สหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: อธิปไตยเชิงอำนาจกับต้นทุนของระเบียบโลกพหุภาคี
วันที่อ้างอิงเหตุการณ์: 7–8 มกราคม 2026
ประเภท: วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ / ระเบียบโลก
อ่านบทความที่ฉีกแนวจากบทความนี้
ที่นี่
บทคัดย่อ — การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์ออกคำสั่งให้ถอนตัวจาก “66 องค์กรระหว่างประเทศ”
(35 องค์กรที่ไม่ใช่สหประชาชาติ และ 31 หน่วยงาน/กลไกในเครือสหประชาชาติ) เป็นปรากฏการณ์เชิงโครงสร้างที่สะท้อนการ
“หดตัว” ของบทบาทสหรัฐฯ ในเวทีพหุภาคี และการขยับไปสู่กรอบคิดแบบอธิปไตยนิยมเชิงอำนาจ (sovereigntist realism)
บทความนี้สังเคราะห์ (1) องค์กรสำคัญที่ถูกระบุให้ถอนตัว (2) เหตุผลเชิงนโยบายของทำเนียบขาว (3) ผลกระทบทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์
(4) ปฏิกิริยาของพันธมิตรและคู่แข่ง (5) ฉากทัศน์ต่อบทบาทสหรัฐฯ ในระเบียบโลก
โดยชี้ให้เห็น “ข้อได้เปรียบระยะสั้น” ด้านงบประมาณและอิสระเชิงนโยบาย เทียบกับ “ต้นทุนระยะยาว” ด้านอิทธิพล การกำหนดกติกา
และความชอบธรรมของผู้นำโลก
คำสำคัญ: สหรัฐอเมริกา, พหุภาคี, อธิปไตย, UNFCCC, IPCC, ระเบียบโลก, การทูต, อำนาจเชิงบรรทัดฐาน
1. บทนำ: จาก “ผู้ออกแบบกติกา” สู่ “ผู้ถอนตัวจากกติกา”
ตลอดหลายทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ไม่เพียง “เข้าร่วม” องค์กรระหว่างประเทศ แต่เป็น “ผู้ออกแบบ”
โครงสร้างระเบียบโลก—ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การพัฒนา และบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี คำสั่งให้ถอนตัวจาก
66 องค์กรระหว่างประเทศในต้นปี 2026 เป็นการส่งสัญญาณชัดว่า วอชิงตันกำลังย้ายจุดยืนจาก “การบริหารระเบียบ”
ไปสู่ “การเลือกเข้าร่วมเฉพาะสิ่งที่ให้ผลตอบแทนตรง” (selective engagement) โดยตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า
และผลต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ
ในภาษานโยบายของทำเนียบขาว การถอนตัวถูกจัดวางเป็นการ “ฟื้นฟูอธิปไตย” และ “หยุดการระดมงบประมาณภาษี”
ไปยังสถาบันที่ “ไม่รับใช้ผลประโยชน์สหรัฐฯ” แต่ในภาษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR) นี่คือการปะทะกันของสองตรรกะ:
(ก) ตรรกะอธิปไตยของรัฐ (sovereignty) และ (ข) ตรรกะความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาข้ามพรมแดน (collective action)
