เมืองไทยเปลี่ยนไป ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว...!!??

คุยกับเพื่อนสนิท ที่เป็นครูประถมแถวเชียงใหม่ เคยหลงเจ้าชนิดที่เถียงกันจนแทบเสียเพื่อน แล้ววันนี้ ผ่านมาปีกว่า กลับมาคุยกันอีกครั้ง เธอกลายเป็นพวกตาสว่าง แถมรู้ทฤษฏีมดแดงล้มช้าง แถมเข้าใจคำว่า เปลี่ยนระบอบด้วย (ฮา)

เฮ้ย หลวงตาชูกับเณรน้อย ก็ดังไม่หยอก...
แล้ววันนี้ ยังมีดาวรุ่งทั้งวัยสูงและวัยกลาง รวมถึงเอ๊าะ ๆ อีกหลายท่าน

หรือยุคประชาพาไป...สู่แดนศิวิไลซ์ มันใกล้มากแล้วจริง ๆ

มันถึงได้มีข่าวอะไรทำนองแบบข้างล่างนี้ถี่ขึ้นเนาะ
http://www.dailynews.co.th/politics/355320

สิ่งที่เหล่าทัพนกหวีด ลืมคิดแบบย้อนแย้งตนเอง

น้องสาวคนสวยโปรดฟังทางนี้หน่อยนะ


ถ้า "ทักษิณ" เอาเงินหลวงใส่บัญชีคุณหญิงพจมาน
ถ้า "ยิ่งลักษณ์" ซื้อไมโครโฟนตัวละแสนห้า แต่ราคาจริงแค่ 95,000
แล้วบอกว่าแค่ส่วนต่างเยอะ
ถ้า "ณัฐวุฒิ" เอาบริษัทตัวเอง มารับงานพีอาร์ ขณะนั่งเป็นรัฐมนตรี
โดยไม่ผ่านการประมูล
ถ้า "จตุพร" บวช แล้วเอาวัดเป็นที่ซ่องสุมทางการเมือง อ้างว่าเทศนาสอนธรรมะ แต่แท้จริงคือการชุมนุมทางการเมืองของเสื้อแดงในวัด
ถ้า "ปลอดประสพ" สั่งตัดถนนผ่านเขาใหญ่ โดยไม่มีรายงาน EHIA หรือการทำประชาพิจารณ์ อ้างว่าเพื่อให้สัตว์มีทางเดิน
ถ้า "ชัชชาติ" เสนอแผนงาน 3 ล้านล้าน แพงขึ้น แต่ได้แค่รถไฟรางคู่กระจอกๆ ความเร็วแค่ 160 km/hr. แบ่งสัมปทานให้จีนกับญี่ปุ่น เข้ามาทำเอง
ถ้า "คำรณวิทย์" เป็น ผบ.ตร. แล้วจับแพะเกาะเต่า โยนความผิดให้พม่าว่าฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ
ถ้า "พรรคเพื่อไทย" แก้รัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรมให้ตัวเองจากความผิดทุกอย่าง ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคต
ถ้า "นิวัฒน์ธำรง" สั่งจำนำยุ้งฉาง ให้ชาวนาเอาข้าวเก็บไว้ในยุ้งฉางตัวเอง ทั้งๆที่ชาวนาส่วนใหญ่ไม่มียุ้งฉาง แต่คนที่มีคือพวกโรงสีและนายทุนค้าข้าว
ถ้า "สุรนันท์" สั่งห้ามสื่อเขียนวิพากษ์วิจารณ์ การทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และห้ามนำเสนอข่าวของประชาธิปัตย์
ถ้า "กิตติรัตน์" สั่งแจกเงินชาวนา และสวนยาง ไร่ละ 1,000 บาท แล้วบอกว่าไม่ใช่ประชานิยม #(หยุดดัดจริตประเทศไทย)
ถ้าเป็นแบบนี้น้องสาวคงนอนอยู่บ้านไม่ติด ออกมาเป่านกหวีดขับไล่ ใช่ป่าว
พี่น้องกปปส.คร้บ ผมเข้าใจแล้วที่ผ่านมา ดัดจริต ไว้มาก
ออกมาเถอะ ผมให้อภัยแล้ว อย่ามัวมุดท่อน้ำอยู่เลย
ออกมาเป่านกหวีด เหมือนที่เคยเป่าเถอะ
คิดถึงนะนกหวีด กปปส กะโหลก กะลา ปรี๊ดดดดด กรั่กๆๆๆๆ

