษที่กลายเป็นพิธีกรรม

หลังความพ่ายแพ้ พรรคการเมืองมักใช้ภาษาของความรับผิด เช่น “เราขอโทษประชาชน” หรือ “เราจะนำความผิดพลาดไปปรับปรุง” ภาษาเช่นนี้มีคุณค่าทางจริยธรรมและการเมือง แต่ การขอโทษไม่อาจทดแทนการวินิจฉัยสาเหตุ (apology cannot substitute for diagnosis) หากความพ่ายแพ้ประกอบด้วยหลายสาเหตุ การรับผิดทุกอย่างไว้กับตนเองมิได้แสดงถึงวุฒิภาวะเสมอไป และบางครั้งกลับบิดเบือนโครงสร้างเชิงสาเหตุของเหตุการณ์

พรรคการเมืองจึงควรแยกอย่างน้อยสามเรื่องออกจากกัน ได้แก่ สิ่งที่ตนทำผิด สิ่งที่คู่แข่งขันทำได้ดีกว่า และสิ่งที่เป็นผลจากโครงสร้างของสนามแข่งขัน การกล่าวว่า “เราแพ้เพราะระบบทั้งหมด” เป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิด แต่การกล่าวว่า “ทั้งหมดเป็นความผิดของเรา” ก็อาจเป็นการละทิ้งหน้าที่ในการอธิบายระบบต่อประชาชนเช่นกัน—เพราะการทำให้ประชาชนเข้าใจธรรมชาติของอำนาจในประเทศของตนเอง ก็เป็นภารกิจทางการเมืองอย่างหนึ่ง

16.ความรับผิดชอบอย่างถึงราก ควบคู่ความซื่อตรงต่อโครงสร้าง

บทความนี้จึงเสนอหลักการที่อาจเรียกว่า ความรับผิดชอบอย่างถึงราก ควบคู่ความซื่อตรงต่อโครงสร้าง (radical accountability with structural honesty) กล่าวคือ พรรคต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อสิ่งที่อยู่ภายใต้ agency ของตน แต่ต้องซื่อตรงอย่างเต็มที่ต่อข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างด้วย หลักการนี้ปฏิเสธทั้ง การเมืองแบบเหยื่อ (victim politics) และ การเมืองแบบโทษตนเองทั้งหมด (self-blaming politics) พรรคไม่จำเป็นต้องแสดงตนเป็นเหยื่อของระบอบ แต่ก็ไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการแข่งขันเกิดขึ้นในสุญญากาศเชิงสถาบัน

เราจะไม่ใช้โครงสร้างเป็นข้อแก้ตัว และจะไม่บอกประชาชนว่าโครงสร้างไม่มีอยู่

ภาษาทางการเมืองที่มีวุฒิภาวะจึงอาจกล่าวได้ว่า พรรคเคารพผลการเลือกตั้งโดยไม่มีเงื่อนไข และจะรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่ทำได้ไม่ดีพอ แต่การอธิบายผลการเมืองอย่างซื่อตรงต้องพิจารณาทั้งการตัดสินใจของพรรคเอง ความสามารถของคู่แข่งขัน กติกา สถาบัน และโครงสร้างอำนาจที่ทุกฝ่ายดำรงอยู่ภายใน นี่มิใช่ภาษาของผู้แพ้ และไม่ใช่ภาษาของเหยื่อ หากเป็นภาษาของสถาบันทางการเมืองที่ถือว่าการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับธรรมชาติของอำนาจเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่

17.จาก Movement Party สู่ Durable Democratic Institution

หากบทเรียนของ พ.ศ. 2569 คือความนิยมระดับชาติไม่สามารถทดแทนองค์กรเชิงพื้นที่ได้ ภารกิจต่อไปของพรรคประชาชนจึงไม่ควรถูกนิยามเพียงว่า “เอากระแสกลับมา” โจทย์ที่ลึกกว่าคือ การแปลงเชิงสถาบัน (institutional conversion): จากผู้ติดตามเป็นสมาชิก จากสมาชิกเป็นผู้จัดตั้ง จากผู้จัดตั้งเป็นเครือข่ายชุมชน จากเครือข่ายเป็นสายพานผลิตผู้สมัคร จากผู้สมัครเป็นผู้แทนเขต จากผู้แทนเป็นแนวร่วมจัดตั้งรัฐบาล และจากแนวร่วมเป็นความสามารถในการบริหารรัฐ

