คันฉ่องส่องไทย · บทวิเคราะห์การเมืองเชิงระบอบ
สองปีหลังการยุบพรรคก้าวไกล: การเปลี่ยนผ่านเชิงอำนาจ ต้นทุนของการสกัดการเปลี่ยนแปลง และปัญหาความชอบธรรมในระบอบการเมืองไทย
กรณีศึกษาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้าง ตัวแสดง สถาบัน และการผลิตซ้ำของอำนาจทางการเมือง
คำสำคัญ: พรรคก้าวไกล, พรรคประชาชน, ระบอบการเมืองไทย, ความชอบธรรมทางการเมือง, การทำให้พรรคเป็นสถาบัน, movement party, political containment, structure and agency
1.บทนำ: จากเหตุการณ์ทางการเมืองสู่ปัญหาเชิงระบอบ
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่เข้าเงื่อนไขเป็นเวลาสิบปี จากกรณีการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลเห็นว่าเข้าลักษณะการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองตามบทบัญญัติที่ให้อำนาจยุบพรรคการเมืองได้[1]
หากพิจารณาในฐานะเหตุการณ์เฉพาะหน้า คำถามที่ตามมาย่อมผูกอยู่กับชะตากรรมของพรรค ผู้นำพรรค และการแข่งขันในระยะสั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองปี และเมื่อเราสามารถวางเหตุการณ์นี้ไว้ในเส้นทางที่ยาวกว่า—ตั้งแต่การยุบพรรคอนาคตใหม่ ผ่านชัยชนะและการถูกยุบของก้าวไกล จนถึงผลการเลือกตั้งและประชามติเดือนกุมภาพันธ์ 2569—เหตุการณ์นี้มีคุณค่าในฐานะกรณีศึกษาที่กว้างกว่าชะตากรรมของพรรคหนึ่งพรรค
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ควรศึกษาอาจมิใช่เพียงว่า เกิดอะไรขึ้นกับพรรคก้าวไกล หากคือ กรณีพรรคก้าวไกลเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับระบอบการเมืองไทย การเปลี่ยนคำถามเช่นนี้มีนัยเชิงวิธีวิทยา เพราะทำให้หน่วยวิเคราะห์ (unit of analysis) ขยับจากองค์กรทางการเมืองหนึ่งองค์กร ไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง ผู้เลือกตั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ระบบราชการ เครือข่ายอำนาจระดับพื้นที่ กลไกการเลือกตั้ง และกระบวนการผลิตความชอบธรรมของระบอบโดยรวม
บทความนี้จึงไม่ตั้งต้นจากสมมติฐานว่าฝ่ายใดคือ “ฝ่ายประชาธิปไตย” หรือ “ฝ่ายอำนาจนิยม” แล้วเลือกข้อมูลมายืนยันข้อสรุปที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หากตั้งต้นจากคำถามเชิงประจักษ์ว่า อำนาจถูกผลิต กระจาย จำกัด และเปลี่ยนผ่านผ่านกลไกใด และกระบวนการเหล่านั้นสร้างผลลัพธ์และต้นทุนอย่างไร—คำถามที่ภาษาการเมืองแบบ “แพ้–ชนะ” มักบดบังไว้
2.ปัญหา Structure–Agency: ระหว่างข้อจำกัดของสนามกับความรับผิดของผู้เล่น
ปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งของสังคมศาสตร์คือความสัมพันธ์ระหว่าง โครงสร้าง (structure) กับ ความสามารถในการกระทำ (agency) ในบริบททางการเมือง โครงสร้างหมายถึงกติกา สถาบัน การจัดสรรทรัพยากร ความสัมพันธ์ทางอำนาจ บรรทัดฐาน และมรดกทางประวัติศาสตร์ที่กำหนดขอบเขตของสิ่งที่ตัวแสดงกระทำได้ ส่วน agency หมายถึงความสามารถของตัวแสดงในการตัดสินใจ วางยุทธศาสตร์ สร้างพันธมิตร เรียนรู้จากความผิดพลาด และเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ตนเผชิญ
การอธิบายการเมืองไทยโดยเน้นด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนได้ทั้งสองทาง หากให้น้ำหนักโครงสร้างจนแทบไม่มีที่ว่างแก่ agency เราจะสรุปว่าผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้แล้ว พรรคการเมืองจึงแทบไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของตน คำอธิบายเช่นนั้นลดทอนความสำคัญของยุทธศาสตร์ คุณภาพผู้สมัคร การสร้างองค์กร และความสามารถของคู่แข่งขัน ในทางกลับกัน หากมองเฉพาะ agency เราจะอธิบายชัยชนะและความพ่ายแพ้ด้วยคุณภาพผู้นำหรือการสื่อสารเพียงอย่างเดียว โดยละเลยว่าตัวแสดงแต่ละฝ่ายไม่ได้แข่งขันภายใต้ทรัพยากร ตำแหน่งแห่งที่ และข้อจำกัดเชิงสถาบันที่เท่ากัน
การวิเคราะห์ที่รอบคอบจึงต้องถามพร้อมกันสองคำถาม ประการแรก ภายใต้โครงสร้างที่ดำรงอยู่ ตัวแสดงมีทางเลือกอะไรบ้าง และประการที่สอง ภายในพื้นที่ของทางเลือกที่ยังมีอยู่ ตัวแสดงใช้ agency ของตนได้ดีเพียงใด ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินพรรคประชาชนหลังการเลือกตั้ง 2569 เพราะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงทั้งข้อสรุปว่า “พรรคแพ้เพราะระบบ” และข้อสรุปตรงข้ามว่า “ระบบไม่เกี่ยว พรรคแพ้เพราะตนเองทั้งหมด”
โครงสร้างอธิบายข้อจำกัด แต่ agency อธิบายว่าเราทำอะไรภายในข้อจำกัดนั้น
3.จากอนาคตใหม่ถึงพรรคประชาชน: ความต่อเนื่องของฐานทางสังคม
การยุบพรรคอนาคตใหม่ใน พ.ศ. 2563 ตามมาด้วยการเติบโตของพรรคก้าวไกล ซึ่งกลายเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด (151 ที่นั่ง) หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 ก่อนถูกยุบใน พ.ศ. 2567 และการเกิดขึ้นของพรรคประชาชนในเวลาต่อมา ลำดับเหตุการณ์นี้ชี้ข้อสังเกตเชิงสถาบันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ความต่อเนื่องของฐานทางสังคมอาจดำรงอยู่ได้ แม้องค์กรที่เป็นตัวแทนของฐานนั้นจะถูกยุติ
