หมัดเด็ดคสช. ยัดคดีให้นักสู้เพื่อ ปชต. และความเป็นธรรม แต่ช้าก่อน...รู้ความจริงแล้วจะ "เงิบ"



ปรากฏการณ์สร้างและยัดคดี ให้กับผู้ที่อยู่ฝั่งประชาธิปไตย หรือผู้มีปากเสียงในการคัดค้าน ต่อต้าน และขัดขืนการใช้อำนาจของ "ผู้กุมอำนาจรัฐชั่วคราวด้วยการใช้กำลังทหารยึดอำนาจของประชาชน" (junta คสช) เป็นสิ่งที่เห็นกันชัดเจน และดูท่าทางพวกทหารจะมั่นใจเหลือเกินว่าจะจัดการกับหนุ่มใหญ่ใจบุญอย่างพี่อเนก ซานฟราน ได้เต็มมือ  ลงทุนสร้างภาพสานเครือข่าย  และก็มีสมุนกระจอก ๆ ออกมาบอกว่า ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน เกี่ยวข้องด้วย และกำลังลูบปากว่าจะจัดการกวาดล้างเสี้ยนหนามให้สิ้น ไม่ให้ภาคีไทยฯ​ มีฐานอยู่ซานฟรานได้อีกตอ่ไป   

ผมนั่งอ่านเกมนี้ด้วยความสบายใจ เพราะกลไกของภาคีฯ มันมีระบบป้องกันตัวเอง และเราใช้ระบบโปร่งใส ตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้ และทำกันแบบมืออาชีพ แม้ว่าเราจะจำกัดด้วยทรัพยากรเงินทอง และศักยภาพของบุคคล แต่เราพร้อมเรียนรู้และทำงานกันด้วยหัวใจบริสุทธิ์ และการทุ่มเทเพราะรักบ้านเกิด  ดังนั้น ผมจะไม่ดำเนินการอะไรในตอนนี้ นอกจากเก็บหลักฐานว่าใครบ้าง พูดหรือเขียนอะไรไว้  และเมื่อถึงเวลา ทีมทนายอาสาของเรา ระดับฝีมือ ไม่น่าจะกลัวใครในโลก เพราะเราอยู่ข้างกฎหมายสากลที่หนักแน่น 

และด้วยความกรุณาของปราชญ์หลายท่าน เราก็ได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่เผด็จการทหารเพื่อพระราชาไทย ได้กระทำ ทีผิดต่อกฎหมายสากลจำนวนหลายกรณีและหลายเรื่อง  ตัวอย่างข้างล่างนี้ เป็นการชี้ให้เห็นส่วนหนึ่งที่เผด็จการทหารไทยทำพลาด...  ผมกราบขอบคุณปราชญ์ทางกฎหมายท่านนี้นะครับ เราไม่เคยพบหรือรู้จักกันมาก่อน แต่หัวใจที่รักความยุติธรรมและอนาคตของลูกหลานเหมือนกัน  mutual respect  จึงเป็นผลที่งดงาม  ผมขอยกข้อความที่ท่านแนะนำให้ มาแปะเตือนสติทุกคนทุกฝ่าย ว่า เราไม่ได้มีแค่อำนาจเถื่อนใต้กฎหมายเถื่อนที่กบฏได้ออกมาเอง บังคับใช้เองมานานแสนนาน โดยเฉพาะกฎหมายที่ออกมาหลังการรัฐประหารหลาย ๆ ครั้ง หรือมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (เช่น กฎอัยการศึก)   แต่เราอยู่ภายใต้กฎหมายสากล และสิ่งเหล่านี้แหละ ที่จะคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยชอบธรรม แล้วจะไปตามล้างเอาผิดคนที่หลงละเมิดหลักสากลทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากก้าวพลาดเกินเลยที่จะให้อภัยได้ เมื่อประชาชนชนะอย่างแท้จริงแล้ว


-----------------


17 มีนาคม 2558 เรียน ดร.เพียงดิน ที่นับถือ
 นี่เป็นความเห็นทางกฏหมายของผมเกี่ยวกับเรื่องปาระเบิดศาลอาญา " ว่าด้วยเรื่องระเบิดศาลอาญาการสอบสวนปากคำพยานในคดีนี้ตั้งแต่คนแรก มาจนถึงคุณพยาบาล จะตรงกับหลักในทางกฏหมายอาญาในคดี Escobido v Illinois, 378 U.S. 478 (1964) ตามเอกสารที่ส่งมาให้ดู คำพยานจากปากคำของผู้ต้องหาทั้งหมดในคดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารสอบปากคำ หรือตำรวจ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน สอบปากคำ หรือพลเรือน (ผู้พิพากษา) สอบปากคำ แล้วลงโทษเขา ล้วนนำมาใช้เพื่ออ้างยันจำเลย หรือผู้ต้องหาไม่ได้ เพราะ

. เป็นการสอบผู้ต้องหา หรือ จำเลย โดยไม่มีทนายคอยให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำปรึกษา ในระหว่างที่เขาถูกสอบปากคำ

.ไม่มีการเตือนจำเลย หรือผู้ต้องหาว่า คุณมีสิทธิที่จะไม่ตอบ ไม่พูด (the right to remain silent) แต่ก็ไม่ทำกันในคดีนี้

. การกระทำความผิดในคดีนี้ เป็นการกระทำผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฏหมายหลายบทหลายมาตรา เมื่อคุณไปลงโทษเขาในฐานความผิด ละเมิดอำนาจศาล โดยการจำคุก ๕ เดือน ก็จะเกิดผล

. คือการลงโทษ หรือฟ้องลงโทษเขาในการกระทำผิดครั้งเดียว ฟ้องได้หลายครั้งเพื่อลงโทษ เป็น Double Jeopardy อย่างแน่ชัด 
.หลักกฏหมายนี้ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของไทยในปีพ..๒๕๔๐ ว่าด้วยเรื่องห้ามจำเลยให้การปรักปรำตัวเอง จนต้องคดีอาญา เมื่อเป็นเช่นนี้ คดีเรื่องปาระเบิดศาลอาญา ต้องห้ามโดย Norms ของรัฐธรรมนูญ จึงฟ้องลงโทษจำเลยไม่ได้สักคนเดียว Escobedo v_ Illinois 378 U_S_ 478 (1964) Justia US Supreme Court Center.htm Miranda v. Arizona - 384 U.S. 436 (1966) Justia US Supreme Court Center.htm

 ระลึกถึงเสมอ..... 
(ขอสงวนนามท่านไว้ ด้วยความเคารพรัก)

แถมท้ายด้วยบทเขียนจากเพจฯ​ขวัญใจนักสู้เพื่อประชาธิปไตย

กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ
15 นาที ·
พล็อตหนัง "‪#‎ล่าจารชนก๋วยเตี๋ยวข้ามโลก‬"

(พล็อตจากเรื่องจริง)

- - - - - - - - -

อเนก ซานฟราน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ จนเป็นที่ปองร้ายของกลุ่มคนคลั่ง และกลุ่มผู้นำเผด็จการ และได้ลี้ภัยออกไปจากประเทศไทยนานแล้ว แต่ก็ยังมีการเคลื่อนไหวในต่างประเทศโดยการทำคลิปวิจารณ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง คลิปของอเนก ไม่รอดพ้นสายตาของบิ๊กบราเธอร์ตู่ ที่สั่งให้มีวอร์รูม ทบ.คอยสอดส่องโลกอินเตอร์เน็ต

- - - - - - - - -

บิ๊กบราเธอร์คิดอยู่ว่าจะจัดการอย่างไรกับไอ้เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวคนนี้ดี จึงได้มีข้อเสนอจากฝ่ายเสนาธิการที่เผด็จการไว้วางใจว่า ควรจะวางแผนสร้างสถานการณ์สักครั้ง เพื่อสร้าง story โยงขบวนการต่างๆ เข้ามาเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยเฉพาะการป้ายความผิดให้เป็นกลุ่มสนับสนุนความรุนแรง และมีการใช้อาวุธ ซึ่งเงื่อนไขการใช้อาวุธดังกล่าว จะเข้าเงื่อนไขการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนในบางประเทศ (แม้แต่จักรภพ ที่ลี้ภัยออกไปนานแล้ว เขียนหนังสืออยู่ดีๆ ก็ยังโดนใส่ไฟว่าเป็นผู้สนับสนุนขบวนการโจรก่อการร้าย นอกจากนี้ ก็ยังมีหญิงสาวอายุ 27 ปี ที่ชื่อเปิ้ล กริชสุดา ที่เคยโดนข้อกล่าวหาเดียวกัน)

