Official Website of Snea Thinsan, Ph.D.: แนวทางทำรัฐธรรมนูญปวงชน มดแดงล้มช้าง

แนวทางทำรัฐธรรมนูญปวงชน มดแดงล้มช้าง

คู่มือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ
Education for Peace Foundation · คันฉ่องส่องไทย
ร่างเชิงหลักการสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และสาธารณชนที่ต้องการประชาธิปไตยเต็มใบ

คู่มือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ

บทความว่าด้วยการรื้อกลไกคณาธิปไตย ออกแบบสถาบันการเมืองใหม่ และวางรัฐธรรมนูญให้เป็นกฎหมายสูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง
บทตั้งต้น
หากประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพียงเพื่อเปลี่ยนถ้อยคำ แต่ยังคงสถาปัตยกรรมอำนาจแบบเดิมไว้ ผลที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่การเปลี่ยนระบอบ หากเป็นเพียงการปรับฉากของระบอบเดิมให้ดูอ่อนโยนขึ้นชั่วคราวเท่านั้น รัฐธรรมนูญที่ประชาชนควรได้จึงต้องไม่เริ่มจากคำถามว่า “จะแก้ตรงไหนดี” แต่ต้องเริ่มจากคำถามที่ลึกกว่า นั่นคือ “จะออกแบบรัฐอย่างไรไม่ให้ประชาชนถูกริบอำนาจของตนอีก”

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เพียงการมีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หากอยู่ที่การมีรัฐธรรมนูญซึ่งประกาศในทางถ้อยคำว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แต่กลับจัดวางกลไกจริงให้ประชาชนถืออำนาจได้เพียงในเชิงพิธีกรรม ขณะที่อำนาจตัดสินใจเชิงโครงสร้างยังไหลขึ้นสู่กลุ่มคนจำนวนน้อยที่ไม่ได้ยึดโยงกับการเลือกตั้ง การตรวจสอบ หรือความรับผิดรับชอบต่อสาธารณะ รัฐธรรมนูญเช่นนั้นไม่ใช่สะพานเชื่อมระหว่างประชาชนกับอำนาจ แต่เป็นกำแพงกฎหมายที่ทำให้อำนาจหลุดมือประชาชนอย่างเป็นระเบียบและถูกทำให้ดูชอบธรรม

ดังนั้น คู่มือฉบับนี้จึงมิได้ตั้งใจเป็นเพียงบทวิจารณ์รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หากตั้งใจเป็นพิมพ์เขียวทางหลักการสำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาธิปไตยเต็มใบจริง กล่าวอีกอย่างหนึ่ง มันคือความพยายามตอบคำถามว่าหากประเทศไทยจะเดินออกจากกลไกคณาธิปไตยที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างกฎหมายมหาชน เราควรออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไรเพื่อให้รัฐกลับมาอยู่ใต้ประชาชน มิใช่ให้ประชาชนอยู่ใต้รัฐ

หนึ่ง. หลักตั้งต้นที่ต้องยืนยันก่อนลงมือร่าง

รัฐธรรมนูญใหม่ต้องวางอยู่บนหลักตั้งต้นที่ไม่ควรถูกต่อรอง เพราะหากหลักตั้งต้นคลุมเครือ ไม่ว่าถ้อยคำทางกฎหมายจะสวยงามเพียงใด ตัวระบบย่อมหาทางย้อนกลับไปเป็นเครื่องมือของคนส่วนน้อยได้เสมอ หลักตั้งต้นข้อแรกคืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งปวงอย่างแท้จริง คำว่า “อย่างแท้จริง” สำคัญยิ่ง เพราะในโลกของกฎหมายมหาชน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การประกาศหลักการ หากอยู่ที่การทำให้หลักการนั้นมีเส้นทางการใช้งานจริง ประชาชนต้องไม่เพียงเป็นเจ้าของอำนาจในทางนามธรรม แต่ต้องสามารถส่งคนเข้าไปใช้อำนาจ ถอดถอนคนที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ ตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐ และแก้กติกาสูงสุดของประเทศได้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการที่เป็นไปได้จริง

หลักตั้งต้นข้อที่สองคือไม่มีอำนาจยับยั้งประชาชนจากภายนอกประชาชน กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะต้องไม่มีกลไกใดที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่สามารถขวาง ยับยั้ง หรือคว่ำเจตจำนงของประชาชนได้โดยลำพัง ไม่ว่าจะมาในรูปของสภาที่แต่งตั้ง กระบวนการสรรหาที่ปิดลับ หรือองค์กรที่อ้างความเป็นกลางจนอยู่เหนือการตรวจสอบ รัฐธรรมนูญที่ยอมให้อำนาจเช่นนี้ดำรงอยู่ ย่อมไม่ใช่รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะในที่สุดมันจะเปิดทางให้ความเป็น “ผู้ดูแลประชาชน” กลายเป็นอำนาจ “ผู้ครอบงำประชาชน” อยู่ร่ำไป

หลักตั้งต้นข้อที่สามคือทุกอำนาจต้องมีความรับผิดที่บังคับได้จริง การตรวจสอบในทางการเมืองไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรมของการอภิปราย หรือถ้อยคำที่หวังให้ผู้มีอำนาจละอายใจด้วยตนเอง หากต้องมีมาตรการที่ลงโทษได้ ถอดถอนได้ และย้อนความรับผิดได้ ไม่ว่าผู้ใช้อำนาจนั้นจะอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ องค์กรอิสระ หรือกองทัพ เพราะอำนาจที่ไม่มีราคาต้องจ่ายย่อมมีแนวโน้มละเมิดประชาชนเสมอ

หลักตั้งต้นข้อที่สี่คือรัฐธรรมนูญต้องเป็นกฎหมายสูงสุดที่ประชาชนแก้ไขได้ หากรัฐธรรมนูญถูกออกแบบให้แก้ยากเกินจริง จนกลายเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนแตะต้องไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นคือการตรึงดุลอำนาจเดิมไว้ยาวนาน และเปลี่ยนรัฐธรรมนูญจากเครื่องมือของประชาชนให้กลายเป็นเครื่องมือคุมประชาชน ในทางกลับกัน รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมั่นคงพอจะไม่ล้มตามอารมณ์รายวัน แต่ยืดหยุ่นพอจะให้ประชาชนปรับเปลี่ยนได้เมื่อสังคมเห็นร่วมกันว่ากติกาเดิมไม่ตอบสนองเจตจำนงสาธารณะอีกต่อไป

รัฐธรรมนูญที่ประชาธิปไตยเต็มใบจึงไม่ได้วัดจากจำนวนถ้อยคำเรื่องสิทธิเสรีภาพเพียงอย่างเดียว หากวัดจากคำถามง่าย ๆ ข้อหนึ่งว่า เมื่อประชาชนไม่ยินยอมต่ออำนาจที่ใช้อยู่ พวกเขามีทางทำให้อำนาจนั้นหยุดลงได้จริงหรือไม่

สอง. หลักการของกระบวนการร่าง: รัฐธรรมนูญประชาชนต้องเกิดจากกระบวนการของประชาชน

กฎหมายสูงสุดของประเทศไม่ควรถูกร่างขึ้นในห้องปิด หรือภายใต้การออกแบบที่ให้ผู้มีอำนาจเดิมกำหนดกรอบความคิดล่วงหน้า เพราะในกรณีนั้น แม้จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น หรือทำประชาพิจารณ์ในภายหลัง กระบวนการทั้งหมดก็ยังคงเป็นการอนุญาตให้ประชาชนพูดภายในกรอบที่ชนชั้นนำกำหนดไว้แล้ว หากต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยจริง จุดเริ่มต้นจึงต้องเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด ไม่มีโควตาพิเศษจากองค์กรเดิม ไม่มีตำแหน่งโดยสภาพ ไม่มีการกันที่นั่งไว้ให้กลุ่มผู้คุมอำนาจนอกระบบ และไม่มีหลักการล่วงหน้าที่ห้ามอภิปรายประเด็นสาธารณะอันเป็นสาระของการออกแบบรัฐ

