คันฉ่องส่องไทย / บทอ่านเชิงโครงสร้างอำนาจ
เกมหมาป่ากับลูกแกะ: เมื่อกติกาถูกออกแบบมาให้ลูกแกะต้องแพ้
เกมหมาป่ากับลูกแกะ ไม่ใช่เกมของความยุติธรรม ไม่ใช่เกมของการแข่งขันอย่างเสมอภาค และไม่ใช่เกมที่ฝ่ายอ่อนแอมีโอกาสชนะด้วยความดี ความอดทน หรือความสุภาพเรียบร้อย หากแต่เป็นเกมที่ผลลัพธ์ถูกฝังอยู่ในโครงสร้างของกติกาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ลูกแกะต้องแพ้
ในเกมเช่นนี้ หมาป่าไม่ได้ชนะเพราะเก่งกว่าเพียงอย่างเดียว แต่ชนะเพราะสนามแข่งขัน อำนาจในการตีความกติกา เครื่องมือบังคับใช้ และเงื่อนไขของชัยชนะ ล้วนอยู่ในมือของหมาป่า ส่วนลูกแกะอาจมีเพียงความหวัง ความบริสุทธิ์ และเสียงร้องขอความเมตตา ซึ่งในเกมที่ถูกออกแบบโดยผู้ล่า สิ่งเหล่านี้แทบไม่มีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์เลย
ลูกแกะไม่ได้แพ้เพราะโง่ ไม่ได้แพ้เพราะขี้ขลาด แต่แพ้เพราะยอมอยู่ในเกมที่หมาป่าเป็นผู้ออกแบบ
หนึ่ง: เกมที่ไม่สมมาตร ไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือกับดัก
เกมที่ยุติธรรมต้องมีอย่างน้อยสามสิ่ง คือ ผู้เล่นที่มีสิทธิพื้นฐานใกล้เคียงกัน กติกาที่ใช้บังคับกับทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้า และกรรมการที่ไม่เป็นสมุนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ในเกมหมาป่ากับลูกแกะ เงื่อนไขทั้งสามนี้ไม่มีอยู่จริง
หมาป่ามีเขี้ยว มีเล็บ มีอำนาจโจมตี มีสิทธิเลือกจังหวะ มีสิทธิเลือกข้อกล่าวหา และมีสิทธิอธิบายเหตุผลของการล่า ส่วนลูกแกะมีหน้าที่เพียงอธิบายว่าตนเองไม่ได้ผิด ไม่ได้ยั่วยุ ไม่ได้ทำอันตราย และสมควรได้รับชีวิตต่อไปอีกวันหนึ่ง
นี่คือความไม่สมมาตรเชิงอำนาจอย่างแท้จริง ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจกระทำ อีกฝ่ายมีเพียงภาระต้องป้องกันตนเอง ฝ่ายหนึ่งสร้างข้อกล่าวหา อีกฝ่ายต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ฝ่ายหนึ่งควบคุมเวลา อีกฝ่ายถูกบีบให้ตอบโต้ภายใต้ความกลัว
สอง: ลูกแกะแพ้ เพราะเงื่อนไขชัยชนะไม่เคยถูกออกแบบไว้ให้ลูกแกะ
ในเกมปกติ ผู้เล่นทุกฝ่ายควรมีทางชนะของตนเอง แต่ในเกมหมาป่ากับลูกแกะ ลูกแกะไม่มีทางชนะ มีเพียงทางแพ้ช้า หรือแพ้เร็วเท่านั้น หากลูกแกะเงียบ หมาป่าก็กล่าวหาว่ายอมรับผิด หากลูกแกะโต้แย้ง หมาป่าก็กล่าวหาว่าท้าทาย หากลูกแกะหนี หมาป่าก็กล่าวหาว่ามีพิรุธ หากลูกแกะรวมฝูง หมาป่าก็กล่าวหาว่าสมคบคิด
