หนี้สาธารณะไทย ดอกเบี้ยที่สังคมต้องจ่าย
และฉากทัศน์ถ้าหนี้ขึ้นถึง 70–75% ของ GDP
เอกสารนี้แยกให้ชัดระหว่าง ข้อมูลข้อเท็จจริงล่าสุด กับ การคำนวณสมมุติฐาน เพื่อให้ใช้พูดสดได้อย่างแม่นยำ: อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และอะไรคือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากรัฐขยายพื้นที่กู้เพิ่มขึ้นอีก
1) จุดตั้งต้นที่ต้องยึดให้มั่น
ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรายงานว่า หนี้สาธารณะคงค้างของไทยอยู่ที่ 12.596 ล้านล้านบาท หรือ 66.09% ของ GDP ซึ่งทำให้คำนวณ GDP ฐานที่ใช้ในเอกสารนี้ได้ประมาณ 19.058 ล้านล้านบาท
ในทางนโยบาย ประเด็นที่ต้องจับตาคือ กระทรวงการคลังไทย ยังไม่ได้ตัดสินใจ ว่าจะยกเพดานหนี้สาธารณะภายในจาก 70% ขึ้นไปหรือไม่ แม้จะมีการพูดถึงช่วง 70–75% ของ GDP ในพื้นที่ข่าวและวงสนทนานโยบายก็ตาม
2) สิบปีที่ผ่านมา เราจ่าย “ดอกเบี้ยหนี้” หนักแค่ไหน
ถ้าใช้ชุดข้อมูลมหภาคที่ประเมินภาระดอกเบี้ยของภาครัฐเทียบกับ GDP จะได้ภาพว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ไทยแบกภาระดอกเบี้ยหนี้ภาครัฐอยู่ราว 0.8–1.3% ของ GDP ต่อปี และในปีล่าสุดตัวเลขขยับขึ้นมาอยู่แถว 1.3% ของ GDP หรือคิดเป็นเงินประมาณ 2.47 แสนล้านบาทต่อปี ในระดับมหภาค
เมื่อนำมามองแบบง่ายที่สุด ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ต้นทุนดอกเบี้ยที่รัฐไทยจ่ายจริงในภาพรวมช่วงหลัง อยู่แถว ๆ 2.0% ของหนี้คงค้าง โดยประมาณ และถ้าต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้นในอนาคต ภาระดังกล่าวอาจขยับขึ้นไปแถว 2.25%–2.50% ได้ไม่ยาก
หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: ส่วนนี้เป็นการใช้ “อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยโดยนัย” เพื่อคำนวณฉากทัศน์ ไม่ใช่การยืนยันว่าโครงสร้างหนี้ใหม่ทั้งหมดจะกู้ได้ในอัตราเดียวกันทุกส่วน
3) ถ้าหนี้ขึ้นถึง 70% ของ GDP จะเสียดอกเบี้ยปีละเท่าใด
หากหนี้สาธารณะขยับจากระดับปัจจุบันขึ้นไปแตะ 70% ของ GDP ภายใต้ GDP ฐานเดิม หนี้รวมจะอยู่ที่ประมาณ 13.341 ล้านล้านบาท
| สมมุติฐานต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ย | ดอกเบี้ยต่อปี | เพิ่มจากฐานปีล่าสุดประมาณ |
|---|---|---|
| 2.00% | 266.8 พันล้านบาท | +20.1 พันล้านบาท |
| 2.25% | 300.2 พันล้านบาท | +53.5 พันล้านบาท |
| 2.50% | 333.5 พันล้านบาท | +86.8 พันล้านบาท |
กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ แค่ขยับจากระดับหนี้ปัจจุบันไปแตะ 70% ของ GDP ภาระดอกเบี้ยของรัฐไทยก็มีแนวโน้มขึ้นไปอยู่แถว 2.67–3.34 แสนล้านบาทต่อปี ตามเงื่อนไขต้นทุนการกู้
4) ถ้าหนี้ขึ้นถึง 75% ของ GDP จะเสียดอกเบี้ยปีละเท่าใด
หากหนี้สาธารณะถูกขยับขึ้นไปถึง 75% ของ GDP หนี้รวมจะอยู่ที่ประมาณ 14.294 ล้านล้านบาท
| สมมุติฐานต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ย | ดอกเบี้ยต่อปี | เพิ่มจากฐานปีล่าสุดประมาณ |
|---|---|---|
| 2.00% | 285.9 พันล้านบาท | +39.2 พันล้านบาท |
| 2.25% | 321.6 พันล้านบาท | +74.9 พันล้านบาท |
| 2.50% | 357.3 พันล้านบาท | +110.6 พันล้านบาท |
