คำชี้แจง

Thursday, January 8, 2026

นิยาม “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” เมื่อยึดประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายการเปลี่ยนประเทศ

คันฉ่องส่องไทย • กรอบคิดเชิงหลักการ หัวข้อ: นิยาม “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” เมื่อยึดประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายการเปลี่ยนประเทศ

ปฏิปักษ์ปฏิวัติ (บนหลักประชาธิปไตย): นิยามที่ไม่ใช่คำด่า แต่คือเครื่องมือวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ

ถ้าเรายึด “ประชาธิปไตยสากล” เป็นเป้าหมายการเปลี่ยนประเทศไทย คำว่า “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” ควรเป็นคำเชิงวิเคราะห์ที่มีเกณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่ฉลากเพื่อระบายอารมณ์หรือเหมารวมฝ่ายเห็นต่าง การจะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไทยนั้น เรามุ่งไปที่การเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตย ดังนั้น การจะชี้หน้าว่าใครเป็นปฏิปักษ์ปฏิวัติจะต้องยึดหลักในการกำหนดอย่างซื่อสัตย์ด้วย

นิยามแกนกลาง

ปฏิปักษ์ปฏิวัติ คือบุคคล พรรคการเมือง หรือคณะบุคคลที่ ต่อต้าน บ่อนทำลาย หรือย้อนรั้ง กระบวนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ว่าด้วยการกระทำโดยตรง หรือด้วยการออกแบบกติกาและกลไกที่ทำให้ประชาธิปไตย “กลวงเปล่า”

หลักสังเกตสำคัญ: คนหรือกลุ่มที่เข้าข่าย “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” อาจพูดถึงประชาธิปไตย อาจลงเลือกตั้ง แต่พฤติกรรมหรือโครงสร้างที่เขาหนุนหลังกลับทำให้ประชาธิปไตยไม่สามารถเติบโตเป็น “อำนาจของประชาชนจริง” ได้
อำนาจอธิปไตยของประชาชน กติกาแข่งขันเป็นธรรม นิติรัฐ-นิติธรรม สิทธิและเสรีภาพ ตรวจสอบถ่วงดุล

ลักษณะของ “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” เมื่อวัดด้วยมาตรฐานประชาธิปไตย

1) ปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของประชาชน

  • ไม่ยอมรับหลักว่า อำนาจสูงสุดต้องมาจากประชาชน ผ่านการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม
  • สนับสนุนอำนาจที่ไม่ยึดโยงประชาชน (อำนาจแต่งตั้ง อำนาจพิเศษถาวร หรืออำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ)

2) สนับสนุนหรือยอมรับการรัฐประหารและอำนาจนอกระบบ

  • มองการยึดอำนาจเป็น “ทางออก” หรือ “ความจำเป็น”
  • ใช้วาทกรรมบังหน้า เช่น “ความสงบ”, “ความมั่นคง”, “คนดีปกครอง” เพื่อทำให้การทำลายระบอบดูชอบธรรม
  • ไม่เคยยืนหยัดต่อต้านการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

3) ออกแบบกติกาเพื่อสืบทอดอำนาจ ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม

  • สนับสนุนรัฐธรรมนูญ/กฎหมายที่ลดทอนน้ำหนักเสียงประชาชน
  • เปิดทางให้กลุ่มเดิมคุมอำนาจได้แม้แพ้เลือกตั้ง (การล็อกโครงสร้าง, การให้สถาบันที่ไม่ยึดโยงประชาชนคุมเกม)
  • ใช้ “กติกา” แช่แข็งการเมือง ไม่ให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน

4) ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง

  • เลือกบังคับใช้กฎหมายกับฝ่ายที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจ แต่ผ่อนปรนฝ่ายตนเอง
  • ทำให้ “กฎหมาย” กลายเป็นอาวุธ (lawfare) มากกว่าเป็นหลักความยุติธรรม
  • ทำลายความเชื่อมั่นต่อสถาบันยุติธรรมด้วยมาตรฐานสองชั้น

5) ต่อต้านหรือบิดเบือนสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

  • มองเสรีภาพการแสดงออก การชุมนุม หรือสื่ออิสระเป็น “ภัย” โดยอัตโนมัติ
  • สนับสนุนการจำกัดสิทธิแบบเกินสัดส่วนและขาดความจำเป็น
  • ทำให้การวิพากษ์รัฐ/โครงสร้างอำนาจกลายเป็นอาชญากรรม

6) ปกป้องโครงสร้างอภิสิทธิ์ มากกว่าความเสมอภาค

  • คัดค้านการปฏิรูปที่กระทบชนชั้นนำหรือกลุ่มผลประโยชน์เดิม
  • ทำให้ความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่อง “ปกติ” และปิดช่องการตรวจสอบอำนาจเหนือรัฐ
  • ต่อต้านความรับผิดทางการเมือง (accountability) ของผู้ถืออำนาจ

7) ใช้วาทกรรมศีลธรรมและความกลัวเพื่อหยุดการเปลี่ยนแปลง

  • ตีตราผู้เรียกร้องประชาธิปไตยว่า “ชังชาติ”, “ล้มล้าง”, “รับใช้ต่างชาติ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้การปราบปราม
  • สร้าง “ศัตรูภายใน” ให้สังคมกลัวการเปลี่ยนแปลงมากกว่ากลัวความอยุติธรรม
  • ทำให้การถกเถียงนโยบายกลายเป็นการล่าแม่มดทางความคิด

8) ต้องการ “เลือกตั้งที่ไม่เปลี่ยนอะไร”

  • ยอมรับการเลือกตั้งเฉพาะเมื่อผลไม่กระทบโครงสร้างอำนาจเดิม
  • เมื่อแพ้ ใช้กลไกนอกสภา/องค์กรอิสระ/กระบวนการยุติธรรมล้มผลการเลือกตั้ง
  • รักษาประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรม แต่ปฏิเสธประชาธิปไตยเชิงอำนาจจริง

ข้อสรุปเชิงหลักการ

ปฏิปักษ์ปฏิวัติในความหมายประชาธิปไตย ไม่จำเป็นต้องประกาศตนว่า “เผด็จการ” แต่คือผู้ที่ทำให้ประชาธิปไตย ไม่สามารถเติบโต เป็นระบบที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจจริงได้ ผ่านการหนุนอำนาจนอกระบบ การออกแบบกติกาเอื้อสืบทอด และการบิดเบือนนิติรัฐ-สิทธิเสรีภาพ
หลักใช้งานจริง: จะชี้ว่าใคร “เข้าข่าย” ต้องดูอะไร?
  • ดู “การกระทำและโครงสร้าง” มากกว่าคำพูดหรือภาพลักษณ์
  • ดู “ผลลัพธ์ทางระบบ” ว่าทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้นหรือถูกลดทอน
  • ดู “ความสม่ำเสมอของมาตรฐาน” ใช้กติกาเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่
  • ดู “ความรับผิด” ต่อการละเมิดสิทธิและการใช้อำนาจเกินขอบเขต
อย่าเชื่อแม้แต่คนที่ท่านเคยเชื่อถือ ถ้าในเวลาสำคัญหรือจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์มาถึงแล้วพวกเขาเพี้ยนหรือฟันธงโดยไม่ได้อ้างอิงหลักการ กาลามสูตรยังสำคัญเสมอ

การถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: “Strategic Realignment” เพื่อฟื้นอำนาจต่อรองและอธิปไตยเชิงนโยบายของสหรัฐฯ

ข้อโต้แย้งเชิงยุทธศาสตร์: การถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศในฐานะ Strategic Realignment

การถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: “Strategic Realignment” เพื่อฟื้นอำนาจต่อรองและอธิปไตยเชิงนโยบายของสหรัฐฯ

วันที่อ้างอิงเหตุการณ์: 7–8 มกราคม 2026 ประเภท: วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ / ยุทธศาสตร์แห่งชาติ แกนแนวคิด: America First + Selective Engagement

บทคัดย่อ — เอกสารนี้โต้แย้งกรอบวิเคราะห์ที่ตีความการถอนตัวของสหรัฐฯ จาก 66 องค์กรระหว่างประเทศว่าเป็น “การหดตัว” จากเวทีโลก โดยเสนอว่า การตัดสินใจดังกล่าวควรถูกอ่านในฐานะ การปรับแนววางกำลังเชิงสถาบัน (strategic realignment) ภายใต้หลัก selective engagement ซึ่งสหรัฐฯ จะลดบทบาทในเวทีที่ให้ผลตอบแทนเชิงยุทธศาสตร์ต่ำ/มีต้นทุนอธิปไตยสูง และโยกทรัพยากรไปยังเครื่องมือที่ควบคุมได้มากกว่า (ทวิภาคี, mini-lateral, มาตรฐานเทคโนโลยี, และ hard power) บทความนี้เสนอกรอบประเมินแบบ “ผลตอบแทนต่ออำนาจ” (power ROI) และวางชุดมาตรการลดความเสี่ยงของการเกิดช่องว่างอำนาจ พร้อมอภิปรายข้อจำกัดด้านกฎหมายและกระบวนการถอนตัวจากสนธิสัญญา/กรอบ UN.

คำสำคัญ: สหรัฐอเมริกา, America First, อธิปไตย, realism, selective engagement, ทวิภาคีนิยม, UNFCCC, IPCC, power ROI

1) ข้อเท็จจริงตั้งต้นและ “โจทย์” ของฝั่งทีมยุทธศาสตร์

ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมพ์ได้ลงนามบันทึกคำสั่งให้สหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ (35 ที่ไม่ใช่ UN และ 31 ในเครือ UN) โดยให้เหตุผลว่าบางสถาบัน “ไม่รับใช้ผลประโยชน์สหรัฐฯ” และมีนัยต่ออธิปไตย/ความคุ้มค่าทางงบประมาณ :contentReference[oaicite:0]{index=0}

โจทย์จากมุมทีมยุทธศาสตร์จึงไม่ใช่ “จะอยู่หรือจะไป” แบบศีลธรรม/อุดมการณ์ แต่เป็นคำถามเชิงวิศวกรรมอำนาจว่า: สหรัฐฯ ควรวางทรัพยากรทางการทูต เงิน และบุคลากรไว้ที่ใด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เชิงอำนาจสูงสุด ภายใต้ข้อจำกัดของสถาบันระหว่างประเทศที่มีแนวโน้ม “เฉื่อยชา” (institutional inertia) และความขัดแย้งผลประโยชน์ของสมาชิกจำนวนมาก

2) กรอบโต้แย้งหลัก: “สิทธิในการเขียนกติกา” ไม่จำเป็นต้องซื้อด้วย “สมาชิกภาพ” เสมอไป

ข้อโต้แย้งกลางของเอกสารนี้คือ การเป็น “สมาชิก” ไม่เท่ากับการ “คุมเกม” โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในเวทีพหุภาคีที่สมาชิกมาก การตัดสินใจช้า และผลลัพธ์มักถูกทำให้ “อ่อน” เพื่อรักษาฉันทามติ ฝั่งทีมยุทธศาสตร์จึงเสนอว่าการคุมเกมสามารถเกิดจากการผสมเครื่องมืออื่น ได้แก่:

  • ทวิภาคี/mini-lateral (กลุ่มเล็กที่คุมวาระได้) เพื่อให้ความเร็วและความแน่นอนของผลลัพธ์สูงกว่าเวทีใหญ่
  • มาตรฐานเทคโนโลยีและกฎการค้า (standards + market access) ที่บังคับใช้ผ่านอำนาจตลาดมากกว่าผ่านสหประชาชาติ
  • พันธมิตรความมั่นคง ที่มีเงื่อนไขและผลประโยชน์ร่วมชัด (security externalities) ทำให้เกิดแรงจูงใจปฏิบัติตามสูง
  • เครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจ (tariffs, sanctions, export controls) ที่ให้ผลเชิงบังคับได้รวดเร็วกว่า “มติ/ถ้อยแถลง”
หมายเหตุเชิงวิชาการ (ทำให้หนักแน่นขึ้น): ข้อโต้แย้งนี้ไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของพหุภาคีโดยหลักการ แต่เสนอว่า “การเลือกเวที” เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ และการถอนตัวอาจเป็นรูปแบบของ leverage เพื่อปรับดุลอำนาจต่อรองกับสถาบัน/สมาชิกอื่น (exit threat bargaining).

3) “Power ROI” และการประเมินความคุ้มค่า: ไม่ใช่ประหยัดอย่างเดียว แต่คือการโยกทรัพยากรไปสู่เครื่องมือที่คุมได้

การโจมตีว่า “อเมริกากำลังโดดเดี่ยว” มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอิทธิพลต้องมาจากการนั่งในทุกโต๊ะ แต่กรอบของทีมยุทธศาสตร์คือ Power ROI: วัดผลตอบแทนของแต่ละเวทีต่อ (1) ความมั่นคง (2) เศรษฐกิจ (3) อำนาจต่อรอง (4) ความเสี่ยงต่ออธิปไตย และ (5) ต้นทุนธุรกรรม (transaction costs)

ในทางปฏิบัติ สหรัฐฯ เป็นผู้จ่ายรายใหญ่ในงบ UN โดยถูกประเมินเพดานสูงสุด 22% ของงบประจำ (regular budget) ซึ่งทำให้ฝ่ายยุทธศาสตร์มองว่า “ช่องทางการใช้เงินให้คุ้ม” เป็นประเด็นการเมืองภายในที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ :contentReference[oaicite:1]{index=1}

3.1 ตัวอย่างตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรเด่น (ปรับภาษาให้คมและพิสูจน์ได้มากขึ้น)