ระบบกษัตริย์ไทย และระบอบราชาธิปไตย ไม่เคยรักประชาชนจริง

คงไม่มีใครอยากเห็นภาพ "ยายเฒ่า" 

นั่งร้องไห้มองดูเจ้าหน้าที่ตัดฟันต้นยางพารา ซึ่งปลูกมากับมือ เพราะภาพนั้นมันไม่ได้สร้างผลงาน "เชิงบวก" ให้กับภาครัฐ คสช.อย่างแน่นอน

ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิสกลนคร ร่วมผูกแขนเอิ้นขวัญให้นางจันทรา บังทอง วัย 82 ปี ชาวบ้านหนองแวง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก พร้อมด้วยกำลังทหารบุกเข้าตัดฟันต้นยางพาราไปกว่า 2,000 ต้น

ยายจันทรามีสิ่งเดียวที่เป็นความหวังของครอบครัว ก็คือสวนยางแปลงนี้ แต่ก็มาถูกตัดทิ้งไปแบบไม่ทันตั้งตัว "ขอบใจลูกๆหลานๆ ที่ยังเป็นห่วงและมาปลอบขวัญให้กำลังใจ แม้จะมีความรู้สึกเศร้า เจ็บปวด และสะเทือนใจที่มาถูกทหารและป่าไม้ตัดฟันต้นยางทิ้งไปอย่างไร้ความปราณี" ยายจันทราพูดปนสะอื้นไห้

อย่างไรก็ตาม วันที่ 1 มิ.ย.2558 คือวันดีเดย์ในภารกิจ "ทวงคืนผืนป่า" ของ ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คสช. ที่พุ่งเป้า "สวนยางพารา" ที่รุกป่าเป็นอันดับแรก โดยตั้งเป้ายึดคืน 6 แสนไร่ ในปี 2558 และอีก 9 แสนไร่ ในปี 2559

คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 66/2557 เน้นย้ำว่าการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่จะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ยากไร้ และให้มีกระบวนการเจรจาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่มีความสืบเนื่องต่อกันมา แต่เนื่องจากมาตรการหลักของคำสั่ง คสช. คือการใช้กำลังเข้าจับกุม และทวงคืนพื้นที่เป็นหลัก ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าและกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหากับภาครัฐ จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปด้วย"

หากความจริง พบว่าชาวบ้านที่ถูกข่มขู่คุกคาม ไล่รื้อ ตัดฟันทำลายพืชผล และจับกุมดำเนินคดี จากนโยบายดังกล่าว มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 681 รายทั่วประเทศ

"คำสั่ง คสช. ได้สร้างความเดือดร้อนอย่างมากให้กับประชาชนที่อาศัยและทำกินในเขตป่า …อีกทั้งเมื่อมีการเจรจาในระดับขบวนการภาคประชาชนกับตัวแทนรัฐบาลเพื่อหาทางออกร่วมกัน คำสั่ง คสช.ก็ยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติ ดำเนินการตามที่ตัวเองเห็นสมควร ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากขึ้นไปอีก"

ด้านกระบวนการ  "แผนแม่บทป่าไม้นั้นจัดทำโดยกลุ่มคนเพียง 17 คน (ที่ปรึกษา 5 คน, คณะผู้จัดทำ 12 คน) ในจำนวนนี้ มีเจ้าหน้าที่ทหารถึง 11 นาย ไม่มีสัดส่วนของตัวแทนภาคประชาชนและนักวิชาการสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง …ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใด"