เป้าหมายจึงควรเป็นการเปลี่ยนจาก movement party ไปสู่สิ่งที่อาจเรียกว่า สถาบันประชาธิปไตยที่คงทน (durable democratic institution)—องค์กรที่ดำรงอยู่ได้โดยไม่ขึ้นกับผู้นำคนเดียว รักษาความรู้ได้เมื่อแพ้เลือกตั้ง ผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ได้ต่อเนื่อง มีความสัมพันธ์กับประชาชนระหว่างการเลือกตั้ง ไม่ใช่เฉพาะช่วงหาเสียง และเปลี่ยนความกระตือรือร้นทางการเมืองให้กลายเป็นขีดความสามารถเชิงสถาบันได้ ปดิพัทธ์เปรียบเทียบพัฒนาการของขบวนการนี้กับ “กราฟหัวใจ” ที่ขยับขึ้นเป็นช่วง ๆ ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน—“มันไม่หยุดเต้น มันไปต่อได้”—และวางกรอบการทำงานว่าเป็นการ “ซ้อมกับคลื่นลูกแล้วลูกเล่า” เพื่อให้พร้อมนำมวลชนเมื่อคลื่นของการเปลี่ยนแปลงมาถึง[14] หากทำได้ ความพ่ายแพ้ครั้งหนึ่งย่อมกลายเป็น การเรียนรู้เชิงสถาบัน และนั่นคือความหมายที่มีสาระของ failing forward—การแพ้ไม่ใช่ความสำเร็จ แต่ความสามารถในการเปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นการเรียนรู้ต่างหากที่มีค่า

18.ทางสองแพร่งของฝ่ายอนุรักษนิยม: Containment หรือ Accommodation

การวิเคราะห์เชิงระบอบต้องส่องกลับไปยังผู้ชนะด้วย หากฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถรักษาอำนาจและชนะการแข่งขันเชิงสถาบันได้ คำถามต่อไปคือจะจัดการอย่างไรกับความต้องการทางสังคมที่ยังดำรงอยู่ ในเชิงระบอบมีทางเลือกพื้นฐานสองแนวทาง แนวทางแรกคือ การจำกัด (containment) คือรักษาขอบเขตเดิมและสกัดข้อเรียกร้องที่เห็นว่าเกินกว่าระบบจะรับได้ อีกแนวทางคือ การดูดซับ (accommodation) คือรับข้อเรียกร้องบางส่วนเข้ามา ปรับสถาบัน และขยายพื้นที่ของการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องยอมรับวาระทั้งหมดของฝ่ายท้าทาย

ในทางทฤษฎี ระบอบที่มี ความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว (resilience) สูง มักมีความสามารถในการดูดซับ เพราะการปรับตัวบางส่วนช่วยลดแรงกดดันต่อระบบทั้งหมด ในทางกลับกัน หากข้อเรียกร้องจำนวนมากถูกทำให้กลายเป็น ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของระบอบ (existential threat) ความขัดแย้งเชิงนโยบายธรรมดาก็อาจถูกยกระดับเป็นความขัดแย้งเรื่องการดำรงอยู่ของระบบ—ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามาก

ในบทสัมภาษณ์ ปดิพัทธ์เองสังเกตว่า แม้บางฝ่ายมองว่าพรรคประชาชน “ลดบาร์” แต่ในสายตาฝ่ายขวา พรรคก็ยังถูกมองเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อกำแพงเดิมอยู่เช่นเดิม สะท้อนว่าการรับรู้เรื่องภัยคุกคามในระบอบไทยยังผูกโยงกับอัตลักษณ์ของฝ่ายมากกว่ากับเนื้อหาข้อเสนอเฉพาะเรื่อง[15] ฝ่ายอนุรักษนิยมจึงมีคำถามที่สำคัญไม่แพ้ฝ่ายปฏิรูป นั่นคือ จะออกแบบระบอบอย่างไรให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับตนยังรู้สึกว่าเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน และสามารถแสวงหาการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการปกติได้ ความสามารถในการตอบคำถามนี้อาจเป็นดัชนีของ ความคงทนของระบอบ ที่สำคัญกว่าการชนะการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง

19.สี่ระดับของ “ชัยชนะ”: Electoral, Institutional, Ideological, National

ปัญหาสำคัญที่สุดของคำว่า “ชัยชนะ” คือเรามักใช้คำเดียวอธิบายปรากฏการณ์หลายระดับ เพื่อความชัดเจน ควรแยกอย่างน้อยสี่ระดับ ได้แก่ ชัยชนะทางการเลือกตั้ง (electoral victory) คือความสามารถในการได้คะแนนและที่นั่ง; ชัยชนะเชิงสถาบัน (institutional victory) คือความสามารถในการเปลี่ยนชัยชนะทางการเมืองให้เป็นอำนาจจัดตั้งรัฐบาลและกำหนดนโยบาย; ชัยชนะทางอุดมการณ์ (ideological victory) คือความสามารถในการทำให้หลักคิดของตนกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับอย่างกว้างขวาง; และ ความสำเร็จของประเทศ (national success) คือความสามารถของระบบการเมืองโดยรวมในการแก้ปัญหา เพิ่มสมรรถนะของรัฐ รักษาความชอบธรรม และสร้างอนาคตที่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อยู่ร่วมกันได้

ทั้งสี่ระดับไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกัน ฝ่ายหนึ่งอาจชนะเลือกตั้งโดยยังไม่ชนะทางอุดมการณ์ อีกฝ่ายอาจแพ้จำนวนที่นั่งแต่ข้อเสนอของตนค่อย ๆ ถูกฝ่ายอื่นนำไปใช้ ระบอบอาจรักษาการควบคุมเชิงสถาบันได้แต่สูญเสียความชอบธรรม หรือระบอบอาจยอมปรับตัวบางส่วนแล้วกลับมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนั้น คำถามว่า “ฝ่ายขวาชนะหรือไม่” จึงไม่มีคำตอบทางวิชาการ จนกว่าเราจะระบุก่อนว่ากำลังวัดชัยชนะในระดับใด

20.บทสรุป: คันฉ่องของระบอบ

สองปีหลังการยุบพรรคก้าวไกล เหตุการณ์นี้ควรถูกมองมากกว่าประวัติศาสตร์ของพรรคหนึ่งพรรค มันเป็นกรณีศึกษาของปัญหาพื้นฐานที่ระบอบการเมืองทุกระบอบต้องเผชิญ ได้แก่ จะจัดการความขัดแย้งระหว่างความต่อเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะกำหนดขอบเขตของการแข่งขันอย่างไร จะลงโทษผู้ละเมิดกติกาโดยไม่ทำลายความเชื่อมั่นในกติกาอย่างไร จะรักษาเสถียรภาพโดยไม่ทำให้มันกลายเป็นความหยุดนิ่ง (stagnation) อย่างไร และจะทำให้ผู้แพ้ยังเชื่อว่ากระบวนการทางการเมืองมีความหมายได้อย่างไร

สำหรับพรรคประชาชน บทเรียนมิใช่เพียงต้อง “ลดบาร์” หรือ “ขอโทษให้มากขึ้น” หากคือการเปลี่ยนความนิยมระดับชาติให้กลายเป็นองค์กรที่หยั่งรากในสังคม พร้อมพัฒนาความสามารถในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความผิดพลาดของตนกับข้อจำกัดของโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา สำหรับฝ่ายอนุรักษนิยม ชัยชนะเชิงสถาบันไม่ควรถูกตีความว่าความต้องการทางสังคมที่ผลักดันฝ่ายปฏิรูปได้หายไปแล้ว โจทย์ระยะยาวคือการสร้างขีดความสามารถในการดูดซับ ให้เพียงพอที่จะเปลี่ยนความขัดแย้งจากเรื่องการดำรงอยู่ของระบอบ กลับมาเป็นการแข่งขันเชิงนโยบายภายในระบอบ