แนวคิด movement party ช่วยอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดี พรรคการเมืองแบบดั้งเดิมดำรงอยู่ผ่านโครงสร้างสมาชิก เครือข่ายผู้สมัคร และทรัพยากรขององค์กรเป็นสำคัญ แต่ movement party มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเครือข่ายทางสังคม ข้อเรียกร้อง และอัตลักษณ์ของผู้สนับสนุนที่ดำรงอยู่นอกขอบเขตของพรรคด้วย งานศึกษาของ Laohabut และ McCargo เสนอว่าก้าวไกลมีคุณลักษณะดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ โดยชี้ว่าความสำเร็จของพรรคสัมพันธ์กับทั้งวิวัฒนาการจากอนาคตใหม่ และการผนวกผู้นำขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วง พ.ศ. 2563 เข้าสู่เส้นทางรัฐสภา[2]
ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ว่าเหตุใด “พรรคส้ม” จึงกลับมาได้หลังการยุบพรรค คำถามที่ลึกกว่าคือ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม สถาบัน และระหว่างรุ่นใด ที่ยังคงผลิตความต้องการทางการเมืองซึ่งพรรคเหล่านี้เข้าไปเป็นตัวแทน การแยกองค์กรออกจาก social constituency มีนัยทางทฤษฎีอย่างชัดเจน หากปัญหาอยู่ที่องค์กร การยุติองค์กรย่อมยุติปัญหาได้ แต่หากองค์กรเป็นเพียง รูปแสดงเชิงสถาบัน (institutional expression) ของความต้องการทางสังคม การยุติองค์กรก็เพียงเปลี่ยนช่องทางการแสดงออก โดยมิได้ทำให้เหตุปัจจัยพื้นฐานหายไป
4.การเลือกตั้ง พ.ศ. 2569: ปัญหาของการนิยาม “ชัยชนะ”
การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ทำให้การใช้คำว่า “ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยม” มีเหตุผลรองรับในระดับหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการแข่งขันระดับเขต สามารถแปลงเครือข่ายทางการเมือง ความแข็งแรงของผู้สมัคร ความสัมพันธ์ระดับพื้นที่ และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งให้กลายเป็นจำนวนที่นั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งด้วย 192 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชนได้ 120 ที่นั่ง[3] ความสำเร็จนี้ควรได้รับการยอมรับในฐานะ agency ของคู่แข่งขัน มิใช่สิ่งที่ปัดตกได้ด้วยคำว่า “ระบบ”
อย่างไรก็ตาม ผลแบบบัญชีรายชื่อทำให้คำว่า “ชัยชนะ” ซับซ้อนขึ้นทันที เพราะพรรคประชาชนได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
| พรรค | คะแนนบัญชีรายชื่อ | ร้อยละ | ที่นั่งรวม |
|---|---|---|---|
| ประชาชน | 11,043,315 | 30.56 | 120 |
| ภูมิใจไทย | 6,468,076 | 17.90 | 192 |
| เพื่อไทย | 5,575,459 | 15.43 | 74 |
| กล้าธรรม | — | — | 58 |
| ประชาธิปัตย์ | 3,941,858 | 10.91 | 21 |
ตัวเลขนี้มิได้หมายความว่าพรรคประชาชน “ชนะจริง” และอีกฝ่าย “ชนะปลอม” แต่บังคับให้เราแยกอย่างน้อยสามสิ่งออกจากกัน ได้แก่ ความนิยมของประชาชน (popular preference) การมีผู้แทนเชิงพื้นที่ (territorial representation) และ การแปลงคะแนนเป็นอำนาจปกครอง (conversion of votes into governing power) ทั้งสามสัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน พรรคหนึ่งอาจมีความนิยมระดับชาติสูงแต่มีองค์กรระดับเขตอ่อนกว่า อีกพรรคหนึ่งอาจมีคะแนนรวมน้อยกว่าแต่กระจายทรัพยากรและสร้างความได้เปรียบในเขตจนได้ที่นั่งมากกว่า
ดังนั้น การสรุปจากจำนวนที่นั่งโดยตรงว่า “สังคมไทยปฏิเสธแนวคิดของพรรคประชาชนแล้ว” จึงเป็น การก้าวกระโดดเชิงอนุมาน (inferential leap) ที่หลักฐานไม่รองรับ ข้อสรุปที่ระมัดระวังกว่าคือ พรรคประชาชนประสบปัญหาในการเปลี่ยนความนิยมระดับประเทศให้กลายเป็นอำนาจเชิงพื้นที่และอำนาจจัดตั้งรัฐบาล นี่คือ conversion problem มากพอ ๆ กับที่เป็น popularity problem และสองสิ่งนี้เรียกร้องคำตอบทางยุทธศาสตร์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
5.จาก Electoral Mobilization สู่ Party Institutionalization
ในบทสัมภาษณ์เนื่องในวาระครบรอบสองปีการยุบพรรค นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หนึ่งในกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิ ได้ตั้งข้อสังเกตที่มีนัยเชิงทฤษฎีชัดเจนว่า ยุคที่ “กระแส” เพียงอย่างเดียวจะพาพรรคไปถึงชัยชนะได้นั้นสิ้นสุดลงแล้ว
“ผู้สมัครของพรรคจะต้องทำการบ้านมากขึ้น เพราะกระแสอย่างเดียวมันจบแล้ว กระแสต้องบวกการลงพื้นที่อย่างหนัก การมีคนช่วยงานคุณในระดับหมู่บ้านให้ได้ แก้ข่าวคุณในกลุ่มแม่บ้าน อสม. ให้ได้ … เพราะฉะนั้นมันต้องมีทั้งคนอยู่ในกระแสและมีคนอยู่ในพื้นที่ช่วยกันทำงาน”
— ปดิพัทธ์ สันติภาดา, รายการ The Politics, Matichon TV, 10 สิงหาคม 2569
หากแปลเป็นภาษารัฐศาสตร์ นี่คือปัญหาของ การทำให้พรรคเป็นสถาบัน (party institutionalization) พรรคการเมืองสามารถเกิดและเติบโตอย่างรวดเร็วจากภาวะผู้นำที่มีเสน่ห์ จังหวะทางการเมือง หรือการระดมพลังทางสังคม แต่ความสามารถในการดำรงอยู่ระยะยาวต้องอาศัยกระบวนการที่ต่างออกไป กล่าวคือการเปลี่ยนความนิยมให้เป็นโครงสร้างองค์กรที่หยั่งราก มีคุณค่าและอัตลักษณ์ในตัวเองที่ไม่ผูกกับผู้นำคนใดคนหนึ่ง และดำรงอยู่ได้แม้ในช่วงที่กระแสทางการเมืองลดลง[4]