กระบวนการร่างต้องมีความโปร่งใสอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะความโปร่งใสเป็นหลักการที่งดงาม หากเพราะรัฐธรรมนูญคือสัญญาทางการเมืองของทั้งสังคม ประชาชนย่อมมีสิทธิรู้ว่าใครเสนออะไร เหตุใดจึงเสนอเช่นนั้น และผลทางโครงสร้างของแต่ละมาตราจะเป็นอย่างไร การถ่ายทอดการประชุม การเปิดเผยรายงานการลงมติ การเผยแพร่ร่างแต่ละฉบับ การจัดเวทีรับฟังและให้ข้อสังเกตอย่างเป็นระบบ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ หากกระบวนการร่างถูกทำให้ลึกลับ ประชาชนย่อมไม่มีวันเป็นเจ้าของผลลัพธ์ได้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการรับรองรัฐธรรมนูญใหม่ควรมีประชามติที่มีความหมายจริง ไม่ใช่ประชามติที่ประชาชนต้องตอบคำถามคลุมเครือภายใต้บรรยากาศที่บิดเบี้ยว การออกแบบที่เหมาะสมควรให้ประชาชนรับรองอย่างน้อยสองชั้น ชั้นแรกคือการรับรองว่าควรจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน และชั้นที่สองคือการรับรองร่างฉบับสมบูรณ์เมื่อกระบวนการร่างเสร็จสิ้น วิธีนี้ทำให้ประชาชนไม่ถูกลดบทบาทเหลือเพียงการโหวตปิดท้าย แต่มีส่วนร่วมทั้งในระดับการเปิดประตูและการตรวจสอบผลงานที่ออกมา

ข้อพึงระวังเชิงโครงสร้าง
หากผู้มีอำนาจเดิมยังเป็นผู้กำหนดกรอบคำถาม กำหนดองค์ประกอบผู้ร่าง หรือกำหนดเรื่องที่ห้ามแตะต้อง กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็อาจเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อมอบความชอบธรรมให้กับระเบียบเดิมในฉากใหม่เท่านั้น

สาม. สิ่งที่ต้องเอาออก: การรื้อกลไกคณาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อพูดถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลายคนมักเริ่มจากคำถามว่าจะ “เติมอะไรดี” แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือจะ “เอาอะไรออก” เพราะตราบใดที่กลไกคณาธิปไตยยังคงอยู่ ต่อให้เพิ่มบทสิทธิ เสรีภาพ หรือถ้อยคำสวยหรูมากเพียงใด มันก็จะถูกครอบด้วยโครงสร้างเดิมอยู่ดี

สิ่งแรกที่ต้องเอาออกคือวุฒิสภาแต่งตั้งหรือกลไกใดก็ตามที่เปิดให้บุคคลซึ่งประชาชนไม่ได้เลือก เข้ามามีอำนาจกำหนดทิศทางการเมืองระดับชาติ หากจะมีสองสภา ทั้งสองสภาต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และต้องมีเหตุผลเชิงหน้าที่ที่ชัดเจน มิใช่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นกำแพงกันประชาชน หากไม่สามารถออกแบบเหตุผลเช่นนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะพิจารณาระบบสภาเดี่ยวซึ่งโปร่งใสกว่าและยึดโยงกับประชาชนโดยตรงมากกว่า

สิ่งที่สองที่ต้องเอาออกคือช่องทางให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของประชาชน หลักพื้นฐานของระบอบรัฐสภาคือฝ่ายบริหารต้องเกิดจากและรับผิดชอบต่อเสียงข้างมากในสภา หากเปิดช่องให้เกิด “นายกฯ คนนอก” หรือเปิดทางให้กลไกพิเศษพยุงคนที่ไม่มีฐานจากประชาชนขึ้นมาบริหาร ประเทศย่อมวนกลับไปสู่ปัญหาเดิม คือการทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นแค่กิจกรรมประกอบฉาก ขณะที่อำนาจจริงไปอยู่ที่จุดอื่น

สิ่งที่สามที่ต้องเอาออกคือวงจรสรรหาองค์กรอิสระและองค์กรวินิจฉัยสำคัญที่ปิดลับและสืบทอดกันเอง ระบบที่คนกลุ่มเดิมแต่งตั้งกันเองโดยประชาชนแทบไม่มีโอกาสตรวจสอบ คือเงื่อนไขสำคัญของการผลิตซ้ำคณาธิปไตยในคราบของความเป็นกลาง รัฐธรรมนูญใหม่ต้องไม่ยอมรับระบบเช่นนี้อีกต่อไป เพราะความเป็นกลางที่ไม่มีความรับผิด คือรูปแบบหนึ่งของอำนาจที่ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นการเมือง ทั้งที่ส่งผลทางการเมืองอย่างลึกซึ้งที่สุด

สิ่งที่สี่ที่ต้องเอาออกคือมรดกของการทำให้การรัฐประหารมีทางลงจอดอย่างนุ่มนวล ไม่ว่าจะเป็นบทนิรโทษกรรมโดยตรง บทเฉพาะกาลที่รับรองผลของการยึดอำนาจ หรือการสร้างสภาวะกึ่งกฎหมายที่ทำให้ผู้ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นผู้กุมสิทธิออกแบบระเบียบใหม่ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกมองเป็นรายละเอียดทางเทคนิค แต่ต้องถูกยืนยันว่าเป็นปัญหาหลักทางหลักการ เพราะตราบใดที่การรัฐประหารยังมีรางวัลรออยู่ วงจรอำนาจนอกระบบย่อมไม่มีวันสิ้นสุด

สี่. สิ่งที่ต้องปรับ: จากอำนาจที่อ้างความเป็นกลาง ไปสู่อำนาจที่รับผิด

การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่อาจหยุดอยู่ที่การรื้อของเก่า หากต้องกล้าปรับสถาบันสำคัญให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยด้วย หนึ่งในพื้นที่ที่ต้องได้รับการปรับอย่างจริงจังคืออำนาจตุลาการและองค์กรวินิจฉัยทางรัฐธรรมนูญ ศาลต้องเป็นอิสระในการตัดสินคดีอย่างไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมือง แต่ความเป็นอิสระนั้นไม่ควรถูกขยายความจนเท่ากับการไม่ต้องรับผิด ไม่โปร่งใส และไม่ต้องอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะ การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงจึงควรเปิดเผยมากขึ้น มีการรับฟังความเห็นสาธารณะ มีหลักเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ และมีกลไกประเมินและถอดถอนเมื่อเกิดการใช้อำนาจโดยเบี่ยงเบนไปจากกรอบหน้าที่

ระบบเลือกตั้งเองก็ต้องได้รับการออกแบบใหม่โดยยึดเป้าหมายเดียวคือสะท้อนเจตจำนงของประชาชนให้ตรงที่สุด การตัดสินใจเรื่องเขตเลือกตั้ง สูตรคำนวณ สัดส่วนผู้แทนแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ไม่ควรถูกใช้เป็นวิธีสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองล่วงหน้า หากต้องตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม ความเสมอภาคของคะแนนเสียง และการเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางการเมืองสามารถเข้าสู่ระบบตัวแทนได้โดยไม่บิดเบือนเกินควร

