สถาปัตยกรรมห้าชั้นของอำนาจประชาชน:
กรอบวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าด้วยการสร้างพลังพลเมืองอย่างยั่งยืน
บทความนี้เสนอกรอบวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าด้วย “สถาปัตยกรรมห้าชั้นของอำนาจประชาชน” (Five-Layer Architecture of People Power) เพื่ออธิบายว่าเหตุใดการเคลื่อนไหวของประชาชนในหลายบริบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทย จึงมีพลังมหาศาลในช่วงสั้นแต่ไม่สามารถแปรพลังนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน ผู้เขียนโต้แย้งว่าปัญหามิได้อยู่ที่การขาด “พลัง” หากอยู่ที่การขาด “การจัดวางพลังเป็นระบบ” และเสนอว่า อำนาจประชาชนที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยห้าชั้นที่พัฒนาไปพร้อมกัน ได้แก่ อำนาจท้องถิ่น อำนาจทางวาทกรรม อำนาจเชิงสถาบัน อำนาจระหว่างรุ่น และอำนาจระหว่างประเทศ บทความใช้วิธีการสังเคราะห์เชิงทฤษฎีโดยบูรณาการวรรณกรรมจากรัฐศาสตร์ สังคมวิทยาการเมือง ทฤษฎีการเคลื่อนไหวทางสังคม และทฤษฎีอำนาจ พร้อมประกอบตัวอย่างเชิงประจักษ์จากกรณีเปรียบเทียบ ข้อค้นพบหลักคือ ชัยชนะของภาคประชาชนไม่ได้ถูกกำหนดจากขนาดของมวลชนในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หากแต่ถูกกำหนดจากความสมบูรณ์ของโครงข่ายอำนาจที่รองรับ ขับเคลื่อน และปกป้องการเปลี่ยนแปลงนั้น
1.บทนำ: ปัญหาของ “พลังที่ไม่เป็นระบบ”
ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยได้เห็นคลื่นการเคลื่อนไหวของประชาชนหลายระลอก ตั้งแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนถึงการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563–2564 ทุกการเคลื่อนไหวมีลักษณะร่วมที่น่าสนใจ คือการระดมมวลชนได้จำนวนมหาศาลในเวลาสั้น การสร้างคลื่นความรู้สึกร่วมในสังคมได้อย่างทรงพลัง และความสามารถในการกดดันรัฐบาลให้ต้องตอบสนอง แต่ในขณะเดียวกัน ทุกการเคลื่อนไหวก็จบลงในลักษณะคล้ายคลึงกัน นั่นคือ การถูกกลืน ถูกสลาย หรือถูกย้อนกลับโดยโครงสร้างที่ลึกกว่า
ข้อสังเกตนี้ชวนให้ตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ที่สำคัญ หากประชาชนไทยมีพลังมาก เหตุใดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจึงเกิดขึ้นน้อยและช้า คำตอบที่มักได้ยินทั่วไป เช่น การถูกกดขี่โดยรัฐ การแทรกแซงของกองทัพ หรือความอ่อนแอของพรรคการเมือง ล้วนเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องบางส่วน แต่ไม่เพียงพอ เพราะคำอธิบายเหล่านี้ยังคงมองปรากฏการณ์จากมุมของ “ฝ่ายตรงข้าม” มิใช่จากมุมของ “โครงสร้างพลังของฝ่ายตนเอง”
บทความนี้เสนอมุมมองใหม่ว่า ปัญหาที่แท้จริงมิได้อยู่ที่การขาดพลัง หากอยู่ที่การที่พลังของประชาชน “ไม่ถูกจัดวางเป็นสถาปัตยกรรมเชิงระบบ” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สังคมไทยมีมวลชน มีความโกรธ มีความหวัง และมีการเลือกตั้ง แต่ยังขาดสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า “สถาปัตยกรรมของอำนาจประชาชน” ที่ทำให้พลังต่าง ๆ เหล่านั้นเชื่อมต่อ สะสม และส่งผ่านข้ามเวลาได้