ปัญหาของพรรคประชาชนจึงอาจไม่ใช่ว่า “กระแสหมด” เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อกว่า 11 ล้านเสียงแสดงตรงกันข้าม สิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์คือ โครงสร้างพื้นฐานของการแปลงพลัง (conversion infrastructure)—กลไกที่เปลี่ยนความเห็นอกเห็นใจทางการเมืองให้กลายเป็นขีดความสามารถที่คงทน ด้วยเหตุนี้ คำพูดของปดิพัทธ์เรื่องเครือข่ายระดับหมู่บ้าน แม่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จึงมีความหมายมากกว่าประเด็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง มันคือการยอมรับโดยนัยว่าองค์กรที่เติบโตจากคลื่นการเมืองระดับชาติกำลังเผชิญภารกิจอีกขั้นหนึ่ง คือการเปลี่ยนจากพรรคที่ยึดโยงกับขบวนการ ไปสู่องค์กรมวลชนที่เป็นสถาบัน
6.ผู้เลือกตั้งไม่ได้ซื้ออุดมการณ์เป็นชุดสำเร็จรูป
ในวันเดียวกับการเลือกตั้ง ประเทศไทยยังจัดการออกเสียงประชามติในคำถามว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ผลปรากฏว่ามีผู้เห็นชอบ 21,621,638 คน หรือร้อยละ 60.16 ของผู้ออกเสียง จากบัตรดีราว 35.9 ล้านใบ[5] ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่พรรคฝ่ายอนุรักษนิยมประสบความสำเร็จสูงในการเลือกตั้งระดับเขต
หากใช้กรอบซ้าย–ขวาอย่างง่าย ผลสองชุดนี้ดูขัดแย้งกัน แต่ความขัดแย้งลดลงเมื่อยอมรับว่าผู้เลือกตั้งเป็น ตัวแสดงทางการเมืองหลายมิติ (multidimensional political actors) ประชาชนไม่จำเป็นต้องมีความชอบที่สอดคล้องกันทุกมิติ บุคคลหนึ่งอาจไว้วางใจนักการเมืองอนุรักษนิยมในพื้นที่ แต่สนับสนุนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ อาจต้องการรัฐสวัสดิการแต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 อาจสนับสนุนการปฏิรูปกองทัพแต่เลือกผู้สมัครอีกพรรคเพราะเชื่อว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ดีกว่า
การตีความการเลือกตั้งเป็น ประชามติต่ออุดมการณ์ชุดเดียว (plebiscite) จึงมีข้อจำกัดสูง และมีนัยทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ ฝ่ายปฏิรูปไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้เลือกตั้งทั้งหมด “กลายเป็นฝ่ายก้าวหน้า” ก่อนจึงจะสร้างเสียงข้างมากได้ สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นการสร้าง แนวร่วมเพื่อการปฏิรูป (reform coalition) รอบประเด็นที่ประชาชนต่างกลุ่มมีผลประโยชน์ร่วมกัน แม้จะยังเห็นต่างในประเด็นอื่น
7.ความพ่ายแพ้เชิงสถาบันกับความพ่ายแพ้เชิงอุดมการณ์
ข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติของคนรุ่นใหม่ยิ่งเรียกร้องความระมัดระวังในการตีความผลเลือกตั้ง บทวิเคราะห์ของ Panarat Anamwathana เผยแพร่โดยสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak ใน พ.ศ. 2569 ซึ่งประมวลข้อมูลจากการสำรวจหลายชุด ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่าพรรคประชาชนสูญเสียการสนับสนุนของคนรุ่นใหม่ไปแล้วหรือไม่ และชี้ว่า แม้ผลรวมของพรรคจะลดลงเมื่อเทียบกับก้าวไกลใน พ.ศ. 2566 พรรคประชาชนยังคงได้รับการสนับสนุนในหมู่ผู้เลือกตั้งอายุน้อยในสัดส่วนที่สูงกว่าพรรคอื่นอย่างชัดเจน[6]
ข้อมูลดังกล่าวไม่อนุญาตให้สรุปว่าอนาคตของประเทศไทยจะเคลื่อนไปในทิศทางเดียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเมืองไม่ใช่ ชะตากรรมทางประชากร (demographic destiny) ความชอบทางการเมืองเปลี่ยนได้เมื่ออายุ ฐานะ ประสบการณ์ และบริบทเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ให้น้ำหนักแก่ข้อเสนอสำคัญอีกประการหนึ่งว่า ความพ่ายแพ้เชิงสถาบันไม่จำเป็นต้องเท่ากับความพ่ายแพ้เชิงอุดมการณ์ องค์กรถูกจำกัดได้ พรรคแพ้จำนวนที่นั่งได้ ผู้นำถูกตัดออกจากระบบได้ แต่หากเงื่อนไขทางสังคมที่ผลิตข้อเรียกร้องเดิมยังดำรงอยู่ ความต้องการทางการเมืองก็ถูกผลิตซ้ำผ่านตัวแสดงชุดใหม่ได้ นี่คือปัญหาเชิงระบอบที่สำคัญกว่าชะตากรรมของพรรคใดพรรคหนึ่ง
8.จาก Political Containment สู่ Cost of Political Containment
ณ จุดนี้ เราสามารถขยายหน่วยวิเคราะห์จาก “ใครชนะ” ไปสู่คำถามว่า ชัยชนะถูกผลิตขึ้นด้วยต้นทุนอะไร ในทางเศรษฐศาสตร์ ไม่มีทางเลือกใดปราศจากต้นทุน ในทางการเมืองก็เช่นกัน การเปลี่ยนแปลงมีต้นทุน แต่การสกัด ชะลอ หรือจำกัดการเปลี่ยนแปลงก็มีต้นทุนเช่นกัน ปัญหาคือสังคมมองเห็นต้นทุนของฝ่ายที่ถูกสกัดได้ง่าย—พรรคถูกยุบ ผู้นำถูกตัดสิทธิ—แต่ไม่ค่อยทำ “บัญชีต้นทุน” ของระบอบและประเทศที่เกิดจากการรักษาโครงสร้างเดิม
ต้นทุนโดยรวมที่เกิดขึ้นเมื่อระบอบใช้ทรัพยากรทางกฎหมาย สถาบัน การเมือง หรือสังคม เพื่อจำกัดความต้องการเปลี่ยนแปลงให้อยู่ภายในขอบเขตที่ระบบเดิมรองรับได้ ต้นทุนนี้ครอบคลุมความชอบธรรม ทุนมนุษย์ทางการเมือง การมีส่วนร่วม และค่าเสียโอกาสของประเทศ
แนวคิดนี้ไม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามี “ผู้ควบคุมระบอบ” เพียงศูนย์กลางเดียว ตรงกันข้าม ระบอบควรถูกมองในฐานะ นิเวศเชิงสัมพันธ์ของอำนาจ (relational ecology of power) ซึ่งประกอบด้วยสถาบันและตัวแสดงหลายประเภทที่มีทั้งความร่วมมือ การต่อรอง การแข่งขัน และความขัดแย้งระหว่างกัน ดังนั้น containment อาจไม่ได้เกิดจากแผนเดียวหรือผู้สั่งการเดียว หากอาจเป็น ผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้นเอง (emergent outcome) ของสถาบันหลายแห่งซึ่งต่างปฏิบัติตามตรรกะ ผลประโยชน์ และอำนาจหน้าที่ของตน แต่เมื่อรวมกันกลับสร้างผลเชิงระบบในทิศทางเดียวกัน นี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างกับคำอธิบายแบบสมคบคิด
