การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์: นโยบายต่างประเทศของทรัมป์กับการรื้อระบบจักรวรรดิการเงินอังกฤษ
ผู้วิเคราะห์: วิเคราะห์จากมุมมองของ Susan Kokinda, Promethean Action (18 เมษายน 2569)
บริบทและกรอบแนวคิด
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เมืองลอนดอน (City of London) ได้ดำรงตำแหน่งศูนย์กลางการกำหนดราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก (commodity pricing benchmarks) รวมถึงทองคำ โลหะ และน้ำมัน Brent crude รวมถึงการผูกขาดธุรกิจประกันภัยทางทะเลผ่าน Lloyd’s of London การควบคุมเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการ “ขู่กรรโชกทางเศรษฐกิจ” (world extortion) โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านสามารถควบคุมการไหลเวียนของน้ำมันได้
ตามมุมมองของ Kokinda การที่สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในตะวันออกกลางครั้งล่าสุด ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่อิหร่านโดยตรง แต่เป็นการตัดสายใยที่เชื่อมโยงเครือข่ายการเงินลอนดอนกับ “ภัยคุกคามอิหร่านถาวร” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจมานาน
ประเด็นวิเคราะห์หลัก
1. “Economic Fury” – คำเตือนตรงถึงลอนดอน
ในการประชุมวันที่ 16 เมษายน 2569 ระหว่างรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ Scott Bessent กับรัฐมนตรีคลังสหราชอาณาจักร Rachel Reeves คำว่า “Economic Fury” ถูกกล่าวถึงอย่างเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากฝ่ายสหรัฐฯ แม้สื่อส่วนใหญ่จะตีความว่าเป็นการกดดันอิหร่าน แต่ Kokinda ชี้ว่าเป็น สัญญาณเตือนโดยตรง ต่อวงการการเงินลอนดอน เกี่ยวกับการย้าย “โหนดกำหนดราคา” (pricing nodes) จากลอนดอนไปยังนิวยอร์ก
สหรัฐฯ ยังติดตามกระแสเงินไหลไปยังอิหร่าน ซึ่งบางส่วนวนเวียนผ่านระบบการเงินอังกฤษ การเคลื่อนไหวนี้จึงเป็นการตัดเส้นทางการเงินที่สนับสนุนระบบเก่า
2. การยุติ “ภัยคุกคามอิหร่านถาวร” และการหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอน
รัฐบาลทรัมป์ได้ผลักดันให้เกิดการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนเป็นเวลา 10 วัน (เริ่ม 16 เมษายน 2569) และสั่งห้ามการโจมตีเพิ่มเติม การกระทำนี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการ “ปลดอาวุธ” เนทันยาฮู โดยตัด “ไพ่ใบสำคัญ” คือการใช้ภัยจากอิหร่านและเฮซบอลเลาะห์เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจทางการเมืองภายในประเทศ
เมื่อ “ภัยคุกคามถาวร” ถูกทำให้ลดลง ความจำเป็นในการรักษาระดับความตึงเครียดในภูมิภาคเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะประกันภัยสงครามผ่าน Lloyd’s) ก็ลดลงตามไปด้วย
3. การสิ้นสุดระบบขู่กรรโชกโลก (World Extortion)
ระบบเก่าที่ลอนดอนควบคุมราคาน้ำมัน ราคาทองคำ และการประกันภัยสงคราม ทำให้เกิดผลประโยชน์มหาศาลทุกครั้งที่มีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง Kokinda ระบุว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังยุติโมเดลนี้ โดยย้ายอำนาจการกำหนดราคาและธุรกรรมทางการเงินกลับสู่ศูนย์กลางของสหรัฐฯ
4. ความสัมพันธ์พิเศษ (Special Relationship) ที่เสื่อมถอย
สถาบัน Hudson Institute หวังว่าการเยือนสหรัฐฯ ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ในช่วงปลายเดือนนี้จะช่วยซ่อมแซมความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-สหราชอาณาจักรที่กำลังตึงเครียด อย่างไรก็ตาม Kokinda มองว่าเป็นเพียง “คำอธิษฐาน” (Hail Mary) มากกว่ากลยุทธ์เชิงโครงสร้าง เพราะโครงสร้างทางการเงินและอำนาจของระบบจักรวรรดิถูกถอดรื้อออกไปแล้วในระดับพื้นฐาน
ข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์
มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวคิด “American System” แบบดั้งเดิมของสหรัฐฯ ซึ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ อธิปไตยทางเศรษฐกิจ และการต่อต้านระบบ oligarchy ระหว่างประเทศ (โดยเฉพาะระบบที่สืบทอดจากจักรวรรดิอังกฤษ) การเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้จึงอาจถูกตีความได้สองทาง:
- ด้านบวก: เป็นการฟื้นฟูความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และลดการพึ่งพาระบบเก่าที่อาจก่อให้เกิดความไม่เสถียร
- ด้านวิจารณ์: อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับพันธมิตรแบบดั้งเดิม และเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากการประชุม Bessent-Reeves และการประกาศหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอนสนับสนุนว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่ลึกกว่าการเผชิญหน้ากับอิหร่านเพียงอย่างเดียว
สรุป
หากการวิเคราะห์ของ Susan Kokinda ถูกต้อง แม้โลกจะมุ่งความสนใจไปที่ “อิหร่าน” แต่เกมที่แท้จริงอาจอยู่ที่การปรับโครงสร้างอำนาจโลกครั้งใหญ่ โดยสหรัฐฯ กำลังดึงอำนาจทางเศรษฐกิจกลับคืนจากลอนดอนสู่นิวยอร์กและวอชิงตัน การพัฒนาในช่วงเดือนเมษายน 2569 จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและระบบการเงินโลก
