คันฉ่องส่องไทย: เสียงจากปลายดอย… เมื่อความอัดอั้นกลายเป็นคำถามต่อทั้งระบบ

คันฉ่องส่องไทย: เสียงจากปลายดอย… เมื่อความอัดอั้นกลายเป็นคำถามต่อทั้งระบบ
คันฉ่องส่องไทย

เสียงจากปลายดอย… เมื่อความอัดอั้นกลายเป็นคำถามต่อทั้งระบบ

ว่าด้วยความอัดอั้นของคนธรรมดาที่ไม่ได้บ่นเพียงเพราะอารมณ์ แต่กำลังสะท้อนรอยร้าวที่สะสมอยู่ในโครงสร้างประเทศ

เช้าวันหนึ่ง มีข้อความยาวจากหญิงคนหนึ่งในภาคเหนือส่งลอยเข้ามา ข้อความนั้นไม่ได้เริ่มด้วยภาษาทฤษฎี ไม่ได้วางคำใหญ่โต ไม่ได้พยายามทำให้ดูเป็นนักวิชาการ หากเริ่มจากความรู้สึกตรง ๆ ของคนธรรมดาที่มองบ้านเมืองแล้วเหนื่อยใจ มองการเมืองแล้วอยากเบือนหน้า มองเศรษฐกิจแล้วเห็นแต่ทางตัน มองอนาคตแล้วไม่แน่ใจว่าประเทศนี้ยังเหลืออะไรให้ลูกหลานได้ยึดเป็นความหวัง

“การเมืองมันห่วยแตก… ไม่อยากมอง แต่มันก็ยังอยู่”

ประโยคสั้น ๆ แบบนี้ บางคนอาจอ่านแล้วผ่านไป คิดว่าเป็นเพียงคำบ่นอีกชิ้นหนึ่งในทะเลแห่งความไม่พอใจ แต่ถ้าเราหยุดฟังให้ดี จะพบว่านี่ไม่ใช่เพียงการระบายอารมณ์ส่วนตัว หากเป็นเสียงจากปลายดอยที่กำลังสะท้อนความจริงอย่างหนึ่งของสังคมไทย นั่นคือ คนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกแค่ผิดหวังกับรัฐบาลชุดหนึ่งหรือบุคคลคนหนึ่งเท่านั้น แต่กำลังรู้สึกว่าระบบทั้งระบบไม่ตอบแทนความอดทนของพวกเขาอีกแล้ว

ในข้อความนั้น มีทั้งความโกรธ ความสับสน ความหวาดระแวง และความสิ้นศรัทธาปะปนกันอยู่ เป็นอารมณ์แบบที่เกิดขึ้นเมื่อประชาชนมองเห็นภาพซ้ำ ๆ จนเริ่มเชื่อว่าทุกอย่างถูกล็อกไว้หมดแล้ว อำนาจวนอยู่ในกลุ่มเดิม ตำแหน่งสำคัญส่งต่อกันเหมือนมรดก การบริหารบ้านเมืองไม่สะท้อนคุณภาพที่ประชาชนคาดหวัง และประเทศทั้งประเทศดูเหมือนกำลังถูกลากไปข้างหน้าโดยไม่มีเข็มทิศที่เชื่อมโยงกับชีวิตคนเล็กคนน้อยเลย

เมื่อการเมืองถูกมองว่าเป็นเรื่องของเครือข่าย มากกว่าความสามารถ

สิ่งที่สะท้อนออกมาชัดเจนที่สุดจากเสียงนี้ คือความรู้สึกว่าการเมืองไทยไม่ใช่สนามของคนมีความสามารถ หากเป็นสนามของคนมีสาย มีบ้าน มีพวก และมีหลังพิงที่มั่นคง ประชาชนจึงมองเห็นภาพของตำแหน่งรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจบางคนอย่างไม่ไว้วางใจ เพราะสำหรับพวกเขา สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าไม่ใช่ความน่าเชื่อถือ แต่คือการสืบทอดและการจัดวางคนกันเองเข้าไปนั่งในตำแหน่งที่ควรกำหนดอนาคตของประเทศ