9.ต้นทุนด้านความชอบธรรม: เมื่อคำถามเปลี่ยนจาก “เลือกใคร” เป็น “เลือกแล้วมีความหมายเพียงใด”
นับแต่ Max Weber เป็นต้นมา รัฐศาสตร์ตระหนักว่าการปกครองที่ยั่งยืนไม่อาจพึ่งการบังคับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเชื่อของผู้ถูกปกครองว่าอำนาจและกระบวนการใช้อำนาจมีความชอบธรรมในระดับหนึ่ง[7] ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งจึงทำหน้าที่มากกว่าการคัดเลือกผู้ปกครอง มันผลิต ความชอบธรรมเชิงกระบวนการ (procedural legitimacy)—ความเชื่อว่าแม้ผู้เลือกตั้งจะแพ้ในวันนี้ กติกาก็ยังเปิดโอกาสให้ฝ่ายของตนกลับมาชนะได้ในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ เหตุการณ์หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 จึงมีความละเอียดอ่อน พรรคก้าวไกลได้ที่นั่งมากที่สุดแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายใต้โครงสร้างการเลือกนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ก่อนถูกยุบในปีถัดมา ในทางกฎหมาย แต่ละกระบวนการมีฐานอำนาจและเหตุผลของตนซึ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม แต่องค์กรระหว่างประเทศด้านประชาธิปไตยอย่าง International IDEA ได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่าการยุบพรรคเป็นเรื่อง “น่าเสียดายอย่างยิ่ง” และส่งผลกระทบต่อพัฒนาการประชาธิปไตยของไทย[8]
คำถามสำคัญในทางความชอบธรรมจึงมิใช่เพียงว่าคำวินิจฉัยถูกหรือผิดในทางกฎหมาย แต่คือประชาชนตีความกระบวนการเหล่านั้นอย่างไร หากประชาชนส่วนหนึ่งเปลี่ยนคำถามจาก “ฉันควรเลือกใคร?” ไปเป็น “การเลือกของฉันเปลี่ยนอำนาจได้จริงเพียงใด?” ระบอบก็ได้เริ่มจ่าย ต้นทุนความชอบธรรม แล้ว ไม่ว่ากระบวนการแต่ละขั้นจะอธิบายได้ในทางกฎหมายเพียงใด เพราะ ความถูกกฎหมาย (legality) กับ ความชอบธรรม (legitimacy) เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และต้นทุนนี้บางครั้งไม่ปรากฏเป็นการประท้วง หากปรากฏเป็นความเฉยชา—ซึ่งตรวจจับได้ยากกว่าความขัดแย้งเสียอีก
10.Stability from Consent กับ Stability from Exhaustion
ความสงบทางการเมืองไม่ควรถูกใช้เป็นตัวแทนของความชอบธรรมโดยอัตโนมัติ ในเชิงวิเคราะห์ เราอาจแยกเสถียรภาพออกเป็นอย่างน้อยสองแบบ แบบแรกคือ เสถียรภาพจากความยินยอม (stability from consent) ซึ่งเกิดจากการที่ประชาชนจำนวนมากยอมรับกติกาพื้นฐาน แม้ไม่พอใจรัฐบาลหรือผลการเลือกตั้งในบางครั้ง อีกแบบคือ เสถียรภาพจากความอ่อนล้า (stability from exhaustion) ซึ่งเกิดเมื่อประชาชนลดการมีส่วนร่วมเพราะเห็นว่าต้นทุนของการมีส่วนร่วมสูงกว่าประโยชน์ที่คาดว่าจะได้ ภายนอกทั้งสองกรณีอาจดูเป็นสังคมที่ปราศจากความขัดแย้งรุนแรงเหมือนกัน แต่คุณภาพของเสถียรภาพต่างกันโดยสิ้นเชิง
เสถียรภาพจากความยินยอม กับเสถียรภาพจากความอ่อนล้า อาจดูเหมือนกันจากภายนอก แต่เป็นคนละระบอบในทางคุณภาพ
ข้อสังเกตของปดิพัทธ์เกี่ยวกับอัตราการใช้สิทธิจึงน่าสนใจในกรอบนี้ เขาชี้ว่าเมื่อครั้งพรรคก้าวไกล ผู้มาใช้สิทธิอยู่ราวร้อยละ 75 แต่เมื่อถึงพรรคประชาชน ตัวเลขลดลงมาอยู่ราวร้อยละ 70 และตั้งคำถามว่า หากวัดความหวังของผู้คนด้วยการออกมาใช้สิทธิ ตัวเลขนี้อาจสะท้อนว่าความหวังลดลง[9] อัตราการใช้สิทธิอย่างเป็นทางการของการเลือกตั้ง 2569 อยู่ที่ร้อยละ 71.44 ลดลง 4.28 จุดจากการเลือกตั้งครั้งก่อน[3]
อย่างไรก็ตาม การลดลงของอัตราการใช้สิทธิไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัด “ความหมดหวัง” ได้โดยตรง เพราะมีสาเหตุได้หลายประการ สิ่งที่ควรศึกษาในระยะยาวจึงเป็นปรากฏการณ์ที่กว้างกว่า คือ การถอนตัวจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง (political demobilization) กล่าวคือ ประชาชนมิได้เปลี่ยนจากฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เปลี่ยนจาก “ผู้มีส่วนร่วม” ไปเป็น “ผู้ถอนตัว” การไม่ไปเลือกตั้งเป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง การเลิกติดตามรัฐสภา การไม่สมัครสมาชิกพรรค การไม่บริจาค การไม่ประสงค์เข้าสู่การเมือง หรือการย้ายทักษะและชีวิตออกนอกประเทศ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ได้ ปดิพัทธ์เองยกตัวอย่างเชิงประจักษ์ว่า บางคนตัดสินใจไม่มีบุตรหลังจากที่นายพิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และบางคนที่เตรียมกลับประเทศกลับเลือกใช้ชีวิตในต่างประเทศอย่างถาวร[9] หากเกิดขึ้นในวงกว้าง นี่คือ ต้นทุนการมีส่วนร่วม (participation cost) ที่ประเทศต้องจ่าย
11.ต้นทุนของการรักษาระเบียบ: Rising Marginal Cost of Containment
ระบอบทุกระบอบต้องใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตและรักษาระเบียบทางการเมือง คำถามจึงไม่ใช่ว่ามี ต้นทุนการบำรุงรักษา (maintenance cost) หรือไม่ แต่คือ ต้นทุนนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามเวลา หากระบอบสามารถปรับตัวให้ความต้องการใหม่เข้าสู่กระบวนการปกติได้ ความขัดแย้งจำนวนหนึ่งจะถูกทำให้เป็นเรื่องของสถาบันผ่านรัฐสภา พรรคการเมือง การเลือกตั้ง และการเจรจา แต่หากช่องว่างระหว่างความต้องการทางสังคมกับสิ่งที่สถาบันยอมรับกว้างขึ้น ระบบต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นเพื่อรักษาขอบเขตเดิม[10]