องค์กร/กลไก หมวด
UNFCCC ภูมิอากาศ/เจรจาโลก ฝั่งยุทธศาสตร์มองว่าต้นทุนหลักไม่ใช่ “เงินสมทบ” เท่านั้น แต่คือ “ข้อผูกพัน/แรงกดดันเชิงนโยบาย” ที่อาจกระทบความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมพลังงานและฐานการผลิต จึงเลือกถอนตัว/ลดบทบาทเพื่อเพิ่มพื้นที่กำหนดนโยบายภายใน และใช้ช่องทางอื่น (เทคโนโลยี, การค้า, ข้อตกลงเฉพาะกลุ่ม) แทน ทั้งนี้ การถอนตัวจาก UNFCCC ถูกสื่อบางสำนักมองว่า “ไม่เคยเกิดมาก่อน” จึงมีนัยเชิงสัญญะและอาจเผชิญข้อโต้แย้งด้านกฎหมาย/กระบวนการ :contentReference[oaicite:2]{index=2}
IPCC วิทยาศาสตร์นโยบาย แทนการลงทุนอิทธิพลในกระบวนการสังเคราะห์ของ IPCC ฝั่งยุทธศาสตร์เสนอ “การเพิ่มขีดความสามารถหลักฐานภายใน” และ “การสื่อสารเชิงนโยบาย” ผ่านหน่วยงานสหรัฐฯ (เช่น กลไกวิจัยด้านพลังงาน/อวกาศ) เพื่อให้รัฐเป็นเจ้าของกรอบเล่าเรื่อง (narrative control) มากขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการถูกจำกัดนโยบายจากข้อสรุปที่ไม่สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของรัฐบาล :contentReference[oaicite:3]{index=3}
UNFPA / UN Women สังคม/สิทธิ ตรรกะของทีมยุทธศาสตร์ไม่ได้จำเป็นต้องโจมตี “คุณค่ามนุษย์” แต่ให้เหตุผลเชิงการจัดสรรทรัพยากรว่าควรโยกงบไปยัง โครงการที่ควบคุมผลลัพธ์ได้ชัด (measurable outcomes) และสอดคล้องกับข้อผูกพันทางการเมืองภายในประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐยังสามารถใช้อำนาจการช่วยเหลือแบบทวิภาคี (bilateral aid) เป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลโดยไม่ต้องผ่านเวทีที่ต่อรองยาก :contentReference[oaicite:4]{index=4}
Global Counterterrorism Forum ความมั่นคง ฝั่งยุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง/ปฏิบัติการร่วมที่ “เร็วและเป็นความลับ” มากกว่าเวทีเชิงนโยบายที่มีผู้เล่นหลากหลาย จึงให้เหตุผลว่าเครือข่ายทวิภาคี/กลุ่มพันธมิตรใกล้ชิดให้ผลตอบแทนด้านความมั่นคงสูงกว่า (higher security ROI) :contentReference[oaicite:5]{index=5}
Global Forum on Migration and Development ย้ายถิ่น/นโยบายสาธารณะ ฝั่งยุทธศาสตร์ถือว่าการย้ายถิ่นเป็นประเด็น “อธิปไตยพรมแดน” (border sovereignty) ที่รัฐต้องควบคุมเอง การลดบทบาทในเวทีพหุภาคีจึงถูกตีความว่าเพิ่มอิสระในการกำหนดมาตรการภายในและการต่อรองรายประเทศ (country-by-country bargaining) :contentReference[oaicite:6]{index=6}

4) “ช่องว่างอำนาจ” ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นสนามที่ต้องบริหาร: แผนลดความเสี่ยง (Risk Mitigation)

คำวิจารณ์ที่หนักที่สุดคือการถอนตัวจะเปิดช่องให้จีน/คู่แข่ง “ยึดพื้นที่” ข้อโต้แย้งที่หนักแน่นขึ้นควรยอมรับความเสี่ยงนี้ตรง ๆ แล้วเสนอแผนบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่ปฏิเสธแบบปลายเปิด:

  • Mini-lateralism: สร้างกลุ่มย่อยตามภารกิจ (mission-based coalitions) เพื่อเลี่ยงปัญหาฉันทามติของเวทีใหญ่
  • Forum shopping: เลือกเวทีที่ “มีกติกาเอื้อต่อการบังคับใช้” (enforcement) และมีพันธมิตรสำคัญอยู่ร่วม
  • Standards power: ใช้มาตรฐานเทคโนโลยี/การค้าเป็นเครื่องมือกำกับพฤติกรรมของรัฐอื่น (ตลาดบังคับได้จริงกว่าถ้อยแถลง)
  • Conditional re-engagement: ทำ “exit threat” ให้เป็นแต้มต่อเจรจาปรับรูปแบบ/เงื่อนไขความร่วมมือ

ตัวอย่างเชิงประจักษ์ว่าความเสี่ยงมี “ขั้นตอน”: แม้มีคำประกาศถอนตัว แต่บางองค์กรชี้ว่ายังต้องดำเนิน “กระบวนการถอนตัวอย่างเป็นทางการ” ก่อนสถานะสมาชิกจะสิ้นสุด ซึ่งทำให้ยุทธศาสตร์การต่อรอง/การกลับเข้ามาแบบมีเงื่อนไขยังเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ :contentReference[oaicite:7]{index=7}

5) ข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ครบเพื่อให้ “หนักแน่น” แบบวิชาการ: กฎหมายและความน่าเชื่อถือ

เพื่อไม่ให้ข้อโต้แย้งกลายเป็นการอ้างลม ๆ ควรบรรจุข้อจำกัดสำคัญ 2 เรื่อง:

5.1 ข้อจำกัดด้านกฎหมาย/กระบวนการถอนตัวจากสนธิสัญญา

รายงานของ Reuters ชี้ว่าการถอนตัวจาก UNFCCC ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในปี 1992 อาจเผชิญข้อถกเถียงด้านอำนาจฝ่ายบริหารในการถอนตัวโดยลำพัง และอาจทำให้ “การกลับเข้า” ในอนาคตมีต้นทุนการเมืองสูงขึ้น :contentReference[oaicite:8]{index=8}

5.2 ข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือ (credibility) ของคำมั่นสหรัฐฯ

แม้ exit threat จะเป็นเครื่องมือเพิ่มแต้มต่อ แต่การใช้บ่อยเกินไปอาจลด “ความคาดการณ์ได้” ของสหรัฐฯ ส่งผลให้พันธมิตรทำประกันความเสี่ยงด้วยการกระจายการพึ่งพิง (hedging) มากขึ้น เอกสารที่หนักแน่นควรเสนอ “เกณฑ์” ว่าสหรัฐฯ จะถอน/จะอยู่/จะกลับเข้าเมื่อใด เพื่อให้พันธมิตรคำนวณได้

6) จากคำอ้างสู่ตัวชี้วัด

แทนการกล่าวว่า “สหรัฐฯ จะกลับมาแข็งแกร่งขึ้น” ควรกำหนด ตัวชี้วัด เพื่อพิสูจน์ (falsifiable indicators) เช่น:

  • ความเร็วในการทำข้อตกลง: จำนวน/คุณภาพของข้อตกลงทวิภาคีหรือ mini-lateral ที่บังคับใช้ได้จริงภายใน 12–24 เดือน
  • ผลเชิงเศรษฐกิจ: การลงทุนภายในประเทศ/การย้ายฐานผลิต/ความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • ผลเชิงความมั่นคง: ความถี่และคุณภาพการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง/ปฏิบัติการร่วมกับพันธมิตรหลัก
  • ผลเชิงอิทธิพลมาตรฐาน: การที่มาตรฐานเทคโนโลยี/การค้าของสหรัฐฯ ถูกยอมรับในตลาดพันธมิตร