ข้อเสนอหลักของบทความคือ การเคลื่อนไหวของประชาชนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืนต้องประกอบด้วยห้าชั้นของอำนาจที่พัฒนาไปพร้อมกัน ได้แก่ (1) อำนาจท้องถิ่น (2) อำนาจทางวาทกรรม (3) อำนาจเชิงสถาบัน (4) อำนาจระหว่างรุ่น และ (5) อำนาจระหว่างประเทศ แต่ละชั้นมีตรรกะ กลไก และจังหวะของตนเอง แต่ต้องทำงานสอดประสานกัน มิฉะนั้นพลังในชั้นหนึ่งจะถูกชดเชยด้วยความอ่อนแอในอีกชั้นหนึ่ง
2.กรอบทฤษฎีและทบทวนวรรณกรรม
แนวคิดเรื่องอำนาจในการวิเคราะห์นี้ตั้งอยู่บนงานคลาสสิกของ Steven Lukes (2005) เรื่อง Power: A Radical View ซึ่งเสนอว่าอำนาจมีสามมิติ ได้แก่ อำนาจในการตัดสินใจโดยตรง อำนาจในการกำหนดวาระ และอำนาจในการกำหนดความคิดและความต้องการของผู้อื่น กรอบนี้ช่วยให้เข้าใจว่าการต่อสู้ทางการเมืองมิได้จำกัดอยู่เพียงการยึดตำแหน่งหรือชนะการเลือกตั้ง หากรวมถึงการต่อสู้ในระดับที่ลึกกว่านั้น คือระดับของความหมายและความเป็นจริง
ขณะเดียวกัน งานของ Antonio Gramsci เรื่องการครองอำนาจนำทางวัฒนธรรม (cultural hegemony) ชี้ให้เห็นว่าอำนาจของชนชั้นปกครองไม่ได้ตั้งอยู่บนการบังคับเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนการยินยอมพร้อมใจของผู้ถูกปกครอง ซึ่งเกิดจากการที่ความคิด ค่านิยม และภาษาของชนชั้นปกครองถูกทำให้กลายเป็นสามัญสำนึกของสังคม (Gramsci, 1971) ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจึงต้องเริ่มจากการสร้าง “การต่อต้านอำนาจนำ” (counter-hegemony) ในระดับวัฒนธรรมและวาทกรรม
ในมิติของการเคลื่อนไหวทางสังคม Sidney Tarrow (2011) ใน Power in Movement ได้เสนอแนวคิดโอกาสทางการเมือง (political opportunity structure) ว่า ความสำเร็จหรือล้มเหลวของการเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรภายในของขบวนการกับโครงสร้างโอกาสภายนอก งานของ Doug McAdam, Sidney Tarrow และ Charles Tilly (2001) ใน Dynamics of Contention ยังชี้ว่าการเคลื่อนไหวที่ยั่งยืนต้องอาศัยกลไกการเชื่อมโยง (brokerage) การกระจายขนาด (scale shift) และการสร้างตัวตนร่วม (identity formation)
ในแง่ของอำนาจท้องถิ่น งานคลาสสิกของ Elinor Ostrom (1990) เรื่องการจัดการทรัพยากรร่วมชี้ว่าชุมชนในพื้นที่มีศักยภาพในการสร้างระบบธรรมาภิบาลด้วยตนเองหากเงื่อนไขเชิงสถาบันเอื้ออำนวย ส่วนในมิติระหว่างประเทศ Margaret Keck และ Kathryn Sikkink (1998) ใน Activists Beyond Borders ได้เสนอแนวคิดเครือข่ายผู้สนับสนุนข้ามชาติ (transnational advocacy networks) ซึ่งอธิบายว่าเหตุใดการเคลื่อนไหวภายในประเทศจึงสามารถเพิ่มอำนาจได้เมื่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายระหว่างประเทศ ผ่านกลไกที่เรียกว่า “ผลลัพธ์แบบบูมเมอแรง” (boomerang pattern)
กรอบห้าชั้นที่บทความนี้เสนอ จึงมิใช่สิ่งที่ถูกสร้างจากสุญญากาศ หากแต่เป็นการสังเคราะห์แนวคิดจากสำนักคิดต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบคำถามเชิงปฏิบัติว่า หากเราต้องการสร้างอำนาจประชาชนที่ยั่งยืน เราต้องลงทุนในมิติใดบ้างพร้อมกัน
3.ชั้นที่หนึ่ง: อำนาจท้องถิ่น (Local Power)
