มดแดงล้มช้าง: ทฤษฎีปฏิวัติสันติในบริบทการเมืองไทยสมัยใหม่
ในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไทย เรามักเห็นภาพการลุกฮือของประชาชนที่พุ่งทะยานอย่างรุนแรง แต่สุดท้ายก็มักถูกกลบมิดด้วยกลไกอำนาจเดิมที่แข็งแกร่งและปรับตัวได้รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาทมิฬ 2535, การชุมนุมเสื้อแดง 2552-2553 หรือแม้แต่ขบวนการสามนิ้วในปี 2562-2563 เหล่านี้ล้วนเป็น "ไฟไหม้ฟาง" ที่ลุกโชนแล้วดับวูบ เมื่อเผชิญกับการปราบปราม การบิดเบือนกฎหมาย และการสร้างความหวาดกลัวในสังคม
ทฤษฎี "มดแดงล้มช้าง" ซึ่งพัฒนาขึ้นจากบทเรียนเหล่านี้และประสบการณ์การต่อสู้สันติวิธีทั่วโลก จึงเสนอแนวทางใหม่ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยไม่พึ่งพาความรุนแรง แต่ใช้พลังของปวงชนที่ตื่นรู้และประสานงานกันอย่างเป็นระบบ
แนวคิดหลักของทฤษฎีมดแดงล้มช้าง
- มดแดง หมายถึงประชาชนทุกภาคส่วนของไทย—ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา คนรุ่นใหม่ แรงงาน เกษตรกร คนจนเมือง ชุมชนท้องถิ่น หรือแม้แต่ข้าราชการและธุรกิจขนาดกลาง—ที่ตื่นรู้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การทุจริต การกดขี่สิทธิเสรีภาพ และการครอบงำอำนาจโดยกลุ่มยึดโยงกับสถาบันเก่าแก่ มดแดงไม่ใช่กลุ่มเฉพาะเจาะจง แต่คือ "ปวงชน" ที่มีพลังในตัวเอง เมื่อรวมกันเป็นฝูงใหญ่ จะสร้างแรงกัดที่ต่อเนื่องและครอบคลุมทุกมิติ
- ช้าง เป็นสัญลักษณ์ของระบบอำนาจเผด็จการและอำนาจเก่าที่ใหญ่โต มีเครื่องมือครบวงจร ทั้งกองทัพ ตำรวจ ศาล องค์กรอิสระ กฎหมายพิเศษ (เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) สื่อกระแสหลัก และการสร้าง countermobilization (เช่น กลุ่มอนุรักษนิยมหรือม็อบสีอื่น) ช้างตัวนี้แข็งแกร่ง สามารถเหยียบย่ำหรือปัดเป่าความขัดแย้งได้ง่าย แต่ก็มีจุดอ่อน: หากถูก "กัด" จากทุกจุดอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยไม่ให้โอกาสฟื้นตัว ช้างจะอ่อนแอ สั่นคลอน และล้มลงเองในที่สุด
หลักการพื้นฐานคือ พลังปริมาณ (จำนวนมาก) + คุณภาพ (วินัย ความตื่นรู้ ยุทธศาสตร์) จะเหนือกว่าอำนาจเชิงเดี่ยวที่กระจุกตัว
ทฤษฎีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากขบวนการสันติวิธีที่ประสบความสำเร็จจริง เช่น การต่อต้านอาณานิคมของคานธีในอินเดีย, การล้มมิโลเซวิชด้วยขบวนการ Otpor! ในเซอร์เบีย (ที่ใช้สัญลักษณ์กำปั้นสามนิ้วคล้ายขบวนการไทย) และบทเรียนจากขบวนการประชาธิปไตยในหลายประเทศที่หลีกเลี่ยงความรุนแรงเพื่อรักษาความชอบธรรมในสายตาโลกและคนในชาติ
การนำทฤษฎีไปใช้ในบริบทไทย: บทเรียนจากความล้มเหลวและทางออก
การเคลื่อนไหวในไทยมักบกพร่องในจุดเดียวกันซ้ำซาก: พลังกระจายตัวแต่ขาดโครงสร้างยั่งยืน, ฐานมวลชนจำกัดเฉพาะคนเมืองและคนรุ่นใหม่, การทะลุประเด็นโครงสร้างลึก (เช่น การปฏิรูปสถาบัน) เร็วเกินไปโดยไม่สร้าง consensus กว้างขวางก่อน, และรัฐสามารถใช้ "carrot and stick" (แจกเงินเยียวยา + ปราบ + โควิดเป็นข้ออ้าง) เพื่อทำให้มวลชนถอยกลับ
ทฤษฎีมดแดงล้มช้าง จึงเสนอแนวทางปฏิบัติที่ปรับให้เข้ากับบริบทไทย ดังนี้:
- การตื่นรู้และการศึกษาเชิงโครงสร้าง — เริ่มจาก "มหาวิทยาลัยประชาชน" หรือเครือข่ายศึกษาออนไลน์/ออฟไลน์ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจปัญหาไม่ใช่แค่ผิวเผิน แต่ถึงรากเหง้า
- สร้างเครือข่าย decentralized แต่มีวินัย — ไม่พึ่งแกนนำเด่นคนเดียว แต่สร้าง coalition กว้างระหว่างกลุ่มต่างๆ ให้เชื่อมโยงกัน
- ยึดสันติอหิงสาและวินัยอย่างเคร่งครัด — การใช้ความรุนแรงจะทำให้เสีย legitimacy
- ยุทธศาสตร์ระยะยาวและ stepwise — เริ่มจากประเด็นที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้อง แล้วค่อยขยายไปโครงสร้างลึก
- สร้างทางเลือกนอกท้องถนน — พรรคการเมืองก้าวหน้า การรณรงค์ทางกฎหมาย การ boycott เศรษฐกิจบางส่วน
- ป้องกันการบิดเบือนหลังชัยชนะ — สร้างโครงสร้างใหม่ที่กระจายอำนาจ ป้องกัน "มดแดง" บางตัวกลายเป็น "ช้างตัวใหม่"
รุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไปต้องเรียนรู้จากอดีต: อย่าปล่อยให้ passion ถูกกลบด้วยฝนกระหน่ำจากรัฐ แต่จงกลายเป็นฝูงมดแดงที่รวมรังใหญ่ มีแผนชัดเจน และกัดอย่างไม่หยุดยั้ง จนช้างต้องล้ม และแผ่นดินไทยจะได้สร้างใหม่บนพื้นฐานประชาธิปไตยที่แท้จริง—โดยปวงชน เพื่อปวงชน
เพียงดิน รักไทย