อีกพื้นที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือกองทัพ ในระบอบประชาธิปไตย กองทัพมิใช่ผู้คุ้มครองรัฐจากประชาชน แต่เป็นองค์กรด้านความมั่นคงที่อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนซึ่งมาจากประชาชน งบประมาณของกองทัพต้องโปร่งใส การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญต้องอยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายบริหารและการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ และต้องเขียนให้ชัดเจนว่ากองทัพไม่มีบทบาททางการเมืองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม หากไม่ทำเช่นนี้ รัฐธรรมนูญจะยังคงมี “ผู้เล่นที่ล้มโต๊ะได้” ซ่อนอยู่เสมอ

ประชาธิปไตยไม่อาจยืนอยู่ได้บนสมมติฐานว่าทุกองค์กรจะใช้อำนาจอย่างพอดีด้วยตนเอง มันยืนอยู่ได้เพราะสังคมออกแบบระบบให้ทุกอำนาจมีขอบเขต มีผู้ตรวจสอบ และมีราคาที่ต้องจ่ายเมื่อใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้น

ห้า. สิ่งที่ต้องเติม: กลไกที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจจริงในชีวิตรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเต็มใบจะสมบูรณ์ไม่ได้ หากประชาชนมีบทบาทเพียงวันเลือกตั้งและอีกหลายปีหลังจากนั้นต้องกลับไปเป็นผู้เฝ้าดูการเมืองอย่างห่างไกล รัฐธรรมนูญใหม่จึงต้องเติมเครื่องมือประชาธิปไตยโดยตรงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการเมืองตามปกติ เช่น สิทธิของประชาชนในการเสนอร่างกฎหมาย การเรียกร้องให้มีประชามติในประเด็นสาธารณะสำคัญ และการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ กลไกเหล่านี้มิใช่สิ่งฟุ่มเฟือย แต่เป็นวิธีคืนความหมายให้คำว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ควรวางหลักว่ารัฐต้องเปิดข้อมูลเป็นค่าเริ่มต้น การเข้าถึงข้อมูลของรัฐไม่ควรถูกมองเป็นความกรุณาที่รัฐหยิบยื่นให้เป็นครั้งคราว แต่เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ เพราะหากประชาชนไม่รู้ว่ารัฐกำลังทำอะไร ใช้งบประมาณอย่างไร ทำสัญญากับใคร หรือกำหนดนโยบายบนข้อมูลใด คำว่าการตรวจสอบก็ย่อมกลายเป็นเพียงถ้อยคำที่ไม่มีพลังจริง

รัฐธรรมนูญใหม่ควรบรรจุหลักการต่อต้านการรัฐประหารไว้อย่างเข้มข้นและไม่คลุมเครือ การยึดอำนาจต้องถูกนิยามว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญ ผู้ร่วม ผู้สนับสนุน และผู้รับผลประโยชน์จากการยึดอำนาจต้องมีความรับผิด และต้องเขียนให้ชัดว่าไม่มีนิรโทษกรรมในทุกกรณี หลักการเช่นนี้มีความสำคัญไม่เพียงเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการเปลี่ยนแรงจูงใจเชิงโครงสร้างจากเดิมที่การรัฐประหารมักจบลงด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง ไปสู่สภาพที่การรัฐประหารไม่มีทางลงอย่างปลอดภัยอีกต่อไป

อีกเรื่องหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือหน้าที่ของรัฐในการสร้างพลเมือง รัฐธรรมนูญใหม่ควรวางหลักให้รัฐต้องจัดการศึกษาที่ส่งเสริมความเป็นพลเมือง การคิดเชิงวิพากษ์ ความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ และความสามารถในการตรวจสอบอำนาจ เพราะประชาธิปไตยไม่อาจเติบโตในสังคมที่รัฐผลิตเพียงผู้เชื่อฟัง แต่ไม่ผลิตผู้ใช้เหตุผลและผู้มีส่วนร่วม

หก. เศรษฐกิจและทรัพยากร: หากไม่แตะเรื่องนี้ ประชาธิปไตยจะเป็นเพียงเปลือก

บทสนทนาเรื่องรัฐธรรมนูญของไทยมักติดอยู่กับการจัดสรรอำนาจทางการเมือง จนหลงลืมว่าอำนาจทางเศรษฐกิจคือรากสำคัญของการเมือง หากโครงสร้างเศรษฐกิจยังเปิดทางให้ความมั่งคั่งและทรัพยากรสาธารณะถูกรวบอยู่ในมือคนส่วนน้อยอย่างไม่มีระบบป้องกันที่จริงจัง กลไกประชาธิปไตยก็ย่อมถูกอิทธิพลทางเศรษฐกิจครอบได้ง่าย รัฐธรรมนูญใหม่จึงควรยืนยันอย่างชัดว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติร่วมของประชาชน การให้สัมปทานหรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ผลตอบแทนกลับคืนแก่สาธารณะอย่างเป็นธรรม

นอกจากนี้ รัฐควรมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการป้องกันการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญต้องลงไปทำแทนนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมด แต่เพราะรัฐธรรมนูญต้องวางกรอบว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ถูกใช้เป็นฐานค้ำจุนการครอบงำทางการเมืองของกลุ่มทุนและเครือข่ายอำนาจในระยะยาว

เจ็ด. หมวดสุดท้าย: หากคงสถาบันกษัตริย์ไว้ จะต้องวางอย่างไรในระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ

เมื่อมาถึงประเด็นนี้ จำเป็นต้องพูดด้วยความชัดเจน สุขุม และมีวินัยทางหลักการให้มากที่สุด เพราะในสังคมไทย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีถ้อยคำเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากอยู่ที่การออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันดังกล่าวกับระบบอำนาจสมัยใหม่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความคลุมเครือจนเปิดช่องให้ผู้ใช้อำนาจอื่นหยิบยืมสถาบันไปเป็นเครื่องมือค้ำยันตนเอง

หากสังคมไทยจะคงสถาบันกษัตริย์ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ หลักที่ควรยึดมีอย่างน้อยสามประการ ประการแรก สถาบันกษัตริย์ต้องถูกวางให้เป็นประมุขเชิงสัญลักษณ์ของรัฐและความต่อเนื่องของประเทศ มิใช่เป็นแหล่งอำนาจทางการเมืองโดยตรง ประการที่สอง การใช้อำนาจใด ๆ ที่เกิดขึ้นในพระปรมาภิไธยต้องผ่านองค์กรของรัฐที่ยึดโยงกับประชาชนและมีผู้รับสนองซึ่งต้องรับผิดทางการเมืองและทางกฎหมาย ประการที่สาม ต้องเขียนให้ชัดว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองและจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขัน การปราบปราม หรือการสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย

นั่นหมายความว่า หมวดสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่เปิดให้เกิด “อำนาจคลุมเครือ” หากควรเป็นพื้นที่ที่ลดความคลุมเครือให้มากที่สุด การคงไว้ซึ่งสถาบันในเชิงสัญลักษณ์สามารถทำได้ภายใต้หลักประชาธิปไตย หากยืนยันหนักแน่นว่าอำนาจในการปกครองประเทศอยู่ที่ประชาชนและองค์กรที่ประชาชนเลือกเท่านั้น กล่าวในภาษานิติรัฐอย่างย่อได้ว่า สถาบันอาจดำรงอยู่ได้ แต่ต้องไม่กลายเป็นช่องทางให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งปกครองโดยไม่ต้องรับผิด

แก่นของการวางหมวดนี้
สิ่งที่ต้องระวังที่สุดมิใช่ถ้อยคำเชิงยกย่อง หากคือถ้อยคำหรือความเงียบที่เปิดทางให้เกิดอำนาจนอกความรับผิด การออกแบบที่ดีจึงต้องทำให้สถาบันคงอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของรัฐ ขณะเดียวกันก็ทำให้ระบบการเมืองทั้งหมดอยู่ภายใต้หลักประชาธิปไตยอย่างไม่คลุมเครือ

แปด. หลักการเขียนบทบัญญัติ: ภาษากฎหมายต้องชัด แต่ไม่ซ่อนเล่ห์

การมีหลักการที่ถูกต้องยังไม่เพียงพอ หากถ้อยคำทางกฎหมายเปิดช่องให้ตีความย้อนศรได้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงต้องเขียนด้วยภาษาที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงถ้อยคำที่กว้างจนเปิดทางให้สถาบันใดสถาบันหนึ่งขยายอำนาจเกินขอบเขต และหลีกเลี่ยงวลีแบบศีลธรรมลอย ๆ ที่ฟังดีแต่ไม่สามารถใช้บังคับได้ในทางกฎหมาย บทบัญญัติเรื่องสิทธิ เสรีภาพ อำนาจตรวจสอบ การถอดถอน การสรรหาองค์กร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเขียนในลักษณะที่ผู้ตีความในอนาคตไม่สามารถอาศัยช่องว่างของภาษาเพื่อฟื้นชีวิตให้กับระเบียบคณาธิปไตยได้ง่าย

พูดให้ถึงที่สุด รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่สวยงามที่สุดในเชิงวรรณศิลป์ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ปกป้องประชาชนได้มากที่สุดเมื่อเผชิญผู้ใช้อำนาจที่ตั้งใจบิดเจตนารมณ์ของมัน

เก้า. บทสรุป: รัฐธรรมนูญใหม่ต้องไม่เพียงเปลี่ยนตัวบท แต่ต้องเปลี่ยนทิศทางของอำนาจ

หากประเทศไทยจะใช้โอกาสของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อวางรากฐานประชาธิปไตยจริง สิ่งที่ต้องตระหนักให้ชัดคือเราไม่ได้กำลังซ่อมเอกสารฉบับหนึ่ง แต่กำลังกำหนดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างประชาชนกับอำนาจ รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเต็มใบจึงต้องทำมากกว่าการเขียนบทสิทธิให้ยาวขึ้น หรือทำให้โครงสร้างเดิมดูอ่อนโยนลง มันต้องรื้อกลไกที่ทำให้คนส่วนน้อยคุมประเทศได้โดยไม่ต้องรับผิด ต้องปรับสถาบันหลักให้โปร่งใสและยึดโยงกับประชาชน และต้องเติมเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจจริงตลอดชีวิตของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เฉพาะในวันเลือกตั้ง

กล่าวโดยสรุป สิ่งที่ต้องเอาออก คือกลไกยับยั้งประชาชนที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน สิ่งที่ต้องปรับ คือสถาบันที่อ้างความเป็นกลางแต่ไม่มีความรับผิด สิ่งที่ต้องเติม คือเครื่องมือประชาธิปไตยโดยตรง ความโปร่งใส การต่อต้านรัฐประหาร และหลักความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนหมวดที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ หากจะคงไว้ ก็ต้องวางไว้ท้ายสุดในฐานะองค์ประกอบของความต่อเนื่องเชิงสัญลักษณ์ มิใช่ฐานของอำนาจทางการเมือง

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันเปลี่ยนทิศทางของอำนาจ จากเดิมที่อำนาจไหลขึ้นสู่คนส่วนน้อย ให้ไหลกลับลงสู่ประชาชน และเปิดทางให้ประชาชนเรียกอำนาจนั้นคืนได้เสมอเมื่อถูกใช้อย่างผิดทาง

นี่คือมาตรวัดง่ายที่สุดของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเต็มใบ และหากประเทศไทยจะเดินไปสู่ระบอบเช่นนั้นอย่างจริงจัง การร่างครั้งใหม่จะต้องมีความกล้าพอที่จะไม่ประนีประนอมกับกลไกที่ทำให้ประชาชนแพ้มาตลอดหลายทศวรรษ เพราะในท้ายที่สุด ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบที่ขอความกรุณาจากอำนาจ แต่เป็นระบบที่ทำให้อำนาจต้องขอความยินยอมจากประชาชนอยู่เสมอ

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับการแปลงบทความนี้ไปสู่ “ร่างฉบับมาตรา”

หนึ่ง. ให้กำหนดหมวดพื้นฐานของรัฐโดยยืนยันชัดว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และประชาชนใช้อำนาจได้ทั้งผ่านสถาบันตัวแทนและโดยตรง

สอง. ให้ตัดกลไกสภาแต่งตั้ง นายกฯ คนนอก และวงจรสรรหาปิดขององค์กรอิสระออกจากโครงสร้างโดยเด็ดขาด

สาม. ให้ออกแบบระบบสรรหาและตรวจสอบศาล องค์กรอิสระ และกองทัพใหม่ภายใต้หลักความโปร่งใสและความรับผิด

สี่. ให้เพิ่มสิทธิของประชาชนในการเสนอร่างกฎหมาย ประชามติ และถอดถอน

ห้า. ให้เขียนบทต่อต้านการรัฐประหารอย่างไม่คลุมเครือและห้ามนิรโทษกรรม

หก. หากคงหมวดสถาบันกษัตริย์ไว้ ให้จัดวางในรูปแบบประมุขเชิงสัญลักษณ์ภายใต้หลักผู้รับสนองและความไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง



ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ)
Education for Peace Foundation · คันฉ่องส่องไทย
ร่างฉบับเต็มเชิงหลักการและตัวบท · สำหรับใช้เป็นฐานคิดทางวิชาการ นโยบาย และการร่างฉบับประชาชน

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ)

เจตนารมณ์ของร่างฉบับนี้
รัฐธรรมนูญฉบับนี้จัดทำขึ้นในฐานะ “ร่างต้นแบบ” สำหรับสังคมที่ต้องการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับอำนาจจากสภาพที่ประชาชนถูกกำกับควบคุมโดยกลไกเหนือการเลือกตั้ง ไปสู่สภาพที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง ส่งคนเข้าไปใช้อำนาจได้ ตรวจสอบอำนาจได้ ถอดถอนอำนาจได้ และแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศได้ตามวิถีประชาธิปไตย
คำนำรัฐธรรมนูญ

พวกเราประชาชนไทย ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกันแห่งประเทศนี้ ตระหนักว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจต่อประชาชน เป็นรากฐานของระบอบการปกครองที่ชอบธรรม

ด้วยประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏชัดว่าการรวบอำนาจ การสืบทอดอำนาจโดยมิชอบ การทำรัฐประหาร การแทรกแซงการเมืองโดยองค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และการออกแบบกติกาเพื่อกักขังเจตจำนงของประชาชน ล้วนเป็นเหตุให้ประเทศตกอยู่ในวงจรความล้าหลัง ความเหลื่อมล้ำ และความแตกแยก

พวกเราจึงร่วมกันตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ รับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคน ทำให้อำนาจรัฐทุกประเภทอยู่ภายใต้การตรวจสอบ เปิดทางให้ประชาชนใช้อำนาจโดยตรงได้ และจัดวางสถาบันทางการเมืองทั้งปวงให้อยู่ใต้หลักอำนาจอธิปไตยของประชาชน อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

สารบัญหมวด
  1. บททั่วไป
  2. อำนาจอธิปไตยและสถานะของรัฐธรรมนูญ
  3. สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  4. หน้าที่ของรัฐ
  5. หน้าที่ของประชาชน
  6. รัฐสภา
  7. คณะรัฐมนตรี
  8. ศาลและกระบวนการยุติธรรม
  9. ศาลรัฐธรรมนูญ
  10. องค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบ
  11. การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น
  12. กองทัพ ความมั่นคง และการป้องกันรัฐธรรมนูญ
  13. การเงิน การคลัง และทรัพยากรสาธารณะ
  14. ประชาธิปไตยโดยตรงและการมีส่วนร่วมของประชาชน
  15. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและบทเปลี่ยนผ่าน
  16. สถาบันพระมหากษัตริย์