ซึ่งมักต้องอาศัยเวทีพหุภาคีเพื่อสร้างความเชื่อถือและต้นทุนต่อการผิดสัญญา
2. ข้อเท็จจริงเชิงนโยบาย: สหรัฐฯ ถอนตัวจากอะไรบ้าง
เอกสารคำสั่งของทำเนียบขาวระบุชัดว่า หน่วยงานรัฐบาลต้อง “ยุติการเข้าร่วมและการให้เงินสนับสนุน” ต่อ
35 องค์กรที่ไม่ใช่ UN และ 31 หน่วยงาน/กลไกในเครือ UN โดยทันที “เท่าที่กฎหมายอนุญาต”
รายการดังกล่าวมีทั้งเวทีสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความร่วมมือการย้ายถิ่น ความมั่นคง และมาตรฐานนโยบายสาธารณะ
ซึ่งสะท้อนว่าเป้าหมายไม่ใช่เพียง “ลดรายจ่าย” แต่รวมถึง “ถอนตัวจากบรรทัดฐาน” ที่รัฐบาลมองว่าไม่สอดคล้องกับทิศทางประเทศ
2.1 องค์กร/กลไกสำคัญที่ถูกกล่าวถึงบ่อยในเชิงผลกระทบ
| องค์กร/กลไก |
หมวด |
นัยเชิงนโยบาย (โดยสังเขป) |
| UNFCCC (UN Framework Convention on Climate Change) |
ภูมิอากาศ/เจรจาโลก |
ถอนตัวจาก “โต๊ะเจรจาหลัก” ที่เป็นฐานของการกำหนดทิศทางการเจรจาสภาพภูมิอากาศระดับโลก และช่องทางกำหนดกติกา/ตลาดที่เกี่ยวข้อง |
| IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) |
วิทยาศาสตร์/หลักฐานเชิงนโยบาย |
ลดการมีส่วนร่วมในกลไกสังเคราะห์องค์ความรู้ที่เป็นฐานให้การเจรจาและนโยบายภูมิอากาศจำนวนมาก |
| UN Women (UN Entity for Gender Equality and the Empowerment of Women) |
สิทธิมนุษยชน/สังคม |
ลดบทบาทในเวทีบรรทัดฐานด้านเพศสภาพและสิทธิสตรี ซึ่งอาจกระทบ “ภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำเชิงค่านิยม” |
| UNFPA (UN Population Fund) |
สาธารณสุข/การพัฒนา |
กระทบเครือข่ายความร่วมมือด้านสุขภาพแม่และเด็ก/การวางแผนครอบครัวในประเทศกำลังพัฒนา และอิทธิพลผ่านความช่วยเหลือ |
| Global Counterterrorism Forum |
ความมั่นคง/ต่อต้านก่อการร้าย |
ลดการประสานพหุภาคีด้านมาตรฐานและการประเมินภัย ซึ่งอาจเพิ่มภาระการทำงานทวิภาคีแทน |
| Global Forum on Migration and Development |
ย้ายถิ่น/นโยบายสังคม |
สะท้อนการถอยห่างจากการจัดการย้ายถิ่นเชิงระบบร่วมกับนานาชาติ และเน้นอำนาจอธิปไตยด้านพรมแดน |
ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง: รายชื่อที่ถอนตัวมีสัดส่วนสูงใน “เวทีสร้างบรรทัดฐาน” (norm-setting) ไม่ใช่เฉพาะองค์กรที่ให้บริการโดยตรง
นี่ทำให้ผลกระทบระยะยาวอาจหนักกว่า “ตัวเลขงบประมาณ” เพราะเกี่ยวข้องกับการครองพื้นที่ทางความคิด กติกา และความชอบธรรม.
