“ประชาธิปไตยแบบกำกับควบคุม” และโครงสร้างอำนาจเชิงเครือข่ายในประเทศไทย

คันฉ่องส่องระบอบการเมืองไทยร่วมสมัย

คันฉ่องส่องระบอบการเมืองไทยร่วมสมัย

การทำความเข้าใจ “ประชาธิปไตยแบบกำกับควบคุม” และโครงสร้างอำนาจเชิงเครือข่าย

บทนำ

ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยยังคงจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นระยะ พรรคการเมืองยังคงมีบทบาท และรัฐธรรมนูญถูกยกย่องเป็นกรอบสูงสุดของการปกครอง ภาพลักษณ์ภายนอกอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าประเทศนี้ดำเนินอยู่ในระบอบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ทว่าเมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างลึก ๆ แล้ว จะพบว่าอำนาจทางการเมืองไม่ได้แข่งขันกันบนเวทีที่เท่าเทียมอย่างแท้จริง สนามการเมืองถูกออกแบบและคอยกำกับอย่างเป็นระบบ เพื่อให้กลุ่มอำนาจดั้งเดิมและสถาบันหลักยังคงรักษาความได้เปรียบไว้ได้อย่างมั่นคง นักรัฐศาสตร์หลายท่านจึงจัดวางประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม hybrid regime หรือ “ระบอบผสม” ที่ผสานรูปแบบประชาธิปไตยเข้ากับกลไกการควบคุมอำนาจโดยชนชั้นนำและสถาบันรัฐอย่างแนบแน่น

กรอบแนวคิด: ระบอบผสม (Hybrid Regime)

Steven Levitsky และ Lucan Way นักรัฐศาสตร์ผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ อธิบายว่า ระบอบผสมคือระบบการปกครองที่ยังคงรักษารูปแบบประชาธิปไตยไว้ เช่น การเลือกตั้งและสถาบันการเมืองแบบตัวแทน แต่ในทางปฏิบัติ กลไกของรัฐถูกนำมาใช้เพื่อกำกับและบิดเบือนผลลัพธ์ทางการเมือง ทำให้การแข่งขันทางการเมืองกลายเป็นเพียงภาพลวงตา แม้ฝ่ายค้านจะยังคงมีตัวตนและพื้นที่ในการเคลื่อนไหวได้บ้าง แต่โครงสร้างอำนาจโดยรวมถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มอำนาจเดิมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

ลักษณะสำคัญของระบอบผสม ได้แก่
  • มีการเลือกตั้งเป็นประจำ แต่การแข่งขันไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียม
  • สถาบันรัฐ โดยเฉพาะองค์กรที่ควรเป็นกลาง ถูกใช้เป็นเครื่องมือกำกับทิศทางการเมือง
  • กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกลไกความมั่นคงถูกนำมาใช้จำกัดหรือกีดกันคู่แข่งทางการเมือง
  • ความชอบธรรมของระบอบถูกสร้างและเสริมสร้างผ่านวาทกรรมชาติ ศาสนา สถาบันหลัก หรือความมั่นคงของรัฐ แทนที่จะมาจากการตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

โครงสร้างอำนาจการเมืองไทยร่วมสมัย: เครือข่ายที่ค้ำจุนกันและกัน

อำนาจในประเทศไทยไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่บุคคลหรือรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกกระจายและกระจายตัวอยู่ในเครือข่ายสถาบันหลายชั้นที่ทำหน้าที่ค้ำประกันและรักษาเสถียรภาพของระเบียบอำนาจเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น เครือข่ายนี้ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งสามารถท้าทายหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างแท้จริง

1. สถาบันพระมหากษัตริย์

  • ดำรงตำแหน่งเป็นศูนย์กลางแห่งความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์และอุดมการณ์ของรัฐ
  • มีบทบาททั้งทางวัฒนธรรม การเมือง และการรักษาความมั่นคงเชิงอุดมการณ์
  • ถูกวางไว้ในฐานะสถาบันที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อเป็นจุดยึดเหนี่ยวของชาติ

2. กองทัพ

  • ทำหน้าที่ผู้ค้ำประกันระเบียบรัฐและความมั่นคงของชาติ
  • มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการเข้าแทรกแซงเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง
  • ยังคงรักษาบทบาทเชิงสถาบันและอิทธิพลในช่วงเวลาที่เปราะบาง

