ความผิดปกติที่ถูกทำให้ชินชาจนเหมือนปกติ
เราไม่ได้อยู่แค่ในยุคที่ “หลักการถูกบิด” แต่เราอยู่ในยุคที่ “การบิดหลักการถูกทำให้เป็นคุณธรรม” และคนที่ยังยืนอยู่กับเหตุผลกลับถูกทำให้ดูเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาความเคยชิน
หัวใจของปัญหา: สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่แค่ “ความผิดปกติ” แต่คือการที่มันถูกทำให้คุ้นชิน จนถูกเรียกว่า “เรื่องปกติ”
เอกสารฉบับนี้ร่าย “ความกลับหัวกลับหาง” ในทุกมิติที่การเมืองแผ่อิทธิพลไปถึง เพื่อทวงสติของสังคม
ตัวอย่าง “โลกกลับด้าน” ที่คนถูกสอนให้เชื่อว่าเป็นเรื่องปกติ
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ถ้อยคำเสียดสี แต่เป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมการตีความที่ทำให้เหตุผลแพ้ความเคยชิน
ร่ายความผิดปกติ: ทุกมิติที่การเมืองแผ่ไปมีอิทธิพล
ต่อไปนี้คือ “ความผิดปกติทั้งเล็กใหญ่” ที่ค่อย ๆ กลายเป็นฉากหลังของชีวิตประจำวัน จนผู้คนเลิกตั้งคำถาม
1) เศรษฐกิจและงบประมาณ: เมื่อภาระถูกเรียกว่า “ความจำเป็นต้องอดทน”
- เงินกู้ถูกทำให้เหมือนรายได้ แต่ภาษีประชาชนถูกทำให้เหมือนภาระที่ต้อง “ยอมลดความคาดหวัง”
- หนี้สาธารณะถูกเล่าเป็นเสถียรภาพ แต่สวัสดิการพื้นฐานถูกเล่าเป็นความฟุ่มเฟือย
- ความเหลื่อมล้ำถูกทำให้เป็นธรรมชาติ โดยสังคมถูกสอนให้ “เก่งเอง” แทนการถามโครงสร้าง
- ความล้มเหลวเชิงนโยบาย ถูกย้ายความรับผิดไปที่ประชาชนว่า “ไม่อดทน ไม่เข้าใจ”
2) ประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม: เมื่อการถามถูกทำให้เป็นความผิด
- การทำประชามติถามอนาคต ถูกทำให้กลายเป็นการทำลายอดีต
- การเสนอแก้กฎหมาย ถูกแปะป้ายว่าเป็นการเซาะกร่อน
- การปฏิรูป ถูกย้ายความหมายให้กลายเป็นการล้มล้าง
- การรักษาหลักการ กลายเป็น “ความสุดโต่ง” ในสายตาความเคยชิน
3) กฎหมายและความยุติธรรม: เมื่อความเท่าเทียมกลายเป็นเรื่องเล่า
- คนจนผิดกฎหมาย = ภัยสังคม แต่คนมีอำนาจผิดกฎหมาย = เรื่องซับซ้อน ต้องรอการตีความ
- ผู้ชุมนุมมือเปล่า ถูกยกระดับเป็นภัยมั่นคง แต่การทำลายกติกาทั้งประเทศกลับถูกทำให้เป็น “ทางออก”
- ความจริง ถูกทำให้เป็นความผิด (ยุยง ปลุกปั่น) ขณะที่ คำโกหกซ้ำ ๆ ถูกทำให้เป็น “การสื่อสารเพื่อความสงบ”
4) สถาบันตรวจสอบและถ่วงดุล: เมื่อกรรมการลงมาเป็นผู้เล่น
- องค์กรอิสระ ถูกสังคมสัมผัสได้ว่า “อิสระจากประชาชน” มากกว่าอิสระเพื่อประชาชน
- กลไกตรวจสอบ กลายเป็นการตรวจ “เฉพาะฝั่งที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน”
- การตีความเจตนารมณ์ ถูกยกเหนือ “ตัวบทและหลักการ” จนกติกากลายเป็นยางยืด
5) ศีลธรรมและจริยธรรม: เมื่อคุณธรรมกลายเป็นไม้เรียวทางการเมือง
- ศีลธรรมถูกใช้แบบเลือกเป้า เข้มกับคนที่ท้าทายโครงสร้าง แต่ผ่อนกับคนที่อยู่ในเครือข่ายอำนาจ
- คนซื่อสัตย์แต่ท้าทายระบอบ ถูกทำให้ดู “ไม่เหมาะสม” ขณะที่คนมีประวัติหนักถูกทำให้ดู “มีประสบการณ์”
- คำว่า “จริยธรรม” ถูกบิดจนกลายเป็นข้อหาแทนเครื่องมือยกระดับมาตรฐานสาธารณะ
6) สังคม วัฒนธรรม และสื่อ: เมื่อความจริงแพ้ความเหนื่อยล้า
- การโยงการเมืองกับชีวิตจริง ถูกด่าว่า “ดราม่า” ทั้งที่การเมืองกำหนดคุณภาพโรงเรียน ค่าแรง โรงพยาบาล และอนาคต
- การบิดเบือน ทำงานได้ผ่านความคลุมเครือ จนคนเริ่มพูดว่า “ก็เป็นอย่างนี้แหละ”
- ความกลัว ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำให้คนเลิกถาม และยอมให้ความผิดปกติอยู่ต่อ
7) ชีวิตประจำวันของประชาชน: เมื่อระบบปล้นเวลาและศักดิ์ศรี
- รถติด ระบบราชการ งบไร้ประสิทธิภาพ ไม่ใช่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว แต่คือผลของการตัดสินใจเชิงอำนาจ
- ความจนและความเหลื่อมล้ำ ถูกทำให้ดูเหมือนความผิดส่วนตัว แทนที่จะเห็นว่าเป็นผลผลิตของโครงสร้าง
- ความสิ้นหวัง กลายเป็น “ความเงียบ” และความเงียบถูกตีความว่า “สังคมสงบ”
บทสรุป: ความผิดปกติที่อันตรายที่สุด
ไม่ใช่แค่รัฐประหาร ไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญบิดเบี้ยว ไม่ใช่แค่การสืบทอดอำนาจ แต่คือ การที่คนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือ “ธรรมดาของบ้านเมือง”
เมื่อความวิปริตกลายเป็นความเคยชิน เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นคำว่า “ก็เป็นอย่างนี้แหละ” นั่นคือชัยชนะที่แท้จริงของระบอบผิดปกติ
การตั้งคำถามไม่ใช่การทำลายประเทศ การทวงหลักการไม่ใช่ความสุดโต่ง และการไม่ยอมชินกับความผิด คือรูปแบบสูงสุดของความรักชาติ

No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.