ยังมีอีกหลายนโยบายที่ คสช. หรือข้าราชการริเริ่ม ซึ่งกำลังเผชิญกับเสียงคัดค้าน และผู้คัดค้านก็นำเสนอเหตุผลและทางเลือก แต่ผู้มีอำนาจไม่สนใจ อาทิ โครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เปิดเหมืองทองคำทั่วประเทศ เปิดเหมืองโปแตซ และโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา เป็นต้น

เมื่อโลกทัศน์ของ "รัฐราชการ+อำนาจรวมศูนย์+เอื้อประโยชน์นายทุน+เศรษฐกิจมาก่อน" เช่นนี้ แปลกแยกแตกต่างอย่างรุนแรงกับโลกทัศน์ของประชาชน ผู้ไม่ได้ติดอยู่ในวิธีคิดแบบเก่า

ในเมื่อโลกทัศน์ระหว่าง "ข้าราชการ+เทคโนแครต" กับ "ประชาชน" โดยรวมกำลังขัดแย้งแตกต่างกันเช่นนี้ กระบวนการปฏิรูปใดๆ ก็ตาม ที่ไม่วาง "ประชาชน" เป็นหัวใจ จึงไม่มีทางที่จะลงหลักปักฐานได้เลย

ด้วยเหตุนี้ การปฏิรูปอะไรก็ตาม คือการปฏิรูป "โลกทัศน์" ของผู้ถืออำนาจการปฏิรูป
จากโลกทัศน์แบบอำนาจนิยมที่เชื่อว่าคนดี-คนเก่งรู้ดีที่สุด มาเป็นโลกทัศน์แบบประชาธิปไตย ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

หาก คสช. ยังยึดมั่น "โลกทัศน์" ของอำมาตย์นิยม ที่ใช้ ม. 44 และอำนาจจากปากกระบอกปืน ดังเช่นทุกวันนี้ 

ผลก็คือ แรงสะท้อนที่ไม่ได้แค่พลังต้องการประชาธิปไตยสะสมของประชาชน แต่มันจะทวีความรุนแรงด้วยความอดอยาก และความจนของพี่น้อง ประชาชน อีกด้วย


ประชาชน

คงไม่มีใครอยากเห็นภาพ "ยายเฒ่า" 

นั่งร้องไห้มองดูเจ้าหน้าที่ตัดฟันต้นยางพารา ซึ่งปลูกมากับมือ เพราะภาพนั้นมันไม่ได้สร้างผลงาน "เชิงบวก" ให้กับภาครัฐ คสช.อย่างแน่นอน

ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิสกลนคร ร่วมผูกแขนเอิ้นขวัญให้นางจันทรา บังทอง วัย 82 ปี ชาวบ้านหนองแวง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก พร้อมด้วยกำลังทหารบุกเข้าตัดฟันต้นยางพาราไปกว่า 2,000 ต้น

ยายจันทรามีสิ่งเดียวที่เป็นความหวังของครอบครัว ก็คือสวนยางแปลงนี้ แต่ก็มาถูกตัดทิ้งไปแบบไม่ทันตั้งตัว "ขอบใจลูกๆหลานๆ ที่ยังเป็นห่วงและมาปลอบขวัญให้กำลังใจ แม้จะมีความรู้สึกเศร้า เจ็บปวด และสะเทือนใจที่มาถูกทหารและป่าไม้ตัดฟันต้นยางทิ้งไปอย่างไร้ความปราณี" ยายจันทราพูดปนสะอื้นไห้

อย่างไรก็ตาม วันที่ 1 มิ.ย.2558 คือวันดีเดย์ในภารกิจ "ทวงคืนผืนป่า" ของ ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คสช. ที่พุ่งเป้า "สวนยางพารา" ที่รุกป่าเป็นอันดับแรก โดยตั้งเป้ายึดคืน 6 แสนไร่ ในปี 2558 และอีก 9 แสนไร่ ในปี 2559

คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 66/2557 เน้นย้ำว่าการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่จะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ยากไร้ และให้มีกระบวนการเจรจาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่มีความสืบเนื่องต่อกันมา แต่เนื่องจากมาตรการหลักของคำสั่ง คสช. คือการใช้กำลังเข้าจับกุม และทวงคืนพื้นที่เป็นหลัก ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าและกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหากับภาครัฐ จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปด้วย"

หากความจริง พบว่าชาวบ้านที่ถูกข่มขู่คุกคาม ไล่รื้อ ตัดฟันทำลายพืชผล และจับกุมดำเนินคดี จากนโยบายดังกล่าว มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 681 รายทั่วประเทศ

"คำสั่ง คสช. ได้สร้างความเดือดร้อนอย่างมากให้กับประชาชนที่อาศัยและทำกินในเขตป่า …อีกทั้งเมื่อมีการเจรจาในระดับขบวนการภาคประชาชนกับตัวแทนรัฐบาลเพื่อหาทางออกร่วมกัน คำสั่ง คสช.ก็ยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติ ดำเนินการตามที่ตัวเองเห็นสมควร ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากขึ้นไปอีก"

ด้านกระบวนการ  "แผนแม่บทป่าไม้นั้นจัดทำโดยกลุ่มคนเพียง 17 คน (ที่ปรึกษา 5 คน, คณะผู้จัดทำ 12 คน) ในจำนวนนี้ มีเจ้าหน้าที่ทหารถึง 11 นาย ไม่มีสัดส่วนของตัวแทนภาคประชาชนและนักวิชาการสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง …ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใด"

ยังมีอีกหลายนโยบายที่ คสช. หรือข้าราชการริเริ่ม ซึ่งกำลังเผชิญกับเสียงคัดค้าน และผู้คัดค้านก็นำเสนอเหตุผลและทางเลือก แต่ผู้มีอำนาจไม่สนใจ อาทิ โครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เปิดเหมืองทองคำทั่วประเทศ เปิดเหมืองโปแตซ และโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา เป็นต้น

เมื่อโลกทัศน์ของ "รัฐราชการ+อำนาจรวมศูนย์+เอื้อประโยชน์นายทุน+เศรษฐกิจมาก่อน" เช่นนี้ แปลกแยกแตกต่างอย่างรุนแรงกับโลกทัศน์ของประชาชน ผู้ไม่ได้ติดอยู่ในวิธีคิดแบบเก่า

ในเมื่อโลกทัศน์ระหว่าง "ข้าราชการ+เทคโนแครต" กับ "ประชาชน" โดยรวมกำลังขัดแย้งแตกต่างกันเช่นนี้ กระบวนการปฏิรูปใดๆ ก็ตาม ที่ไม่วาง "ประชาชน" เป็นหัวใจ จึงไม่มีทางที่จะลงหลักปักฐานได้เลย

ด้วยเหตุนี้ การปฏิรูปอะไรก็ตาม คือการปฏิรูป "โลกทัศน์" ของผู้ถืออำนาจการปฏิรูป
จากโลกทัศน์แบบอำนาจนิยมที่เชื่อว่าคนดี-คนเก่งรู้ดีที่สุด มาเป็นโลกทัศน์แบบประชาธิปไตย ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

หาก คสช. ยังยึดมั่น "โลกทัศน์" ของอำมาตย์นิยม ที่ใช้ ม. 44 และอำนาจจากปากกระบอกปืน ดังเช่นทุกวันนี้ 

ผลก็คือ แรงสะท้อนที่ไม่ได้แค่พลังต้องการประชาธิปไตยสะสมของประชาชน แต่มันจะทวีความรุนแรงด้วยความอดอยาก และความจนของพี่น้อง ประชาชน อีกด้วย


ประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์คือศัตรูชาวนาถาวรท่ีคบพ่อค้าข้าวกดราคาข้าวชาวนาให้พ่อค้าส่งออกรวยชาวนาจน.