นี่คือโครงสร้างของเกมที่อันตรายที่สุด เพราะทุกพฤติกรรมของฝ่ายอ่อนแอสามารถถูกตีความให้เป็นความผิดได้เสมอ กติกาไม่ได้มีไว้ตัดสินความจริง แต่มีไว้ให้ฝ่ายมีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือควบคุมความหมาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเรียกร้องให้ลูกแกะ “เล่นตามกติกา” จึงอาจเป็นคำพูดที่ฟังดีแต่โหดร้าย เพราะกติกานั้นไม่เคยถูกสร้างมาเพื่อคุ้มครองลูกแกะตั้งแต่แรก หากถูกสร้างมาเพื่อทำให้การล่าดูเหมือนมีเหตุผล ดูเหมือนถูกต้อง และดูเหมือนหลีกเลี่ยงไม่ได้
สาม: ความดีอย่างเดียวไม่พอ หากไม่เข้าใจโครงสร้างของเกม
ลูกแกะจำนวนมากเชื่อว่า หากตนสุภาพพอ อดทนพอ อธิบายดีพอ หรือแสดงความบริสุทธิ์ใจมากพอ หมาป่าอาจเมตตา แต่นั่นคือความเข้าใจผิดในเชิงโครงสร้าง เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่หมาป่าไม่เข้าใจลูกแกะ ปัญหาอยู่ที่หมาป่าได้ประโยชน์จากการไม่เข้าใจ
ในหลายสถานการณ์ ฝ่ายมีอำนาจไม่ได้ต้องการความจริง แต่ต้องการข้ออ้าง ไม่ได้ต้องการบทสนทนา แต่ต้องการการยอมจำนน ไม่ได้ต้องการความสงบที่เป็นธรรม แต่ต้องการความสงบที่ฝ่ายอ่อนแอเงียบลง
ดังนั้น ความดีจึงเป็นคุณธรรมที่จำเป็น แต่ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่เพียงพอ ความสุภาพจำเป็น แต่ไม่อาจแทนที่การวิเคราะห์อำนาจ ความอดทนมีคุณค่า แต่หากอดทนโดยไม่รู้ว่าเกมถูกออกแบบอย่างไร ความอดทนนั้นอาจกลายเป็นเพียงการยืดเวลาความพ่ายแพ้
สี่: ทางรอดไม่ใช่ชนะหมาป่าในเกมเดิม แต่คือการเปลี่ยนเกม
บทเรียนสำคัญที่สุดของเกมหมาป่ากับลูกแกะ คือ ลูกแกะไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับคำถามว่า “จะชนะหมาป่าในเกมนี้ได้อย่างไร” เพราะคำถามนั้นอาจผิดตั้งแต่ต้น คำถามที่ถูกต้องกว่าคือ “ทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องเล่นเกมที่หมาป่าออกแบบ”
ลูกแกะมีทางเลือกอย่างน้อยสามระดับ ระดับแรก คือการไม่เดินเข้าสู่กับดักโดยไม่จำเป็น รู้จักหลีกเลี่ยงสนามที่ตนเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง ระดับที่สอง คือการรวมฝูงเพื่อทำให้การล่ามีต้นทุนสูงขึ้น ไม่ปล่อยให้หมาป่าแยกกินทีละตัว ระดับที่สาม คือการสร้างกติกาใหม่ สร้างสนามใหม่ และสร้างความชอบธรรมใหม่ที่ไม่ยอมให้ผู้ล่าผูกขาดคำว่า “ความถูกต้อง”
นี่คือหัวใจของการเปลี่ยนเกม ฝ่ายอ่อนแอไม่จำเป็นต้องกลายเป็นหมาป่า ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบความโหดร้ายของผู้ล่า แต่ต้องเลิกเป็นลูกแกะที่โดดเดี่ยว เลิกฝากชีวิตไว้กับความเมตตาของผู้ที่ได้ประโยชน์จากการล่า และเลิกเชื่อว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นเองโดยไม่มีการจัดตั้งพลังของผู้ถูกกดทับ
ห้า: จากลูกแกะสู่มดแดง — เมื่อผู้อ่อนแอเปลี่ยนฐานอำนาจ
หากลูกแกะคือสัญลักษณ์ของความอ่อนแอที่ถูกแยกเดี่ยว มดแดงคือสัญลักษณ์ของพลังเล็กที่รู้จักรวมตัว รู้จักวินัย รู้จักจังหวะ และรู้จักเปลี่ยนความเล็กให้กลายเป็นโครงสร้างพลังใหม่