อำนาจท้องถิ่นเป็นชั้นที่ลึกที่สุดและมักถูกประเมินค่าต่ำที่สุดในการวิเคราะห์การเมืองไทย การเมืองที่พึ่งพาเพียงส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา รัฐบาล หรือการชุมนุมในเมืองหลวง ล้วนเป็นการเมืองที่ “ลอยอยู่ในอากาศ” เพราะไม่มีรากในชีวิตประจำวันของประชาชน ผลคือเมื่อเผชิญกับแรงต้านจากโครงสร้างอำนาจเดิม การเคลื่อนไหวเหล่านั้นจะไม่มีที่พักพิงและไม่มีฐานสะสมพลังไว้ใช้ในรอบต่อไป
อำนาจท้องถิ่นในที่นี้มิได้หมายถึงเพียงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในความหมายทางกฎหมาย หากครอบคลุมถึงเครือข่ายชุมชน ผู้นำธรรมชาติในพื้นที่ การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน สหกรณ์ กลุ่มออมทรัพย์ องค์กรศาสนา โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะของพลเมืองอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้คือ “เส้นเลือดฝอย” ของสังคมประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่ Alexis de Tocqueville (1835/2003) ระบุไว้ตั้งแต่การศึกษาประชาธิปไตยในอเมริกาว่า ความแข็งแกร่งของประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของสมาคมและการจัดตั้งตนเองในระดับท้องถิ่น
กรณีของไต้หวันเป็นตัวอย่างเชิงเปรียบเทียบที่น่าสนใจ การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของไต้หวันในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 2000 มิได้สำเร็จจากการลุกฮือในเมืองหลวงเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนการสะสมอำนาจท้องถิ่นผ่านการเลือกตั้งระดับเทศบาลและระดับจังหวัดมาก่อนเป็นเวลานาน เมื่อถึงจุดเปลี่ยน พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) จึงมีฐานที่เป็นรูปธรรมรองรับ มิใช่เพียงกระแสความนิยม (Rigger, 1999)
สำหรับบริบทไทย การรวมศูนย์อำนาจที่ดำเนินมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และถูกตอกย้ำซ้ำโดยระบอบคณะราษฎรตลอดจนรัฐประหารที่ตามมา ทำให้ท้องถิ่นไทยอ่อนแอเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ (Nelson, 2002) แม้จะมีการกระจายอำนาจบางส่วนตามรัฐธรรมนูญ 2540 แต่กลไกการตรวจสอบ งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจที่แท้จริงยังคงถูกผูกไว้กับส่วนกลาง การสร้างอำนาจประชาชนอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการทำให้ท้องถิ่นกลับมาเป็นหน่วยทางการเมืองที่มีชีวิต มิใช่เพียงหน่วยบริหารที่คอยรับคำสั่ง
4.ชั้นที่สอง: อำนาจทางวาทกรรม (Narrative Power)
ก่อนที่ฝ่ายใดจะชนะทางการเมือง ฝ่ายนั้นต้องชนะในระดับของความหมายก่อน นี่คือข้อเสนอกลางของทฤษฎีอำนาจนำทางวัฒนธรรมที่กล่าวถึงข้างต้น คำถามที่ทุกสังคมต้องตอบ คือ ใครเป็นผู้กำหนดนิยามของคำว่า “ถูก” “ดี” “รักชาติ” “อันตราย” หรือ “สงบเรียบร้อย” คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ถูกตัดสินในสนามเลือกตั้ง แต่ถูกตัดสินในระบบการศึกษา ในสื่อมวลชน ในละคร ในเพลง ในตำราเรียน ในพิธีกรรมสาธารณะ และในภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