พรรคประชาธิปัตย์คือศัตรูชาวนาถาวรท่ีคบพ่อค้าข้าวกดราคาข้าวชาวนาให้พ่อค้าส่งออกรวยชาวนาจน. https://www.facebook.com/SiamPoliticalCrisis/videos/1038443012854966/

เห็นจดหมายของ องคมนตีนแล้ว "เหล่ ทรราช "บอก

เห็นจดหมายของ องคมนตีนแล้ว

"เหล่ ทรราช "บอก


องคมนตีน ปลิงตังพ่อ ที่เกาะกินประเทศมาอย่างยาวนานได้ทำจดหมายถึงประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.

โดยระบุถึงสาเหตุที่ทำให้การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นไม่มีประสิทธิภาพ เพราะได้ให้โอกาสกับนักการเมืองที่เคยกระทำความผิดในตำแหน่งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งหลังพ้นกำหนด 5 ปี

โดยบัญชาว่า ไม่ควรให้โอกาสคนเหล่านี้กลับมากระทำผิดอีกไม่ว่าจะเคยประกอบคุณงามความดีมากน้อยเพียงใดก็ตาม

และหนุนให้มีการปฏิรูปเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเรียกร้องทรัพย์สินคืนเพื่อไม่ให้คนทุจริตหนีไปใช้ชีวิตต่างประเทศพร้อมทรัพย์สินที่กอบโกยไป

*****

ถ้าเป้าหมายคือ........... ชินวัตร  องคมนตีนเหล่านั้น ถึงหูหนาตาบอด 

ความผิดของทักษิณ ที่ องคมนตีน ไม่อาจให้อภัยได้คือ

- ทำให้ประเทศ มีระบอบ ประชาธิปไตย
- ช่วยชาวนาด้วยการจำนำข้าว
– กองทุนหมู่บ้าน 
– 30 บาทรักษาทุกโรค 
– OTOP 
– การชำระหนี้ IMF ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี 
– การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ระบาดเรื้อรังเป็นภัยคุกคามต่อสังคมไทยมานาน 
– การนำหวยใต้ดินมาอยู่บนดิน 
– การยกเลิกโทษจำคุกแทนค่าปรับต่อคนจน 
– การสร้างนักเรียนทุนรัฐบาลในระดับต่างๆเป็นจำนวนมาก 
– การลงทะเบียนคนจนและประกาศแก้ปัญหาความยากจนให้สำเร็จใน 2 ปี
- ฯลฯ

ทักษิณ เป็นแค่เหยื่อของอำนาจพิสดาร...... ไม่ใช่หรือ.....???

นับตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตรอาสาเข้ามาทำงานการเมืองและทำหน้าที่เป็นผู้นำของประเทศนั้น สำหรับผู้เขียนแล้วจากการติดตามการเมืองไทยตลอดระยะเวลาที่่ผ่านมาผู้เขียนคิดว่า ทักษิณ ท่านเป็นผู้นำที่มีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอมากกว่านายกฯไทยคนใดในอดีตที่ประเทศไทยเคยมีมา

และ

ทักษิณกระทำความดีต่อชาติและประชาชนมากกว่า องคมนตีนและทหารเหี้ย ทั้งหลายแห่ 

นั้นคือความจริง

การจะกำจัดระบบ ทักษิณ ทำง่ายนิดเดียว ว่าแต่ทหารเหี้ย และ องคมนตีน จะทำได้ไหม และไม่ยากเลย