- - - - - - - - -

การโยนขี้ไปให้อเนก จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก เพราะอเนกอยู่อเมริกา ประกอบกับสื่อในประเทศก็อยู่ในกำมือของ คสช. จนขี้หดตดหาย ดังนั้น อเนกจึงถูกใส่ร้ายโดย คสช. และก้าวสู่การเป็นผู้สนับสนุนหลักการก่อการร้ายในประเทศไทย เพื่อที่จะทำให้ทหารได้ประกาศคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึก และสามารถเบิกงบประมาณแผ่นดินอันเป็นภาษีของประชาชนมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง

- - - - - - - - -

นอกจากนี้ เพื่อให้สามารถทำลายบุคคลที่เกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ ได้โดยง่าย จึงต้องสร้างเรื่องราวให้มีความเชื่อมโยง แบบ cheap story (บทราคาถูกๆ ที่คนไม่ได้คิดอะไรมักจะเชื่อได้โดยง่าย) โยงไปยังบุคคลต่างๆ ในตระกูลชินวัตร เป็นการทำลายคู่แข่งทางการเมือง ด้วยการสร้างวาทกรรมทางการเมือง ที่เป็นการตีตราว่าเขาเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ เพื่อให้กลุ่มคนที่พร้อมจะเชื่อเรื่องโกหก นำไปส่งต่ออย่างสนุกสนาน และเดี๋ยวพอคนเริ่มพูดกันปากต่อปาก คนก็จะเชื่อไปเองว่า พวกนี้นี่มันเลวจริงๆนะ สำเร็จตามเป้าหมายด้านการข่าว (ชั้นต่ำ) ของคสช.

- ดังที่เราจะเห็นได้จาก กรณีระเบิดหน้าพารากอน ที่จับตัวใครยังไม่ได้เลย เปรียบเทียบกับกรณีระเบิดศาลอาญา แถมกรณีระเบิดศาลอาญานี้ ยังถูกขยายผลด้วยการสร้างเรื่องว่า "ติดตามมานานแล้ว รู้ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้" แต่นี่ขนาดรู้ก่อน ... ทำไมไม่สามารถยับยั้งเหตุได้ ปล่อยให้เกิดเหตุระเบิดก่อนล่ะ ท่านๆ ลองคิดดู

- - - - - - - - -

นอกจากนี้ การควบคุมตัว พยาบาล พยานคดี 6 ศพ วัดปทุมไปก่อนหน้านี้ นานกว่า 5 วัน แล้วถึงออกมายอมรับว่า มีการจับกุมตัวไปจริง มันไม่ใช่เรื่องความมั่นคงอะไรหรอก

แต่มันคือ การเอาพยานคนนั้นไปกักตัวไว้ แล้วระหว่างนั้น ก็สร้างเรื่องให้ พยานคดี 6 ศพ ยอมรับ เพื่อหวังผลทางการเมืองที่สูงไปกว่านั้น นั่นก็คือ การลดความน่าเชื่อถือพยานลงในชั้นศาล

เพราะพยานคนนี้ เป็นพยานโจทก์ (พยานให้ฝั่งผู้เสียชีวิตจากกระสุนปืน ที่มาจากทิศทางของเจ้าหน้าที่ทหาร) ซึ่งการทำให้พยานโจทก์กลายเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง ... ก็อาจทำให้พยานถูกลดความน่าเชื่อถือลง และทำให้ "ผู้สั่งการ" และหัวหน้าผู้รับสั่งการ คือ ประวิตร อนุพงษ์ และประยุทธ์ หลุดรอดความผิดและคำครหาไปได้

- - - - - - - - -

ละครเรื่องนี้ กูยังไม่รู้จุดจบ แต่กูรู้ว่าได้เริ่มเป็นเชื้อไฟสุมใจให้แก่ประชาชนคนรักประชาธิปไตยบ้างแล้ว เริ่มวางแผนต่อต้าน คสช. ตามความถนัดกันได้เลย



มองวิกฤติสู่ความล่มสลาย ของเครือข่ายราชวงศ์จักรี วิเคราะห์ตามทฤษฎีวิภาษวิธี (Dialectics)

การวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ นั้น เราต้องมองกลไก ตัวบุคคล และองค์ประกอบอื่น ๆ ในโครงสร้างทั้งหมด เพื่อดูความสัมพันธ์ ประวัติที่ผ่านมา และสภาวะปัจจุบัน แล้วค่อยแยกแยะ ประเมิน และสร้างความเข้าใจใหม่  วันนี้เราจึงเห็นได้ชัด เรียกว่า อาการตาสว่างแล้ว ว่าปัญหาทั้งมวล มันเป็นอาการของโรคใด และสาเหตุอยู่ตรงไหน และน่าจะรู้ด้วยซ้ำ ว่าต้องแก้อย่างไร แต่เรื่องที่ยุ่งยากก็คือ การจะแก้ ก็ต้องอาศัยกลไกทุกอย่าง หลายอย่าง และต้องทำงานกันแบบที่สมควรสั่งได้ดั่งใจด้วย  เมื่อความจริงมันใหญ่เกินใครจะรวมศูนย์ไปกำหนดได้ ก็ต้องทำความเข้าใจ และทำงานกันไปอย่างดีที่สุด ประสานกันให้มากที่สุด และวางเป้าหมายไว้ให้ชัด ๆ พร้อมก้าวไปแบบ ตาดูดาว เท้าติดดิน  (ตามทฤษฎีมดแดงล้มช้าง ดู http://unrad.net/content/ เพิ่มเติม)

ไปย้อนดูบทความเก่า ๆ ที่เคยเขียน ไปพบความเห็นคุณ jakatour สมัยอยู่ประชาไท  เลยขอยกมาเป็นองค์ความรู้ครับ

----------------------------------


โพสต์โดย : jakatour
icon ID # 1488637 - โพสต์เมื่อ : 2008-12-27 06:17:25 _ ปิดข้อความ ex-link


วิเคราะห์เรื่องนี้ตามทฤษฎีวิภาษวิธี (Dialectics)
หัวใจของ วิภาษวิธี พอสรุปได้ 3 ข้อ คือ
1. วิภาษวิธี พูดถึง “ความเปลี่ยนแปลง” สิ่งต่าง ๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง (เป็นพลวัต-dynamic) ดังนั้นคนที่พูดว่า อะไรๆมีมานานแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลง ก็ไม่จริง เช่น รูปแบบสังคม ความเชื่อ ภาษา แม้แต่สถาบันต่าง ๆ เป็นต้น
2. วิภาษวิธี พูดถึง “ความขัดแย้ง” สิ่งต่าง ๆ เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล ชนชั้น แม้แต่ความคิดของเราเอง หรือแม้แต่ความขัดแย้งที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น ทะเลและชายหาดที่สวยงามยังมีหายนะจากคลื่นซินามิ เป็นต้น
3. วิภาษวิธีให้ความสนใจกับ “ความสัมพันธ์” สิ่งต่าง ๆ ในโลกไม่ใช่ “สิ่ง” หรือ thing เฉยๆ แต่ “สรรพสิ่ง” ในตัวมันเองเป็นความสัมพันธ์ชุดหนึ่ง และสรรพสิ่งอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆด้วยพร้อมๆกัน ดังนั้นเราจะเข้าใจโลก สังคม รวมทั้งความคิดในหัวเรา โดยไม่มองว่ามันเป็นความสัมพันธ์ไม่ได้
ตัวอย่างเช่น สถาบันต่าง ๆ ย่อมมีความเปลี่ยนแปลง ไม่อาจดำรงอยู่อย่างเดิมได้ ดูได้จากหลาย ๆ ประเทศเป็นตัวอย่างให้เห็นมากกว่า 100 ประเทศ
สถาบันต่าง ๆ มีความขัดแย้งในตัวของสถาบันเอง เช่น ความสับสนในตัวเอง ความขัดแย้งระหว่างบุคคลในสถาบัน ระหว่างบทบาทหน้าที่ ระหว่างสถาบันกับองค์กรและบุคคลภายนอก ฯลฯ
สถาบันต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้น ดำรงอยู่ หรือเปลี่ยนแปลงไปโดยตนเองเพียงลำพัง แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์กับบุคคล องค์กร และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง เช่น สถาบันศักดินาเกิดจากการรวมตัวของชนชั้นสูง ที่สามารถช่วงชิงการนำในสังคม นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์กับคนที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้าไพร่ ทหาร ทาส ฯลฯ ที่ศักดินาใช้ในการเสริมสร้าง ปกป้องคุ้มครองตนเอง อันเป็นความสัมพันธ์ระดับบุคคล และท้ายที่สุดสะท้อนถึงระบบความเชื่อ ระบบการปกครอง ระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ ที่ศักดินาใช้ในการขับเคลื่อนสังคมที่ชนขั้นศักดินาเป็นผู้นำ
วิภาษ วิธี ยังกล่าวต่อไปว่าเมื่อเกิดสิ่งใดขึ้น จะดำรงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง ในขณะเดียวกันความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ขยายตัวขึ้น จนเกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ สิ่งใหม่ที่ดีกว่านี้ดำรงอยู่ระยะหนึ่งก็จะเกิดความขัดแย้งจนถูกเปลี่ยนแปลง ไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าอีก เป็นสภาวะที่หมุนเวียนไปแบบนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ดังนั้น การฝืนให้คงสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้โดยไม่ยอมรับการปรับตัว การเปลี่ยนแปลง "ความขัดแย้ง" จะเกิดรุนแรง การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นโดยสงบสันติ เกล้ากระผมจึงขอเตือนพวกที่ภักดีแบบอนุรักษ์ได้ศึกษาทฤษฎีวิภาษวิธีอย่างใจ เป็นธรรม ปราศจากอคติ และลองนึกถึงแบบอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ว่าสามารถอธิบายโดยทฤษฎีนี้ได้อย่างเฉียบคมเพียงใด จึงควรยอมรับว่า "ต้องมีการปรับตัว" อย่าฝืน ดีกว่าจะปล่อยให้สิ่งแวดล้อมบีบอัดมากขึ้น ๆ แล้วโอกาสของการปรับตัวจะถูกปิดและพัฒนาไปสู่การปฏิวัติสังคม
เอ้า พูดกันตรง ๆ อย่างนี้คงไม่โกรธกันนะ ถ้าไม่รักกันจริงจะไม่พูดตรง ๆ แบบนี้ ผมไม่ประจบสอพลอเพราะการประจบสอพลอนำความเสื่อมมาให้ แต่การพูดตรง ๆ นำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า