2.2 ภาพรวมรายการ: สิ่งที่ถูกลดทอนคือ “ช่องทางการกำหนดกติกา”
หากจัดกลุ่มอย่างเป็นระบบ รายการ 66 องค์กรสามารถอ่านได้เป็น “แผนที่ความไม่พอใจเชิงอุดมการณ์” ของรัฐบาล:
กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ/สิ่งแวดล้อม (เช่น UNFCCC, IPCC, แพลตฟอร์มด้านความหลากหลายทางชีวภาพ),
กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นและการพัฒนา, และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับค่านิยมสากลบางมิติ (เช่น ประเด็นสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน)
จุดร่วมคือรัฐบาลมองว่าเวทีเหล่านี้ “แทรกแซงนโยบายภายใน” ผ่านแรงกดดันเชิงบรรทัดฐานมากกว่าการบังคับตามกฎหมายโดยตรง
3. เหตุผลของทำเนียบขาว: อธิปไตย ประสิทธิภาพ และการเมืองภายใน
เหตุผลที่ทำเนียบขาวยกขึ้นมามีสามชั้นซ้อนกัน:
(1) อธิปไตยและความมั่นคง — มองว่าองค์กรบางแห่งขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติหรือก่อข้อผูกพันที่ไม่คุ้มค่า
(2) ประสิทธิภาพและความคุ้มทุน — ชี้ว่าผู้เสียภาษีจ่าย “มาก” แต่ได้ผลตอบแทน “น้อย”
(3) การเมืองเชิงอัตลักษณ์ — ใช้กรอบ “ต่อต้านวาระโลกนิยม/อุดมการณ์” ที่รัฐบาลมองว่าไม่สอดคล้องกับค่านิยมและทิศทางประเทศ
ในเชิงรัฐศาสตร์ นี่คือการเชื่อม “นโยบายต่างประเทศ” ให้เป็น “นโยบายภายใน” ผ่านการเล่าเรื่องว่า
เงินภาษีควรถูกโยกจากเวทีโลกกลับไปสู่ความพร้อมรบ โครงสร้างพื้นฐาน และการคุมพรมแดน
ทำให้การถอนตัวกลายเป็นนโยบายที่อธิบายง่ายและระดมฐานสนับสนุนได้สูง แม้ผลกระทบเชิงโครงสร้างจะซับซ้อนกว่ามาก
4. ผลกระทบทางการเงิน: ประหยัดได้จริง แต่ไม่เท่าต้นทุนเชิงอำนาจ
ด้านการเงิน การถอนตัว/ยุติการสนับสนุนย่อมมีผลลดรายจ่ายบางส่วน โดยเฉพาะเงินสมทบและเงินสนับสนุนโดยสมัครใจ (voluntary contributions)
อย่างไรก็ดี การประเมิน “คุ้มค่า” ไม่ควรจำกัดที่งบประมาณ เพราะองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากทำหน้าที่เป็น “เวทีลงทุนเชิงอำนาจ”
(power investment) กล่าวคือ สหรัฐฯ ใช้งบเพื่อซื้อ “ที่นั่ง” และ “สิทธิออกแบบกติกา” ซึ่งมีมูลค่าเชิงยุทธศาสตร์ต่อการค้า เทคโนโลยี
และความมั่นคงในระยะยาว
ต้นทุนที่มักถูกมองข้ามคือ ต้นทุนธุรกรรม (transaction costs) ที่เพิ่มขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ต้องทำงานทวิภาคีแทนพหุภาคีในหลายเรื่อง:
การประสานข้อมูล การกำหนดมาตรฐาน การสร้างฉันทามติ และการจัดการปัญหาข้ามแดน เช่น ภูมิอากาศและการย้ายถิ่น
เมื่อเวทีรวมถูกทำให้เล็กลง ภาระต่อการเจรจาแบบ “หนึ่งต่อหลาย” จะถูกย้ายไปเป็น “หลายครั้งของหนึ่งต่อหนึ่ง”
ซึ่งกินทรัพยากรการทูตและเวลาอย่างมีนัยสำคัญ
5. ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์: ช่องว่างอำนาจและการเขียนกติกาใหม่
