รัสเซีย–จีน–อิหร่าน: พันธมิตร หรือเพียงผลประโยชน์ที่มาบรรจบกัน?
มองความสัมพันธ์ของสามประเทศนี้ผ่านโครงสร้างอำนาจ ตรรกะผลประโยชน์ และการคำนวณต้นทุนของมหาอำนาจ มากกว่าการมองแบบโรแมนติกด้วยคำว่า “มิตร” หรือ “ศัตรู” เพียงอย่างเดียว
ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง คำถามหนึ่งที่ถูกตั้งขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ เหตุใดรัสเซียและจีนจึงยังไม่เข้าร่วมรบโดยตรงเพื่อช่วยอิหร่าน ทั้งที่ในสายตาของผู้สังเกตการณ์จำนวนมาก สามประเทศนี้ดูเหมือนจะยืนอยู่ในค่ายเดียวกันอย่างชัดเจน คำถามดังกล่าวฟังดูตรงไปตรงมา แต่หากตอบอย่างจริงจัง จะพบว่ามันเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอารมณ์ ความภักดี หรือถ้อยคำสวยหรูเป็นหลัก หากแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ โครงสร้างอำนาจ และการประเมินต้นทุนอย่างไม่โรแมนติกเลยแม้แต่น้อย
จุดตั้งต้นที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ รัสเซีย จีน และอิหร่าน ไม่ได้เป็นพันธมิตรทางทหารแบบเดียวกับ NATO พวกเขาไม่ได้มีข้อผูกมัดให้ต้องเข้าสู่สงครามแทนกันโดยอัตโนมัติ ความใกล้ชิดระหว่างทั้งสามประเทศจึงควรถูกอธิบายว่าเป็น “การบรรจบกันของผลประโยชน์” มากกว่าการผูกชะตาร่วมกันแบบสนธิสัญญาป้องกันร่วม นี่คือความแตกต่างที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะทันทีที่เราเปลี่ยนกรอบคิดจากคำว่า “พันธมิตร” มาเป็นคำว่า “ผู้เล่นที่ร่วมมือกันตราบเท่าที่ผลประโยชน์ยังตรงกัน” ภาพทั้งหมดจะเริ่มชัดขึ้นทันที
อิหร่านในสายตาของมอสโกและปักกิ่ง
หากมองจากมุมยุทธศาสตร์ อิหร่านมีประโยชน์ต่อรัสเซียและจีนในหลายมิติพร้อมกัน ประการแรก อิหร่านทำหน้าที่เป็น ตัวถ่วงดุลต่อสหรัฐและระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ที่สหรัฐพยายามคงไว้ในตะวันออกกลาง การดำรงอยู่ของอิหร่านในฐานะรัฐที่ท้าทาย สหรัฐและพันธมิตร ทำให้วอชิงตันต้องกระจายทรัพยากร ความสนใจ และขีดความสามารถทางทหารออกจากแนวรบอื่น ยิ่งตะวันออกกลางตึงเครียดมากเท่าใด แรงกดดันที่สหรัฐจะทุ่มไปยังแนวรบยุโรปตะวันออกหรืออินโด-แปซิฟิกก็ยิ่งถูกแบ่งเบาออกไปเท่านั้น
ประการที่สอง อิหร่านมีคุณค่าในฐานะผู้เล่นที่สามารถสร้างความไม่เสถียรเชิงยุทธศาสตร์ได้ในต้นทุนที่มหาอำนาจอื่นไม่จำเป็นต้องแบกรับเอง เครือข่ายพันธมิตรและกองกำลังตัวแทนในภูมิภาคของอิหร่านช่วยทำให้ตะวันออกกลางไม่อาจสงบนิ่งตามความต้องการของตะวันตกได้ง่าย ในภาษาของเกมอำนาจ นี่หมายถึงการมี “ตัวก่อแรงเสียดทาน” อยู่ในจุดที่สำคัญของระบบโลก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งมอสโกและปักกิ่ง ตราบใดที่แรงเสียดทานนั้นยังไม่ลุกลามจนกลายเป็นไฟไหม้โลกที่ควบคุมไม่ได้
ประการที่สาม อิหร่านมีน้ำหนักทางพลังงานและภูมิศาสตร์อย่างมาก ตำแหน่งของอิหร่านสัมพันธ์กับเส้นทางขนส่งพลังงาน โครงสร้างทางทะเล และสมดุลกำลังในอ่าวเปอร์เซียโดยตรง สำหรับจีนซึ่งพึ่งพาเสถียรภาพของพลังงานโลกอย่างสูง อิหร่านจึงมีความหมายมากกว่าการเป็นหุ้นส่วนธรรมดา แต่ในเวลาเดียวกัน จีนก็ต้องการให้อิหร่าน “คงอยู่และใช้งานได้” ไม่ใช่ล่มสลาย และไม่ใช่แข็งกร้าวจนจุดชนวนความปั่นป่วนแบบไร้ขอบเขต
เหตุใดจึงไม่เข้าร่วมรบโดยตรง