หากสงสัยว่าผมนำเสนอเรื่องอะไร อ่านกระทู้ข้างล่างนี้นะครับ  โปรดดูวันที่นะครับ ปลายเดือนธันวาคม 2008 ก่อนหน้าที่จะ
มีการล้อมปราบและฆ่าประชาชนแบบเถื่อน ๆ ครั้งแรกในเดือนเมษา ปีถัดมา ....​ตอนนั้น เรายังหวังว่า เจ้าไทย จะเข้าใจและยอมรับการเติบโต ของประชาชน แล้วทำพลวัตการเปลี่ยนแปลงให้เป็นทางบวก เรายังหวัง ยังเชื่อว่า เขาเป็นคนรักประชาชนจริง

แต่วันนี้น่ะเหรอ...​อิ ๆ  คำว่า ตาสว่าง ไม่ได้มาด้วยการร้องขอ แต่มาเพราะทรงพระราชทานให้ และให้แบบยกชุด...ต่อเนื่อง แบบจัดเต็ม จนวันนี้เราอิ่มจนแทบอ้วก เพราะจัดให้โดย  royal networks ครบหน้า ครับท่าน

ความกลัว และความน่ากลัว เกี่ยวเนื่องด้วยสถาบันกษัตริย์ไทย


ใครกลัวใครไม่ทราบได้
แต่ผมเห็นหน้าจอขึ้นแบบนี้ แล้วทำให้รู้สึกถึงความน่ากลัวที่ลึกลับ
มองไม่เห็น แต่เอาคนเข้าคุกได้ครับ
[รูปไม่ยอมขึ้นครับ]
คนที่คิดฉายา "มือที่มองไม่เห็น" นั้น เข้าใจคิดนะครับ
ไม่ว่าจะหมายถึงใครก็ตาม แต่คนที่ทำให้กระทู้หายไปนี่
ถือว่า คล้าย ๆ กับมือที่มองไม่เห็นจริง ๆ
ระบายเป้นกระทู้ส่งท้ายคืนนี้ครับ
==========
แวะมาเขียนต่อ เช้าวันเสาร์ (เวลาไทย)
ความกลัว น่าจะเป็น ตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องเกิดราวมากมาย
กลายเป็นเหมือนสิ่งที่นายกสมัคร พูดไว้ ว่า ความกลัวทำให้เสื่อม
ผมพยายามเน้นเสมอว่า ราชสำนัก อย่ากลัวประชาชน
รากที่ฝังลึกตามวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและประเพณี ของไทยมาหลายชั่วอายุคน
มันได้ทำให้คนไทย มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ โดยเฉพาะต่อผู้อ่อนด้อยและใจกตัญญูต่อผู้ใหญ่
ผิดพลาดอะไรไป หากมันไม่เกินไป คนไทยให้อภัยได้ แต่อย่าให้มันเลยเส้น
แต่ความกลัวนี่แหละ ทำให้คนเราทำอะไรแบบเกินงาม เกินควร และเกินเหตุ
ยิ่งไปบวกกับความโลภ โกรธ และหลง เข้าด้วยแล้ว ก็เรียกย้อนคืนยาก
ยิ่งยังยอมให้ความหลงในฐานะ ยศศักดิ์ และอำนาจด้วยแล้ว ยิ่งยุ่ง
ทั้งหมดนี้ ทุกฝ่ายที่กลัว ต้องเข้าใจว่า การเคารพประชาชน ในฐานะคนที่มีศักดิ์ศรีและสิทธิ
การเคารพกฎหมายบ้านเมืองและหลักการประชาธิปไตย
และการเคารพในหลักศีลธรรมอย่างแท้จริง (มิใช่แค่ปาก) นั้น ต้องมีก่อนสิ่งอื่น ๆ
ในเมื่อขาด ความโลภ โกรธ หลง มันก็พล่าน
ทำผิดแล้ว ก็จะผิดต่อ เพราะไม่สำนึกผิด และไม่ยอมปรับตัว ด้วยมองไม่เห็นความจริง
พอผิดมากเข้า ก็กลัวผลผิด ระแวงทุกฝ่ายที่ตนเคยเบียดบังรังแก ในที่สุด ความกลัว
ก็ทำให้เสื่อมจริง ๆ ทุกฝ้าย
แต่เสื่อมแล้ว ไม่ใช่ยอมพุ่งลงเหว หรือดื้อดึง
ควรกลับตัวกลับใจเสีย ประชาชนไทย พร้อมจะให้อภัยง
ตอนนี้เหมือนจะสายแล้ว แต่ผมเชื่อว่า การยอมรับและแก้ไข จะดีกว่าการดื้อดึงและฝืน
กระแสธรรมชาติ
แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2008-12-27 07:04:47

โพสต์โดย : piangdin
icon ID # 1488344 - โพสต์เมื่อ : 2008-12-26 23:55:04 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


ช่วงที่ผมกลับจากอัฟกานิสถาน ไปเยี่ยมบ้าน
เป็นครั้งแรกที่ผมไม่รู้สึกปลอดภัยเมื่อก้าวลงสู่แผ่นดินบ้านเกิด
เพราะอะไรหรือครํบ ก็เพราะกลัวโดนจับขังคุกนะสิครับ
ผมไม่ใช่คนเด่นคนดังอะไร แต่พอถูกยึดสมาชิกภาพที่ราชดำเนิน
และข้อมูลที่เขียนไว้ที่บล็อกหายไปหมด ผมเริ่มรู้สึกสงสัยว่า ตัวเองพูดอะไร
ตรงเกินไปหรือไม่ เขาจะกวาดล้างตัวเราไปด้วยหรือไม่
ผมไม่เคยมีศัตรู ไม่เคยมีคนที่เกลียดชังกันขนาดต้องปองร้ายกัน
แต่ผมกลับมีความรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะอำนาจที่แตะต้องไม่ได้
ก็รู้ตัวทีหลังว่า ตนเองไม่ได้มีความสำคัญขนาดจะมีใครมาจับตา หรือ
จับเข้าคุก แต่ก็อดที่จะกลัวไปเองไม่ได้
คุณดา ตอปิโด ถูกจับยัดคุก จนป่านนี้ ยังออกมาไม่ได้ ใครก็ช่วยไม่ได้
ผมเอง แม้เจตนาจะดียังไง แต่ดูเหมือนว่า สังคมไทยยังยอมรับไม่ได้
ไม่รู้จะต้องรอไปอีกนานเท่าไหร่
แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2008-12-27 00:41:00


เรื่องด่วนที่ต้องคิดและทำ: เมื่อฝนตกขี้หมูไหล แล้วคนจัญไรมาสมคบกันทำลายประชาธิปไตย

เขียนไว้เมื่อปลายปี 2008 เราปล่อยให้ทุกอย่างมันไหลต่ำลงมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร???