มดแดงตัวเดียวอาจไม่มีความหมายต่อช้าง ไม่มีความหมายต่อหมาป่า และไม่มีความหมายต่อระบบใหญ่ แต่เมื่อมดแดงไม่คิดแบบตัวเดียว เมื่อมดแดงมีเครือข่าย มีทิศทาง มีวินัย มีเป้าหมาย และมีความเข้าใจต่อจุดอ่อนของอำนาจใหญ่ ความเล็กก็ไม่ใช่ความพ่ายแพ้อีกต่อไป
ความต่างระหว่างลูกแกะกับมดแดงจึงไม่ใช่ขนาดของร่างกาย แต่คือระดับของความตื่นรู้ ลูกแกะรอให้หมาป่ามีเมตตา แต่มดแดงไม่ฝากชะตากรรมไว้กับผู้ล่า ลูกแกะอาจร้องขอความเป็นธรรม แต่มดแดงสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ
หก: บทเรียนต่อสังคมไทย
ในสังคมใดก็ตาม หากประชาชนถูกทำให้เชื่อว่าตนมีหน้าที่เพียงอดทน รอคอย และฝากความหวังไว้กับผู้มีอำนาจ สังคมนั้นกำลังถูกฝึกให้เป็นลูกแกะ แต่หากประชาชนเริ่มตั้งคำถามต่อกติกา ต่อกรรมการ ต่อสนามแข่งขัน และต่อผู้ที่ได้ประโยชน์จากความเงียบ สังคมนั้นกำลังเริ่มออกจากเกมของหมาป่า
ปัญหาของบ้านเมืองจำนวนมากไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ดีพอ แต่เกิดจากโครงสร้างที่ทำให้คนดีพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกิดจากระบบที่ลงโทษคนซื่อสัตย์ ให้รางวัลแก่คนฉวยโอกาส และทำให้คนธรรมดาต้องใช้ชีวิตอยู่ในความกลัว ทั้งที่พวกเขาควรมีศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าของประเทศ
การเปลี่ยนสังคมจึงไม่ใช่เพียงการขอให้หมาป่าใจดีขึ้น แต่คือการทำให้ไม่มีใครมีอำนาจเป็นหมาป่าเหนือชีวิตของผู้อื่นโดยปราศจากการตรวจสอบ ไม่มีใครเขียนกติกาเพื่อคุ้มครองเขี้ยวเล็บของตนเอง และไม่มีใครสามารถบอกลูกแกะว่า “จงยอมแพ้เถิด เพราะนี่คือกติกา”
บทสรุปคันฉ่อง
เกมหมาป่ากับลูกแกะสอนเราว่า ความพ่ายแพ้บางชนิดไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของผู้แพ้ แต่เกิดจากความอยุติธรรมของเกม ความพ่ายแพ้บางชนิดไม่ได้ต้องการกำลังใจเพิ่ม แต่ต้องการการเปลี่ยนสนาม ความพ่ายแพ้บางชนิดไม่อาจแก้ด้วยคำปลอบใจ แต่ต้องแก้ด้วยการจัดตั้งพลัง ความรู้ วินัย และความกล้าหาญทางปัญญา
ลูกแกะต้องแพ้ หากยังยอมเล่นเกมของหมาป่า แต่ประชาชนไม่จำเป็นต้องเป็นลูกแกะตลอดไป เมื่อใดที่ผู้คนเริ่มเห็นโครงสร้างของเกม เข้าใจว่าใครออกแบบกติกา รู้ว่าใครได้ประโยชน์จากความกลัว และเริ่มรวมพลังกันอย่างมีสติ เมื่อนั้นเกมเดิมก็เริ่มสั่นคลอน
อย่าถามเพียงว่า ลูกแกะจะชนะหมาป่าได้อย่างไร แต่จงถามว่า เหตุใดเราจึงยอมอยู่ในเกมที่หมาป่าเป็นผู้เขียนกติกา
เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากลูกแกะชนะหมาป่าในสนามเดิม แต่มันเริ่มจากวันที่ลูกแกะทั้งฝูงตระหนักว่า พวกมันไม่จำเป็นต้องเล่นเกมนี้อีกต่อไป
โดย คันฉ่องส่องไทย / แนวคิดมดแดงล้มช้าง กับ ดร. เพียงดิน รักไทย