ผลกระทบที่หนักที่สุดอยู่ที่มิติภูมิรัฐศาสตร์: การถอนตัวทำให้เกิด ช่องว่างอำนาจ (power vacuum)
ในเวทีที่เคยเป็นพื้นที่แข่งขันเชิงบรรทัดฐานและมาตรฐาน โดยเฉพาะด้านภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์นโยบาย และการพัฒนา
หากสหรัฐฯ ถอนตัวจริงจาก UNFCCC และลดบทบาทใน IPCC ก็เท่ากับลดความสามารถในการ “กำกับทิศทางการเจรจา”
และ “กำหนดความหมายของหลักฐาน” ที่ถูกใช้เป็นฐานของนโยบายโลก
ในตรรกะการเมืองโลก เมื่อมหาอำนาจถอย คู่แข่งไม่จำเป็นต้องชนะด้วยการปะทะตรง ๆ
แต่ชนะด้วยการ “เข้ามาแทนที่” ในพื้นที่ว่าง: สนับสนุนงบ ส่งคนเข้าไปทำงาน สร้างเครือข่าย และสะสมความชอบธรรม
ผลลัพธ์อาจเป็นการเลื่อนศูนย์กลางของการกำหนดกติกาไปสู่ผู้เล่นที่มีเป้าหมายและค่านิยมต่างจากสหรัฐฯ
6. ปฏิกิริยาของพันธมิตรและคู่แข่ง: ความไม่แน่นอนเชิงความน่าเชื่อถือ
แม้การตอบสนองของนานาชาติจะหลากหลาย แต่มีเส้นร่วมสำคัญคือ “ความไม่แน่นอน”
(uncertainty) ต่อความต่อเนื่องของบทบาทสหรัฐฯ ในเวทีโลก พันธมิตรยุโรปมักให้คุณค่ากับการทำงานผ่านสถาบันพหุภาคี
เพราะเป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยง ลดต้นทุนความขัดแย้ง และสร้างมาตรฐานร่วม ในขณะที่การถอยของสหรัฐฯ
อาจทำให้ยุโรปต้องแบกภาระมากขึ้น ทั้งด้านงบประมาณและความเป็นผู้นำเชิงนโยบาย
สำหรับคู่แข่งหรือประเทศที่ต้องการปรับสมดุลอำนาจ การถอนตัวของสหรัฐฯ เป็น “โอกาส”
ในการขยายอิทธิพลเชิงสถาบัน (institutional influence) มากกว่าการเผชิญหน้าเชิงทหารโดยตรง
กล่าวอีกแบบคือ สหรัฐฯ อาจประหยัดงบประมาณ แต่กำลังทำให้พื้นที่การแข่งขันย้ายจาก “สนามที่สหรัฐฯ คุมเกม”
ไปสู่ “สนามที่ยังไม่มีใครคุมได้เต็มที่”
7. ฉากทัศน์ (Scenarios): อเมริกาจะกลับมาเป็นผู้นำ หรือเป็นมหาอำนาจโดดเดี่ยว?
ฉากทัศน์ที่ 1: ถอนตัวเพื่อ “ต่อรองใหม่” แล้วกลับเข้ามาในรูปแบบที่คุมได้
รัฐบาลอาจใช้การถอนตัวเป็นเครื่องมือกดดันให้สถาบันปรับตัว ลด “วาระที่ขัดกับสหรัฐฯ” และเพิ่มความโปร่งใส
หากเกิดเช่นนี้ สหรัฐฯ อาจกลับเข้ามาในฐานะผู้กำหนดเงื่อนไขที่แข็งขึ้น แต่ต้องแลกกับความเสียหายทางความเชื่อถือช่วงเปลี่ยนผ่าน
ฉากทัศน์ที่ 2: เดินหน้า “ทวิภาคีนิยม” อย่างเต็มรูปแบบ (Bilateralism-First)
สหรัฐฯ อาจหันไปใช้ข้อตกลงทวิภาคีเป็นหลักเพื่อคุมผลลัพธ์ให้ตรงประโยชน์ชาติ
ข้อดีคือคุมเกมเร็วและชัด แต่ข้อเสียคือทำให้ภาระการทูตเพิ่มขึ้น และลดพื้นที่สร้างฉันทามติในปัญหาข้ามแดนที่ต้องการความร่วมมือวงกว้าง
ฉากทัศน์ที่ 3: การถอยเชิงสถาบันกลายเป็น “การถอยเชิงอิทธิพล” ระยะยาว
หากสหรัฐฯ เว้นว่างพื้นที่สถาบันต่อเนื่อง คู่แข่งจะค่อย ๆ ยึดหัวหาดเชิงบรรทัดฐานและมาตรฐาน
เมื่อกติกาใหม่ถูกทำให้ “เป็นเรื่องปกติ” การกลับเข้ามาของสหรัฐฯ ในอนาคตจะมีต้นทุนสูงกว่าเดิม