ตรงนี้เองที่ความผิดหวังทางการเมืองไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป เพราะเมื่อคนเชื่อว่าระบบไม่คัดสรรคนจากความสามารถ ผลสะเทือนจะลามไปไกลกว่าความรู้สึกเกลียดนักการเมือง มันจะค่อย ๆ ทำลายความเชื่อของประชาชนต่อหลักความยุติธรรม ทำให้คนเริ่มรู้สึกว่าต่อให้ตนทำดีหรือมีความสามารถเพียงใด ก็อาจไม่มีความหมายในประเทศที่เส้นสายใหญ่กว่าความสามารถ และพวกพ้องมีน้ำหนักมากกว่าผลงาน

ราคาน้ำมันที่แพง ไม่ได้เป็นแค่เรื่องต้นทุน แต่เป็นเรื่องความไว้ใจ

อีกประเด็นที่หญิงจากภาคเหนือพูดด้วยน้ำเสียงคับข้อง คือราคาน้ำมัน เธอมองไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยต้องแบกรับค่าน้ำมันที่สูง ในเมื่อประเทศก็มีทรัพยากรของตัวเองอยู่บ้าง และในความรู้สึกของเธอ ภาพทั้งหมดดูเหมือนการอ้างเหตุผลซ้ำ ๆ จากชนชั้นบริหารที่ไม่เคยอธิบายอะไรให้ประชาชนเชื่อได้จริง

ในทางข้อเท็จจริง เรื่องพลังงานมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก ราคาน้ำมันเกี่ยวข้องกับตลาดโลก ภาษี โครงสร้างการกลั่น การนำเข้าและส่งออก รวมถึงกองทุนน้ำมันและนโยบายรัฐ แต่ในทางการเมือง ความซับซ้อนทางเทคนิคไม่อาจลบคำถามพื้นฐานของประชาชนได้ นั่นคือ หากระบบนี้เป็นธรรมจริง เหตุใดชีวิตความเป็นอยู่ของคนธรรมดาจึงหนักขึ้นอยู่เสมอ และเหตุใดคำอธิบายจากฝ่ายอำนาจจึงฟังเหมือนเหตุผลที่มีไว้กันคำถาม มากกว่าจะมีไว้คลายข้อสงสัย

เมื่อราคาน้ำมันกลายเป็นความทุกข์รายวัน มันจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขบนป้ายปั๊มอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรู้สึกว่า ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นเสมอ ขณะที่คนบนยอดพีระมิดไม่เคยดูเหมือนจะเจ็บปวดไปพร้อมกัน

ความจนในภูมิภาคไม่เคยหายไป เพียงแต่ถูกทำให้เงียบลง

ประโยคที่ว่า “ภาคเหนือก็ยังจนเหมือนเดิม ไม่มีโรงงาน ไม่มีแหล่งงานทำ” นั้น เรียบง่ายแต่บาดลึก เพราะมันพาเราไปแตะหัวใจของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยแบกมานานหลายทศวรรษ การพัฒนากระจุกอยู่บางพื้นที่ เมืองใหญ่โตขึ้น เขตเศรษฐกิจบางแห่งได้รับการผลักดันอย่างเต็มกำลัง แต่หลายจังหวัดยังคงวนอยู่กับรายได้ต่ำ การทำเกษตรที่เปราะบาง และการรอให้ลูกหลานออกจากบ้านไปขายแรงงานในเมืองหรือไกลถึงต่างประเทศ

ปัญหาเช่นนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง “จน” กับ “ไม่จน” แต่มันหมายถึงการที่ผู้คนในบางภูมิภาคเริ่มรู้สึกว่าตนไม่มีที่ยืนในจินตนาการแห่งอนาคตของชาติ พวกเขาไม่ได้เห็นแผนการพัฒนาที่ออกแบบจากชีวิตจริงของพื้นที่ ไม่ได้เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ลงลึกถึงระดับชุมชน และไม่ได้เห็นรัฐที่เข้าใจว่าการปล่อยให้ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งจมอยู่กับการขาดงาน ขาดอุตสาหกรรม ขาดโครงสร้างรองรับ เท่ากับการบ่มเพาะความสิ้นหวังไว้เงียบ ๆ ใต้พื้นผิวสังคม

แรงงานข้ามชาติและความโกรธที่กำลังมองหาตัวแทน

ในข้อความเดียวกัน ยังมีความกังวลเรื่องแรงงานต่างชาติและผู้คนจากภายนอกที่หลั่งไหลเข้ามาอยู่และทำมาหากินในพื้นที่ เสียงแบบนี้เราได้ยินมากขึ้นในหลายจังหวัดของไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี งานหาย รายได้หด และรัฐดูไม่สามารถควบคุมหรืออธิบายสถานการณ์ให้ชัดเจนได้ ความกลัวจึงหันไปจับกับคนที่มองเห็นง่ายที่สุด นั่นคือคนแปลกหน้า คนต่างภาษา คนที่แต่งกายต่างไป หรือคนที่ถูกมองว่าเข้ามาแย่งโอกาสจากเจ้าของถิ่น