หากภาษาและวาทกรรมยังคงอยู่ในมือของฝ่ายที่รักษาสถานะเดิม ฝ่ายประชาธิปไตยจะถูกทำให้ “ดูผิด” โดยอัตโนมัติ แม้ข้อเท็จจริงและเหตุผลจะอยู่ข้างตน นักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องการปฏิรูปจะถูกกรอบ (framed) ให้กลายเป็น “ผู้ทำลายความสงบ” “พวกชังชาติ” หรือ “เครื่องมือของต่างชาติ” กรอบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากเป็นผลผลิตของการลงทุนระยะยาวในสื่อและสถาบันทางวัฒนธรรมของฝ่ายที่ถืออำนาจ
ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะงานวิจัยทางจิตวิทยาการเมืองและการสื่อสารมวลชนยืนยันอย่างชัดเจนว่า การรับรู้ของประชาชนส่วนใหญ่ถูกกำหนดจากกรอบที่สื่อและสถาบันหลักนำเสนอ มากกว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลดิบด้วยตนเอง (Entman, 1993; Lakoff, 2004) ดังนั้นการต่อสู้ทางวาทกรรมจึงมิใช่เรื่องรองหรือ “เรื่องสัญลักษณ์” แต่เป็นการต่อสู้ในระดับที่กำหนดว่าความเป็นจริงทางการเมืองจะถูกเข้าใจอย่างไร
กรณีของการเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองในสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของการสร้างอำนาจทางวาทกรรมที่สำเร็จ การที่ Martin Luther King Jr. สามารถผูกการเรียกร้องของคนผิวดำเข้ากับ “ความฝันแบบอเมริกัน” และอุดมคติของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ทำให้ฝ่ายต่อต้านต้องถูกบังคับให้ต่อสู้ในสนามวาทกรรมที่เสียเปรียบ (Morris, 1984) ในทางกลับกัน การเคลื่อนไหวในไทยที่ผ่านมามักถูกดึงเข้าสู่สนามวาทกรรมที่ฝ่ายเดิมกำหนดไว้แล้ว เช่น กรอบของ “ความมั่นคง” “ความสงบเรียบร้อย” หรือ “ความเป็นไทย” ซึ่งทำให้การโต้แย้งเป็นไปในเชิงรับมากกว่าการสร้างภาษาใหม่
การสร้างอำนาจทางวาทกรรมจึงต้องอาศัยการลงทุนระยะยาวในการผลิตความรู้ การสร้างสื่อทางเลือก การเขียนประวัติศาสตร์จากมุมมองของประชาชน และการสร้างคำศัพท์ใหม่ที่สามารถอธิบายประสบการณ์ของผู้ถูกกดขี่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี งานนี้ไม่สามารถทำสำเร็จในช่วงการชุมนุม หากต้องสะสมในเวลาปกติและส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น
5.ชั้นที่สาม: อำนาจเชิงสถาบัน (Institutional Power)
การเคลื่อนไหวของประชาชนที่มีเพียงพลังบนท้องถนนแต่ไม่มีตัวแทนในสถาบัน ย่อมเผชิญเพดานที่หยุดยั้งไม่ได้ รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ ระบบราชการ กองทัพ และธนาคารกลาง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ “เครื่องมือกลาง” ที่ใครก็สามารถใช้ได้เท่าเทียมกัน หากเป็นสนามอำนาจที่มีระเบียบ มีวัฒนธรรมภายใน และมีผู้เล่นที่สะสมตำแหน่งไว้อย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เข้าไปยังสถาบัน จะถูกสถาบันดูดกลืนในที่สุด
ข้อเสนอเรื่องการเดินทัพยาวผ่านสถาบัน (long march through the institutions) ของ Rudi Dutschke (ที่ได้รับอิทธิพลจาก Gramsci) ชี้ว่าการปฏิวัติที่ยั่งยืนในสังคมสมัยใหม่ไม่อาจเกิดจากการทลายสถาบันจากภายนอก หากต้องเกิดจากการเข้าไปทำงาน เรียนรู้ และค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจากภายใน (Boggs, 1984) แนวคิดนี้สำคัญเพราะสถาบันมีความยืดหยุ่นทางอำนาจสูง หากถูกโจมตีจากภายนอกอย่างเดียว สถาบันจะใช้กลไกของตนเองในการกำจัดผู้ท้าทาย แต่หากมีผู้ที่เข้าใจภาษาและตรรกะของสถาบันอยู่ภายใน การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้โดยลดการสูญเสียลง