Friday, December 26, 2008


เรื่องด่วนที่ต้องคิดและทำ: เมื่อฝนตกขี้หมูไหล แล้วคนจัญไรมาสมคบกันทำลายประชาธิปไตย

ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมาพบกัน

รู้สึกท่านทักษิณจะยกขึ้นมาพูดอธิบายปรากฎการณ์ก่อนรัฐประหารนะครับ
เอ... หรือท่านสมัคร ช่วงที่ยังจัดรายการ สมัยท่านทักษิณเป็นนายกฯ
ซึ่งตอนหลัง คุณจักรภพ ก็นำมากล่าวถึงบ่อย ๆ

ถือเป็นการเปรียบเปรยที่ตรงที่สุด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ลามมาถึงวันนี้นั้น
มันทำกันเป็นกระบวนการ เกิดจากการมารวมตัวกันโดยนัดหมาย ของเหล่าผู้เสียประโยชน์
และเสียสิ่งอื่น ๆ (ยศศักดิ์ หน้าตา รวมอยู่ด้วย) ในช่วงที่รัฐบาลทักษิณบริหารอยู่

การเปรียบเทียบนี้ ให้ข้อเตือนใจว่า ปัญหาการเมืองไทยเรานี้ มันมีหลายตัวละคร เสือ
สิงห์ กระทิง แรด นักการเมืองกระสือและเปรต อันธพาล คนตอแหล และเทวดาท่าจะเจ๊ง
การจะโทษใครคนใดคนหนึ่งและมุ่งไปที่จุดเดียวนั้น ย่อมแก้ปัญหาได้ไม่หมด

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า หอกจะพุ่งตรงไปที่ตัวละครที่เด่น ๆ ที่สุดในละครบท
ล่าสุด คือ
สถาบันฯ ซึ่งคนเชื่อกันว่า ลดองค์ลงมาเกลือกกลั้วขี้หมูเอง แถมผลิตพระอุจจาระ
ของตัวเองไปผสมด้วย ก็เลยถูกเพ่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ส่วนอีกหนึ่งที่ต้องถูกโจมตีอย่าง
หนักขณะนี้คือ พรรคประชาธิปัตย์ และด้วยสันดานและพฤติกรรมไม่เข้าท่าของพรรคนี้ จึง
ไม่ต้องอธิบายความซ้ำว่าทำไม คนจึงเกลียดชังพรรคนี้

การตามล้างตามเช็ดขี้และอุจจาระข้างบนนี้ ทำได้ไม่ง่าย เพราะอำนาจอยู่ในมือพวกเขา
เสียเกือบสิ้น ทั้งศาลเพียงตีนและกลุ่มองค์กรทำตามอิสระได้ดังใจไม่ต้องดูกฎหมายและความ
ชอบธรรม ล้วนอยู่ในอาณัติหรือเป็นพันธมิตรกับสองกลุ่มที่เป็นเวรเป็นกรรมกับประชาธิปไตย
นี้สิ้น

แต่เราอย่าหลงจ้องแค่สองตัวการสำคัญนะครับ พี่น้อง

การจะล้างคอกขี้หมูและสิ้งโสโครกของประชาธิปไตยนั้น ต้องทำทั้งทางโครงสร้างและส่วน
ย่อยทั้งหมด การเคลื่อนไหวของเรา

ส่วนในแง่โครงสร้าง นั้น ต้องบีบให้มีการแก้รัฐธรรมนูญและจัดการให้กฎหมายบ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์
อีกครั้งหนึ่งให้ได้ การแก้รัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องทำให้ได้ ชัยชนะใด ๆ ที่ได้มา
ในระยะใกล้นี้ หากไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ แล้วปิดส่วนที่ก่อปัญหา แล้วเติมส่วนที่จะป้องกัน
การทำร้ายประชาธิปไตยเสียให้เด็ดขาดแล้ว ชัยชนะใด ๆ ก็เป็นได้แค่เพียงการเรอชั่วครั้ง
ชั่วคราวหลังอาหาร ไม่ได้มีผลถาวรใด ๆ ขณะเดียวกัน การกำหนดบทบาทของสถาบันฯ
ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของปัญหานั้น ก็ต้องทำให้ได้ มิเช่นนั้น ก็เหมือนข้อผิดพลาด
ที่เกิดขึ้นเมื่อ 2475 นั่นเอง วงจรปัญหามันจะไม่ได้รับการแก้ไข

ขณะเดียวกัน เราก็ต้องจัดการกับรายละเอียดย่อย ๆ
ให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยด้วย

คมช. อยู่ไหน ไหนว่า เป็นกบถ ฯลฯ ไหนว่าพวกเขาทำร้ายบ้านเมืองให้เสียหาย เอามาจัดการเสีย
ทรัพย์สินที่ได้ไป ต้องเอาคืน และต้องเอาพวกเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สำเร็จโทษเสีย


พันธมิตรฯ ที่ไม่เป็นมิตรกับประชาธิปไตย ทำผิดชั่วมากมาย เอามาจัดการให้ได้ อย่าให้เป็น
เยี่ยงอย่าง ส่วนจะสางถึงไหน ก็ต้องสางไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ที่สำคัญ อย่า
ให้อ้ายพวกนี้ ออกมาซ่าได้อีก ใช้ใครได้ก็ต้องใช้ทั้งทางลับและแจ้ง เพื่อกำจัดตัวมอด
เหล่านี้ให้เด็ดขาด นี่สนธิก็ออกมาแฮ่ม ๆ ตามสันดานเดิมใส่ประชาธิปัตย์อีกละ


นักการเมืองที่ทำตัวหลากหลายในช่วงบ้านเมืองย่ำแย่ ก็คงต้องนำออกมาเรียงตัวตัดสิน
ใครทรยศประชาชน ต้องมีมาตรการจัดการให้เด็ดขาด


พวกองค์กรอิสระผิดกฎหมายทั้งหลายที่ท่านสมัคร คุณวีระและคณะฯ ได้หมายหัวเอาไว้
ต้องถูกดำเนินการทางกฎหมาย เงินเดือนที่เอาไปผิด ก็ต้องเรียกคืน

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอื่น ๆ ที่มีส่วนทำให้บ้านเมืองย่ำแย่
รวมถึงพ่อค้า นักธุรกิจ ตำรวจ ทหารทั้งหลายและใครที่สนับสนุนเบื้องหลัง ก็ต้องดึง
ออกมาสั่งสอนเสียให้เข็ดหลาบด้วยวิธีที่เป็นไปได้
อย่างกรณีการถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพฯ เป็นต้น ฯ
หรืออย่างกรณีทหาร ก็ต้องเอาแรงบีบจากนอกประเทศเข้ามาช่วย

ที่สำคัญ ตอนนี้เราคงต้องจับตาดูกลโกง ที่พวกที่ได้อำนาจใหม่ ๆ จะพยายามใช้ เพื่อดูดทรัพย์
เตรียมไว้เพื่อสู้ทางการเมืองในอนาคต ใครโกง ใครส่อแวว เราต้องดักทางเสียให้ครบ

ไหนจะมีเรื่องสื่ออีก... ตอนนี้ทำอะไรได้ ต่อไปต้องทำอะไร


สรุปที่ผมยกอะไรมาเปรอะไปหมดนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ฝนตกใส่ประเทศไทยครั้งนี้ นานกว่า
สองปีแล้วนี้นั้น ขี้หมูและอุจจาระที่มาปนกันนั้น มันมาจากหลายแหล่ง และก็เปรอะไปทั่ว
การจะชำระล้าง ต้องทำจากหลายมุม และต้องอาศัยเครื่องมือหลายประเภท และคนหลายคน
เราทำอะไรกันหลายอย่างอยู่แล้ว แต่มันไม่พอ ไม่ประสาน และไม่ได้ผลชัดเจน


คำถามที่ต้องถามต่อก็คือ คนสีแดงทุกวิชาชีพ พรรคเพื่อไทย และนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย
ต้องทำอะไรกันบ้าง ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อันไหนมาก่อนมาหลัง
ใครทำ และจะมีการจัดองค์กร ประสานงานกันอย่างไร ใครเป็นหัวเป็นหาง
และจะกระจายความเข้าใจและขยายมวลชนอย่างไรบ้าง
เหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ฝ่ายสีแดงยังขาดอยู่มาก


การรวมตัวกันของกลุ่มต่าง ๆ นี้ น่าชื่นชม แต่ก็ยังหลวมอยู่มาก
และความเห็นและเป้าหมายก็ต่างกันอยู่พอสมควร บางคนอยากรวมกลุ่ม บางคนอยากเป็นเอกเทศ
ซึ่งไม่ผิด เพราะเรามีหลายเป้าต้องดำเนินการ แต่เราจะขาดภาพรวมและแผนการณ์
ที่ชัดเจน สอดคล้อง และเฉียบคมอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ฝ่ายประชาธิปไตยต้องเร่งมือ
มองภาพกว้าง ภาพย่อยให้ชัด จัดองค์กรและแจกงานให้เรียบร้อย
งานนี้ไม่ใช่ง่ายครับ คุณวีระและคณะฯ จัดคนไปชุมนุมนั้น ดีแล้วครับ แต่ไม่พอหรอกครับ
ยังห่างไกลจากสิ่งที่ต้องทำอย่างมาก

อย่าให้มัน too little, too late ไปนะครับ

วิสัยทัศน์ ดร.เพียงดิน รักไทย ว่าด้วย เป้าหมายการเปลี่ยนระบอบ 15 ข้อ (20 มกราคม 2558)



วิสัยทัศน์ ดร.เพียงดิน รักไทย ว่าด้วย เป้าหมายการเปลี่ยนระบอบ 15 ข้อ
(20 มกราคม 2558)

ชวนคิดชวนคุย เป็นความปรารถนาส่วนตัว แต่ที่สุดแล้ว มันขึ้นอยู่กับคนไทยส่วนใหญ่ว่า ท่านอยากจะให้เมืองไทย มีอนาคตให้ลูกหลายอย่างไร
พวกท่านทุกคน มีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน  สร้างบ้านแปงเมืองให้ลูกหลานด้วยกัน




คลิปแนะนำ: รายการ ยืนหยัด ปรัชญา ตอน ก้าวสู่สาธารณรัฐ

 

ไม่มีคำบรรยายใด ๆ

ประยุทธ์ เคยบอกไว้ว่า จะไม่ยึดอำนาจ!!!