อย่างไรก็ดี ถ้าเรามองอย่างเป็นธรรม ต้องยอมรับว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงานข้ามชาติในเชิงเหมารวม หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยพึ่งพาแรงงานเหล่านี้อย่างมาก คำถามสำคัญอยู่ที่รัฐจัดการอย่างไร มีระบบขึ้นทะเบียน ตรวจสอบ ดูแล และสื่อสารอย่างเป็นธรรมหรือไม่ หากรัฐปล่อยให้ปัญหาถูกหมักหมม ผู้คนย่อมหันไปอธิบายสถานการณ์ด้วยอคติ ความกลัว หรือข่าวลือ และเมื่อถึงจุดนั้น ความโกรธทางเศรษฐกิจก็พร้อมจะแปรเป็นความขัดแย้งทางสังคมทันที

ป่า ภูเขา ที่ดิน และความยุติธรรมสองมาตรฐาน

สิ่งที่เจ็บปวดไม่แพ้เรื่องงานหรือค่าครองชีพ คือความรู้สึกว่ากฎหมายไทยไม่เคยตกลงบนหัวทุกคนด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน หญิงคนนี้เล่าถึงภูเขา รีสอร์ต การบุกรุกพื้นที่ การใช้เอกสารสิทธิ์ และการไล่คนบางกลุ่มออกจากพื้นที่ที่อยู่กันมาหลายชั่วอายุคน ภาพเหล่านี้แม้จะต้องตรวจสอบเป็นกรณี ๆ ไป แต่ในระดับความรู้สึกทางสังคม มันสะท้อนสิ่งที่คนไทยจำนวนมากเชื่อเหมือนกัน คือบ้านเมืองนี้มีกฎหมายสำหรับคนเล็ก กับกฎหมายอีกชุดสำหรับคนมีเส้น มีเงิน หรือมีอำนาจหนุนหลัง

เมื่อคนเห็นรีสอร์ตผุดบนภูเขา เห็นโครงการบางอย่างรุกพื้นที่ธรรมชาติ เห็นชุมชนดั้งเดิมถูกกดดันให้ถอย แต่ขณะเดียวกันคนมีอำนาจหรือทุนใหญ่กลับยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง ความเชื่อเรื่องความยุติธรรมก็จะพังลงทีละชั้น และเมื่อความยุติธรรมพัง การเคารพกฎหมายก็จะพังตาม เพราะประชาชนจะเริ่มถามว่า เหตุใดพวกเขาต้องเคารพกติกาที่ไม่เคยปกป้องพวกเขาเท่ากันเลย

ข่าวลือ ความหวาดระแวง และยุคที่ประชาชนไม่เชื่อใครง่าย ๆ อีกแล้ว

ในข้อความที่ส่งมานั้น มีทั้งเรื่องที่เป็นข้อสังเกตจากประสบการณ์ตรง และเรื่องที่เป็นลักษณะคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา ทั้งเรื่องกลุ่มทุนต่างชาติ การยึดพื้นที่ในอนาคต โครงการแปลกบนภูเขา ตลอดจนความเคลื่อนไหวของรัฐที่ยังไม่ชัดเจน เรื่องพวกนี้อาจจริงบางส่วน ไม่จริงบางส่วน หรือจริงในระดับที่ต้องการข้อมูลเพิ่ม แต่ไม่ว่าอย่างไร การมีอยู่ของข่าวลือเหล่านี้ก็สำคัญในตัวมันเอง เพราะมันบอกเราว่า ประชาชนกำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่รู้จะเชื่อใคร

เมื่อคนไม่เชื่อรัฐบาล ไม่เชื่อสื่อกระแสหลัก ไม่เชื่อระบบราชการ และไม่มั่นใจแม้แต่ข้อมูลที่ตนได้รับจากเครือข่ายส่วนตัว สังคมจะค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ของความระแวง ทุกข่าวกลายเป็นไปได้ ทุกข้อสงสัยถูกเลี้ยงให้โต และทุกช่องว่างของข้อมูลสามารถถูกเติมเต็มด้วยคำอธิบายที่ปลุกอารมณ์มากกว่าปลุกปัญญา นี่ไม่ใช่ปัญหาเล็ก เพราะสังคมที่อยู่บนฐานของความไม่เชื่อใจต่อเนื่อง จะตัดสินใจเรื่องใหญ่ด้วยความกลัวได้ง่ายกว่าด้วยเหตุผล