และสำหรับประเทศไทย คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าใครควรชนะ หากคือ ระบบการเมืองสามารถผลิตชัยชนะและความพ่ายแพ้โดยมีต้นทุนต่อประเทศต่ำเพียงใด เพราะระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพมิได้วัดจากการทำให้ฝ่ายหนึ่งชนะตลอดไป หากต้องสามารถทำให้ผู้ชนะใช้อำนาจโดยมีข้อจำกัด ทำให้ผู้แพ้ยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่สิ้นหวัง ทำให้ฝ่ายที่เห็นต่างยังแข่งขันเพื่อกลับมาเป็นผู้ชนะได้ และทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการทำลายคู่แข่งขันหรือทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบ

เมื่อมองจากจุดนี้ การยุบพรรคก้าวไกลจึงเปรียบเสมือนคันฉ่องบานหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย คันฉ่องไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นวีรบุรุษหรือผู้ร้าย และไม่รับประกันว่าอนาคตจะเป็นของฝ่ายใด มันเพียงเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ กติกา ความชอบธรรม การปรับตัว และต้นทุนที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์ทางการเมือง และเมื่อมองเข้าไปลึกพอ คำถามที่ปรากฏในคันฉ่องอาจไม่ใช่ “ใครชนะ?” แต่เป็นคำถามที่ยากกว่าและสำคัญกว่า: ประเทศไทยต้องใช้ทรัพยากรทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความชอบธรรมอีกเท่าใด เพื่อรักษาระเบียบทางการเมืองแบบหนึ่งไว้ และเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นแล้ว ต้นทุนนั้นยังสมเหตุสมผลกับอนาคตที่เราต้องการหรือไม่

คำถามเรื่องคุณภาพของระบอบมิใช่ทรัพย์สินของฝ่ายการเมืองใด มันเป็นคำถามเกี่ยวกับ ต้นทุนร่วมของการอยู่ในประเทศเดียวกัน และบางที นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คันฉ่องบานนี้กำลังสะท้อนให้เราเห็น