การยุบองค์กรหนึ่งอาจจัดการความขัดแย้งได้ในระยะสั้น แต่หากฐานทางสังคมเดิมกลับมาผ่านองค์กรใหม่ การจัดการรอบถัดไปอาจต้องใช้เครื่องมือเพิ่มขึ้น หากกระบวนการนี้เกิดซ้ำ ระบอบอาจเข้าสู่สภาวะที่ ต้นทุนส่วนเพิ่มของการสกัดสูงขึ้นเรื่อย ๆ (rising marginal cost of containment) กระทั่งต้นทุนของการรักษาสภาพเดิมเพิ่มเร็วกว่าความสามารถในการผลิตความยินยอมต่อสภาพเดิมนั้น นี่ไม่ใช่คำพยากรณ์ว่าระบอบจะล่มสลาย แต่เป็นคำถามเรื่อง ประสิทธิภาพเชิงสถาบัน (institutional efficiency): ระบอบที่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตผลลัพธ์เดิม ควรพิจารณาหรือไม่ว่าการปรับตัวบางส่วนมีต้นทุนต่ำกว่าการต่อต้านการปรับตัว
12.ทุนมนุษย์ทางการเมืองและต้นทุนของการเริ่มต้นใหม่
การเมืองเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยทุนมนุษย์เฉพาะทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทำงานหลายสมัยสะสมความรู้ด้านงบประมาณ การร่างกฎหมาย การตรวจสอบราชการ การเจรจา และนโยบายเฉพาะด้าน พรรคการเมืองสะสม ความทรงจำเชิงสถาบัน (institutional memory) ผ่านนักวิจัย เจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายนโยบาย เมื่อองค์กรถูกยุบหรือผู้นำจำนวนหนึ่งถูกตัดออกจากระบบ ความรู้เหล่านี้ไม่ได้สูญหายทันที เพราะบุคลากรเคลื่อนย้ายไปยังองค์กรใหม่ได้ แต่ความต่อเนื่อง (continuity) ย่อมได้รับผลกระทบ และการเปลี่ยนองค์กร ผู้นำ และโครงสร้างซ้ำ ๆ ย่อมมีต้นทุนของการเรียนรู้และการเปลี่ยนผ่าน
กรณีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล 44 คน ซึ่งใน พ.ศ. 2569 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกา อันอาจนำไปสู่การถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิตจากกรณีร่วมเสนอแก้ไขมาตรา 112 แสดงให้เห็นว่าประเด็นทุนมนุษย์ทางการเมืองมิได้สิ้นสุดพร้อมการยุบพรรคใน พ.ศ. 2567[11] คำถามเชิงออกแบบสถาบัน (institutional design) ที่ใหญ่กว่ากรณีบุคคลจึงเป็นว่า ประเทศควรสร้างระบบความรับผิดทางการเมืองและกฎหมายอย่างไร ให้สามารถลงโทษการกระทำที่ผิดกติกาได้ โดยไม่ทำให้ต้นทุนของการเข้าสู่การเมืองสูงจนบุคลากรที่มีศักยภาพลังเลที่จะเข้าร่วม นี่มิใช่คำถามเพื่อปกป้องนักการเมืองฝ่ายใด แต่เป็นคำถามเรื่องคุณภาพของการสรรหาบุคลากรทางการเมือง (political recruitment) ของประเทศ
13.ต้นทุนค่าเสียโอกาส: Opportunity Cost of Political Containment
ต้นทุนที่มองเห็นยากที่สุดคือสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น ในทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) หมายถึงมูลค่าของทางเลือกที่ต้องสละเมื่อเลือกอีกทางหนึ่ง แนวคิดเดียวกันประยุกต์กับการเมืองได้ เพราะรัฐมี แถบความสนใจทางการเมือง (political bandwidth) จำกัด ความสนใจของรัฐบาล รัฐสภา ระบบราชการ สื่อ และประชาชน ล้วนเป็นทรัพยากรที่มีขีดจำกัด
ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมาก—ธนาคารโลกประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ไว้เพียงราวร้อยละ 1.3 ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน พร้อมชี้ความท้าทายจากสังคมสูงวัย การลงทุนที่ซบเซา และผลิตภาพที่เติบโตจำกัด[12]—เวลาทางการเมืองที่ใช้ไปกับคำถามว่าใครถูกยุบ ใครถูกตัดสิทธิ นายกรัฐมนตรีจะผ่านกลไกใด และองค์กรใดมีอำนาจเหนือองค์กรใด ล้วนมีค่าเสียโอกาส เพราะเป็นเวลาที่ไม่ได้ใช้เต็มที่กับการศึกษา ผลิตภาพ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดิจิทัล การรับมือสังคมสูงวัย การกระจายอำนาจ และการปฏิรูประบบราชการ นี่คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการสกัดทางการเมือง ซึ่งไม่ปรากฏเป็นรายการในพระราชบัญญัติงบประมาณ ไม่มีหน่วยงานใดบันทึกเป็นรายจ่าย แต่ประเทศสูญเสียมันได้จริงในทุกปี
14.ข้อจำกัดของคำอธิบายเชิงโครงสร้าง: พรรคประชาชนไม่อาจหลบหลังคำว่า “ระบอบ”
การยอมรับว่าโครงสร้างมีผลต่อการแข่งขันไม่ได้แปลว่า agency หมดความสำคัญ ตรงกันข้าม หากพรรคประชาชนต้องการพัฒนาเป็นสถาบันการเมืองระยะยาว การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของตนต้องเข้มงวดกว่าเดิม คำถามที่เหมาะสมคือคำถามแบบ ทวนสมมติ (counterfactual): ภายใต้กติกาเดียวกัน หากตัดสินใจบางอย่างต่างออกไป ผลลัพธ์จะดีขึ้นได้เพียงใด หากคำตอบคือได้ นั่นคือพื้นที่ของความรับผิด
คำถามเหล่านี้ต้องได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมา ผู้สมัครระดับเขตแข็งแรงเพียงพอหรือไม่ องค์กรระดับพื้นที่ถูกสร้างเร็วพอหรือไม่ พรรคสื่อสารกับผู้สูงอายุและผู้เลือกตั้งนอกฐานเดิมได้มีประสิทธิภาพเพียงใด พรรคพึ่งพาแบรนด์ระดับชาติมากเกินไปหรือไม่ การจัดลำดับนโยบายสอดคล้องกับจังหวะทางการเมืองหรือไม่ และมีการประเมินคู่แข่งขันต่ำเกินไปหรือไม่ ที่สำคัญ ปดิพัทธ์เองยอมรับว่าความพ่ายแพ้เป็นบทเรียนที่จำเป็น โดยใช้แนวคิด failing forward—การล้มเพื่อก้าวไปข้างหน้า—และกล่าวว่า “ถ้าเราไม่แพ้วันนั้นเราคิดไม่ออก … แต่มันต้องโดนด่าก่อน ต้องโดนวิจารณ์ก่อน ต้องโดนคนหมดหวังในตัวคุณก่อน และเมื่อคุณฟื้นมาได้ ผมคิดว่าเราจะเดินได้ไกลกว่าเดิม”[13] การยอมรับเช่นนี้คือ agency ที่รับผิดชอบ มิใช่การโยนทุกอย่างให้โครงสร้าง