เพราะไม่ใช่แค่กลับมาจ่ายเงิน แต่ต้องกลับมาทวงอำนาจนิยามและความชอบธรรมที่ถูกจัดวางไปแล้ว
8. อภิปราย: “เงิน” ไม่ใช่หัวใจ—หัวใจคือ “สิทธิในการเขียนกติกา”
ประเด็นที่ควรย้ำคือ สถาบันพหุภาคีจำนวนมากไม่ได้มีมูลค่าหลักที่ “บริการ” แต่มีมูลค่าหลักที่ “กติกา”
ประเทศที่อยู่ในโต๊ะย่อมมีสิทธิ์ตั้งวาระ แต่งตั้งคณะทำงาน ผลักดันถ้อยคำ และตีความหลักฐาน
สิ่งเหล่านี้คืออำนาจแบบนุ่ม (soft power) และอำนาจเชิงบรรทัดฐาน (normative power) ที่สะสมได้ช้าแต่ทรงพลัง
การถอนตัวครั้งใหญ่จึงไม่ใช่เพียง “ลดภาษี” แต่คือการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ว่า
สหรัฐฯ จะยอมให้โลกเดินต่อไปด้วยกติกาที่ตนไม่ได้ร่วมออกแบบหรือไม่
และหากตอบว่า “ยอม” สหรัฐฯ จะต้องชดเชยด้วยพลังแข็ง (hard power) มากขึ้นเพียงใดในอนาคต
9. บทสรุป
การถอนตัวของสหรัฐฯ จาก 66 องค์กรระหว่างประเทศในต้นปี 2026 เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลเลือก “อธิปไตยเชิงอำนาจ”
เหนือ “ความร่วมมือเชิงสถาบัน” โดยหวังผลระยะสั้นด้านความคล่องตัวและงบประมาณ
อย่างไรก็ดี ในโลกที่ปัญหาหลักเป็นปัญหาข้ามพรมแดน (ภูมิอากาศ การย้ายถิ่น โรคระบาด ความมั่นคงไซเบอร์)
การถอยออกจากเวทีสถาบันอาจกลายเป็นการยอมลดอำนาจกำหนดทิศทางในระยะยาว
สิ่งควรคำนึงคือ อเมริกาอาจประหยัดเงินได้ แต่คำถามคือ อเมริกากำลังขายสิทธิในการเขียนกติกาอนาคตไปหรือไม่
และเมื่อกติกาใหม่ถูกเขียนโดยผู้อื่น ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทย จะต้องอ่านและปรับตัวต่อโลกแบบใหม่นี้อย่างไร แต่เราอาจจะมองต่อไปด้วยว่า สหรัฐอเมริกาจะตัดความสัมพันธ์จริง ๆ แค่ไหน แล้วจะใช้ความคล่องตัวและประสิทธิภาพแบบเน้นเป้าหมายที่จับต้องได้จริงเพื่อการใด และจะรับมือกับความเสี่ยงเชิงอำนาจในอนาคตอย่างไร
บรรณานุกรม
-
The White House. (2026, January 7). Fact Sheet: President Donald J. Trump Withdraws the United States from International Organizations that Are Contrary to the Interests of the United States.
(เข้าถึงจากหน้า Fact Sheets ของทำเนียบขาว)
-
The White House. (2026, January). Withdrawing the United States from International Organizations, Conventions, and Treaties that Are Contrary to the Interests of the United States (Presidential Memorandum).
(เอกสาร “Presidential Actions” พร้อมรายชื่อองค์กร)
-
Reuters. (2026, January 8). Trump withdraws US from dozens of international and UN entities.
-
Associated Press. (2026, January 7). US will exit 66 international organizations as it further retreats from global cooperation.
-
The Washington Post. (2026, January 7). Trump announces U.S. will leave dozens of international organizations.
-