เมื่อเข้าใจคุณค่าของอิหร่านในสายตาจีนและรัสเซียแล้ว คำถามถัดมาคือ เหตุใดทั้งสองจึงยังไม่ข้ามเส้นไปสู่การช่วยรบโดยตรง คำตอบพื้นฐานที่สุดคือ การช่วยรบโดยตรงมีต้นทุนสูงกว่าผลประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับรัสเซีย การเปิดแนวรบใหม่ในตะวันออกกลาง ขณะยังติดพันสงครามยูเครนอยู่แล้ว ย่อมเป็นภาระที่เสี่ยงเกินไป ส่วนจีนซึ่งยังคงให้ความสำคัญอย่างมากกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี และการบริหารจังหวะของการแข่งขันกับสหรัฐ ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะกระโจนเข้าสู่สงครามที่อาจทำให้ตนเอง ถูกลากเข้าสู่การเผชิญหน้าโดยตรงก่อนเวลาที่เห็นว่าเหมาะสม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งมอสโกและปักกิ่งอาจมองว่า อิหร่านมีประโยชน์ในฐานะหมากสำคัญบนกระดานโลก แต่ไม่สำคัญถึงขั้นที่ทั้งสองต้องเอาชีวิตทางยุทธศาสตร์ของตนเองไปผูกไว้กับสนามรบเดียวกัน นี่ไม่ใช่การทรยศ หากแต่เป็นตรรกะพื้นฐานของมหาอำนาจที่คิดด้วยสมการต้นทุน-ผลตอบแทนมากกว่าความรู้สึก
สมดุลที่พวกเขาต้องการจริง
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ รัสเซียและจีนอาจไม่ได้ต้องการทั้ง “ชัยชนะเด็ดขาด” หรือ “ความพ่ายแพ้ย่อยยับ” ของอิหร่านเลย หากต้องการสถานะกึ่งกลางที่ซับซ้อนกว่านั้น กล่าวคือ อิหร่านควรแข็งแรงพอที่จะไม่ล่ม แต่ไม่ควรแข็งแรงจนกลายเป็นผู้เล่นที่ควบคุมยากหรือผลักภูมิภาคเข้าสู่มหาสงคราม ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือจุดสมดุลที่ให้ประโยชน์มากที่สุด อิหร่านยังคงทำหน้าที่ถ่วงดุล สร้างแรงกดดันต่อสหรัฐ และคงคุณค่าในฐานะจุดตัดสำคัญของระบบพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไม่บังคับให้มอสโกหรือปักกิ่งต้องลงสนามด้วยตนเอง
หากใช้ภาษาของเหยี่ยว นี่คือการปล่อยให้ไฟลุกในระดับที่มีประโยชน์ แต่ไม่ยอมให้ลามมาถึงบ้านของตนเอง ความไม่เสถียรที่ควบคุมได้บางระดับอาจเอื้อประโยชน์ต่อมหาอำนาจมากกว่าความสงบที่อีกฝ่ายเป็นผู้กำหนดกติกา แต่ทันทีที่ความไม่เสถียรเสี่ยงจะกลายเป็นไฟนรกระดับโลก กลไกของรัฐมหาอำนาจจะหันกลับมาเน้นการควบคุมความเสี่ยงทันที
การสนับสนุนโดยไม่เป็นเจ้าของสงคราม
การที่จีนและรัสเซียไม่เข้าร่วมรบโดยตรง ไม่ได้แปลว่าไม่มีการช่วยเหลือเลย ในทางกลับกัน รูปแบบที่สมเหตุสมผลกว่ามากคือ การสนับสนุนในระดับต่ำกว่าสงครามเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มกันทางการทูต ความร่วมมือทางเทคนิค การติดต่อข่าวกรอง การรักษาช่องทางเศรษฐกิจ หรือการคงโครงการเชิงยุทธศาสตร์บางประเภทเอาไว้ รูปแบบเช่นนี้เปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศยังรักษาผลประโยชน์ในอิหร่านได้ โดยไม่ต้องรับภาระของการเป็นคู่สงครามอย่างเปิดเผย
นี่คือแนวทางที่อาจเรียกได้ว่า “สนับสนุน แต่ไม่รับกรรมแทน” หรือในภาษารัฐศาสตร์แบบเย็นชา คือการช่วยเหลือโดยไม่เป็นเจ้าของสงครามนั้นอย่างเต็มตัว กลยุทธ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดจากความลังเล แต่เกิดจากความเข้าใจว่าการอยู่หลังฉากอาจให้ผลตอบแทนมากกว่าการลงสนามจริง
ประโยชน์ทางอ้อมที่ทั้งสองฝ่ายอาจได้รับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ สงครามในตะวันออกกลางสามารถสร้างผลประโยชน์ทางอ้อมให้ทั้งรัสเซียและจีนได้ด้วย ในระดับต่างกัน สำหรับรัสเซีย ความปั่นป่วนในตลาดพลังงานโลกอาจสร้างแรงหนุนบางส่วนให้รายได้ด้านพลังงาน หรืออย่างน้อยก็ช่วยเบี่ยงความสนใจและทรัพยากรของตะวันตกออกจากยูเครน ขณะที่จีน แม้จะเสียประโยชน์จากความไม่แน่นอนด้านพลังงาน แต่ก็อาจได้เวลาเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้น หากสหรัฐต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่และแบ่งทรัพยากรไปกับวิกฤตในตะวันออกกลาง