เขาว่า สัจจะไม่มีในหมู่โจร
ว่าแล้วก็ไปดูคำพูดของทั่นปายุดเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่ง ไทยรัฐเขาสรุปไว้ 10 วาทะเด็ด
CREDIT:
http://www.thairath.co.th/content/468880 

ภายหลังการรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนได้นั่งควบเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2557 นั้น ก็เป็นธรรมดาที่ชาวโซเชียลไอเดียกระฉูดหยอกล้อวาทะเสมือนกับทุกสมัยๆ หลังจากผู้นำของประเทศได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน วันนี้"ไทยรัฐออนไลน์" จึงได้รวบรวมเหตุการณ์ 10 วาทะเด็ด ของ 'นายกฯประยุทธ์' ที่แชร์สนั่นโซเชียลกัน!
ผมไม่ใช่เทวดา!
บิ๊กตู่ ลั่นผมไม่ใช่เทวดา!
1."สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือ หาปัญหา และวิธีแก้ปัญหา กำหนดแนวทางแก้ปัญหาตามโรดแม็ป และส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งแก้ปัญหาต่อไป คสช. ไม่ใช่เทวดาที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้ สนช. ทุกคนที่เสนอแนะต้องช่วยกันทำให้ได้ ไม่ใช่ว่าโยนปัญหาให้ผมคนเดียว วันนี้ทุกคนลงเรือลำเดียวกันแล้ว ใครมีปัญหาอะไรหรือไม่ หรือใครไม่เห็นชอบอย่างไรก็ต้องช่วยกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2557 
โดยในวันดังกล่าวเป็นการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช.ในขณะนั้น ได้กล่าว พร้อมชี้แจง เชิงอบรมเหล่า สนช.ปิดท้ายการประชุมพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯวาระแรกขั้นรับหลักการ ภายหลังใช้เวลาการอภิปรายกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ในฐานะประธานการประชุม จึงให้ที่ประชุมลงมติ ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบรับหลักการวาระแรก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 วงเงิน 2.57 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนน 183 ต่อ 0 งดออกเสียง 3
ผมไม่ได้แย่งอำนาจใคร-ส่วนยางต้องไปขายดาวอังคาร
นายกฯ ลั่น ผมไม่ได้แย่งอำนาจใคร-ส่วนยางต้องไปขายดาวอังคาร
2."ตอนนี้ทำงานมาถึงระยะที่ 2 จะวางพื้นฐานประเทศต่อไปให้ได้ ผมไม่ได้แย่งอำนาจใครมา แต่เพราะเขาทำไม่ได้ ผมจึงมาทำแทน และขอให้มั่นใจการทำงานของรัฐบาลและ คสช. ทุกคนจงร่วมมือกันแก้ปัญหาประเทศต่อไปเพื่ออนาคตประเทศ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว วันที่ 15 ก.ย. 2557 
3."วันนี้จะขอราคายาง 90 บาท 100 บาท ผมถามว่าแล้วขายได้เท่าไหร่...ขายได้ 60 บาท 70 บาทไม่เกินนั้น แล้วมันจะไปขายใครในโลกนี้ผมไม่เข้าใจ บางคนก็บอกให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ พอเข้ามาทำแล้วจะรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่พูดหรอก สิ่งที่ผมอยากให้ทำต่อไปนี้ก็คือ ที่นอนยาง ที่ซื้อกันเนี่ย อันละประมาณ 2-3 หมื่น ยางพาราเรามีอยู่เยอะแยะในประเทศ...แล้วก็ปลูกกันเข้าไปเถอะ แล้ววันหน้าก็ไปขายโน่นไหม...บนดาวอังคารไหม ขายในนี้ไม่พอแล้ว โลกไม่พอซื้อแล้ววันนี้เราพัฒนาใหม่แล้ว เราต้องไปดาวอังคาร" นายกรัฐมนตรี กล่าว วันที่ 15 ก.ย. 2557
ขณะที่ นายกรัฐมนตรี เข้ารับฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2558-2562 ของคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นปี 2556 ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี
แต่งบิกินีไม่สวย!
แต่งบิกินีไม่สวย!
4. "ผมถามแต่งบิกินีประเทศไทยเนี่ยจะรอดไหม เว้นแต่ไม่สวยล่ะนะ"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว วันที่ 17 ก.ย. 2557 
ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวในที่ประชุมชี้แจงนโยบายรัฐบาลต่อผู้บริหารระดับสูง โดยในตอนหนึ่งพูดถึงกรณีที่สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกฆาตกรรมเสียชีวิตที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กระทั่งสื่ออังกฤษอย่างเว็บไซต์มิร์เรอร์ รายงานการให้สัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีไทย ที่มีข้อความเชิงหมิ่นสตรียุโรป จนภายหลัง นายกฯได้ออกมาขอโทษและไม่ได้ตั้งใจจะพูดเช่นนั้น
วันนี้ผมอะไรให้ประเทศชาติเสียหายบ้าง ตอบมา
ผมทำประเทศชาติเสียหายแล้วหรือยัง?
5. "ผมขอถามหน่อยว่าวันนี้ผมอะไรให้ประเทศชาติเสียหายบ้าง ตอบมา" นายกรัฐมนตรี กล่าว 19 ก.ย. 2557
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการชื่อดัง และพวกรวม 7 คน จัดเสวนาทางการเมือง ที่ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต โดยขอให้ความร่วมมืองดพูดการเมืองแตกแยก และขอทำงาน 3 เรื่อง คือ บริหารประเทศ ปฏิรูป และการปรองดอง
เดี๋ยวทุ่มเลย
เดี๋ยวทุ่มด้วยโพเดียม!
6."เดี๋ยวทุ่มเลย (จับโพเดียม) พอแล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ หยอกนักข่าว 23 ก.ย. 2557
ภายหลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยมีผู้สื่อข่าวถามว่า คิดจะเป็นนายกฯจากการเลือกตั้งบ้างไหม นายกฯส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวว่า ไม่เอา ไม่เอา ถามต่อว่าจะรอรัฐประหารอย่างเดียวหรือเปล่า นายกฯ กล่าวว่า "เดี๋ยวทุ่มเลย (จับโพเดียม) พอแล้ว" ก่อนเสร็จการสัมภาษณ์และเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า 
วันนี้อยากจะโดนอะไรอีก
บิ๊กตู่ ปะทะเดือด เจ๊ยุ ขอโทษไม่ได้เสียงดัง
7. "วันนี้อยากจะโดนอะไรอีก แค่นี้ก็พูดเล่น ยังจะไปเขียนตลกอยู่นั่น" นายกรัฐมนตรีกล่าว 25 ก.ย.
โดยในวันดังกล่าวได้มีการปะทะกับ นางยุวดี ธัญญสิริ หรือเจ๊ยุ ผู้สื่อข่าวอาวุโส ในเรื่องความคืบหน้าจับคนร้ายฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวเมืองผู้ดี ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีผู้สื่อข่าวถามว่า สื่อมวลชนก็มีความหวังดีต่อประเทศชาติเหมือนกัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วิธีการของสื่อพูดให้ดีกว่านี้หน่อย ตนรับไม่ได้ ตนรับไม่ได้ตรงที่ท่านมองดูถูกคนไปหมดแบบนี้ไม่ได้ เขาเป็นตำรวจมา 30 ปี นางยุวดี ธัญญสิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโส เคยไปสอบสวนใครเหมือนที่ตำรวจทำหรือไม่ เคยไปเรียนที่สกอตแลนด์ยาร์ด หรือ เอฟบีไอ ถ้ามองคนแบบนี้อยู่กันไม่ได้ ทะเลาะกันแบบเดิม
นางยุวดี กล่าวต่อว่า นโยบายของนายกรัฐมนตรี ไม่เอาการเมืองเข้าไปแทรกแซงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การเมืองตรงไหน นางยุวดี กล่าวว่า ผบ.ตร.คนใหม่ จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนกลับว่า เขาเป็นใคร นางยุวดีระบุว่า ก็เดินตามก้นนักการเมืองมาตลอดชีวิต พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันก็เดินตามตูดทุกคน ตนเห็นนางยุวดีก็เดินตามเขา นางยุวดีจึงตอบว่า เป็นแค่นักข่าว ไม่เคยตามใคร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เห็นว่าตามเขา เป็นนักข่าวก็ตามไง นางยุวดี กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องมีปรับตัว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็จะต้องปรับทั้งสองฝ่าย ปรับให้ตนด้วย อย่าให้ตนปรับคนเดียว วันนี้ตนยังไม่ได้โมโหเลย ถ้าโมโหแรงกว่านี้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังการแถลงข่าวจบ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวติดตลกว่าวันนี้อยากจะโดนอะไรอีก แค่นี้ก็พูดเล่น ยังจะไปเขียนตลกอยู่นั่น หลังจากนั้นได้ยกมือไหว้ นางยุวดี พร้อมกล่าวว่า "พี่ขอโทษ ไม่ได้เสียงดัง" ทำให้นางยุวดีบอกว่า ขอให้นายกรัฐมนตรีใจเย็นๆ นายกรัฐมนตรีตอบกลับมาว่า "โอ๊ย นี่เย็นสุดแล้ว ผมไม่โกรธ" นางยุวดีจึงกล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ว่า ให้เกียรตินายกรัฐมนตรีตลอด นายกรัฐมนตรีเลยตอบพร้อมกับยิ้มว่า "ขอบคุณมากเลย รู้ว่าให้เกียรติผม ไม่ได้มีอะไร เพียงแต่ว่าบางครั้งต้องทบทวนว่าเขียนแบบนี้จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ถ้าไม่ได้ประโยชน์อย่าไปทำเลย และยิ่งไปขยายความต่างประเทศ เหมือนกับเราไปเข้าทางเข้าหมด เพราะเขาต้องการดิสเครดิตเราอยู่แล้ว"
ทุกวันนี้ตนสู้รบทุกวัน ในบ้านกลับมาก็ทะเลาะกับเมีย
ทะเลาะเมีย!
8. "สิ่งที่ทำวันนี้ทำเพื่อไม่ให้เกิดการปฏิวัติอีกในอนาคต ต้องเอาประเทศชาติเดินหน้าไปให้ได้ ตนพร้อมจะลาออก อยากจะลาออกทุกวัน แต่เห็นประชาชนเดือดร้อนทนไม่ได้ และไม่ได้อยากอยู่เกินแม้แต่วันเดียว ทุกวันนี้ตนสู้รบทุกวัน ในบ้านกลับมาก็ทะเลาะกับเมีย เมียถามว่าทำไมอันนี้ไม่ทำ ตนบอกทำแล้ว บางเรื่องทำไม่ไหวก็หงุดหงิด สรุปว่าไม่มีความสุข ทุกคนไม่มีความสุข จึงต้องคืนความสุขให้ประชาชน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าววันที่ 16 ต.ค. 2557
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวระหว่างรับประทานอาหารค่ำกับทีมไทยแลนด์ในอิตาลี และนักธุรกิจไทยที่เตรียมร่วมประชุมสภาธุรกิจเอเชีย-ยุโรป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เข้าไปร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting-ASEM) ครั้งที่ 10 ที่นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี 
ขอบคุณภาพ จาก แฟนเพจ เปลี่ยนฉากหลังให้ทั่น(ท่าน)ผู้นำ
บิ๊กตู่ ฉุนเพจเปลี่ยนฉากหลังให้ท่านผู้นำ 
9. "เห็นอยู่แล้ว ทุเรศทุกฉาก!" นายกรัฐมนตรี กล่าว วันที่ 28 พ.ย. 2557
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการเยือน สปป.ลาว และเวียดนาม โดยมีผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีผ่านสื่อออนไลน์ และเฟซบุ๊ก ซึ่งก่อนการตั้งเพจ "เปลี่ยนฉากหลังให้ทั่น(ท่าน)ผู้นำ" นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าต้องการเปลี่ยนฉากหลังรายการคืนความสุขให้ดึงดูดใจมากขึ้น จึงเป็นที่มาของกระแสให้ผู้คนในโลกออนไลน์ได้ร่วมเปลี่ยนฉากให้ทั่วโซเชียลมีเดีย
ตั้งใจว่าต่อไปนี้จะเลิกเป็นคนขี้โมโห จะเป็นคนพูดจาเพราะๆ
เลิกขี้โมโห พูดจาเพราะขึ้น
10. "ตั้งใจว่าต่อไปนี้จะเลิกเป็นคนขี้โมโห จะเป็นคนพูดจาเพราะๆ ไม่พูดจาเสียหาย กำลังคิดกำลังทำอยู่ น้องๆ (ผู้สื่อข่าว) เองก็จะไม่กวนโมโหอีก"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 2 ธ.ค. 2557 
โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุม ครม. เชิญชวนประชาชนทำดี เนื่องในเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เอาเป็นว่าก็เข้าสู่ปีใหม่ 2558 กันแล้ว ก็ขอให้คนไทยคิดดี พูดดี แล้วเดินหน้าปฏิรูปประเทศร่วมกัน... เหมือกับนายกฯไทยคนที่ 29 ให้สัญญาว่า "ต่อไปจะเลิกเป็นคนขี้โมโห พูดจาเพราะๆ ขึ้นแล้วกันเนอะ!"... 
ขอให้คนไทยคิดดี พูดดี แล้วเดินหน้าปฏิรูปประเทศร่วมกัน