15.ปัญหาของการขอโทษที่กลายเป็นพิธีกรรม
หลังความพ่ายแพ้ พรรคการเมืองมักใช้ภาษาของความรับผิด เช่น “เราขอโทษประชาชน” หรือ “เราจะนำความผิดพลาดไปปรับปรุง” ภาษาเช่นนี้มีคุณค่าทางจริยธรรมและการเมือง แต่ การขอโทษไม่อาจทดแทนการวินิจฉัยสาเหตุ (apology cannot substitute for diagnosis) หากความพ่ายแพ้ประกอบด้วยหลายสาเหตุ การรับผิดทุกอย่างไว้กับตนเองมิได้แสดงถึงวุฒิภาวะเสมอไป และบางครั้งกลับบิดเบือนโครงสร้างเชิงสาเหตุของเหตุการณ์
พรรคการเมืองจึงควรแยกอย่างน้อยสามเรื่องออกจากกัน ได้แก่ สิ่งที่ตนทำผิด สิ่งที่คู่แข่งขันทำได้ดีกว่า และสิ่งที่เป็นผลจากโครงสร้างของสนามแข่งขัน การกล่าวว่า “เราแพ้เพราะระบบทั้งหมด” เป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิด แต่การกล่าวว่า “ทั้งหมดเป็นความผิดของเรา” ก็อาจเป็นการละทิ้งหน้าที่ในการอธิบายระบบต่อประชาชนเช่นกัน—เพราะการทำให้ประชาชนเข้าใจธรรมชาติของอำนาจในประเทศของตนเอง ก็เป็นภารกิจทางการเมืองอย่างหนึ่ง
16.ความรับผิดชอบอย่างถึงราก ควบคู่ความซื่อตรงต่อโครงสร้าง
บทความนี้จึงเสนอหลักการที่อาจเรียกว่า ความรับผิดชอบอย่างถึงราก ควบคู่ความซื่อตรงต่อโครงสร้าง (radical accountability with structural honesty) กล่าวคือ พรรคต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อสิ่งที่อยู่ภายใต้ agency ของตน แต่ต้องซื่อตรงอย่างเต็มที่ต่อข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างด้วย หลักการนี้ปฏิเสธทั้ง การเมืองแบบเหยื่อ (victim politics) และ การเมืองแบบโทษตนเองทั้งหมด (self-blaming politics) พรรคไม่จำเป็นต้องแสดงตนเป็นเหยื่อของระบอบ แต่ก็ไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการแข่งขันเกิดขึ้นในสุญญากาศเชิงสถาบัน
เราจะไม่ใช้โครงสร้างเป็นข้อแก้ตัว และจะไม่บอกประชาชนว่าโครงสร้างไม่มีอยู่
ภาษาทางการเมืองที่มีวุฒิภาวะจึงอาจกล่าวได้ว่า พรรคเคารพผลการเลือกตั้งโดยไม่มีเงื่อนไข และจะรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่ทำได้ไม่ดีพอ แต่การอธิบายผลการเมืองอย่างซื่อตรงต้องพิจารณาทั้งการตัดสินใจของพรรคเอง ความสามารถของคู่แข่งขัน กติกา สถาบัน และโครงสร้างอำนาจที่ทุกฝ่ายดำรงอยู่ภายใน นี่มิใช่ภาษาของผู้แพ้ และไม่ใช่ภาษาของเหยื่อ หากเป็นภาษาของสถาบันทางการเมืองที่ถือว่าการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับธรรมชาติของอำนาจเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่
17.จาก Movement Party สู่ Durable Democratic Institution
หากบทเรียนของ พ.ศ. 2569 คือความนิยมระดับชาติไม่สามารถทดแทนองค์กรเชิงพื้นที่ได้ ภารกิจต่อไปของพรรคประชาชนจึงไม่ควรถูกนิยามเพียงว่า “เอากระแสกลับมา” โจทย์ที่ลึกกว่าคือ การแปลงเชิงสถาบัน (institutional conversion): จากผู้ติดตามเป็นสมาชิก จากสมาชิกเป็นผู้จัดตั้ง จากผู้จัดตั้งเป็นเครือข่ายชุมชน จากเครือข่ายเป็นสายพานผลิตผู้สมัคร จากผู้สมัครเป็นผู้แทนเขต จากผู้แทนเป็นแนวร่วมจัดตั้งรัฐบาล และจากแนวร่วมเป็นความสามารถในการบริหารรัฐ
เป้าหมายจึงควรเป็นการเปลี่ยนจาก movement party ไปสู่สิ่งที่อาจเรียกว่า สถาบันประชาธิปไตยที่คงทน (durable democratic institution)—องค์กรที่ดำรงอยู่ได้โดยไม่ขึ้นกับผู้นำคนเดียว รักษาความรู้ได้เมื่อแพ้เลือกตั้ง ผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ได้ต่อเนื่อง มีความสัมพันธ์กับประชาชนระหว่างการเลือกตั้ง ไม่ใช่เฉพาะช่วงหาเสียง และเปลี่ยนความกระตือรือร้นทางการเมืองให้กลายเป็นขีดความสามารถเชิงสถาบันได้ ปดิพัทธ์เปรียบเทียบพัฒนาการของขบวนการนี้กับ “กราฟหัวใจ” ที่ขยับขึ้นเป็นช่วง ๆ ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน—“มันไม่หยุดเต้น มันไปต่อได้”—และวางกรอบการทำงานว่าเป็นการ “ซ้อมกับคลื่นลูกแล้วลูกเล่า” เพื่อให้พร้อมนำมวลชนเมื่อคลื่นของการเปลี่ยนแปลงมาถึง[14] หากทำได้ ความพ่ายแพ้ครั้งหนึ่งย่อมกลายเป็น การเรียนรู้เชิงสถาบัน และนั่นคือความหมายที่มีสาระของ failing forward—การแพ้ไม่ใช่ความสำเร็จ แต่ความสามารถในการเปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นการเรียนรู้ต่างหากที่มีค่า
18.ทางสองแพร่งของฝ่ายอนุรักษนิยม: Containment หรือ Accommodation
การวิเคราะห์เชิงระบอบต้องส่องกลับไปยังผู้ชนะด้วย หากฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถรักษาอำนาจและชนะการแข่งขันเชิงสถาบันได้ คำถามต่อไปคือจะจัดการอย่างไรกับความต้องการทางสังคมที่ยังดำรงอยู่ ในเชิงระบอบมีทางเลือกพื้นฐานสองแนวทาง แนวทางแรกคือ การจำกัด (containment) คือรักษาขอบเขตเดิมและสกัดข้อเรียกร้องที่เห็นว่าเกินกว่าระบบจะรับได้ อีกแนวทางคือ การดูดซับ (accommodation) คือรับข้อเรียกร้องบางส่วนเข้ามา ปรับสถาบัน และขยายพื้นที่ของการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องยอมรับวาระทั้งหมดของฝ่ายท้าทาย