7) บทสรุป: ไม่ใช่ “ถอยหรือบุก” แต่คือการเปลี่ยนสนามและรูปแบบอำนาจ

รัฐบาลกำลังแลกต้นทุนบางประเภท เพื่อซื้ออำนาจต่อรองและความคล่องตัวในอีกประเภท ภายใต้กรอบ selective engagement โดยความสำเร็จหรือความล้มเหลวจะถูกตัดสินจาก “ผลลัพธ์ที่วัดได้” และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของช่องว่างอำนาจ ไม่ใช่จากอารมณ์นิยมต่อคำว่า “พหุภาคี” หรือ “โดดเดี่ยว”

เอกสารอ้างอิง

  • The White House. (2026, January 7). Fact Sheet: President Donald J. Trump Withdraws the United States from International Organizations that Are Contrary to the Interests of the United States. :contentReference[oaicite:9]{index=9}
  • Reuters. (2026, January 7). Trump withdraws US from dozens of international and UN entities. :contentReference[oaicite:10]{index=10}
  • Reuters. (2026, January 8). Trump withdrawal from bedrock UN climate treaty raises legal questions. :contentReference[oaicite:11]{index=11}
  • Reuters. (2026, January 8). UN chief Guterres regrets US decision to withdraw from some UN entities (รวมข้อมูลเพดาน 22% และประเด็นค้างชำระ). :contentReference[oaicite:12]{index=12}
  • United Nations. (n.d.). Regular budget and working capital fund — Scale of assessments (maximum rate 22%). :contentReference[oaicite:13]{index=13}
  • AP News. (2026, January 7). US will exit 66 international organizations as it further retreats from global cooperation. :contentReference[oaicite:14]{index=14}
  • Reuters. (2026, January 8). Pacific Islands environment programme says US must follow formal exit process (ตัวอย่าง “ขั้นตอนถอนตัว” ในทางปฏิบัติ). :contentReference[oaicite:15]{index=15}

สหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: อธิปไตยเชิงอำนาจกับต้นทุนของระเบียบโลกพหุภาคี

สหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: อธิปไตยเชิงอำนาจกับต้นทุนของระเบียบโลกพหุภาคี

สหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: อธิปไตยเชิงอำนาจกับต้นทุนของระเบียบโลกพหุภาคี

วันที่อ้างอิงเหตุการณ์: 7–8 มกราคม 2026 ประเภท: วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ / ระเบียบโลก
อ่านบทความที่ฉีกแนวจากบทความนี้ ที่นี่

บทคัดย่อ — การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์ออกคำสั่งให้ถอนตัวจาก “66 องค์กรระหว่างประเทศ” (35 องค์กรที่ไม่ใช่สหประชาชาติ และ 31 หน่วยงาน/กลไกในเครือสหประชาชาติ) เป็นปรากฏการณ์เชิงโครงสร้างที่สะท้อนการ “หดตัว” ของบทบาทสหรัฐฯ ในเวทีพหุภาคี และการขยับไปสู่กรอบคิดแบบอธิปไตยนิยมเชิงอำนาจ (sovereigntist realism) บทความนี้สังเคราะห์ (1) องค์กรสำคัญที่ถูกระบุให้ถอนตัว (2) เหตุผลเชิงนโยบายของทำเนียบขาว (3) ผลกระทบทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ (4) ปฏิกิริยาของพันธมิตรและคู่แข่ง (5) ฉากทัศน์ต่อบทบาทสหรัฐฯ ในระเบียบโลก โดยชี้ให้เห็น “ข้อได้เปรียบระยะสั้น” ด้านงบประมาณและอิสระเชิงนโยบาย เทียบกับ “ต้นทุนระยะยาว” ด้านอิทธิพล การกำหนดกติกา และความชอบธรรมของผู้นำโลก

คำสำคัญ: สหรัฐอเมริกา, พหุภาคี, อธิปไตย, UNFCCC, IPCC, ระเบียบโลก, การทูต, อำนาจเชิงบรรทัดฐาน

1. บทนำ: จาก “ผู้ออกแบบกติกา” สู่ “ผู้ถอนตัวจากกติกา”

ตลอดหลายทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ไม่เพียง “เข้าร่วม” องค์กรระหว่างประเทศ แต่เป็น “ผู้ออกแบบ” โครงสร้างระเบียบโลก—ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การพัฒนา และบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี คำสั่งให้ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศในต้นปี 2026 เป็นการส่งสัญญาณชัดว่า วอชิงตันกำลังย้ายจุดยืนจาก “การบริหารระเบียบ” ไปสู่ “การเลือกเข้าร่วมเฉพาะสิ่งที่ให้ผลตอบแทนตรง” (selective engagement) โดยตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และผลต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ

ในภาษานโยบายของทำเนียบขาว การถอนตัวถูกจัดวางเป็นการ “ฟื้นฟูอธิปไตย” และ “หยุดการระดมงบประมาณภาษี” ไปยังสถาบันที่ “ไม่รับใช้ผลประโยชน์สหรัฐฯ” แต่ในภาษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR) นี่คือการปะทะกันของสองตรรกะ: (ก) ตรรกะอธิปไตยของรัฐ (sovereignty) และ (ข) ตรรกะความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาข้ามพรมแดน (collective action) ซึ่งมักต้องอาศัยเวทีพหุภาคีเพื่อสร้างความเชื่อถือและต้นทุนต่อการผิดสัญญา

2. ข้อเท็จจริงเชิงนโยบาย: สหรัฐฯ ถอนตัวจากอะไรบ้าง

เอกสารคำสั่งของทำเนียบขาวระบุชัดว่า หน่วยงานรัฐบาลต้อง “ยุติการเข้าร่วมและการให้เงินสนับสนุน” ต่อ 35 องค์กรที่ไม่ใช่ UN และ 31 หน่วยงาน/กลไกในเครือ UN โดยทันที “เท่าที่กฎหมายอนุญาต” รายการดังกล่าวมีทั้งเวทีสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความร่วมมือการย้ายถิ่น ความมั่นคง และมาตรฐานนโยบายสาธารณะ ซึ่งสะท้อนว่าเป้าหมายไม่ใช่เพียง “ลดรายจ่าย” แต่รวมถึง “ถอนตัวจากบรรทัดฐาน” ที่รัฐบาลมองว่าไม่สอดคล้องกับทิศทางประเทศ