ยางอาย ของ นางอมรา กสม. เมืองไทย มีบ้างไหม?

ผมต้องเขียนคำอธิบายหัวข้อบล็อกนี้ไหมเนี่ย? พี่น้องลองช่วยแสดงความเห็นข้างล่างหน่อยนะครับ ประเทศไทย มีคนไทยแบบนี้นี่เอง บ้านเมืองถึงยุ่งเหยิง ไม่จบ ไม่สิ้น





เอาหนูหริ่งมาช่วยเริ่มลอกยางหน้าเธอก่อนนะครับ
หากทำงานหนัก สมเงินเดือน แล้วถูกเขาขอยุบ จะไม่ว่าสักคำ

อ้าว!  โพสต์ยังอุ่น ๆ อยู่ ไปดูเฟสบุ๊ค เจออาจารย์ปวิน เข้า ฮิ ๆ
รายนี้ คู่ปรับตัวจริงครับ 
ยัง หมอไม่รับเย็ด เอ๊ย เย็บ  (ฮา)










ข่าวองค์ภาฯ หมั้นแล้ว ไปแสดงความยินดีกันมั๊ย?

ข่าวองค์ภาฯ หมั้นแล้ว
หากเป็นจริง ก็ยินดีด้วยครับ มนุษย์เรา ความสุขที่สมบูรณ์จะมาก็เมื่อได้เจอคนรู้ใจ ถูกจริต และคิดรักกันอย่างจริงจัง

เห็นมีภาพน่ารัก ๆ ส่งมา ก็เลยนำมาเสนอต่อ ยังไงก็ควรมีมุทิตาจิตนะครับ  คนไม่มีชนชั้น มีเลือด เนื้อ ความรู้สึก และสิทธิเสรีภาพเหมือนกัน

ข่าวเขาว่าดังนี้ครับ

หมั้นแล้วที่โรงแรมดังของปลาวาฬที่ภูเก๊ต
 เจ้าบ่าว..เป็นชาวพัทลุง พระคู่หมั้นชื่อพ.ท.ปริทัศน์  บุนนาค
หมั้นเมื่อวาน










มาแล้ว คลิปภาพและเสียงน้องแหวน ไม่มีเสียงจากปาก แต่สามนิ้ว ชูประกาศกล้า






ไม่ต้องมีคำบรรยาย ว่าทหารทำให้เธอเครียดขนาดไหน
แต่... ดูสีหน้าและสามนิ้วที่ชูประกาศกล้า
ประชาชน จงเจริญ
เผด็จการ จงพินาศ!!



"เรื่องน้องแหวน หากไม่เป็นข่าว เธออาจจะ ตาย ไปแล้ว"

ข่าวคืบหน้าที่ระบุว่า น้องแหวนได้ถูกส่งตัวจากทหารไปสู่มือตำรวจแล้วนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า มีการจับตัวน้องไปจริง และไม่ทราบว่าเอาไปทำอะไรมาบ้าง!!!!!  เธอจะถูกปรับจนการให้การเป๋ ทำให้ฆาตกรพ้นผิด เหมือนแกนนำที่เปลี่ยนทีท่าแบบหน้ามือเป็นส้นพระบาทาไปหลายท่าน

งานนี้ มีคนตั้งข้อสังเกตุได้น่าสนใจครับ ดังหัวข้อโพสต์
ตามภาพข้างล่างนี้ครับ







องค์ประกอบสำคัญ​ของทางออกจากวิกฤติของ ประเทศไทย ดร.เพียงดิน รักไทย เสนอ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด


ดร.เพียงดิน รักไทย เสนอทางออกประเทศไทย... by piangdin4peace

องค์ประกอบสำคัญ​ของทางออกจากวิกฤติของ ประเทศไทย ดร.เพียงดิน รักไทย เสนอ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด



สิ่งที่ทำให้ ดร.เพียงดิน ขนหัวลุกและน้ำตาไหล... ฝันของพวกเราเริ่มเด่นชัดแล้ว......