ในทางทฤษฎี ระบอบที่มี ความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว (resilience) สูง มักมีความสามารถในการดูดซับ เพราะการปรับตัวบางส่วนช่วยลดแรงกดดันต่อระบบทั้งหมด ในทางกลับกัน หากข้อเรียกร้องจำนวนมากถูกทำให้กลายเป็น ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของระบอบ (existential threat) ความขัดแย้งเชิงนโยบายธรรมดาก็อาจถูกยกระดับเป็นความขัดแย้งเรื่องการดำรงอยู่ของระบบ—ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามาก
ในบทสัมภาษณ์ ปดิพัทธ์เองสังเกตว่า แม้บางฝ่ายมองว่าพรรคประชาชน “ลดบาร์” แต่ในสายตาฝ่ายขวา พรรคก็ยังถูกมองเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อกำแพงเดิมอยู่เช่นเดิม สะท้อนว่าการรับรู้เรื่องภัยคุกคามในระบอบไทยยังผูกโยงกับอัตลักษณ์ของฝ่ายมากกว่ากับเนื้อหาข้อเสนอเฉพาะเรื่อง[15] ฝ่ายอนุรักษนิยมจึงมีคำถามที่สำคัญไม่แพ้ฝ่ายปฏิรูป นั่นคือ จะออกแบบระบอบอย่างไรให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับตนยังรู้สึกว่าเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน และสามารถแสวงหาการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการปกติได้ ความสามารถในการตอบคำถามนี้อาจเป็นดัชนีของ ความคงทนของระบอบ ที่สำคัญกว่าการชนะการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง
19.สี่ระดับของ “ชัยชนะ”: Electoral, Institutional, Ideological, National
ปัญหาสำคัญที่สุดของคำว่า “ชัยชนะ” คือเรามักใช้คำเดียวอธิบายปรากฏการณ์หลายระดับ เพื่อความชัดเจน ควรแยกอย่างน้อยสี่ระดับ ได้แก่ ชัยชนะทางการเลือกตั้ง (electoral victory) คือความสามารถในการได้คะแนนและที่นั่ง; ชัยชนะเชิงสถาบัน (institutional victory) คือความสามารถในการเปลี่ยนชัยชนะทางการเมืองให้เป็นอำนาจจัดตั้งรัฐบาลและกำหนดนโยบาย; ชัยชนะทางอุดมการณ์ (ideological victory) คือความสามารถในการทำให้หลักคิดของตนกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับอย่างกว้างขวาง; และ ความสำเร็จของประเทศ (national success) คือความสามารถของระบบการเมืองโดยรวมในการแก้ปัญหา เพิ่มสมรรถนะของรัฐ รักษาความชอบธรรม และสร้างอนาคตที่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อยู่ร่วมกันได้
ทั้งสี่ระดับไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกัน ฝ่ายหนึ่งอาจชนะเลือกตั้งโดยยังไม่ชนะทางอุดมการณ์ อีกฝ่ายอาจแพ้จำนวนที่นั่งแต่ข้อเสนอของตนค่อย ๆ ถูกฝ่ายอื่นนำไปใช้ ระบอบอาจรักษาการควบคุมเชิงสถาบันได้แต่สูญเสียความชอบธรรม หรือระบอบอาจยอมปรับตัวบางส่วนแล้วกลับมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนั้น คำถามว่า “ฝ่ายขวาชนะหรือไม่” จึงไม่มีคำตอบทางวิชาการ จนกว่าเราจะระบุก่อนว่ากำลังวัดชัยชนะในระดับใด
20.บทสรุป: คันฉ่องของระบอบ
สองปีหลังการยุบพรรคก้าวไกล เหตุการณ์นี้ควรถูกมองมากกว่าประวัติศาสตร์ของพรรคหนึ่งพรรค มันเป็นกรณีศึกษาของปัญหาพื้นฐานที่ระบอบการเมืองทุกระบอบต้องเผชิญ ได้แก่ จะจัดการความขัดแย้งระหว่างความต่อเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะกำหนดขอบเขตของการแข่งขันอย่างไร จะลงโทษผู้ละเมิดกติกาโดยไม่ทำลายความเชื่อมั่นในกติกาอย่างไร จะรักษาเสถียรภาพโดยไม่ทำให้มันกลายเป็นความหยุดนิ่ง (stagnation) อย่างไร และจะทำให้ผู้แพ้ยังเชื่อว่ากระบวนการทางการเมืองมีความหมายได้อย่างไร
สำหรับพรรคประชาชน บทเรียนมิใช่เพียงต้อง “ลดบาร์” หรือ “ขอโทษให้มากขึ้น” หากคือการเปลี่ยนความนิยมระดับชาติให้กลายเป็นองค์กรที่หยั่งรากในสังคม พร้อมพัฒนาความสามารถในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความผิดพลาดของตนกับข้อจำกัดของโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา สำหรับฝ่ายอนุรักษนิยม ชัยชนะเชิงสถาบันไม่ควรถูกตีความว่าความต้องการทางสังคมที่ผลักดันฝ่ายปฏิรูปได้หายไปแล้ว โจทย์ระยะยาวคือการสร้างขีดความสามารถในการดูดซับ ให้เพียงพอที่จะเปลี่ยนความขัดแย้งจากเรื่องการดำรงอยู่ของระบอบ กลับมาเป็นการแข่งขันเชิงนโยบายภายในระบอบ
และสำหรับประเทศไทย คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าใครควรชนะ หากคือ ระบบการเมืองสามารถผลิตชัยชนะและความพ่ายแพ้โดยมีต้นทุนต่อประเทศต่ำเพียงใด เพราะระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพมิได้วัดจากการทำให้ฝ่ายหนึ่งชนะตลอดไป หากต้องสามารถทำให้ผู้ชนะใช้อำนาจโดยมีข้อจำกัด ทำให้ผู้แพ้ยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่สิ้นหวัง ทำให้ฝ่ายที่เห็นต่างยังแข่งขันเพื่อกลับมาเป็นผู้ชนะได้ และทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการทำลายคู่แข่งขันหรือทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบ
เมื่อมองจากจุดนี้ การยุบพรรคก้าวไกลจึงเปรียบเสมือนคันฉ่องบานหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย คันฉ่องไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นวีรบุรุษหรือผู้ร้าย และไม่รับประกันว่าอนาคตจะเป็นของฝ่ายใด มันเพียงเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ กติกา ความชอบธรรม การปรับตัว และต้นทุนที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์ทางการเมือง และเมื่อมองเข้าไปลึกพอ คำถามที่ปรากฏในคันฉ่องอาจไม่ใช่ “ใครชนะ?” แต่เป็นคำถามที่ยากกว่าและสำคัญกว่า: ประเทศไทยต้องใช้ทรัพยากรทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความชอบธรรมอีกเท่าใด เพื่อรักษาระเบียบทางการเมืองแบบหนึ่งไว้ และเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นแล้ว ต้นทุนนั้นยังสมเหตุสมผลกับอนาคตที่เราต้องการหรือไม่
คำถามเรื่องคุณภาพของระบอบมิใช่ทรัพย์สินของฝ่ายการเมืองใด มันเป็นคำถามเกี่ยวกับ ต้นทุนร่วมของการอยู่ในประเทศเดียวกัน และบางที นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คันฉ่องบานนี้กำลังสะท้อนให้เราเห็น
เชิงอรรถและรายการอ้างอิง
- ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค 10 ปี, 7 สิงหาคม 2567. ดู ไทยพีบีเอส. (2567). มติศาลรัฐธรรมนูญ ยุบ “ก้าวไกล” เพิกถอนสิทธิการเมือง กก.บห.พรรค 10 ปี. thaipbs.or.th/news/content/342834; Human Rights Watch. (2024). Thailand: Constitutional Court Dissolves Opposition Party. hrw.org ↩
- Laohabut, T., & McCargo, D. (2024). Thailand’s Movement Party: The Evolution of the Move Forward Party. Journal of East Asian Studies, 24(1), 25–47. https://doi.org/10.1017/jea.2024.1 ↩
- ผลการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 และอัตราการใช้สิทธิร้อยละ 71.44 (ลดลง 4.28 จุดจากการเลือกตั้งครั้งก่อน). สรุปจากรายงานผลอย่างเป็นทางการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามที่ประมวลใน Wikipedia. (2026). Results of the 2026 Thai general election. en.wikipedia.org; และ Bangkok Post. (2026). What the election results reveal. bangkokpost.com ↩
- แนวคิด party institutionalization ดู Randall, V., & Svåsand, L. (2002). Party Institutionalization in New Democracies. Party Politics, 8(1), 5–29; และ Huntington, S. P. (1968). Political Order in Changing Societies. Yale University Press. ↩
- การออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569: เห็นชอบ 21,621,638 เสียง (ร้อยละ 60.16) จากบัตรดี 35,937,621 ใบ, อัตราการออกเสียงร้อยละ 69.65. ดู Wikipedia. (2026). 2026 Thai constitutional referendum. en.wikipedia.org; Bangkok Post. (2026). Drafting of new constitution cruises to victory in referendum. bangkokpost.com ↩
- Panarat Anamwathana. (2026). Has Thailand’s People’s Party Lost the Support of the Young? (ISEAS Perspective 2026/34). ISEAS–Yusof Ishak Institute. iseas.edu.sg ↩
- Weber, M. (1978). Economy and Society: An Outline of Interpretive Sociology (G. Roth & C. Wittich, Eds.). University of California Press. (ต้นฉบับ 1922). ↩
- International IDEA. (2024). The dissolution of the Move Forward Party by Thailand’s Constitutional Court is deeply regrettable. idea.int ↩
- ปดิพัทธ์ สันติภาดา, สัมภาษณ์ในรายการ The Politics, Matichon TV, 10 สิงหาคม 2569 (ข้อมูลจากผู้เขียน). ตัวเลขร้อยละ 75 และ 70 เป็นการประเมินของผู้ให้สัมภาษณ์ เทียบเคียงกับอัตราอย่างเป็นทางการร้อยละ 71.44 ในเชิงอรรถที่ [3]. ↩
- แนวคิด adaptability–institutionalization และต้นทุนของการรักษาระเบียบ ดู Huntington (1968) อ้างแล้ว; และการอภิปรายเรื่องเสถียรภาพเชิงแข่งขันใน Levitsky, S., & Way, L. (2010). Competitive Authoritarianism: Hybrid Regimes after the Cold War. Cambridge University Press. ↩
- คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งสำนวนอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล 44 คน ต่อศาลฎีกา กรณีร่วมเสนอแก้ไขมาตรา 112 (กุมภาพันธ์ 2569), เสี่ยงถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต. ดู The Diplomat. (2026). 44 Former Progressive Thai MPs Face Lifetime Ban From Politics. thediplomat.com; The Nation. (2026). Supreme Court to review 44-MP Section 112 case. nationthailand.com ↩
- World Bank. (2026). Thailand Economic Monitor, February 2026; และรายงานปรับประมาณการเติบโตปี 2569 เหลือราวร้อยละ 1.3 ต่ำสุดในอาเซียน. worldbank.org; The Nation. (2026). nationthailand.com ↩
- ปดิพัทธ์ สันติภาดา, สัมภาษณ์ The Politics, Matichon TV, 10 สิงหาคม 2569 (แนวคิด failing forward). ↩
- อ้างแล้ว, ปดิพัทธ์ สันติภาดา (2569). อุปมา “กราฟหัวใจ” และ “การโต้คลื่น”. ↩
- อ้างแล้ว, ปดิพัทธ์ สันติภาดา (2569). ประเด็นการรับรู้เรื่อง “ลดบาร์” และการยังถูกมองเป็นภัยคุกคามในสายตาฝ่ายขวา. ↩
บทความชุด “คันฉ่องส่องไทย” · เผยแพร่เพื่อการศึกษาและการอภิปรายสาธารณะ · ผู้อ่านสามารถนำกรอบวิเคราะห์ในบทความไปใช้อ่านสถานการณ์การเมืองไทยในระบบโดยรวมได้ แม้ไม่ผูกกับพรรคใดพรรคหนึ่ง