2.1 องค์กร/กลไกสำคัญที่ถูกกล่าวถึงบ่อยในเชิงผลกระทบ

องค์กร/กลไก หมวด นัยเชิงนโยบาย (โดยสังเขป)
UNFCCC (UN Framework Convention on Climate Change) ภูมิอากาศ/เจรจาโลก ถอนตัวจาก “โต๊ะเจรจาหลัก” ที่เป็นฐานของการกำหนดทิศทางการเจรจาสภาพภูมิอากาศระดับโลก และช่องทางกำหนดกติกา/ตลาดที่เกี่ยวข้อง
IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) วิทยาศาสตร์/หลักฐานเชิงนโยบาย ลดการมีส่วนร่วมในกลไกสังเคราะห์องค์ความรู้ที่เป็นฐานให้การเจรจาและนโยบายภูมิอากาศจำนวนมาก
UN Women (UN Entity for Gender Equality and the Empowerment of Women) สิทธิมนุษยชน/สังคม ลดบทบาทในเวทีบรรทัดฐานด้านเพศสภาพและสิทธิสตรี ซึ่งอาจกระทบ “ภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำเชิงค่านิยม”
UNFPA (UN Population Fund) สาธารณสุข/การพัฒนา กระทบเครือข่ายความร่วมมือด้านสุขภาพแม่และเด็ก/การวางแผนครอบครัวในประเทศกำลังพัฒนา และอิทธิพลผ่านความช่วยเหลือ
Global Counterterrorism Forum ความมั่นคง/ต่อต้านก่อการร้าย ลดการประสานพหุภาคีด้านมาตรฐานและการประเมินภัย ซึ่งอาจเพิ่มภาระการทำงานทวิภาคีแทน
Global Forum on Migration and Development ย้ายถิ่น/นโยบายสังคม สะท้อนการถอยห่างจากการจัดการย้ายถิ่นเชิงระบบร่วมกับนานาชาติ และเน้นอำนาจอธิปไตยด้านพรมแดน

ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง: รายชื่อที่ถอนตัวมีสัดส่วนสูงใน “เวทีสร้างบรรทัดฐาน” (norm-setting) ไม่ใช่เฉพาะองค์กรที่ให้บริการโดยตรง นี่ทำให้ผลกระทบระยะยาวอาจหนักกว่า “ตัวเลขงบประมาณ” เพราะเกี่ยวข้องกับการครองพื้นที่ทางความคิด กติกา และความชอบธรรม.

2.2 ภาพรวมรายการ: สิ่งที่ถูกลดทอนคือ “ช่องทางการกำหนดกติกา”

หากจัดกลุ่มอย่างเป็นระบบ รายการ 66 องค์กรสามารถอ่านได้เป็น “แผนที่ความไม่พอใจเชิงอุดมการณ์” ของรัฐบาล: กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ/สิ่งแวดล้อม (เช่น UNFCCC, IPCC, แพลตฟอร์มด้านความหลากหลายทางชีวภาพ), กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นและการพัฒนา, และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับค่านิยมสากลบางมิติ (เช่น ประเด็นสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน) จุดร่วมคือรัฐบาลมองว่าเวทีเหล่านี้ “แทรกแซงนโยบายภายใน” ผ่านแรงกดดันเชิงบรรทัดฐานมากกว่าการบังคับตามกฎหมายโดยตรง

3. เหตุผลของทำเนียบขาว: อธิปไตย ประสิทธิภาพ และการเมืองภายใน

เหตุผลที่ทำเนียบขาวยกขึ้นมามีสามชั้นซ้อนกัน: (1) อธิปไตยและความมั่นคง — มองว่าองค์กรบางแห่งขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติหรือก่อข้อผูกพันที่ไม่คุ้มค่า (2) ประสิทธิภาพและความคุ้มทุน — ชี้ว่าผู้เสียภาษีจ่าย “มาก” แต่ได้ผลตอบแทน “น้อย” (3) การเมืองเชิงอัตลักษณ์ — ใช้กรอบ “ต่อต้านวาระโลกนิยม/อุดมการณ์” ที่รัฐบาลมองว่าไม่สอดคล้องกับค่านิยมและทิศทางประเทศ

ในเชิงรัฐศาสตร์ นี่คือการเชื่อม “นโยบายต่างประเทศ” ให้เป็น “นโยบายภายใน” ผ่านการเล่าเรื่องว่า เงินภาษีควรถูกโยกจากเวทีโลกกลับไปสู่ความพร้อมรบ โครงสร้างพื้นฐาน และการคุมพรมแดน ทำให้การถอนตัวกลายเป็นนโยบายที่อธิบายง่ายและระดมฐานสนับสนุนได้สูง แม้ผลกระทบเชิงโครงสร้างจะซับซ้อนกว่ามาก

4. ผลกระทบทางการเงิน: ประหยัดได้จริง แต่ไม่เท่าต้นทุนเชิงอำนาจ

ด้านการเงิน การถอนตัว/ยุติการสนับสนุนย่อมมีผลลดรายจ่ายบางส่วน โดยเฉพาะเงินสมทบและเงินสนับสนุนโดยสมัครใจ (voluntary contributions) อย่างไรก็ดี การประเมิน “คุ้มค่า” ไม่ควรจำกัดที่งบประมาณ เพราะองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากทำหน้าที่เป็น “เวทีลงทุนเชิงอำนาจ” (power investment) กล่าวคือ สหรัฐฯ ใช้งบเพื่อซื้อ “ที่นั่ง” และ “สิทธิออกแบบกติกา” ซึ่งมีมูลค่าเชิงยุทธศาสตร์ต่อการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคงในระยะยาว

ต้นทุนที่มักถูกมองข้ามคือ ต้นทุนธุรกรรม (transaction costs) ที่เพิ่มขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ต้องทำงานทวิภาคีแทนพหุภาคีในหลายเรื่อง: การประสานข้อมูล การกำหนดมาตรฐาน การสร้างฉันทามติ และการจัดการปัญหาข้ามแดน เช่น ภูมิอากาศและการย้ายถิ่น เมื่อเวทีรวมถูกทำให้เล็กลง ภาระต่อการเจรจาแบบ “หนึ่งต่อหลาย” จะถูกย้ายไปเป็น “หลายครั้งของหนึ่งต่อหนึ่ง” ซึ่งกินทรัพยากรการทูตและเวลาอย่างมีนัยสำคัญ

5. ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์: ช่องว่างอำนาจและการเขียนกติกาใหม่

ผลกระทบที่หนักที่สุดอยู่ที่มิติภูมิรัฐศาสตร์: การถอนตัวทำให้เกิด ช่องว่างอำนาจ (power vacuum) ในเวทีที่เคยเป็นพื้นที่แข่งขันเชิงบรรทัดฐานและมาตรฐาน โดยเฉพาะด้านภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์นโยบาย และการพัฒนา หากสหรัฐฯ ถอนตัวจริงจาก UNFCCC และลดบทบาทใน IPCC ก็เท่ากับลดความสามารถในการ “กำกับทิศทางการเจรจา” และ “กำหนดความหมายของหลักฐาน” ที่ถูกใช้เป็นฐานของนโยบายโลก