หมวด 1 บททั่วไป

หมวดนี้วางฐานให้ชัดว่ารัฐนี้เป็นของประชาชน และรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ทุกองค์กรต้องยอมรับอย่างไม่มีข้อยกเว้น

มาตรา 1

ประเทศไทยเป็นรัฐประชาธิปไตยอันตั้งอยู่บนหลักว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งปวง

มาตรา 2

รัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทกฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือการกระทำของรัฐใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ ให้ตกเป็นโมฆะหรือใช้บังคับมิได้เพียงเท่าที่ขัดหรือแย้งนั้น

มาตรา 3

การใช้อำนาจรัฐทุกประเภทต้องมีที่มาจากประชาชนโดยตรงหรือโดยอ้อมผ่านกลไกที่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้ และต้องสามารถตรวจสอบและรับผิดได้

มาตรา 4

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคนเป็นสิ่งที่ละเมิดมิได้ และเป็นรากฐานของการตีความรัฐธรรมนูญนี้ทุกกรณี

มาตรา 5

ประเทศไทยยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองประเทศ

มาตรา 6

ธงชาติ ตราแผ่นดิน และสัญลักษณ์ของรัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ การกำหนดดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

มาตรา 7

วันสำคัญของรัฐและระเบียบพิธีทางการให้ตราเป็นกฎหมาย โดยต้องคำนึงถึงความเสมอภาคของพลเมืองทุกคนและความเป็นกลางทางการเมืองของรัฐ

มาตรา 8

รัฐต้องส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตย การเคารพความเห็นต่าง และการไม่ใช้ความรุนแรงในการแข่งขันทางการเมือง

หมวด 2 อำนาจอธิปไตยและสถานะของรัฐธรรมนูญ

หมวดนี้ลงรายละเอียดว่าประชาชนใช้อำนาจผ่านองค์กรใด และใช้อำนาจโดยตรงได้อย่างไร พร้อมทั้งตัดหลักคิดแบบ “อำนาจเหนือประชาชน” ออกไปอย่างชัดเจน

มาตรา 9

ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระที่จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้ และผ่านการใช้อำนาจโดยตรงของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา 10

ไม่มีองค์กร บุคคล คณะบุคคล หรือสถาบันใดมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญและเจตจำนงของประชาชน เว้นแต่เท่าที่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งและต้องตีความอย่างเคร่งครัด

มาตรา 11

การได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยวิธีอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและไม่ก่อให้เกิดความชอบธรรมใด ๆ

มาตรา 12

การตีความรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปเพื่อขยายความคุ้มครองสิทธิของประชาชน เสริมสร้างการยึดโยงของอำนาจกับประชาชน และป้องกันมิให้เกิดการรวบอำนาจหรือสืบทอดอำนาจโดยมิชอบ

มาตรา 13

การจำกัดสิทธิหรืออำนาจของประชาชนจะกระทำได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นโดยกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะตามหลักประชาธิปไตย และต้องไม่กระทบแก่นแห่งสิทธิหรืออำนาจนั้น

มาตรา 14

ประชาชนทุกคนย่อมมีฐานะเป็นพลเมืองเสมอกันในทางการเมือง ไม่มีการให้สิทธิพิเศษทางการเมืองโดยกำเนิดแก่บุคคล กลุ่มบุคคล หรือตระกูลใด

มาตรา 15

การดำรงตำแหน่งสาธารณะทุกตำแหน่งเป็นการใช้อำนาจแทนประชาชน ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวย่อมต้องรับผิดชอบต่อประชาชนตามวิธีการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ

หมวด 3 สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หมวดนี้เขียนในหลัก “สิทธิต้องใช้ได้จริง” ไม่ใช่เพียงคำสวยในตัวบท และกำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองสิทธิอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรา 16

บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเสมอภาค

มาตรา 17

ห้ามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือเหตุอื่นใด

มาตรา 18

บุคคลย่อมมีสิทธิในชีวิต ร่างกาย และความปลอดภัย การจับกุม ควบคุมตัว ค้น หรือจำกัดเสรีภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่ตามกฎหมายและภายใต้การตรวจสอบของศาล

มาตรา 19

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การสื่อสาร และการแสดงออกโดยวิธีอื่น

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้อื่น ความปลอดภัยสาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยตามหลักประชาธิปไตย และต้องตีความอย่างเคร่งครัด

มาตรา 20

บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพในการแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนเสรีภาพของสื่อมวลชนและวิชาชีพสื่อ

มาตรา 21

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การใช้กฎหมายเพื่อขัดขวางหรือทำให้การชุมนุมโดยสงบเป็นไปมิได้ ต้องห้ามโดยเด็ดขาด

มาตรา 22

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่ม จัดตั้งสมาคม สหภาพ พรรคการเมือง องค์กรภาคประชาชน และองค์กรรูปแบบอื่นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ร่วมของสมาชิก

มาตรา 23

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามศาสนาใด โดยรัฐต้องวางตนเป็นกลางทางศาสนาและคุ้มครองเสรีภาพดังกล่าวโดยเสมอภาค

มาตรา 24

บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นส่วนตัว เคหสถาน ชื่อเสียง เกียรติยศ และข้อมูลส่วนบุคคล การล่วงละเมิดจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและภายใต้การควบคุมของศาล

มาตรา 25

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม เปิดเผย รวดเร็ว และโดยศาลที่เป็นอิสระและเป็นกลาง

มาตรา 26

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายเมื่อไม่อาจเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเพียงพอด้วยตนเอง

มาตรา 27

บุคคลย่อมมีสิทธิในการศึกษา การสาธารณสุข และการประกันขั้นพื้นฐานแห่งการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 28

แรงงานทุกคนย่อมมีสิทธิในการรวมตัว เจรจาต่อรองร่วม และได้รับสภาพการทำงานที่เป็นธรรมและปลอดภัย

มาตรา 29

ชุมชนย่อมมีสิทธิในการอนุรักษ์ จัดการ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมรดกวัฒนธรรมของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

มาตรา 30

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารของรัฐ หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเฉพาะและพิสูจน์ได้ว่าการเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ

มาตรา 31

บุคคลย่อมมีสิทธิฟ้องรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อถูกละเมิดสิทธิ และย่อมได้รับการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรา 32

สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้ย่อมใช้บังคับได้โดยตรง ศาลและหน่วยงานของรัฐต้องรับรอง คุ้มครอง และบังคับการให้เป็นผลโดยเร็ว

หมวด 4 หน้าที่ของรัฐ

รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนไม่อาจปล่อยให้ “หน้าที่ของรัฐ” เป็นคำขวัญลอย ๆ จึงต้องกำหนดพันธะของรัฐไว้อย่างชัดเจน

มาตรา 33

รัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตย สิทธิและเสรีภาพของประชาชน และความเสมอภาคทางกฎหมาย

มาตรา 34

รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และส่งเสริมความเป็นพลเมือง การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย

มาตรา 35

รัฐมีหน้าที่จัดบริการสาธารณสุขที่เข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและมีมาตรฐาน

มาตรา 36

รัฐมีหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง คุ้มครองผู้ด้อยโอกาส และส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างทั่วถึง

มาตรา 37

รัฐมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินด้วยความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบได้ และให้ประชาชนมีส่วนร่วม

มาตรา 38

รัฐมีหน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อประโยชน์ของประชาชนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไป

มาตรา 39

รัฐมีหน้าที่ป้องกันการผูกขาดและการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่บิดเบือนการแข่งขันหรือครอบงำการเมือง

มาตรา 40

รัฐมีหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพของสื่อและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานสื่อ นักวิชาการ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้เปิดโปงการทุจริต

หมวด 5 หน้าที่ของประชาชน

พลเมืองในประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงผู้รับบริการจากรัฐ แต่เป็นผู้ร่วมรับผิดชอบต่อชะตาของประเทศด้วย

มาตรา 41

ประชาชนมีหน้าที่เคารพและปกป้องรัฐธรรมนูญ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง

มาตรา 42

ประชาชนมีหน้าที่ร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ช่วยพิทักษ์ประโยชน์สาธารณะ และต่อต้านการทุจริตและการใช้อำนาจโดยมิชอบ

มาตรา 43

ประชาชนมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามกฎหมาย และมีสิทธิเรียกร้องให้การใช้จ่ายภาษีอากรเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า

มาตรา 44

ประชาชนมีหน้าที่เข้าร่วมกระบวนการประชาธิปไตยโดยสุจริต เคารพผลของกติกาที่เป็นธรรม และมีสิทธิเรียกร้องให้กติกานั้นถูกทำให้เป็นธรรมอยู่เสมอ

หมวด 6 รัฐสภา

ร่างฉบับนี้เลือกใช้ระบบสภาเดียวเพื่อขจัดอำนาจยับยั้งจากสภาแต่งตั้ง และทำให้ความรับผิดทางการเมืองชัดเจนที่สุด

มาตรา 45

รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

มาตรา 46

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนสี่ร้อยห้าสิบคน ประกอบด้วยสมาชิกจากเขตเลือกตั้งสามร้อยคน และสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อหนึ่งร้อยห้าสิบคน

มาตรา 47

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นไปโดยเสรีและเป็นธรรม สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และป้องกันการบิดเบือนสัดส่วนคะแนนเสียงอย่างไม่เป็นธรรม

มาตรา 48

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีวาระสี่ปีนับแต่วันเลือกตั้ง และอาจดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ตามที่ประชาชนเลือก

มาตรา 49

ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ถูกออกแบบเพื่อกีดกันการแข่งขันทางการเมืองโดยไม่จำเป็น

มาตรา 50

รัฐสภามีอำนาจตรากฎหมาย อนุมัติงบประมาณ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ให้ความเห็นชอบบุคคลในตำแหน่งสำคัญตามรัฐธรรมนูญ และใช้อำนาจอื่นตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

มาตรา 51

การประชุมของรัฐสภาต้องเปิดเผย เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเฉพาะซึ่งเกี่ยวกับความมั่นคงหรือประโยชน์สาธารณะสำคัญ และต้องเปิดเผยเหตุผลต่อสาธารณะ

มาตรา 52

ประชาชนย่อมมีสิทธิเข้าถึงบันทึกการประชุม มติ และข้อมูลประกอบการพิจารณาของรัฐสภาโดยสะดวกและไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินสมควร

มาตรา 53

สมาชิกรัฐสภาย่อมมีเสรีภาพในการอภิปราย เสนอความเห็น และลงมติ โดยไม่ต้องรับผิดทางกฎหมายสำหรับการกระทำในหน้าที่ เว้นแต่ในกรณีทุจริตหรือรับสินบน

มาตรา 54

สมาชิกรัฐสภาต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ผลประโยชน์ทับซ้อน และข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบโดยสาธารณะตามกฎหมาย

มาตรา 55

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมถูกถอดถอนได้โดยประชาชนในเขตเลือกตั้งหรือโดยกลไกสาธารณะตามหมวดประชาธิปไตยโดยตรง เมื่อมีการใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างร้ายแรงหรือฝ่าฝืนหน้าที่โดยชัดแจ้ง

มาตรา 56

สภาผู้แทนราษฎรมีประธานสภาและรองประธานสภาซึ่งมาจากการเลือกกันเองของสมาชิก และต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นกลาง

มาตรา 57

การตรากฎหมายต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะและการเปิดเผยร่างกฎหมายล่วงหน้า เว้นแต่กรณีฉุกเฉินซึ่งต้องชี้แจงเหตุผลอย่างชัดแจ้ง

มาตรา 58

กฎหมายที่กระทบสิทธิ เสรีภาพ หรือทรัพยากรสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ ต้องมีการประเมินผลกระทบด้านสิทธิและผลประโยชน์สาธารณะประกอบการตรา

มาตรา 59

รัฐสภามีอำนาจตั้งกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ และเรียกเอกสารหรือบุคคลมาให้ข้อเท็จจริงได้ตามกฎหมาย

มาตรา 60

การยุบสภาจะกระทำได้โดยนายกรัฐมนตรีภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบตามกฎหมาย

หมวด 7 คณะรัฐมนตรี

ฝ่ายบริหารต้องเกิดจากเสียงข้างมากของประชาชนผ่านสภา ไม่มีพื้นที่สำหรับอำนาจบริหารที่ไม่ยึดโยงกับการเลือกตั้ง

มาตรา 61

นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

มาตรา 62

ไม่มีบุคคลภายนอกสภาใดได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งซ่อมและบุคคลนั้นได้รับเลือกเข้าสภาก่อนการแต่งตั้ง

มาตรา 63

คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ และต้องได้รับการแต่งตั้งตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

มาตรา 64

คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภา และรัฐมนตรีแต่ละคนต้องรับผิดชอบในงานของตนเป็นรายบุคคลด้วย

มาตรา 65

คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เข้ารับหน้าที่ และต้องเปิดเผยเป้าหมาย งบประมาณ และวิธีประเมินผลของนโยบายต่อสาธารณะ

มาตรา 66

รัฐสภามีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 67

เมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 68

เมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล รัฐมนตรีผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 69

คณะรัฐมนตรีต้องบริหารราชการแผ่นดินตามหลักสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์สาธารณะเหนือประโยชน์ของพรรคพวกหรือกลุ่มทุน

มาตรา 70

รัฐมนตรีต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย และต้องไม่ดำรงตำแหน่งหรือมีส่วนได้เสียในกิจการที่อาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ

หมวด 8 ศาลและกระบวนการยุติธรรม

หมวดนี้ทำให้หลัก “อิสระ” อยู่คู่กับหลัก “รับผิด” เพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจตุลาการกลายเป็นพื้นที่ปลอดการตรวจสอบ

มาตรา 71

ศาลย่อมมีความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

มาตรา 72

การใช้อำนาจตุลาการต้องเป็นไปโดยเปิดเผย โปร่งใส มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ และสามารถวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตได้

มาตรา 73

บุคคลย่อมได้รับสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด

มาตรา 74

ผู้ต้องหาและจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการประกันตัว เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าการปล่อยชั่วคราวจะก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรม

มาตรา 75

ต้องไม่มีการพิจารณาคดีลับ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ เหยื่อ หรือความปลอดภัยเฉพาะราย และศาลต้องชี้แจงเหตุผลไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

มาตรา 76

การแต่งตั้งผู้พิพากษาระดับสูงต้องผ่านกระบวนการที่เปิดเผย มีเกณฑ์ชัดเจน และเปิดรับการตรวจสอบจากสาธารณะตามกฎหมาย

มาตรา 77

ต้องมีกลไกอิสระในการรับเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบจริยธรรม และดำเนินการถอดถอนหรือเอาผิดทางวินัยต่อผู้ดำรงตำแหน่งในฝ่ายตุลาการเมื่อมีการใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างร้ายแรง

มาตรา 78

รัฐต้องจัดให้มีความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ยากไร้และผู้เปราะบางโดยทั่วถึงและเพียงพอ