งานวิจัยของ Guillermo O’Donnell และ Philippe Schmitter (1986) เรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ชี้ว่าปัจจัยชี้ขาดในการเปลี่ยนผ่านที่สำเร็จคือการเกิด “การแยกตัวของชนชั้นนำ” (elite splits) ระหว่างฝ่ายที่ยอมผ่อนปรนกับฝ่ายแข็งกร้าวภายในระบอบเดิม และการที่ฝ่ายประชาธิปไตยมีผู้ประสานงานที่สามารถต่อรองกับฝ่ายผ่อนปรนได้ หากขบวนการประชาชนไม่มีผู้แทนในสถาบันที่สามารถเป็นคู่เจรจา การเปลี่ยนผ่านก็จะหยุดชะงักไม่ว่ามวลชนจะมากเพียงใด
สำหรับบริบทไทย การที่ฝ่ายประชาธิปไตยมักละเลยงานในระดับสถาบัน โดยหันไปมุ่งเน้นการระดมมวลชน ทำให้เมื่อถึงจังหวะของการเจรจาเชิงโครงสร้างจริง ไม่มีผู้ที่พร้อมจะเข้ามาเป็นคู่เจรจาที่มีน้ำหนักเพียงพอ ผลลัพธ์คือการเจรจาถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำเดิมทั้งสองข้างของความขัดแย้ง ส่วนประชาชนกลายเป็นเพียง “แรงกดดัน” ที่ถูกใช้และถูกทิ้ง
6.ชั้นที่สี่: อำนาจระหว่างรุ่น (Intergenerational Power)
นี่คือมิติที่สังคมไทยอ่อนแอที่สุด และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวแต่ละระลอกต้องเริ่มต้นจากศูนย์เกือบทุกครั้ง ทุกช่วงการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทย ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535 หรือการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน มีลักษณะร่วมอย่างน่าเศร้า คือการที่บทเรียน ความรู้ และโครงข่ายความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นในระลอกหนึ่ง ไม่ถูกถ่ายทอดอย่างเป็นระบบไปสู่รุ่นถัดไป (Baker & Phongpaichit, 2014)
ผลของการขาดความต่อเนื่องระหว่างรุ่นมีสามประการสำคัญ ประการแรก ความรู้ที่เคยสะสมไว้ไม่ถูกส่งต่อ ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องเสียเวลาค้นพบสิ่งที่คนรุ่นก่อนรู้แล้วซ้ำอีก ประการที่สอง บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตไม่ถูกจดจำ ทำให้การเคลื่อนไหวซ้ำรอยความล้มเหลวเดิม ประการที่สาม เครือข่ายความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นผ่านการต่อสู้ถูกทำลายเมื่อคนรุ่นหนึ่งถอย ทำให้รุ่นถัดไปต้องสร้างใหม่ทั้งหมด สังคมที่ไม่มีความทรงจำร่วม ย่อมไม่มีโมเมนตัมในการเปลี่ยนแปลง
ในเชิงเปรียบเทียบ ขบวนการแรงงานในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19–20 สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้เพราะมีกลไกการส่งผ่านความรู้ข้ามรุ่นผ่านสหภาพแรงงาน พรรคสังคมประชาธิปไตย สหกรณ์ผู้บริโภค หนังสือพิมพ์ของกรรมกร และระบบการศึกษาทางเลือก (Eley, 2002) ความรู้ที่สะสมจากการต่อสู้ในศตวรรษที่ 19 กลายเป็นทุนที่คนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 20 นำไปใช้ได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่
การสร้างอำนาจระหว่างรุ่นจึงต้องอาศัยการลงทุนในสิ่งที่ดูไม่ “เร้าใจ” ทางการเมือง ได้แก่ การเก็บรักษาเอกสาร การเขียนประวัติศาสตร์จากมุมมองของผู้เข้าร่วม การสร้างหลักสูตรการศึกษาทางการเมืองของพลเมือง การจัดตั้งหอจดหมายเหตุขบวนการ และการสร้างความสัมพันธ์แบบพี่เลี้ยง (mentorship) ระหว่างคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ งานเหล่านี้ไม่ให้ผลตอบแทนในระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่ทำให้พลังในรุ่นหนึ่งสามารถแปรเป็นพลังที่สะสมข้ามเวลาได้