ในตรรกะการเมืองโลก เมื่อมหาอำนาจถอย คู่แข่งไม่จำเป็นต้องชนะด้วยการปะทะตรง ๆ แต่ชนะด้วยการ “เข้ามาแทนที่” ในพื้นที่ว่าง: สนับสนุนงบ ส่งคนเข้าไปทำงาน สร้างเครือข่าย และสะสมความชอบธรรม ผลลัพธ์อาจเป็นการเลื่อนศูนย์กลางของการกำหนดกติกาไปสู่ผู้เล่นที่มีเป้าหมายและค่านิยมต่างจากสหรัฐฯ

6. ปฏิกิริยาของพันธมิตรและคู่แข่ง: ความไม่แน่นอนเชิงความน่าเชื่อถือ

แม้การตอบสนองของนานาชาติจะหลากหลาย แต่มีเส้นร่วมสำคัญคือ “ความไม่แน่นอน” (uncertainty) ต่อความต่อเนื่องของบทบาทสหรัฐฯ ในเวทีโลก พันธมิตรยุโรปมักให้คุณค่ากับการทำงานผ่านสถาบันพหุภาคี เพราะเป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยง ลดต้นทุนความขัดแย้ง และสร้างมาตรฐานร่วม ในขณะที่การถอยของสหรัฐฯ อาจทำให้ยุโรปต้องแบกภาระมากขึ้น ทั้งด้านงบประมาณและความเป็นผู้นำเชิงนโยบาย

สำหรับคู่แข่งหรือประเทศที่ต้องการปรับสมดุลอำนาจ การถอนตัวของสหรัฐฯ เป็น “โอกาส” ในการขยายอิทธิพลเชิงสถาบัน (institutional influence) มากกว่าการเผชิญหน้าเชิงทหารโดยตรง กล่าวอีกแบบคือ สหรัฐฯ อาจประหยัดงบประมาณ แต่กำลังทำให้พื้นที่การแข่งขันย้ายจาก “สนามที่สหรัฐฯ คุมเกม” ไปสู่ “สนามที่ยังไม่มีใครคุมได้เต็มที่”

7. ฉากทัศน์ (Scenarios): อเมริกาจะกลับมาเป็นผู้นำ หรือเป็นมหาอำนาจโดดเดี่ยว?

ฉากทัศน์ที่ 1: ถอนตัวเพื่อ “ต่อรองใหม่” แล้วกลับเข้ามาในรูปแบบที่คุมได้

รัฐบาลอาจใช้การถอนตัวเป็นเครื่องมือกดดันให้สถาบันปรับตัว ลด “วาระที่ขัดกับสหรัฐฯ” และเพิ่มความโปร่งใส หากเกิดเช่นนี้ สหรัฐฯ อาจกลับเข้ามาในฐานะผู้กำหนดเงื่อนไขที่แข็งขึ้น แต่ต้องแลกกับความเสียหายทางความเชื่อถือช่วงเปลี่ยนผ่าน

ฉากทัศน์ที่ 2: เดินหน้า “ทวิภาคีนิยม” อย่างเต็มรูปแบบ (Bilateralism-First)

สหรัฐฯ อาจหันไปใช้ข้อตกลงทวิภาคีเป็นหลักเพื่อคุมผลลัพธ์ให้ตรงประโยชน์ชาติ ข้อดีคือคุมเกมเร็วและชัด แต่ข้อเสียคือทำให้ภาระการทูตเพิ่มขึ้น และลดพื้นที่สร้างฉันทามติในปัญหาข้ามแดนที่ต้องการความร่วมมือวงกว้าง

ฉากทัศน์ที่ 3: การถอยเชิงสถาบันกลายเป็น “การถอยเชิงอิทธิพล” ระยะยาว

หากสหรัฐฯ เว้นว่างพื้นที่สถาบันต่อเนื่อง คู่แข่งจะค่อย ๆ ยึดหัวหาดเชิงบรรทัดฐานและมาตรฐาน เมื่อกติกาใหม่ถูกทำให้ “เป็นเรื่องปกติ” การกลับเข้ามาของสหรัฐฯ ในอนาคตจะมีต้นทุนสูงกว่าเดิม เพราะไม่ใช่แค่กลับมาจ่ายเงิน แต่ต้องกลับมาทวงอำนาจนิยามและความชอบธรรมที่ถูกจัดวางไปแล้ว

8. อภิปราย: “เงิน” ไม่ใช่หัวใจ—หัวใจคือ “สิทธิในการเขียนกติกา”

ประเด็นที่ควรย้ำคือ สถาบันพหุภาคีจำนวนมากไม่ได้มีมูลค่าหลักที่ “บริการ” แต่มีมูลค่าหลักที่ “กติกา” ประเทศที่อยู่ในโต๊ะย่อมมีสิทธิ์ตั้งวาระ แต่งตั้งคณะทำงาน ผลักดันถ้อยคำ และตีความหลักฐาน สิ่งเหล่านี้คืออำนาจแบบนุ่ม (soft power) และอำนาจเชิงบรรทัดฐาน (normative power) ที่สะสมได้ช้าแต่ทรงพลัง

การถอนตัวครั้งใหญ่จึงไม่ใช่เพียง “ลดภาษี” แต่คือการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ว่า สหรัฐฯ จะยอมให้โลกเดินต่อไปด้วยกติกาที่ตนไม่ได้ร่วมออกแบบหรือไม่ และหากตอบว่า “ยอม” สหรัฐฯ จะต้องชดเชยด้วยพลังแข็ง (hard power) มากขึ้นเพียงใดในอนาคต

9. บทสรุป

การถอนตัวของสหรัฐฯ จาก 66 องค์กรระหว่างประเทศในต้นปี 2026 เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลเลือก “อธิปไตยเชิงอำนาจ” เหนือ “ความร่วมมือเชิงสถาบัน” โดยหวังผลระยะสั้นด้านความคล่องตัวและงบประมาณ อย่างไรก็ดี ในโลกที่ปัญหาหลักเป็นปัญหาข้ามพรมแดน (ภูมิอากาศ การย้ายถิ่น โรคระบาด ความมั่นคงไซเบอร์) การถอยออกจากเวทีสถาบันอาจกลายเป็นการยอมลดอำนาจกำหนดทิศทางในระยะยาว

สิ่งควรคำนึงคือ อเมริกาอาจประหยัดเงินได้ แต่คำถามคือ อเมริกากำลังขายสิทธิในการเขียนกติกาอนาคตไปหรือไม่ และเมื่อกติกาใหม่ถูกเขียนโดยผู้อื่น ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทย จะต้องอ่านและปรับตัวต่อโลกแบบใหม่นี้อย่างไร แต่เราอาจจะมองต่อไปด้วยว่า สหรัฐอเมริกาจะตัดความสัมพันธ์จริง ๆ แค่ไหน แล้วจะใช้ความคล่องตัวและประสิทธิภาพแบบเน้นเป้าหมายที่จับต้องได้จริงเพื่อการใด และจะรับมือกับความเสี่ยงเชิงอำนาจในอนาคตอย่างไร

บรรณานุกรม

  • The White House. (2026, January 7). Fact Sheet: President Donald J. Trump Withdraws the United States from International Organizations that Are Contrary to the Interests of the United States. (เข้าถึงจากหน้า Fact Sheets ของทำเนียบขาว)
  • The White House. (2026, January). Withdrawing the United States from International Organizations, Conventions, and Treaties that Are Contrary to the Interests of the United States (Presidential Memorandum). (เอกสาร “Presidential Actions” พร้อมรายชื่อองค์กร)
  • Reuters. (2026, January 8). Trump withdraws US from dozens of international and UN entities.
  • Associated Press. (2026, January 7). US will exit 66 international organizations as it further retreats from global cooperation.
  • The Washington Post. (2026, January 7). Trump announces U.S. will leave dozens of international organizations.

หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: บทความนี้ใช้เอกสารคำสั่งและรายชื่อองค์กรจากทำเนียบขาวเป็นฐานข้อเท็จจริง และใช้รายงานสื่อเพื่อประกอบนัยเชิงผลกระทบ การประเมินผลลัพธ์ในอนาคตเป็นการวิเคราะห์เชิงฉากทัศน์ ไม่ใช่คำพยากรณ์

บทความจากมุมมองของนักยุทธศาสตร์ทำเนียบขาว

การถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูอธิปไตยอเมริกันที่คำนวณมาอย่างละเอียดรอบคอบวันที่อ้างอิงเหตุการณ์: 7–8 มกราคม 2026
ประเภท: วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ / ยุทธศาสตร์แห่งชาติ

บทคัดย่อ — ในฐานะนักยุทธศาสตร์จากทีมที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์ การถอนตัวของสหรัฐฯ จาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ (35 องค์กรอิสระและ 31 หน่วยงานในเครือสหประชาชาติ) ไม่ใช่การตัดสินใจ impulsively หรือการ "หดตัว" จากเวทีโลกอย่างที่นักวิจารณ์บางคนกล่าวหา แต่เป็นการปรับโครงสร้างเชิงรุก (strategic realignment) ที่ตั้งอยู่บนหลักการ "America First" โดยคำนวณถึงข้อได้เปรียบระยะสั้นและระยะยาวอย่างละเอียด เราไม่ได้ละทิ้งระเบียบโลก แต่กำลังสร้างระเบียบใหม่ที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดเงื่อนไข ไม่ใช่ถูกผูกมัดด้วยสถาบันที่ไร้ประสิทธิภาพและถูกครอบงำโดยคู่แข่ง บทความนี้จะโต้แย้งมุมมองที่มองแต่ "ต้นทุนระยะยาว" โดยชี้ให้เห็น (1) การวิเคราะห์ความคุ้มค่าที่ละเอียด (2) แผนจัดการช่องว่างอำนาจในอนาคต (3) ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริง และ (4) ฉากทัศน์ที่สหรัฐฯ จะกลับมาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องแบกภาระจากสถาบันที่ไม่ให้ผลตอบแทน
คำสำคัญ: สหรัฐอเมริกา, America First, อธิปไตย, ยุทธศาสตร์ realism, ทวิภาคีนิยม, การต่อรองอำนาจ, UNFCCC, IPCC1. บทนำ: จาก "ผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ" สู่ "ผู้กำหนดเกมใหม่"นักวิจารณ์มักวาดภาพว่าสหรัฐฯ กำลัง "ถอนตัวจากกติกา" ที่ตนเองเคยออกแบบ แต่จากมุมมองภายในทีม เรามองว่านี่คือการแก้ไขความผิดพลาดในอดีต สหรัฐฯ ไม่ได้เป็น "ผู้ออกแบบกติกา" อีกต่อไปในหลายสถาบันเหล่านี้ เพราะองค์กรพหุภาคีจำนวนมากถูกแทรกแซงโดยวาระ globalist ที่ไม่ align กับผลประโยชน์อเมริกัน หรือถูกครอบงำโดยประเทศอย่างจีน ซึ่งใช้เงินและบุคลากรยึดตำแหน่งสำคัญ การถอนตัวจึงเป็นการ "รีเซ็ต" เพื่อฟื้นฟูอธิปไตยและอิสระเชิงนโยบาย ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นการเลือกสนามรบที่เราได้เปรียบ
เราคำนวณแล้วว่าสถาบันเหล่านี้ให้ผลตอบแทนต่ำเกินไป: สหรัฐฯ จ่ายเงินสมทบสูงสุด (ราว 22-25% ของงบ UN ในหลายหน่วยงาน) แต่ได้คืนมาน้อย ทั้งในแง่ความมั่นคง เศรษฐกิจ และอิทธิพล การ selective engagement จึงเป็นทางออกที่ realistic โดยเราจะเข้าร่วมเฉพาะเมื่อคุ้มค่า และใช้เครื่องมืออื่นชดเชยช่องว่าง2. การวิเคราะห์ความคุ้มค่า: ประหยัดจริงและได้เปรียบเชิงอำนาจเอกสารคำสั่งจากทำเนียบขาวชัดเจน: เราถอนตัวจากองค์กรที่ "ขัดต่อผลประโยชน์สหรัฐฯ" "สิ้นเปลืองภาษี" และ "ถูกครอบงำโดยวาระ radical" ไม่ใช่การถอนแบบสุ่ม แต่ผ่านการทบทวนละเอียดตั้งแต่ช่วงหาเสียง โดยทีมยุทธศาสตร์ประเมินองค์กรแต่ละแห่งตามเกณฑ์: ประสิทธิภาพ, alignment กับ US priorities, และความเสี่ยงต่ออธิปไตย
2.1 ตัวอย่างองค์กรสำคัญและเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์
องค์กร/กลไก
หมวด
นัยเชิงยุทธศาสตร์ (จากมุมทีมทรัมพ์)
UNFCCC (UN Framework Convention on Climate Change)
ภูมิอากาศ/เจรจาโลก
เวทีนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันสหรัฐฯ ให้แบกภาระเศรษฐกิจโดยไม่ให้ผลตอบแทน เราประหยัดเงินพันล้านและหลีกเลี่ยงข้อผูกมัดที่ขัดขวางอุตสาหกรรมพลังงานอเมริกัน สหรัฐฯ สามารถจัดการ climate ผ่านเทคโนโลยีภายในและข้อตกลงทวิภาคีกับพันธมิตรที่เลือกได้
IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change)
วิทยาศาสตร์/หลักฐานเชิงนโยบาย
รายงาน IPCC มัก biased ต่อวาระ anti-fossil fuel ซึ่งจีนและรัสเซียใช้ประโยชน์ เราจะพัฒนาวิทยาศาสตร์ climate ของตัวเองผ่าน NASA และ DOE เพื่อกำหนด narrative ที่ align กับ economy first
UN Women (UN Entity for Gender Equality)
สิทธิมนุษยชน/สังคม
องค์กรนี้ promote วาระ progressive ที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมอเมริกัน เราจะ redirect เงินไปโปรแกรมภายในเพื่อ empower ผู้หญิงอเมริกัน โดยไม่เสียอิทธิพลเพราะ US aid ยังคงเป็นเครื่องมือหลัก
UNFPA (UN Population Fund)
สาธารณสุข/การพัฒนา
ถูกกล่าวหาว่า support abortion agendas ซึ่งขัดนโยบาย pro-life เราประหยัดเงินและโฟกัส aid ทวิภาคีที่ควบคุมได้ 100%
Global Counterterrorism Forum
ความมั่นคง/ต่อต้านก่อการร้าย