มาตรา 79

อัยการต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ เป็นธรรม และไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมือง ทั้งนี้ ต้องมีระบบตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดเช่นเดียวกับองค์กรใช้อำนาจสาธารณะอื่น

มาตรา 80

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องมุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม ลดการใช้การคุมขังก่อนพิพากษาโดยไม่จำเป็น และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ

หมวด 9 ศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นผู้คุ้มครองรัฐธรรมนูญ มิใช่ผู้แทรกแซงการเมืองเกินขอบเขตหรือทำตนเป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน

มาตรา 81

ให้มีศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การกระทำของรัฐ และข้อพิพาทตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

มาตรา 82

ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการจำนวนเก้าคน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาโดยเปิดเผยรายชื่อ ประวัติ แนวคิดทางกฎหมาย และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะก่อนการลงมติ

มาตรา 83

ผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระเดียวเก้าปี และดำรงตำแหน่งซ้ำมิได้

มาตรา 84

ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยโดยยึดหลักการตีความเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน รักษาอำนาจอธิปไตยของประชาชน และป้องกันการรวบอำนาจขององค์กรรัฐ

มาตรา 85

ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปแทนที่ดุลพินิจเชิงนโยบายของสภาหรือคณะรัฐมนตรี เว้นแต่ในกรณีที่มีการละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งและมีนัยสำคัญต่อสิทธิหรือโครงสร้างประชาธิปไตย

มาตรา 86

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องแสดงเหตุผลโดยละเอียด เปิดเผยความเห็นส่วนตนของตุลาการแต่ละคน และเปิดให้มีการวิจารณ์โดยสุจริตได้

มาตรา 87

ประชาชนและองค์กรภาคประชาชนมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่สิทธิพื้นฐานหรือโครงสร้างประชาธิปไตยถูกละเมิดตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ

หมวด 10 องค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบ

องค์กรอิสระต้องไม่เป็นวงจรปิดของชนชั้นนำ หากต้องเป็นสถาบันสาธารณะที่โปร่งใสและรับผิดได้จริง

มาตรา 88

ให้มีองค์กรอิสระเท่าที่จำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิ การเลือกตั้ง ความสุจริตของการใช้อำนาจรัฐ และการตรวจเงินแผ่นดิน

มาตรา 89

องค์กรอิสระทุกแห่งต้องมีวัตถุประสงค์ หน้าที่ และขอบเขตอำนาจที่ชัดเจน จำกัด และตรวจสอบได้ ห้ามขยายอำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

มาตรา 90

กระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องเปิดเผย โปร่งใส เปิดรับการเสนอชื่อจากหลายภาคส่วน และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาโดยเปิดเผย

มาตรา 91

ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมีวาระเดียวเจ็ดปี และดำรงตำแหน่งซ้ำมิได้

มาตรา 92

องค์กรอิสระต้องรายงานผลการปฏิบัติงาน งบประมาณ เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง และข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบต่อสาธารณะเป็นประจำ

มาตรา 93

ประชาชนมีสิทธิร้องเรียนและเสนอให้มีการตรวจสอบหรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเมื่อมีพฤติการณ์ใช้อำนาจโดยมิชอบหรือบกพร่องร้ายแรงต่อหน้าที่

มาตรา 94

คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและประชามติให้เป็นไปโดยเสรีและเป็นธรรม และต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด

มาตรา 95

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมและเสนอการแก้ไขต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยต้องเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ

มาตรา 96

องค์กรตรวจเงินแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน การบริหารทรัพย์สินสาธารณะ และความคุ้มค่าของโครงการของรัฐ โดยรายงานต้องเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

มาตรา 97

องค์กรป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

หมวด 11 การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น

ประชาธิปไตยที่รวมศูนย์มากเกินไปย่อมเปิดทางให้รัฐส่วนกลางครอบงำชีวิตประชาชน จึงต้องกระจายอำนาจให้เป็นจริง

มาตรา 98

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจบริหาร จัดบริการสาธารณะ และออกข้อบัญญัติท้องถิ่นภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด โดยยึดหลักการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น

มาตรา 99

ผู้บริหารท้องถิ่นและสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในท้องถิ่น

มาตรา 100

รัฐต้องจัดสรรอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นธรรมและเพียงพอแก่การปฏิบัติภารกิจ

มาตรา 101

การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรัฐส่วนกลางต้องกระทำเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและความชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เพื่อแทรกแซงทางการเมือง

มาตรา 102

ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิริเริ่มข้อบัญญัติท้องถิ่น ประชามติท้องถิ่น และการถอดถอนผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

หมวด 12 กองทัพ ความมั่นคง และการป้องกันรัฐธรรมนูญ

หมวดนี้ปิดวงจรการแทรกแซงการเมืองโดยกองทัพ และเขียนหลักต่อต้านรัฐประหารให้ชัดที่สุด

มาตรา 103

กองทัพเป็นองค์กรด้านความมั่นคงของประเทศ อยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือนโดยสมบูรณ์ และต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย

มาตรา 104

ห้ามกองทัพ หน่วยข่าวกรอง หน่วยความมั่นคง หรือเจ้าหน้าที่ในสังกัดแทรกแซงกิจการทางการเมือง สนับสนุนการยึดอำนาจ หรือใช้งบประมาณและทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

มาตรา 105

งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และการดำเนินงานของกองทัพต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เว้นแต่เฉพาะข้อมูลลับทางยุทธการซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งและต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภา

มาตรา 106

การแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพต้องเป็นไปตามหลักวิชาชีพ โปร่งใส และอยู่ภายใต้การกำกับของคณะรัฐมนตรีและการตรวจสอบของรัฐสภา

มาตรา 107

การประกาศภาวะฉุกเฉินหรือการใช้กำลังพิเศษภายในประเทศต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย การอนุมัติของรัฐสภาในเวลาที่เหมาะสม และการตรวจสอบของศาล

มาตรา 108

การยึดอำนาจโดยใช้กำลังหรือวิธีการอื่นใดซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตยและต่อรัฐธรรมนูญ

มาตรา 109

บุคคลใดมีส่วนร่วม สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือ รับรอง หรือได้รับประโยชน์จากการยึดอำนาจโดยมิชอบ ย่อมมีความผิดและต้องรับผิดตามกฎหมาย ไม่มีการนิรโทษกรรมโดยผลของกฎหมาย คำสั่ง หรือข้อตกลงใด

มาตรา 110

คำสั่ง ประกาศ การกระทำ และผลทางกฎหมายที่เกิดจากการยึดอำนาจโดยมิชอบ ไม่ก่อให้เกิดความชอบธรรม เว้นแต่เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกผู้สุจริต และต้องได้รับการรับรองภายหลังโดยรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง

มาตรา 111

ประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ในการพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ ต่อต้านการยึดอำนาจ และเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

หมวด 13 การเงิน การคลัง และทรัพยากรสาธารณะ

ประชาธิปไตยที่ไม่แตะโครงสร้างเศรษฐกิจและทรัพยากร ย่อมเสี่ยงกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง

มาตรา 112

ภาษีอากรและทรัพย์สินสาธารณะเป็นของประชาชน การจัดเก็บและใช้จ่ายต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ความเป็นธรรม และความคุ้มค่า

มาตรา 113

การออกกฎหมายงบประมาณ การกู้เงินของรัฐ และการผูกพันงบประมาณข้ามปีต้องเปิดเผยข้อมูลครบถ้วน และผ่านการพิจารณาของรัฐสภาอย่างมีสาระ