7.ชั้นที่ห้า: อำนาจระหว่างประเทศ (Global Power)
การเมืองภายในประเทศในศตวรรษที่ 21 มิใช่เรื่องภายในล้วน ๆ อีกต่อไป เศรษฐกิจของประเทศหนึ่งเชื่อมกับระบบทุนนิยมโลก ความมั่นคงเชื่อมกับพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ การลงทุนเชื่อมกับความเชื่อมั่นของตลาดระหว่างประเทศ และแรงกดดันด้านสิทธิมนุษยชนเชื่อมกับองค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างชาติ ขบวนการประชาชนที่ไม่มีเครือข่ายในระดับโลก ย่อมถูกโดดเดี่ยวได้ง่าย และฝ่ายที่ถืออำนาจซึ่งมักมีเครือข่ายระหว่างประเทศของตนเอง ย่อมมี leverage เหนือกว่า
แนวคิด “ผลลัพธ์แบบบูมเมอแรง” (boomerang pattern) ของ Keck และ Sikkink (1998) อธิบายกลไกนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อขบวนการภายในประเทศถูกปิดกั้นโดยรัฐ ขบวนการสามารถส่งข้อมูลและการเรียกร้องไปยังพันธมิตรในต่างประเทศ ซึ่งจะกดดันรัฐบาลของตนและองค์กรระหว่างประเทศให้กดดันรัฐต้นทางกลับมาอีกทอดหนึ่ง การเคลื่อนไหวต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ การเคลื่อนไหวสิทธิของชนพื้นเมืองในละตินอเมริกา และการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออกช่วงปลายสงครามเย็น ล้วนใช้กลไกนี้เพื่อเพิ่มอำนาจของตน
อย่างไรก็ตาม การสร้างอำนาจระหว่างประเทศต้องอาศัยความละเอียดอ่อน การพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไปอาจทำให้ขบวนการถูกกล่าวหาว่าเป็น “เครื่องมือของต่างชาติ” ซึ่งเป็นกรอบที่รัฐที่มีแนวโน้มอำนาจนิยมมักใช้เพื่อลดความชอบธรรม (Carothers, 2006) ดังนั้น การสร้างอำนาจระหว่างประเทศต้องวางอยู่บนการแปลประเด็นภายในประเทศให้เชื่อมโยงกับคุณค่าสากล โดยไม่ลดทอนเอกราชของขบวนการเอง
สำหรับบริบทไทย ตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้การสร้างอำนาจระหว่างประเทศของภาคประชาชนซับซ้อนเป็นพิเศษ ขบวนการที่พึ่งพามหาอำนาจหนึ่งมากเกินไปจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงควรเน้นการสร้างเครือข่ายกับประเทศประชาธิปไตยขนาดกลาง องค์กรประชาสังคมข้ามชาติ และสถาบันวิชาการระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างความชอบธรรมโดยไม่ผูกติดกับเกมของมหาอำนาจ
8.การสังเคราะห์: เหตุใดห้าชั้นต้องพัฒนาไปพร้อมกัน
ข้อโต้แย้งหลักของบทความนี้มิใช่เพียงว่า อำนาจประชาชนต้องมีห้าชั้น หากคือ ห้าชั้นนี้ต้องพัฒนา “พร้อมกัน” เพราะแต่ละชั้นทำงานในฐานะหน่วยสนับสนุนและป้องกันของอีกชั้นหนึ่ง การลงทุนในชั้นเดียวโดยละเลยชั้นอื่นจะสร้างระบบที่เปราะบาง ซึ่งอาจดูทรงพลังในระยะสั้น แต่ไม่สามารถรักษาพลังนั้นไว้ได้ในระยะยาว