3. ระบบราชการและองค์กรตุลาการ

  • ทำหน้าที่กำกับ ถ่วงดุล และตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
  • องค์กรอิสระต่าง ๆ มีอำนาจสูงในการตัดสินชะตากรรมทางการเมืองของนักการเมืองและพรรคการเมือง

4. ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ

  • สนับสนุนเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของกลุ่ม
  • เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับเครือข่ายรัฐและอำนาจทางการเมืองผ่านความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์

กลไกที่จำกัดความเป็นประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ

การออกแบบรัฐธรรมนูญและกติกาการเมือง

รัฐธรรมนูญหลายฉบับถูกออกแบบให้มีกลไกถ่วงดุลที่เอียงไปทางฝ่ายอนุรักษนิยม เช่น วุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่มีอำนาจสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี หรือกติกาพรรคการเมืองและระบบเลือกตั้งที่ทำให้พรรคขนาดใหญ่และพรรคเล็กแข่งขันกันอย่างไม่เท่าเทียม

บทบาทขององค์กรอิสระและตุลาการ

องค์กรเหล่านี้มีอำนาจสูงในการยุบพรรคการเมือง ถอดถอนนักการเมือง หรือตีความรัฐธรรมนูญในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

กฎหมายความมั่นคงและข้อจำกัดเสรีภาพ

กฎหมายหลายฉบับถูกนำมาใช้ควบคุมการชุมนุม การแสดงออก และการเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่งผลให้พื้นที่สาธารณะสำหรับการมีส่วนร่วมและวิพากษ์วิจารณ์ถูกบีบแคบลงอย่างต่อเนื่อง

การเลือกตั้ง: ความชอบธรรมที่มาพร้อมเงื่อนไข

การเลือกตั้งยังคงเป็นพิธีกรรมสำคัญที่สุดในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบ แต่ด้วยกติกาที่ไม่เท่าเทียม โครงสร้างอำนาจที่เอียงข้าง และการใช้กลไกอื่น ๆ มาควบคุม ผลลัพธ์ที่ได้จึงมักไม่สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การเลือกตั้งจึงกลายเป็นทั้งเครื่องมือสร้างความชอบธรรม และเป็นเวทีที่ถูกกำกับควบคุมในเวลาเดียวกัน

ไทยในบริบทโลก: ระบอบผสมที่ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ประเทศไทยไม่ได้โดดเดี่ยวในลักษณะนี้ ระบอบผสมหรือ competitive authoritarianism แบบนี้ปรากฏในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ที่เน้นประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ฮังการีและตุรกีที่ใช้ชาตินิยมและศาสนาเป็นฐานความชอบธรรม หรือรัสเซียที่เน้นความมั่นคงของรัฐ แต่ละประเทศปรับใช้กลไกกำกับควบคุมให้เข้ากับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของตนเอง

ผลกระทบต่อประชาธิปไตยและสังคมไทย

  • ความเชื่อมั่นในระบบตัวแทนและการเลือกตั้งลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ความขัดแย้งทางการเมืองถูกยืดเยื้อและซับซ้อนยิ่งขึ้น
  • พื้นที่การมีส่วนร่วมและการแสดงออกของประชาชนถูกจำกัด
  • การปฏิรูปเชิงโครงสร้างกลายเป็นเรื่องยากลำบาก เนื่องจากโครงสร้างอำนาจเดิมยังคงแข็งแกร่ง

บทสรุป: ประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์ภายใต้การกำกับควบคุม

ประเทศไทยมิได้ปราศจากประชาธิปไตย หากแต่เป็นประชาธิปไตยที่ดำเนินอยู่ในกรอบการกำกับควบคุมของเครือข่ายอำนาจหลายชั้น ซึ่งทั้งค้ำจุนและจำกัดขอบเขตของกันและกันอย่างซับซ้อน

การพยายามทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อจุดประกายความแตกแยก แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้สังคมไทยสามารถอภิปรายและหาทางออกสู่อนาคตทางการเมืองอย่างมีเหตุผล เปิดเผย และอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกัน ระหว่างการรักษาเสถียรภาพของรัฐ ความชอบธรรมที่ยั่งยืน และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนอย่างแท้จริง

โพสต์ล่าสุด

คำปราศรัย State of the Union 2026<br>โดยประธานาธิบดี Donald Trump<br>และคำตอบโต้จากพรรคเดโมแครต

Trump 2026 State of the Union & Democratic Response 🇺🇸 คำปราศรัย State of the Union 2026 โดยประธานาธิบดี Donald Trump และคำ...

Popular Posts