นั่นแปลว่าในกรณี 75% ของ GDP ภาระดอกเบี้ยรายปีของประเทศอาจขยับไปอยู่แถว 2.86–3.57 แสนล้านบาทต่อปี ได้ค่อนข้างง่าย
5) วิธีอ่านตัวเลขนี้อย่างเป็นวิชาการ
ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ “หนี้สูงหรือไม่สูง” แต่คือ รัฐกู้ไปทำอะไร และกระแสเงินสดในอนาคตรองรับได้หรือไม่ หากเงินกู้ถูกใช้สร้างศักยภาพเศรษฐกิจจริง สร้างผลิตภาพจริง และขยายฐานรายได้ภาครัฐในอนาคต หนี้ก็อาจยังพอบริหารได้ แต่ถ้าหนี้โตเร็วกว่าเศรษฐกิจ โตเร็วกว่ารายได้รัฐ และโตเร็วกว่าความสามารถในการจัดเก็บภาษี ภาระดอกเบี้ยจะค่อย ๆ เบียดงบที่ควรไปลงกับบริการสาธารณะ
ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง ภาระดอกเบี้ยคือ ค่าใช้จ่ายที่ไม่สร้างบริการใหม่ให้ประชาชนโดยตรง ต่างจากงบครู หมอ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ระบบขนส่ง วิจัย หรือนวัตกรรม เพราะทุกบาทที่ต้องจ่ายเป็นดอกเบี้ย คือทุกบาทที่รัฐหมดสิทธิ์นำไปลงทุนทางสังคมแบบใหม่ในงบปีนั้น
6) คันฉ่องส่องไทย: ปัญหาแท้จริงอาจไม่ใช่ “เพดานหนี้” อย่างเดียว
ประเทศไม่ได้อ่อนแอเพราะมีหนี้อย่างเดียว แต่เพราะหนี้โตขึ้นในขณะที่ความสามารถของรัฐในการแปลงหนี้ให้เป็นอนาคต กลับไม่โตตาม
สังคมไทยไม่ควรถูกหลอกให้ถกกันแค่ว่า 70% หรือ 75% ตัวเลขไหน “น่ากลัวกว่า” เพราะคำถามที่ลึกกว่านั้นคือ ใครเป็นคนก่อหนี้ ใครได้ประโยชน์จากหนี้ และประชาชนได้อะไรกลับมาจริง หากเงินกู้จำนวนมหาศาลกลายเป็นเพียงการพยุงระบบเดิม เติมเชื้อให้กับการบริหารแบบเดิม หรือผัดภาระให้คนรุ่นถัดไปโดยไม่สร้างฐานรายได้ใหม่ หนี้นั้นก็ไม่ใช่เครื่องมือพัฒนา แต่เป็นเครื่องมือซ่อนความล้มเหลวของรัฐ
ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะไม่ใช่ตัวเลขแห้ง ๆ ในตารางงบประมาณ แต่มันคือ ราคาของเวลา ที่คนทั้งประเทศต้องจ่ายแทนผู้มีอำนาจทางนโยบาย ยิ่งรัฐกู้มากโดยไร้ความแม่นยำ ยิ่งสังคมต้องเอาอนาคตไปจำนำเพื่อซื้อปัจจุบันที่ไม่มีคุณภาพ
และถ้าวันหนึ่งงบดอกเบี้ยปีละสามแสนล้านกว่าบาทกลายเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ผิดปกติอาจไม่ใช่หนี้ แต่คือความเคยชินของสังคมที่ปล่อยให้คนก่อภาระขนาดนี้ ยังเล่าเรื่องตัวเองว่า “กำลังบริหารประเทศอย่างรับผิดชอบ” ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
ที่มาและหมายเหตุ
1) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (PDMO): ข้อมูลหนี้สาธารณะคงค้าง ณ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุหนี้ 12,595,731.58 ล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของ GDP
2) Reuters, 15 เมษายน 2569: รัฐมนตรีคลังไทยระบุว่ายังไม่มีข้อสรุปว่าจะยกเพดานหนี้สาธารณะภายในขึ้นจาก 70% หรือไม่
3) ชุดคำนวณฉากทัศน์ 70% และ 75% ในเอกสารนี้เป็นการประเมินเชิงนโยบาย โดยใช้ GDP ฐานที่คำนวณย้อนจากข้อมูล PDMO และใช้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยโดยนัย 2.00%, 2.25% และ 2.50%
4) ตัวเลข “ดอกเบี้ยปีล่าสุดประมาณ 2.47 แสนล้านบาท” ใช้เป็นฐานอ้างอิงระดับมหภาคเพื่อเปรียบเทียบภาระเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ตัวเลขผูกพันทางกฎหมายของงบรายจ่ายรายการใดรายการหนึ่ง