ภาพรวมจึงไม่ใช่เรื่องของ “จะช่วยหรือไม่ช่วย” แบบขาวดำ หากแต่เป็นเรื่องของ “จะช่วยในระดับใด และช่วยอย่างไรให้ไม่ต้องจ่ายต้นทุนเกินจำเป็น” มากกว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงเห็นถ้อยแถลงทางการทูต การประณาม การวางตัวระมัดระวัง และการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง มากกว่าการยกกำลังเข้าร่วมสงครามแบบเปิดหน้า
ข้อจำกัดของการอ่านโลกแบบโรแมนติก
หากเรายังมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านภาษาของมิตรแท้หรือศัตรูแท้ เราจะสับสนทันทีเมื่อเห็นมหาอำนาจเลือกถอย ในช่วงที่อีกฝ่ายกำลังลำบาก แต่หากเรามองโลกอย่างเป็นจริงมากขึ้น จะเห็นว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้ผิดธรรมชาติเลย มหาอำนาจจำนวนมากพร้อมจะร่วมมืออย่างลึกซึ้งในยามที่ผลประโยชน์สอดคล้องกัน และพร้อมจะหยุดอยู่แค่ขอบสนาม เมื่อราคาในการก้าวต่อไปสูงเกินกว่าที่จะรับได้
ในแง่นี้ จีนและรัสเซียอาจไม่ได้มองอิหร่านเป็น “พี่น้องร่วมชะตา” แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของดุลอำนาจโลก ซึ่งควรถูกประคับประคองให้คงอยู่ในระดับที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาพรวมของตน หากวันหนึ่งอิหร่านอ่อนแอมากจนเสี่ยงล่มสลาย พฤติกรรมของทั้งสองประเทศอาจเปลี่ยนไปได้ แต่ตราบใดที่อิหร่านยังพอสู้เองได้ สมการของมอสโกและปักกิ่งก็ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
บทสรุป
เมื่อพิจารณาทั้งหมดนี้อย่างรอบคอบ จะเห็นว่า คำถามที่ว่า “ทำไมรัสเซียและจีนไม่เข้าร่วมรบช่วยอิหร่าน” ไม่ควรตอบด้วยความผิดหวังทางอารมณ์ แต่ควรตอบด้วยความเข้าใจเชิงโครงสร้าง ทั้งสองประเทศอาจต้องการให้อิหร่านอยู่รอด แต่ยังไม่จำเป็นต้องรบแทน อิหร่านจึงเป็นทั้งหุ้นส่วน เป็นทั้งเครื่องมือถ่วงดุล และเป็นทั้งตัวแปรที่มีคุณค่าในกระดานใหญ่ แต่ไม่ใช่คุณค่าชนิดที่ทำให้มอสโกหรือปักกิ่งพร้อมเสี่ยงสงครามใหญ่ด้วยตนเองในทันที
นี่คือความจริงที่โลกยุคปัจจุบันบังคับให้เรามองให้เห็น มหาอำนาจไม่ได้รักกันแบบโรแมนติก พวกเขาร่วมมือกันตราบเท่าที่ความร่วมมือนั้นรับใช้ผลประโยชน์ของตน และหยุดอยู่ตรงเส้นที่คุ้มค่าที่สุดเสมอ หากจะสรุปให้คมที่สุด ก็คงต้องกล่าวว่า จีนและรัสเซียไม่ได้จำเป็นต้องเข้าไปตายในสนามเดียวกับอิหร่าน เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาอยู่ข้างเดียวกัน เพราะในเกมอำนาจที่แท้จริง การอยู่ข้างเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าต้องยอมรับต้นทุนเท่ากัน
บันทึกแหล่งอ้างอิงประกอบการอ่าน
- Reuters, 16–17 January 2025: รายงานว่าข้อตกลงหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รัสเซีย–อิหร่านไม่มี mutual defence clause แบบสนธิสัญญาป้องกันร่วม
- Reuters, 11 March 2026: กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า “ไม่เห็นด้วย” กับการโจมตีประเทศอ่าว และประณามการโจมตีพลเรือนกับเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหาร
- Reuters, 12 March 2026: Rosatom ยืนยันจะอยู่ต่อในอิหร่านและเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ แม้มีการอพยพเจ้าหน้าที่บางส่วน
- AP / Reuters, 16–17 March 2026: สงครามอิหร่านส่งผลให้ความสนใจและทรัพยากรของตะวันตกถูกเบี่ยงจากยูเครน และเพิ่มแรงกดดันด้านพลังงานโลก
