พรรคส้ม ต่างจากพรรคการเมืองเก่า ๆ ตรงไหน?

พรรคส้ม ต่างจากพรรคการเมืองเก่า ๆ ตรงไหน?

พรรคส้ม (พรรคสายก้าวหน้า) ต่างจากพรรคการเมืองเก่า ๆ ตรงไหน?

1. อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชนจริง ๆ (ไม่ใช่แค่เลือกแล้วจบ)

การเมืองแบบเดิม: นักการเมือง/ผู้นำคือผู้ถืออำนาจหลัก ประชาชนมีบทบาทแค่เลือกตั้ง แล้วรอผลงานหรือ “เงียบ” ไป แนวคิดใหม่ (ก้าวหน้า): ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดตลอดเวลา รัฐบาล/นักการเมืองต้องรับผิดชอบ ถูกตรวจสอบได้ตลอด ผ่านกลไกประชาธิปไตยภายในพรรค การมีส่วนร่วมของสมาชิก และการเปิดเผยข้อมูลโปร่งใส ไม่ใช่ “พึ่งผู้นำดี” แต่สร้างระบบที่ป้องกันการใช้อำนาจมิชอบแม้ผู้นำเปลี่ยน

2. ทลายระบบอุปถัมภ์-เส้นสาย-การเมืองแบบซื้อใจ (Patronage Politics)

แบบเก่า: ใช้เงิน/โครงการแจกจ่าย/เส้นสายใหญ่-เล็ก/ผูกมัดด้วยผลประโยชน์ระยะสั้น (เช่น สิทธิพิเศษ ทรัพยากร) เพื่อแลกคะแนนเสียง แบบใหม่: ปฏิเสธการเมืองแบบ “อุปถัมภ์” เน้นสร้างกติกาที่เท่าเทียม โอกาสที่เปิดกว้างให้ทุกคนเข้าถึง ไม่ว่าจะฐานะใด ผ่านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การลดการผูกขาด และนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า (universal) ที่ไม่เลือกข้าง

3. เน้นระบบกติกาและสถาบันที่ตรวจสอบได้ มากกว่าพึ่ง “ผู้นำเข้มแข็ง” คนเดียว

แบบเก่า: มักหวังพึ่ง “ผู้นำดี ๆ” หรือ “คนเก่งคนเดียว” ที่จะมาปฏิรูปทุกอย่าง (แต่เสี่ยงอำนาจรวมศูนย์และคอร์รัปชัน) แบบใหม่: สร้างระบบโปร่งใส ตรวจสอบถ่วงดุล (checks & balances) ลดช่องโหว่การโกง ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ (เช่น e-Government, Open Data) และปฏิรูประบบราชการ/กองทัพ/องค์กรอิสระ ให้เป็นกลางจริง ไม่ถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจใดกลุ่มหนึ่ง

4. กล้าพูดและแตะประเด็นโครงสร้างอำนาจที่สังคมไทย “เลี่ยง” มานาน

แบบเก่า: มักหลีกเลี่ยงหรือพูดเบา ๆ เรื่องโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม เช่น การผูกขาดทางเศรษฐกิจ (ทุนใหญ่ครองตลาด), อำนาจนอกระบบ (ทหาร-ราชสำนัก-กลุ่มทุน), ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง, กฎหมายที่ล้าสมัย (เช่น ม.112, การเกณฑ์ทหาร), สิทธิ LGBTQ+, สิทธิแรงงาน, สิทธิที่ดิน แบบใหม่: กล้าพูดตรง ๆ ถึงรากเหง้าของปัญหา (structural inequality) และเสนอทางแก้แบบปฏิรูป (reform) ไม่ใช่แค่แก้เฉพาะหน้า เช่น ปฏิรูปสถาบัน ทลายทุนผูกขาด ปฏิรูปที่ดิน ยกเลิกเกณฑ์ทหาร สมรสเท่าเทียม เป็นต้น

5. การเมืองแบบ “อนาคต-ก้าวหน้า” ด้วยเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วม (Future-oriented & Participatory)

แบบเก่า: เน้นการเมืองแบบตัวต่อตัว หาเสียงด้วยเงิน/เส้นสาย/เวทีปราศรัยแบบดั้งเดิม แบบใหม่: ใช้เทคโนโลยี (social media, data-driven policy, crowdfunding, ประชาธิปไตยดิจิทัล) ลดคอร์รัปชัน เพิ่มการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่/สมาชิกพรรค เน้นนโยบายระยะยาวที่ยั่งยืน (sustainability) เช่น เศรษฐกิจสีเขียว การศึกษาเท่าเทียม โอกาสที่ไม่ขึ้นกับ “สายเลือด” หรือ “ฐานะครอบครัว”

6. ฐานคิดและฐานเสียงที่เปลี่ยนไป (จากปากท้องสู่ อุดมการณ์ + คุณภาพชีวิต)

แบบเก่า: เน้น “ปากท้องดี” เป็นหลัก (เศรษฐกิจนำ อุดมการณ์รอง) ฐานเสียงมักผูกกับผู้นำ/ภูมิภาค/ผลประโยชน์ แบบใหม่: เปลี่ยนการเมืองไทยให้มี “มิติอุดมการณ์” ชัดเจนขึ้น (progressive vs conservative) คนรุ่นใหม่/คนเมือง/คนการศึกษาเลือกเพราะเห็นด้วยกับ “วิสัยทัศน์สังคม” ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ระยะสั้น ทำให้เกิด “New Voter” ที่คิดต่างจากรุ่นก่อน

สรุปสั้น ๆ แบบเข้าใจง่ายที่สุด

ความต่างไม่ได้อยู่ที่ “ใครดีกว่าหรือเลวกว่า” แต่เป็น “ paradigma การเมือง” ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง:

• จากอำนาจรวมศูนย์ → สู่อำนาจประชาชนที่ตรวจสอบได้จริง
• จากระบบอุปถัมภ์/เส้นสาย → สู่กติกาเท่าเทียม + โอกาสเปิดกว้าง
• จากแก้ปัญหาเฉพาะหน้า/แจก → สู่แก้ที่รากฐานโครงสร้าง
• จากพึ่งผู้นำ/เงิน → สู่ระบบ + เทคโนโลยี + การมีส่วนร่วม
• จากการเมืองแบบเดิม (patron-client) → สู่การเมืองแบบอนาคต (progressive & participatory)

โพสต์ล่าสุด

ทำไมต้องดูสาระ: พรรคส้มต่างจากการเมืองแบบเดิมอย่างไร

ทำไมต้องดูสาระ: พรรคส้มต่างจากการเมืองแบบเดิมอย่างไร ทำไมต้องดู “สาระ” ไม่ใช่แค่ความชอบ: พรรคส้มต่างจากการเมืองแบบเดิมอย่างไร ...

Popular Posts