เวทีนี้ redundant กับพันธมิตร NATO และ Five Eyes เราจะเสริม bilateral intel sharing เพื่อ efficiency สูงกว่า
Global Forum on Migration and Development
ย้ายถิ่น/นโยบายสังคม
สนับสนุน open borders ซึ่งขัด border security เราจะใช้ wall และ deportation เป็นเครื่องมือหลัก ไม่ต้องพึ่งเวทีที่ dilute อธิปไตย
ข้อสังเกต: เราประหยัดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี (จาก fact sheet ของทำเนียบขาว) ซึ่งจะถูก redirect ไป military modernization, infrastructure, และ tax cuts นี่ไม่ใช่ "ลดรายจ่าย" เฉยๆ แต่เป็นการลงทุนใน hard power ที่ให้ ROI สูงกว่า soft power จากสถาบันที่腐敗2.2 การคำนวณต้นทุน-ประโยชน์อย่างละเอียด
เราไม่ได้มองแค่งบ แต่ประเมิน transaction costs: การทำงานพหุภาคีมักช้าและ compromised โดย veto จากคู่แข่ง แต่ bilateral deals เร็วและ customizable เช่น ข้อตกลง trade กับ UK หรือ India ที่เรา dominate terms ได้ การถอนตัวจึงลด "ต้นทุนซ่อนเร้น" จาก bureaucracy และเพิ่ม agility
3. แผนจัดการในอนาคต: ไม่ใช่ vacuum แต่เป็นการ pivot เชิงรุกนักวิจารณ์กลัว "ช่องว่างอำนาจ" ที่จีนจะเข้ามาแทน แต่เราคำนวณแล้วว่านี่เป็นโอกาส: สหรัฐฯ จะไม่ปล่อย vacuum แต่จะ fill ด้วยเครื่องมือใหม่ที่เรา control
  • ทวิภาคีนิยมและ mini-multilateralism: เราจะสร้าง coalition of the willing เช่น AUKUS สำหรับ security หรือ USMCA สำหรับ trade เพื่อ bypass UN และโฟกัสพันธมิตรที่ align (e.g., Israel, Saudi สำหรับ Middle East) นี่ทำให้เรา negotiate จากตำแหน่ง strong ไม่ใช่ diluted ในเวทีใหญ่
  • การต่อรองใหม่ (re-engagement on our terms): การถอนตัวเป็น leverage เพื่อบังคับสถาบันปรับตัว เช่น เราอาจกลับเข้า UNFCCC ถ้าพวกเขาลดวาระ anti-US energy ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้ว (e.g., ถอนจาก WHO ในสมัยแรกเพื่อ reform)
  • เสริม hard power และ economic leverage: Redirect เงินไป Space Force, AI military, และ tariffs เพื่อ deter คู่แข่ง จีนอาจยึด IPCC แต่เรา dominate tech climate ผ่าน private sector (e.g., Tesla, carbon capture startups)
  • จัดการปัญหาข้ามแดนโดยไม่พึ่งพหุภาคี: สำหรับ migration เรามี border tech; สำหรับ climate เรามี domestic innovation; สำหรับ terrorism เรามี drone strikes และ intel networks การถอยจากสถาบันไม่แปลว่าไร้เครื่องมือ แต่หมายถึงใช้เครื่องมือ efficient กว่า
เราประเมินแล้วว่าคู่แข่งอย่างจีนจะ overextend ถ้าพยายาม fill vacuum เพราะพวกเขาขาด legitimacy และ soft power ที่สหรัฐฯ สะสมมานาน4. โต้แย้งปฏิกิริยานานาชาติ: ความไม่แน่นอนคืออาวุธพันธมิตรอาจ complain แต่พวกเขาต้องการสหรัฐฯ มากกว่าที่เราต้องการพวกเขา (e.g., Europe พึ่ง NATO ซึ่งเรายัง lead) การถอนตัวทำให้พวกเขาต้อง align กับเราใน bilateral deals มากขึ้น สำหรับคู่แข่ง นี่คือ trap: ถ้าพวกเขา invest ในสถาบัน เราจะ undermine ด้วย sanctions หรือ competing forums5. ฉากทัศน์: สหรัฐฯ จะแข็งแกร่งขึ้น ไม่โดดเดี่ยว
  • ฉากทัศน์ที่ 1: การต่อรองสำเร็จและ re-enter selectively — สถาบันปรับตัว เรากลับมา dominate ด้วยต้นทุนต่ำ
  • ฉากทัศน์ที่ 2: Bilateralism สุดขีด — เราสร้าง network ที่ efficient กว่า UN สหรัฐฯ กลายเป็น hub ของ alliances ที่จ่ายน้อยแต่ได้มาก
  • ฉากทัศน์ที่ 3: Long-term dominance — โดยไม่ติดกับดักพหุภาคี เราจะ lead ด้วย economy และ military ทำให้คู่แข่งตามไม่ทัน
6. อภิปราย: "สิทธิในการเขียนกติกา" ต้องมาจาก strength ไม่ใช่ membershipหัวใจไม่ใช่ "อยู่โต๊ะ" แต่ "คุมโต๊ะ" เราจะเขียนกติกาใหม่ผ่าน trade deals, tech standards (e.g., US-led AI governance) และ military alliances การถอนตัวคือการตัด fat เพื่อ lean muscle7. บทสรุปการถอนตัวนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่คิดละเอียด: คุ้มค่าเพราะประหยัดเงินพันล้าน Redirect ไป priorities จริง และมีแผนจัดการอนาคตผ่าน bilateralism, leverage, และ hard power สหรัฐฯ ไม่ได้ถอย แต่กำลัง advance ในรูปแบบใหม่ที่ทำให้เราเป็น superpower ที่แท้จริง ไม่ใช่ bankroller ของโลก

Trump, “Dictator” Labels, and the Discipline of Evidence — เสียงแห่งเหตุผลต่อวาทกรรม ทรัมพ์ คือ “ทรราช”

Trump, “Dictator” Labels, and the Discipline of Evidence — เสียงแห่งเหตุผลต่อวาทกรรม “ทรราช” A Reasoned Note fo...

หมายเหตุสำหรับผู้อ่าน

เราล็อคไม่ให้คัดลอกเนื้อหา ไม่ใช่เพราะหวงความรู้ — แต่เพราะอยากให้ท่าน “อ่านที่นี่” และ “อ่านให้จบ” เพื่อสร้างนิสัยการบริโภคข่าวสาร/บทวิเคราะห์อย่างจริงจัง แทนการคัดลอกไปเก็บแล้วไม่ได้กลับมาอ่าน
เราคัดสรรเนื้อหาใหม่ที่มีสาระและตรวจสอบได้มาอัปเดต ทุกวัน เพื่อให้การเรียนรู้ของท่านเป็น “วินัย” ไม่ใช่ “ไฟล์สะสม”

ดูเนื้อหาล่าสุดวันนี้