มาตรา 114

ทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภทในแผ่นดิน น่านน้ำ และพื้นที่ที่รัฐมีอำนาจอธิปไตยหรือสิทธิอธิปไตย เป็นสมบัติร่วมของประชาชน

มาตรา 115

การให้สัมปทาน อนุญาต หรือทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือบริการสาธารณะสำคัญ ต้องเปิดเผยข้อมูล ประเมินผลกระทบ และผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาตามกฎหมาย

มาตรา 116

รัฐต้องจัดระบบป้องกันการผูกขาด การเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ และการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

มาตรา 117

รัฐต้องส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม เศรษฐกิจที่ยั่งยืน สิทธิของแรงงาน เกษตรกร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร

มาตรา 118

ข้อตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิทธิของประชาชน ทรัพยากรสาธารณะ หรือกฎหมายภายใน ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนมีผลผูกพัน

หมวด 14 ประชาธิปไตยโดยตรงและการมีส่วนร่วมของประชาชน

หมวดนี้ทำให้ประชาชนไม่ต้องรอวันเลือกตั้งอย่างเดียว แต่มีอำนาจใช้งานรัฐธรรมนูญได้ตลอดเวลา

มาตรา 119

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนตามที่กฎหมายบัญญัติมีสิทธิเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาได้

มาตรา 120

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนตามที่กฎหมายบัญญัติมีสิทธิเสนอให้มีการทำประชามติในเรื่องสำคัญเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ โครงสร้างรัฐ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

มาตรา 121

ประชาชนในเขตเลือกตั้งมีสิทธิร้องขอให้มีการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของตนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อมีพฤติการณ์บกพร่องร้ายแรงต่อหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ

มาตรา 122

ประชาชนทั่วประเทศมีสิทธิริเริ่มการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะสำคัญที่มาจากการแต่งตั้งหรือความเห็นชอบของรัฐสภาตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 123

การทำประชามติและการลงชื่อของประชาชนต้องจัดให้เข้าถึงได้ง่าย ปลอดภัย โปร่งใส และไม่ก่อภาระเกินสมควร

มาตรา 124

รัฐต้องจัดให้มีแพลตฟอร์มสาธารณะและช่องทางออฟไลน์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมาย นโยบายสำคัญ และโครงการของรัฐอย่างเป็นระบบ

มาตรา 125

การใช้สิทธิตามหมวดนี้จะถูกจำกัดมิได้ เว้นแต่โดยกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อประกันความสุจริตและความเป็นธรรมของกระบวนการเท่านั้น

หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและบทเปลี่ยนผ่าน

รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมั่นคงพอให้เกิดเสถียรภาพ และยืดหยุ่นพอให้ประชาชนปรับแก้ได้เมื่อจำเป็น

มาตรา 126

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะกระทำได้โดยรัฐสภาตามมติไม่ต่ำกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือโดยการริเริ่มของประชาชนตามหมวดประชาธิปไตยโดยตรงและต้องได้รับความเห็นชอบจากประชามติ

มาตรา 127

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โครงสร้างของรัฐ หรือหลักอำนาจอธิปไตยของประชาชน ต้องได้รับความเห็นชอบจากประชามติทุกกรณี

มาตรา 128

ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อลดทอนแก่นแห่งสิทธิของประชาชน หรือเพื่อสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนขึ้นใหม่

มาตรา 129

เมื่อรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ให้ยกเลิกบทบัญญัติใดของกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ และให้หน่วยงานของรัฐเร่งตราหรือแก้ไขกฎหมายลูกและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด

มาตรา 130

องค์กรและผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญเดิมยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปชั่วคราวเท่าที่จำเป็นจนกว่าจะมีการจัดตั้งองค์กรและการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดและการตรวจสอบตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 131

ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับครบถ้วน

มาตรา 132

ภายในหนึ่งปีนับแต่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ให้จัดทำการทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิ เสรีภาพ การแข่งขันทางการเมืองที่เป็นธรรม และการกระจายอำนาจ โดยเปิดเผยผลต่อสาธารณะ

หมวด 16 สถาบันพระมหากษัตริย์ (ถ้าวันหนึ่งไม่มีสถาบันกษัตริย์แล้วก็ตัดทิ้งได้โดยง่าย

หมวดนี้วางไว้ท้ายสุดโดยเจตนาเชิงโครงสร้าง เพื่อยืนยันว่าฐานอำนาจของรัฐอยู่ที่ประชาชน ส่วนสถาบันกษัตริย์หากคงไว้ ต้องอยู่ในฐานะประมุขเชิงสัญลักษณ์ภายใต้รัฐธรรมนูญและปราศจากอำนาจทางการเมืองโดยตรง

มาตรา 133

พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะประมุขของรัฐและเป็นสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญนี้

มาตรา 134

พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญนี้ผ่านองค์กรของรัฐที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และตามคำแนะนำหรือคำรับสนองของผู้ดำรงตำแหน่งที่ต้องรับผิดทางการเมืองและทางกฎหมาย

มาตรา 135

การกระทำใด ๆ ในพระปรมาภิไธยต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่กรณีที่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเป็นอย่างอื่น และผู้รับสนองย่อมต้องรับผิดชอบสำหรับการกระทำนั้น

มาตรา 136

พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองและต้องไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขัน การจัดตั้งรัฐบาล การโค่นล้มรัฐบาล การแทรกแซงการเลือกตั้ง หรือการให้ความชอบธรรมแก่การใช้อำนาจโดยมิชอบ

มาตรา 137

การสืบราชสันตติวงศ์ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องสอดคล้องกับหลักความต่อเนื่องของรัฐ ความชัดเจน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

มาตรา 138

ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจและภารกิจสาธารณะของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ความโปร่งใส การตรวจสอบ และหลักประโยชน์สาธารณะ ส่วนทรัพย์สินส่วนพระองค์ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภาโดยเคารพหลักความชัดเจนและการแยกประเภททรัพย์สินอย่างเด็ดขาด

มาตรา 139

งบประมาณที่เกี่ยวกับภารกิจสาธารณะของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาและเปิดเผยต่อสาธารณะตามระดับที่ไม่กระทบต่อความปลอดภัยส่วนบุคคลเกินจำเป็น

มาตรา 140

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นการวิจารณ์โดยสุจริต การศึกษา การอภิปรายเชิงวิชาการ หรือการตรวจสอบนโยบายและการใช้งบประมาณสาธารณะ

มาตรา 141

เมื่อเกิดกรณีเกี่ยวกับพระราชภารกิจหรือความต่อเนื่องของรัฐซึ่งต้องมีการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ให้เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาที่จะดำเนินการโดยเปิดเผยเหตุผลและยึดหลักความรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นสำคัญ

มาตรา 142

บทบัญญัติแห่งหมวดนี้ต้องตีความโดยสอดคล้องกับหลักอำนาจอธิปไตยของประชาชน ระบอบประชาธิปไตย และความรับผิดของผู้ใช้อำนาจสาธารณะ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้การเมืองไทย “อ่อนโยนขึ้น” หากมุ่งเปลี่ยนทิศทางของอำนาจเสียใหม่ จากเดิมที่อำนาจไหลขึ้นสู่กลุ่มคนส่วนน้อย ให้ไหลกลับลงสู่ประชาชน และทำให้ประชาชนเรียกอำนาจนั้นคืนได้เสมอเมื่อถูกใช้อย่างผิดทาง

โพสต์ล่าสุด

หนี้สาธารณะไทย ภาระดอกเบี้ย และฉากทัศน์ 70–75% ของ GDP

หนี้สาธารณะไทย ภาระดอกเบี้ย และฉากทัศน์ 70–75% ของ GDP ◉ Mirror-Lens Civic Analysis คันฉ่องส...

Popular Posts