พิจารณาสถานการณ์ต่อไปนี้ ขบวนการที่มีมวลชนมหาศาลแต่ไม่มีตัวแทนในสถาบัน ย่อมถูกเจรจาต่อรองลับหลังและถูกใช้เป็นเบี้ย ขบวนการที่มีตัวแทนในสถาบันแต่ไม่มีอำนาจทางวาทกรรม ย่อมถูกกรอบให้เป็นศัตรูของประชาชนทั่วไปและสูญเสียความชอบธรรม ขบวนการที่มีอำนาจทางวาทกรรมแต่ไม่มีรากในท้องถิ่น ย่อมกลายเป็นการเมืองของชนชั้นกลางในเมืองที่โดดเดี่ยวจากคนส่วนใหญ่ ขบวนการที่มีอำนาจครบทุกชั้นภายในประเทศแต่ไม่มีอำนาจระหว่างประเทศ ย่อมถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจและการทูต และขบวนการที่มีทุกชั้นในรุ่นหนึ่งแต่ไม่สามารถส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป ย่อมสูญเสียความได้เปรียบเมื่อรุ่นนั้นถอยออกจากเวที
ข้อสังเกตเชิงประจักษ์จากกรณีของไทยในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมา ยืนยันข้อโต้แย้งนี้ ทุกครั้งที่ขบวนการประชาชนประสบความสำเร็จในช่วงสั้น สาเหตุของการย้อนกลับมักมาจากชั้นที่อ่อนแอที่สุดในระบบ บางครั้งคือการขาดการยึดพื้นที่ในระบบราชการ บางครั้งคือการสูญเสียวาทกรรมไปให้ฝ่ายต่อต้าน บางครั้งคือการขาดรากในชนบท และเกือบทุกครั้งคือการขาดการส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป ปัญหาในแต่ละระลอกมิได้เกิดจากชั้นเดียวกัน แต่มาจากจุดอ่อนที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละยุค
ดังนั้น กลยุทธ์ของการสร้างอำนาจประชาชนที่ยั่งยืน จึงต้องวางอยู่บนการออกแบบที่ครบทุกมิติ การลงทุนในแต่ละชั้นต้องดำเนินไปในระดับที่ช่วยให้ชั้นอื่นแข็งแกร่งขึ้นด้วย ไม่ใช่การแข่งขันกันเพื่อทรัพยากรที่จำกัดภายในขบวนการ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การคิดเชิงระบบ (systems thinking) ต้องเข้ามาแทนที่การคิดเชิงเหตุการณ์ (event thinking) ที่ครอบงำการวางแผนของภาคประชาชนมาโดยตลอด
9.บทสรุปและข้อเสนอเชิงนโยบาย
บทความนี้ได้เสนอกรอบวิเคราะห์ “สถาปัตยกรรมห้าชั้นของอำนาจประชาชน” เพื่ออธิบายว่าเหตุใดการเคลื่อนไหวของประชาชนในสังคมไทยจึงมีพลังในช่วงสั้นแต่ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน ข้อค้นพบหลักคือ ปัญหามิได้อยู่ที่การขาดพลัง หากอยู่ที่การขาดการจัดวางพลังเป็นระบบที่ครอบคลุมห้ามิติ ได้แก่ อำนาจท้องถิ่น อำนาจทางวาทกรรม อำนาจเชิงสถาบัน อำนาจระหว่างรุ่น และอำนาจระหว่างประเทศ
ในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ กรอบนี้ชี้ให้เห็นว่าองค์กรภาคประชาชน พรรคการเมืองฝ่ายปฏิรูป นักวิชาการ และนักกิจกรรม ควรหลีกเลี่ยงการผูกการลงทุนไว้กับมิติเดียว การมุ่งเน้นเฉพาะการระดมมวลชนโดยละเลยงานในสถาบัน การมุ่งเน้นการเลือกตั้งโดยละเลยการสร้างวาทกรรม หรือการมุ่งเน้นกิจกรรมในเมืองใหญ่โดยละเลยชนบท ล้วนเป็นรูปแบบของการลงทุนที่ไม่สมดุลและมีต้นทุนทางยุทธศาสตร์ที่สูง
ข้อเสนอเฉพาะสำหรับบริบทไทย ประการแรก ควรลงทุนอย่างจริงจังในการสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น ทั้งผ่านการผลักดันการกระจายอำนาจเชิงกฎหมายและการสร้างเครือข่ายพลเมืองในระดับพื้นที่ ประการที่สอง ควรสนับสนุนการสร้างสื่อทางเลือก สถาบันผลิตความรู้ และการเขียนประวัติศาสตร์จากมุมมองของประชาชน เพื่อสร้างอำนาจทางวาทกรรมระยะยาว ประการที่สาม ควรส่งเสริมให้ผู้มีความรู้และอุดมการณ์ประชาธิปไตยเข้าไปทำงานในสถาบันต่าง ๆ รวมถึงระบบราชการและองค์กรอิสระ ประการที่สี่ ควรลงทุนในการสร้างกลไกการส่งผ่านความรู้ข้ามรุ่น ผ่านหอจดหมายเหตุ หลักสูตรพลเมือง และโครงการพี่เลี้ยง และประการสุดท้าย ควรสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศที่สมดุล โดยเน้นองค์กรประชาสังคมและประเทศประชาธิปไตยขนาดกลาง แทนการผูกติดกับมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง
ข้อจำกัดของบทความนี้อยู่ที่ลักษณะเชิงทฤษฎี ซึ่งต้องการการทดสอบเชิงประจักษ์เพิ่มเติมผ่านการศึกษาเปรียบเทียบกรณีต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ งานวิจัยในอนาคตควรพัฒนาเครื่องมือวัดความเข้มแข็งของแต่ละชั้นในบริบทเฉพาะ และศึกษาว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างชั้นต่าง ๆ เกิดขึ้นผ่านกลไกใดบ้าง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่ากรอบที่เสนอนี้สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งขึ้นสำหรับขบวนการประชาธิปไตยทั้งในไทยและในประเทศที่เผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกัน
10.เอกสารอ้างอิง
Baker, C., & Phongpaichit, P. (2014). A history of Thailand (3rd ed.). Cambridge University Press.
Boggs, C. (1984). The two revolutions: Antonio Gramsci and the dilemmas of Western Marxism. South End Press.
Carothers, T. (2006). The backlash against democracy promotion. Foreign Affairs, 85(2), 55–68.
Eley, G. (2002). Forging democracy: The history of the left in Europe, 1850–2000. Oxford University Press.
Entman, R. M. (1993). Framing: Toward clarification of a fractured paradigm. Journal of Communication, 43(4), 51–58.
Gramsci, A. (1971). Selections from the prison notebooks (Q. Hoare & G. Nowell-Smith, Eds. & Trans.). International Publishers.
Keck, M. E., & Sikkink, K. (1998). Activists beyond borders: Advocacy networks in international politics. Cornell University Press.
Lakoff, G. (2004). Don’t think of an elephant! Know your values and frame the debate. Chelsea Green.
Lukes, S. (2005). Power: A radical view (2nd ed.). Palgrave Macmillan.
McAdam, D., Tarrow, S., & Tilly, C. (2001). Dynamics of contention. Cambridge University Press.
Morris, A. D. (1984). The origins of the civil rights movement: Black communities organizing for change. Free Press.
Nelson, M. H. (2002). Thailand’s new politics: KPI yearbook 2001. King Prajadhipok’s Institute.
O’Donnell, G., & Schmitter, P. C. (1986). Transitions from authoritarian rule: Tentative conclusions about uncertain democracies. Johns Hopkins University Press.
Ostrom, E. (1990). Governing the commons: The evolution of institutions for collective action. Cambridge University Press.
Rigger, S. (1999). Politics in Taiwan: Voting for democracy. Routledge.
Tarrow, S. (2011). Power in movement: Social movements and contentious politics (3rd ed.). Cambridge University Press.
Tocqueville, A. de (2003). Democracy in America (G. E. Bevan, Trans.). Penguin Classics. (Original work published 1835)