เชิงอรรถและรายการอ้างอิง

  1. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค 10 ปี, 7 สิงหาคม 2567. ดู ไทยพีบีเอส. (2567). มติศาลรัฐธรรมนูญ ยุบ “ก้าวไกล” เพิกถอนสิทธิการเมือง กก.บห.พรรค 10 ปี. thaipbs.or.th/news/content/342834; Human Rights Watch. (2024). Thailand: Constitutional Court Dissolves Opposition Party. hrw.org
  2. Laohabut, T., & McCargo, D. (2024). Thailand’s Movement Party: The Evolution of the Move Forward Party. Journal of East Asian Studies, 24(1), 25–47. https://doi.org/10.1017/jea.2024.1
  3. ผลการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 และอัตราการใช้สิทธิร้อยละ 71.44 (ลดลง 4.28 จุดจากการเลือกตั้งครั้งก่อน). สรุปจากรายงานผลอย่างเป็นทางการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามที่ประมวลใน Wikipedia. (2026). Results of the 2026 Thai general election. en.wikipedia.org; และ Bangkok Post. (2026). What the election results reveal. bangkokpost.com
  4. แนวคิด party institutionalization ดู Randall, V., & Svåsand, L. (2002). Party Institutionalization in New Democracies. Party Politics, 8(1), 5–29; และ Huntington, S. P. (1968). Political Order in Changing Societies. Yale University Press.
  5. การออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569: เห็นชอบ 21,621,638 เสียง (ร้อยละ 60.16) จากบัตรดี 35,937,621 ใบ, อัตราการออกเสียงร้อยละ 69.65. ดู Wikipedia. (2026). 2026 Thai constitutional referendum. en.wikipedia.org; Bangkok Post. (2026). Drafting of new constitution cruises to victory in referendum. bangkokpost.com
  6. Panarat Anamwathana. (2026). Has Thailand’s People’s Party Lost the Support of the Young? (ISEAS Perspective 2026/34). ISEAS–Yusof Ishak Institute. iseas.edu.sg
  7. Weber, M. (1978). Economy and Society: An Outline of Interpretive Sociology (G. Roth & C. Wittich, Eds.). University of California Press. (ต้นฉบับ 1922).
  8. International IDEA. (2024). The dissolution of the Move Forward Party by Thailand’s Constitutional Court is deeply regrettable. idea.int
  9. ปดิพัทธ์ สันติภาดา, สัมภาษณ์ในรายการ The Politics, Matichon TV, 10 สิงหาคม 2569 (ข้อมูลจากผู้เขียน). ตัวเลขร้อยละ 75 และ 70 เป็นการประเมินของผู้ให้สัมภาษณ์ เทียบเคียงกับอัตราอย่างเป็นทางการร้อยละ 71.44 ในเชิงอรรถที่ [3].
  10. แนวคิด adaptability–institutionalization และต้นทุนของการรักษาระเบียบ ดู Huntington (1968) อ้างแล้ว; และการอภิปรายเรื่องเสถียรภาพเชิงแข่งขันใน Levitsky, S., & Way, L. (2010). Competitive Authoritarianism: Hybrid Regimes after the Cold War. Cambridge University Press.
  11. คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งสำนวนอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล 44 คน ต่อศาลฎีกา กรณีร่วมเสนอแก้ไขมาตรา 112 (กุมภาพันธ์ 2569), เสี่ยงถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต. ดู The Diplomat. (2026). 44 Former Progressive Thai MPs Face Lifetime Ban From Politics. thediplomat.com; The Nation. (2026). Supreme Court to review 44-MP Section 112 case. nationthailand.com
  12. World Bank. (2026). Thailand Economic Monitor, February 2026; และรายงานปรับประมาณการเติบโตปี 2569 เหลือราวร้อยละ 1.3 ต่ำสุดในอาเซียน. worldbank.org; The Nation. (2026). nationthailand.com
  13. ปดิพัทธ์ สันติภาดา, สัมภาษณ์ The Politics, Matichon TV, 10 สิงหาคม 2569 (แนวคิด failing forward).
  14. อ้างแล้ว, ปดิพัทธ์ สันติภาดา (2569). อุปมา “กราฟหัวใจ” และ “การโต้คลื่น”.
  15. อ้างแล้ว, ปดิพัทธ์ สันติภาดา (2569). ประเด็นการรับรู้เรื่อง “ลดบาร์” และการยังถูกมองเป็นภัยคุกคามในสายตาฝ่ายขวา.
หมายเหตุด้านความถูกต้อง (สำหรับผู้เขียน): ข้อมูลเชิงประจักษ์หลักในบทความนี้ตรวจสอบกับแหล่งทุติยภูมิที่เข้าถึงได้ ณ สิงหาคม 2569 แล้ว ยกเว้นสองจุดที่ควรยืนยันเพิ่ม: (1) เลขคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ — ผู้เขียนเคยระบุ “ที่ 20/2567” ผมยังไม่พบการยืนยันจากเอกสารปฐมภูมิ จึงอ้างโดยระบุวันที่และมติเอกฉันท์แทน ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาก่อนตีพิมพ์; (2) ตัวเลขบัญชีรายชื่อ อาจต่างจากร่างเดิมของท่านเล็กน้อย (ประชาชน 11,043,315 เทียบ 11,043,309) ตามสถิติที่ปรับปรุงภายหลังการนับ ควรยึดตัวเลขสุดท้ายจาก กกต.

บทความชุด “คันฉ่องส่องไทย” · เผยแพร่เพื่อการศึกษาและการอภิปรายสาธารณะ · ผู้อ่านสามารถนำกรอบวิเคราะห์ในบทความไปใช้อ่านสถานการณ์การเมืองไทยในระบบโดยรวมได้ แม้ไม่ผูกกับพรรคใดพรรคหนึ่ง

Popular Posts