สิ่งที่ทำให้ ดร.เพียงดิน ขนหัวลุกและน้ำตาไหล... ฝันของพวกเราเริ่มเด่นชัดแล้ว......
ดร.เพียงดิน รักไทย 2015-03-17 ดร.เพียงดิน ขนหัวลุก น้ำตาคลอ เมื่อเห็นเหล่าคนกล้าลุกท้าอำนาจเผด็จการ
http://youtu.be/fs_qFkTZH_8






Human Rights Watch ย้ำว่า ผู้ปล้นและกุมอำนาจรัฐชั่วคราว ต้องยกเลิกการฟ้องร้องผู้วิพากษ์ทางการเมืองที่ใฝ่สันติ และการเอาพลเรือนขึ้นศาลทหาร

ขอบคุณ HRW  ที่ต่อสู้และเป็นปากเป็นเสียงแทนคนไทยมาอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะกับสถานการณ์มาตลอด

For Immediate Release

Thailand: Drop Charges Against Peaceful Critics
End Trials of Civilians in Military Courts

(New York, March 17, 2015) – Thai authorities should immediately drop charges against four activists who peacefully expressed opposition to military rule, Human Rights Watch said today.

On March 16, 2015, Bangkok police charged four activists for violating the ban on political activity and holding a public gathering of more than five people. Those charged were: Sirawit Serithiwat, a student activist from Thammasat University; Pansak Srithep, a pro-democracy activist and the father of a boy killed by the military during the 2010 political violence; Anon Numpa, a human rights lawyer; and Wannakiet Chusuwan, a pro-democracy activist and taxi driver. After being charged, the four activists were immediately sent to the Bangkok Military Court, where they face trial with no right to appeal.

“The Thai military junta should immediately stop arresting and prosecuting peaceful critics and end the trial of civilians in military courts,” said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. “Every arbitrary arrest shows Thailand descending deeper into dictatorial rule.”

Thai authorities arrested the four activists on February 14 at the Bangkok Art and Cultural Center while they were holding a mock election and calling for martial law to be revoked. If found guilty they could be jailed for one year and fined up to 20,000 baht (US$625). Anon also faces an additional charge under the Computer Crime Act for criticizing the military authorities on his Facebook page, which could result in up to 25 years in prison and a fine of up to 500,000 baht ($15,625).

The four activists were arrested less than a week after Prime Minister Gen. Prayuth Chan-ocha, leader of the ruling National Council for Peace and Order (NCPO) junta, publicly pledged to return Thailand to democratic civilian rule through free and fair elections as soon as possible.

The NCPO continues to rule Thailand under the Martial Law Act of 1914 and has severely repressed fundamental rights and freedoms that are essential for the restoration of democracy, Human Rights Watch said.

Three days after seizing power on May 22, 2014, the NCPO issued its 37th order, which replaced civilian courts with military tribunals for some offenses—including articles 107 to 112, which concern lese majeste crimes, and crimes regarding national security and sedition as stipulated in articles 113 to 118. Individuals who violate the NCPO’s orders are also subject to trial by military court. At least 700 people, most of them political dissidents, have been sent to trials in military courts since the coup.

As a party to the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), Thailand is obligated to uphold and take measures to ensure basic fair trial rights. Governments are prohibited from using military courts to try civilians when civilian courts can still function. The Human Rights Committee, the international expert body that monitors state compliance with the ICCPR, has stated in its General Comment on the right to a fair trial that “the trial of civilians in military or special courts may raise serious problems as far as the equitable, impartial and independent administration of justice is concerned.” This is particularly problematic in Thailand where every element of military courts functions within the Defense Ministry’s chain of command, which has been controlled by the NCPO since the coup.

“The rolling crackdown on civil and political rights in Thailand continues without letup,” Adams said. “Promises to respect human rights and restore democracy are constantly contradicted by the junta’s actions.”

For more Human Rights Watch reporting on Thailand, please visit:
http://www.hrw.org/thailand

For more information, please contact:
In Bangkok, Sunai Phasuk (English and Thai): +32-484-535186 (mobile); or phasuks@hrw.org Follow on Twitter @SunaiBKK
In San Francisco, Brad Adams (English): +1-347-463-3531 (mobile); or adamsb@hrw.org Follow on Twitter @BradAdamsHRW
In Washington, DC, John Sifton (English): +1-646-479-2499 (mobile); or siftonj@hrw.org Follow on Twitter @johnsifton

วิธีทำให้ชีวิตให้โล่งและเบาขึ้น




สวัสดีครับ พี่น้องที่รักทุกท่าน  เพื่อเป็นการสลับเบาและหนักนะครับ วันนี้ขอนำเอาสิ่งดี ๆ ที่ทำให้พี่น้องรักษาสมดุลย์ของชีวิตได้ดีขึ้น คือสู้ทางการเมืองไป แล้วก็ดูแลตัวเองไปด้วย  ได้รับทิปนี้มาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ส่งมาทางไลน์  เห็นว่าเป็นสิ่งดี เลยอยากเผยแพร่ และขอให้อานิสงฆ์ที่อาจเกิดจากการอ่านและเผยแพร่ครั้งนี้และต่อ ๆ ไป ทำให้ทุกท่านอยู่ดีมีสุขนะครับ  รวมทั้งขอขอบคุณท่านผู้ใหญ่ที่ส่งมาและผู้เขียน คือ ศ.ดร.นพ. วิทยา นาควัชระ ด้วยนะครับ

------------------------------------------------





วิธีทำให้ชีวิต
ให้โล่ง  และเบาขึ้น  

ศ. ดร. นพ. วิทยา  นาควัชระ

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้เปิดตู้เสื้อผ้าดูเห็นมีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้เต็มตู้ไปหมด เคยนึกจะใช้เวลาเลือกเอาสิ่งที่เลิกใช้ไปแล้วไปบริจาคที่ไหนสักแห่งแต่ก็ยังไม่ได้ทำสักที เอาล่ะ....วันนี้เริ่มทำเสียที... ปรากฏว่า รื้อ ค้น ได้เสื้อ กางเกง เสื้อกันหนาวมากมายที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือไม่อยากใช้แล้วนับเป็นร้อยชิ้น เมื่อเอาของออกจากบ้านไปบริจาคแล้ว มีความรู้สึกว่าตู้เสื้อผ้าโล่งขึ้น ตัวเองก็เบาลง ใจก็สบายขึ้นอย่างประหลาด รู้แล้วล่ะ...สิ่งที่ผมทำไปแล้วนั้น คือการทำให้ชีวิตโล่งและเบาขึ้นนั่นเอง 
วันนี้เรามาคุยกันถึงวิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้น โล่งขึ้น สบายขึ้นดีไหม? วิธีทำให้ชีวิตโล่ง และ เบาขึ้น เช่น  

1. เก็บของที่ไม่ใช้ เลิกใช้ เอาไปบริจาคให้ผู้เดือดร้อน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ อย่าไปเสียดายกับของที่ไม่ใช้แล้วเลย 

2. ลดงานที่เครียดๆ ลงบ้าง เช่นงานประชุมที่เอาจริงเอาจังงานที่แข่งขันและหวังผลสูงถ้าเลือกได้ ลาออกจากการเป็นกรรมการอะไรต่อมิอะไรเสียบ้างก็ได้บรรยากาศของการประชุมมักจะเครียดเสมอสารความเครียดก็หลั่งตลอดเวลา...รู้ไหม? 

