เมื่ออคติฆ่าเหตุผล: ความบังเอิญไม่ใช่หลักฐาน และการทำลายตรรกะอันตรายยิ่งกว่าการเกลียดผู้นำ
“มนุษย์ผู้ทำลายชีวิตคนนับล้านได้ มีคนเล่าว่าคือ 2 คนนี้ น่าจะเป็นคนเดียวกัน เพราะ ฮิตเลอร์ ตายเมื่อ 30 เมย.2488(1945) ส่วนนายทรัมเกิดเมื่อ 30 เมย.2488(1945)”
ในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วกว่าเหตุผล และอารมณ์มักวิ่งนำหน้าความจริง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่นักการเมืองคนใดคนหนึ่ง หากแต่คือภาวะที่ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับการตัดสินโลกด้วยความบังเอิญ ความเกลียด และการจับโยงแบบไร้หลักคิด จนหลงลืมไปว่า การมีความรู้สึกไม่ชอบใคร ไม่ได้เปิดสิทธิให้เราทำลายมาตรฐานของเหตุผลลงเสียเอง
ข้อความที่ยกมาข้างต้นอาจดูเหมือนเป็นเพียงคำพูดเล่น ๆ หรือการเปรียบเทียบแบบประชดประชัน แต่แท้จริงแล้วมันสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่านั้นมาก นั่นคือการเสื่อมถอยของวินัยทางความคิด เพราะผู้พูดไม่ได้กำลังเสนอหลักฐาน ไม่ได้กำลังวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ และไม่ได้กำลังชี้ให้เห็นความเหมือนเชิงโครงสร้างของบุคคลสองคน หากแต่กำลังใช้ “วันเดือนปี” (ซึ่งผิดแบบไม่น่าเชื่อ เนื่องจากทรัมพ์ เกิดวันที่ 14 มิถุนายน 2489 หรือ 1946) มาแทน “เหตุผล” ใช้ “อารมณ์” มาแทน “ข้อเท็จจริง” และใช้ “ความบังเอิญ” มาแทน “การพิสูจน์”
แก่นของปัญหาอยู่ตรงนี้เอง การที่คนหนึ่งเสียชีวิตในวันเดียวกับที่อีกคนหนึ่งถือกำเนิด ไม่ได้มีความหมายอะไรในทางตรรกะ เว้นแต่เราจะพิสูจน์ความเชื่อมโยงนั้นได้ด้วยหลักฐานชนิดอื่นที่มีน้ำหนักรองรับ แต่ในกรณีนี้ไม่มีเลย สิ่งที่มีคือการลากเส้นเชื่อมระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวกัน แล้วแสร้งทำราวกับว่าการลากเส้นนั้นคือความจริง
หากยอมรับตรรกะแบบนี้ โลกทั้งโลกก็จะเต็มไปด้วยข้อสรุปประหลาดทันที เพราะในทุกวันมีคนตายและมีคนเกิดจำนวนมหาศาล เราอาจพูดได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลย แค่หยิบวันที่ตรงกันขึ้นมาแล้วใส่เรื่องเล่าตามใจชอบ (ซึ่ง เช่นนี้ไม่ใช่การคิด แต่เป็นการปรุงแต่งอคติให้ดูคล้ายเหตุผล และนี่เองคือจุดที่อันตราย เพราะเมื่อผู้คนเริ่มเสพการคิดแบบนี้บ่อยเข้า สมองจะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการแยกแยะระหว่าง “สิ่งที่จริง” กับ “สิ่งที่อยากให้จริง”
อีกด้านหนึ่ง ข้อความดังกล่าวไม่ได้เพียงจับโยงวันตายกับวันเกิดเท่านั้น แต่มันยังอาศัยพลังทางอารมณ์ของชื่อ “ฮิตเลอร์” เป็นเครื่องมือด้วย เพราะในสำนึกสาธารณะ ฮิตเลอร์คือสัญลักษณ์สูงสุดของความชั่วร้ายทางการเมือง เมื่อนำชื่อนี้ไปประกบกับใคร ผู้ฟังจำนวนมากจะหยุดคิดทันที แล้วปล่อยให้อารมณ์เกลียดทำงานแทนปัญญา
นี่คือกลวิธีที่อันตรายอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย เพราะมันทำให้การวิจารณ์ทางการเมืองเสื่อมลงจากการตรวจสอบเชิงหลักการ กลายเป็นเพียงการสร้างปีศาจ การสร้างปีศาจนั้นง่าย มันไม่ต้องใช้ข้อมูล ไม่ต้องใช้ความแม่นยำ และไม่ต้องมีความรับผิดชอบต่อความจริง ขอเพียงปลุกอารมณ์ให้แรงพอ ผู้คนจำนวนมากก็จะพร้อมเชื่อต่อทันที โดยไม่ถามว่าความเปรียบเทียบนั้นยุติธรรมหรือไม่
ในสังคมเสรี ใครจะชอบหรือไม่ชอบโดนัลด์ ทรัมพ์ ย่อมเป็นสิทธิส่วนบุคคล จะวิจารณ์เขาเรื่องนโยบาย เรื่องบุคลิก เรื่องสำนวนการเมือง หรือเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงก็ทำได้เต็มที่ นั่นคือสิ่งปกติในระบอบที่เปิดให้ประชาชนตรวจสอบอำนาจ แต่การวิจารณ์ที่มีคุณภาพต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริง หลักฐาน และกรอบวิเคราะห์ที่ซื่อตรง ไม่ใช่บนความพยายามจะทำให้เขากลายเป็นปีศาจด้วยวิธีใดก็ได้ แม้วิธีนั้นจะโง่เขลาเพียงใดก็ตาม
อันตรายของข้อความเช่นนี้จึงไม่ได้อยู่ที่มันโจมตีทรัมพ์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันทำลายมาตรฐานร่วมของการใช้เหตุผลในสังคมต่างหาก เพราะถ้าผู้คนเริ่มยอมรับว่า เพียงมีวันเกิดตรงกับวันตายของใครบางคน ก็สามารถอนุมานไปถึงการเป็นคนคนเดียวกันได้ เมื่อนั้นเราไม่ได้แค่กำลังด่าทรัมพ์ แต่กำลังสอนคนรุ่นต่อไปว่า ไม่ต้องมีหลักฐานก็ได้ ขอเพียงมีเรื่องเล่าที่สะใจอคติของตนเองก็พอ
คนจำนวนไม่น้อยคิดว่า การบิดตรรกะเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อโจมตีฝ่ายที่ตนไม่ชอบเป็นเรื่องยอมรับได้ เพราะมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือทางวาทกรรม แต่ประวัติศาสตร์สอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อสังคมยอมให้การใส่ร้ายแบบไร้หลักฐานกลายเป็นเรื่องปกติ วันหนึ่งเครื่องมือแบบเดียวกันนั้นจะย้อนกลับมาเล่นงานทุกฝ่ายอย่างไม่มีข้อยกเว้น วันนี้อาจใช้กับทรัมพ์ พรุ่งนี้อาจใช้กับนักวิชาการ นักข่าว นักกิจกรรม หรือคนธรรมดาที่เพียงคิดต่างจากกระแส
เพราะเมื่อเราละทิ้งหลักฐาน เหลือเพียงอารมณ์และความเชื่อ สังคมก็จะไม่ตัดสินกันด้วยความจริงอีกต่อไป แต่ตัดสินกันด้วยภาพจำ ด้วยการป้ายสี และด้วยแรงเชียร์ของฝูงชน เมื่อนั้นไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่มีหลักประกันแห่งความยุติธรรมอีกแล้ว
ดังนั้น ข้อความแบบนี้ควรถูกตอบโต้ ไม่ใช่เพราะเราจำเป็นต้องปกป้องทรัมพ์เป็นพิเศษ แต่เพราะเราจำเป็นต้องปกป้องสติปัญญาของสังคม การปล่อยผ่านให้คำกล่าวอ้างประเภทนี้ลอยอยู่ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่มีใครทักท้วง เท่ากับเรากำลังร่วมกันลดเพดานของเหตุผลลงทีละน้อย จนสุดท้ายผู้คนจะไม่แยกแล้วว่าอะไรคือข้อโต้แย้ง อะไรคือเรื่องแต่ง และอะไรคือการปลุกอารมณ์อย่างต่ำช้า
ผู้ที่โพสต์ข้อความลักษณะนี้อาจคิดว่าตนกำลังเปิดโปงความจริงบางอย่าง แต่ในความเป็นจริง เขากำลังเปิดโปงเพียงวิธีคิดของตนเอง ว่าเต็มไปด้วยอคติถึงขั้นยอมทิ้งตรรกะพื้นฐาน ยอมเหยียบความแม่นยำของประวัติศาสตร์ และยอมทำให้การสนทนาทางการเมืองตกต่ำลง เพื่อแลกกับความสะใจชั่วคราว
สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่คนที่เกลียดผู้นำเก่งที่สุด หรือเชียร์ผู้นำเก่งที่สุด แต่คือคนที่ยังรักษาวินัยทางปัญญาไว้ได้ท่ามกลางความขัดแย้ง เพราะอารยธรรมทางการเมืองไม่ได้วัดกันที่ว่าเราชอบใครหรือเกลียดใคร แต่อยู่ที่ว่า แม้ยามเกลียด เราจะยังซื่อตรงต่อความจริงอยู่หรือไม่
หากเรายอมให้ความบังเอิญแทนที่หลักฐาน และยอมให้อคติแทนที่เหตุผล เราก็จะไม่ได้เพียงเข้าใจทรัมพ์ผิดเท่านั้น แต่จะเข้าใจโลกผิดไปทั้งระบบ และนั่นแหละ คือความอันตรายที่ใหญ่กว่าตัวทรัมพ์มากนัก