แท้จริงแล้ว เสียงนี้กำลังบอกอะไรเรา

ถ้าฟังเพียงผิวเผิน หลายคนอาจสรุปว่า นี่ก็แค่คนคนหนึ่งที่กำลังด่าไปทั่วอย่างไร้ทิศทาง แต่ถ้าฟังอย่างนักข่าว ฟังอย่างนักสังเกตการณ์สังคม และฟังอย่างคนที่ยังเชื่อว่าความทุกข์ของประชาชนมีความหมาย เราจะเห็นว่านี่คือเสียงของการหมดความไว้วางใจต่อทั้งระบบ เสียงนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าไม่ชอบรัฐบาล ไม่ชอบนักการเมือง หรือไม่พอใจราคาของแพง ทว่าเสียงนี้กำลังถามลึกกว่านั้นว่า ประเทศนี้ยังเหลือหลักอะไรให้ประชาชนเกาะอยู่หรือไม่

คำถามเรื่องใครจะเป็นนายกฯ ต่อไป จึงไม่ได้เป็นแค่คำถามเรื่องตัวบุคคล หากเป็นคำถามเรื่องศรัทธาต่ออนาคต เมื่อคนพูดว่า “มืดตึบ” นั่นหมายความว่าในสายตาของเขา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนคนหนึ่งแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น แต่คือการที่โครงสร้างเดิมยังคงหมุนซ้ำอยู่ และประชาชนไม่เห็นแรงใดที่จะพาประเทศออกจากวงจรเดิมได้จริง


ประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ขาดเพียงนโยบายดี ๆ หรือผู้นำที่พูดเก่งเท่านั้น สิ่งที่ขาดอย่างหนักคือความสามารถในการทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเสียงของพวกเขามีความหมาย ชีวิตของพวกเขาถูกมองเห็น และความทุกข์ของพวกเขาไม่ได้ถูกแปลเป็นเพียงตัวเลขในรายงานราชการหรือวัตถุดิบของการหาเสียงชั่วคราว เมื่อประชาชนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่าระบบไม่ฟัง ไม่อธิบาย ไม่ยุติธรรม และไม่ตั้งใจแก้จริง ความอัดอั้นก็จะไม่หยุดอยู่แค่ในข้อความส่วนตัว แต่มันจะกลายเป็นอารมณ์ร่วมของยุคสมัย

ประเทศไม่ได้พังเพราะคนบ่น ประเทศพังเมื่อคนบ่นจนหมดแรง และไม่มีใครฟังต่างหาก เสียงจากปลายดอยในครั้งนี้จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงในฐานะคำระบาย หากควรถูกอ่านในฐานะสัญญาณเตือนว่า เมื่อความไม่พอใจต่อการเมือง ค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ การจัดการแรงงาน ทรัพยากร และความยุติธรรม ไหลมารวมกันในใจของคนธรรมดา เสียงเล็ก ๆ หนึ่งเสียงย่อมสะท้อนความแตกร้าวขนาดใหญ่ของทั้งสังคมได้

และหากผู้มีอำนาจยังเลือกจะได้ยินเพียงเสียงปรบมือจากห้องแอร์ แต่ไม่ได้ยินเสียงถอนหายใจจากปลายดอย วันหนึ่งเสียงเหล่านั้นอาจไม่ใช่เพียงเสียงสะท้อนอีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนที่ทั้งระบบไม่อาจเมินเฉยได้อีกเลย

ดร. เพียงดิน รักไทย “คันฉ่องส่องไทย” มหาวิทยาลัยประชาชน

โพสต์ล่าสุด

คันฉ่องส่องไทย: เสียงจากปลายดอย… เมื่อความอัดอั้นกลายเป็นคำถามต่อทั้งระบบ

คันฉ่องส่องไทย: เสียงจากปลายดอย… เมื่อความอัดอั้นกลายเป็นคำถามต่อทั้งระบบ คันฉ่องส่องไทย เสียงจากปลาย...

Popular Posts