3. เลือกไปงานที่สำคัญและควรจะไปเท่านั้น ไม่เช่นนั้น เราจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย  

4. อ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารให้น้อยลง โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรมหรือข่าวเครียดๆทุกวัน 5. เลิกดูรายการทีวี.ที่เครียด หรือรายการข่าวหนักๆ ที่ซ้ำๆ กันทุกวัน  


6. อย่ารับปากหรือสัญญาว่าจะทำอะไรให้ใครๆ ง่ายๆ ด้วยความเกรงใจเลยหัดปฏิเสธให้เป็น  

7. อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นเลย ทำได้ยากมากจะทำให้เราจมปลักอยู่กับความผิดหวังในตัวคนอื่น และเกลียดชังสังคมรอบตัว พยายามรักคนอื่น และยอมรับเขาตามความเป็นจริงเถิด 
ถ้ารักไม่ลง ก็มองข้ามเขาไป และลดความคาดหวังในตัวเขาลงด้วย เมื่อเวลาผ่านไป เราหันไปมองเขาใหม่ เราจะเข้าใจยอมรับและรักเขาตามความเป็นจริงได้มากขึ้น 

8. หัดไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นเพื่อนตนเองได้จะลดขั้นตอนและความยุ่งยากใจ เวลา จะต้องทำอะไรหรือไปไหนได้มากขึ้น 9. ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจ บ้าเกียรติยศชื่อเสียงลงบ้างจะทำให้คุณไม่เครียดกับการเฆี่ยนตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งขันกับคนรอบข้างตลอดเวลาจนลืมสร้างมิตรและไม่เคยพอใจตัวเองเลยไม่ว่าจะได้มามากเท่าไร 

10. ถ้าจะรักใครสักคน อย่าหลงรักเขาทั้งหมดของชีวิตและอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิต เขาด้วย จงคิดเพียงจะอยู่ข้างๆ เขาก็พอแล้ว การรักแบบนี้จะทำให้รักกันได้นานๆ 


11. ลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมด ลองทำดูตามที่แนะนำมานะครับ เราจะรู้สึกว่าชีวิตโล่งและเบามากขึ้น เหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่คับแคบ หรือรัดรึง อึดอัด เวลาตัวเองเบาๆ ใจสบายๆ ความคล่องตัวจะมีมากขึ้น จนคุณแปลกใจตัวเอง.ร่วมด้วยช่วยกัน สร้างสรรค์สังคมไทย

__________________

เมื่อจัดการกับตัวเองได้ดีแล้ว ก็เอาเวลาและพลังส่วนหนึ่ง มาทุ่มให้กับการช่วยกันปฏิวัติบ้านเมืองให้จงได้นะครับ เวลาสมองใส ใจเบาสบาย คิดจะทำอะไรก็จะได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้นครับ   อิ ๆ

ความคิดและคติดี ๆ จากเพื่อนถึงเพื่อน... อาจเปลี่ยนชีวิตคุณและเปลี่ยนโลกได้

มีหลายครั้ง ที่พี่น้องในแวดวงส่งอะไรดี ๆ ที่เป็นเหมือนจดหมายลูกโซ่ในอดีต ซึ่งคนรับก็มักจะรู้สึกว่าต้องส่งต่อ  และบางทีก็มีคำขู่ไว้ด้วยหากไม่ส่งต่อ ฮิ ๆ   แต่บางครั้ง เนื้อหาสาระดีมาก ๆ และควรค่าแก่การส่งต่อ  บางทีเป็นบทสรุปจากชีวิตของคน ๆ หนึ่งทั้งชีวิตเลยทีเดียว  

(ภาพประกอบ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเลยครับ ฮี่ ๆ)








ข้างล่างนี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่อ่านแล้วรู้ว่าคนเขียน หากไม่ไปรวบรวมจากแหล่งอื่นมา ก็ถือว่า เป็นคนเข้าใจชีวิต และน่าจะผ่านชีวิตมามาก  มีประโยชน์มากทีเดียว ลองอ่านแล้วคิดย้อนหาตัวเอง ว่ามีอะไรสอดคล้องหรือขัดแย้งกับแต่ละข้อหรือไม่  หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ  

ขออานิสงฆ์ย้อนกลับไปยังผู้ร่างเนื้อความและผู้ส่งต่อทุกท่านด้วยครับ 




"โดนใจมาก"

1. อะไรก็ตาม ถ้าได้มาแล้ว รู้จักรักษา เชื่อว่าสิ่งนั้นๆ จะอยู่กับเรา ได้นานเสมอ
2. "คนเก็บขยะ" คือ คนที่เสียสละ เอาตัวเข้าไปแลกกับ ของเหม็นเน่า เพื่อเอาไปทิ้ง โลกนี้น่าอยู่ ก็เพราะพวกเขานะ
3. ถ้ายังไม่ปล่อยมือ จากอดีต แล้วจะเอามือไหน ไปคว้าอนาคต
4. อย่าใช้เวลาทั้งชีวิต หาเงิน   จงใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิต หาเงิน เพื่อใช้ตลอดชีวิต
5. จงอย่า อิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิต ให้คนอื่น อิจฉา
6. บางครั้ง สิ่งที่เราเห็น อาจจะ ไม่เป็นอย่างที่เราคิด ฉะนั้น อย่าตัดสินคนอื่นจาก ความรู้สึกส่วนตัว
7. ถ้าคุณตกหลุมรัก คนสองคน ในเวลาเดียวกัน จงเลือกคนที่สอง เพราะถ้าคุณรักคนแรก คุณจะไม่มีคนที่สอง อย่างแน่นอน
8. อย่าตกเป็นทาสของ กฏเกณฑ์นั่นคือ การใช้ชีวิต ตามความคิด ของคนอื่น อย่าปล่อยให้ เสียงของคนอื่น ดังกลบเสียงหัวใจ ของเราเอง
9. คนที่มีความคิด เป็นเถ้าแก่  จบ ป.4 ก็เป็นเถ้าแก่ได้คนที่จบปริญญาโท แต่คิดจะเป็นลูกจ้าง มันก็คือลูกจ้าง ทั้งชีวิต
10. สติ ทำให้เรื่องใหญ่ กลายเป็นเรื่องเล็ก
อคติ ทำให้เรื่องเล็ก กลายเป็นเรื่องใหญ่
11. ความสุข แม้จะอยู่กับเราได้ ไม่นาน แต่ความทรงจำที่ดี จะอยู่กับเราตลอดไป
12. ไม่จำเป็นต้องทำตัว ให้ใครชมว่าดี แค่รู้ว่าจิตสำนึก ที่เรามีมันดีก็พอแล้ว
13. หากพอมีกำลัง อย่าไปหวังพึ่งใคร ต่อหน้านั้นคือน้ำใจ ลับหลังไปคือ หนี้บุญคุณ
14. ร้องไห้ เอาชนะใจคนได้ บางคน แต่ยิ้มแย้ม เอาชนะใจคนได้ เกือบทั้งโลก
15. คุณอาจจะต้อง ทำความรู้จัก กับคนนับร้อย กว่าจะได้พบ เพื่อนแท้เพียงไม่กี่คน
16. อยู่ต่ำให้มองสูง อยู่สูงให้มองต่ำ
17. หนามแหลมคม ไม่ต้องเสี้ยม คนแหลมคม ไม่ต้องสอน
18. ไม่พูดไม่ได้ แปลว่าไม่รู้ เงียบไม่ได้แปลว่าโง่ แต่ฉลาดพอที่จะนิ่ง
19. ถ้าเรา วิ่งหนีปัญหาไม่พ้น ก็ลองวิ่งชน มันดูสักครั้ง
20. คนเรา ไม่วางแผนที่ยาวไกล ความทุกข์จะเกิดขึ้น ในไม่ช้า
21. อย่ากลัว การเริ่มต้นใหม่ และอย่าแคร์ สายตาใคร ตราบใดที่เรา ยังหายใจ ด้วยจมูกของเราเอง
22. คนอื่น ไม่ให้โอกาสเรา ยังไม่น่าเศร้า เท่ากับเรา ไม่ให้โอกาสตัวเอง
23. กระจก ไม่เคยดูถูกใคร มีแต่คนที่ไม่มั่นใจ ที่ดูถูกตัวเอง
24. คนฉลาด ไม่ใช่ผู้ที่ ชนะการโต้แย้ง แต่คนฉลาด คือผู้ที่ออกห่างจาก การโต้แย้ง ตั้งแต่เริ่มต้น
25. คนที่ใช้ชีวิตคุ้มค่า คือ คนที่ได้ทำ ในสิ่งที่อยากทำ ไม่ใช่เพราะได้ทำ ในสิ่งที่ คนอื่นอยากให้ทำ
26. อย่าเป็นคนเก่ง ที่แล้งน้ำใจ แต่จงเป็น คนธรรมดาทั่วไป ที่มีน้ำใจ และไม่เห็นแก่ตัว
27. มองปัญหา ให้เหมือนกับ เม็ดทราย ถึงจะเยอะมากมาย แต่เม็ดทราย ก็เล็กนิดเดียว
28. ไม่มีใครดีเลิศหรือ เพอร์เฟค หรอก เพราะขนาดดินสอ ยังต้องมียางลบ
29. ใครจะดูถูกเรา ก็ปล่อยให้เค้าดูถูกไป แต่จงท่องให้ขึ้นใจว่า เราจะไม่ดูถูกตัวเอง

ส่งต่อ
นะคนดีที่หนึ่งเลย




โพสต์ล่าสุด

ทำไมต้องดูสาระ: พรรคส้มต่างจากการเมืองแบบเดิมอย่างไร

ทำไมต้องดูสาระ: พรรคส้มต่างจากการเมืองแบบเดิมอย่างไร ทำไมต้องดู “สาระ” ไม่ใช่แค่ความชอบ: พรรคส้มต่างจากการเมืองแบบเดิมอย่างไร ...

Popular Posts