ใช่ความ ยุติธรรม ปกครองประเทศ เท่านั้นครับ

และทำงานให้ดีกว่า ทักษิณ ที่ได้ทำมา อย่างเป็นรูปธรรม เท่านั้น

ก็จะกำจัด ทักษิณ ได้แล้ว

ไม่ใช่ ทหารเหี้ย คสช. ทำอย่างทุกวันนี้ มีแต่สร้างปัญหา 

และอีกไม่นาน ก็จะมีทักษิณ  2 3 4 5 6 7 8 9 อย่างไม่สิ้นสุด

จนชาวบ้านเขาพูดกันว่าจากท้องทุ่งนา ถึงตลาดในเมืองว่า

เขาจะรอดูพวกอำมาตย์ชั่วทหารเหี้ย............... ตายไปต่อหน้าเท่านั้น พวกเขาถึงจะนอนตายตาหลับ..........นั้นคือสิ่งสะท้อนให้เห็นว่า

อำมาตย์ อย่างชั่ว ทหารเหี้ย

ได้ฝากอะไรไว้กับประเทศนี้


ประชาชน


A57A8F3C-F3CA-4894-88D5-36C144542FFC

คลิปฮ็อต ในอดีต

13 เมษาสงกรานต์เลือด ตอนที่ 1/5
http://youtu.be/1SMnydKACLg
................................
13 เมษาสงกรานต์เลือด ตอนที่ 2/5
http://youtu.be/OtN2WPkcVhM
...............................
10 เมษายน ทหาร ปะทะ นปช ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ 1
http://youtu.be/lryARQDC30U
...........................
9 เม.ย. 53 เสื้อแดงบุกไทยคม 6 http://youtu.be/a089zgwnXDY
.............................
เสียงเพรียกจากญาติวีรชน 10 เมษา ต่อศาลไทยศาลโลก chunk6
http://youtu.be/DK-jCKGoki8
...........................
21-4-56 คนแดนไกล ห่วงใยประชาชน - รำลึกวีรชน 10 เมษา http://youtu.be/fL10pDBYnFg
...............................
ทอม ดันดี งานส่งใจถึงเพื่อนที่เรือนจำ
18 02 55
http://youtu.be/gBP8qSvSQwA
...............................
มึงตายกูไม่เก็บศพให้แน่นอน
http://youtu.be/ymgT2BnDUws
Chat Conversation End

10 “คนเดือนตุลา” หนุนรัฐประหาร



เหตุการณ์เดือนตุลาย้อนกลับมาสู่ห้วงความทรงจำของใครหลายๆคนอีกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่านช่วงเวลานี้มาก่อนคงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะลืมเรื่อง ราวการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นเสี้ยวหนึ่งของ ประวัติศาสตร์ที่ถูกบดบังในเงามืด

ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 ต่างก็เป็นเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐที่ทำให้เกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมาก โดยเหตุการณ์แรก 14 ตุลา หรือ วันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทย มากกว่า 5 แสนคน ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการของจอมพล ถนอม กิตติขจร นำไปสู่การใช้กำลังของรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก

Image.aspx1_22979

ส่วนเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เป็นเหตุการณ์จลาจลและปราบปรามนักศึกษาและผู้ประท้วงในและบริเวณหน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และท้องสนามหลวง ขณะที่นักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยกำลังชุมนุมประท้วงการเดินทางกลับประเทศ ของจอมพล ถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยสถิติอย่างเป็นทางการระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 46 คน ซึ่งมีทั้งถูกยิงด้วยอาวุธปืน ถูกทุบตี หรือถูกทำให้พิการ

370780ThuDecember2003-11-18-21-big10

ภายหลังจากเหตุการณ์ 14ตุลา และ 6ตุลา ก็มีนักศึกษาจำนวนมากที่ต้องระเห็ดระเหินเร่ร่อนหนีการจับกุมจากรัฐ หรือบางส่วนก็ตัดสินใจหลบหนีไปเองเนื่องจากทนสภาพสังคมในขณะนั้นไม่ไหว เข้าป่า และจับอาวุธต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

หลายคนถูกจับกุมอยู่ในเรือนจำบางขวาง ส่วนมากเป็นนักศึกษา นักกิจกรรม นักคิด นักเขียน ปัญญาชน ที่คิดนอกกรอบอุดมการณ์ของรัฐ

เวลาผ่านไปกว่า 40 บุคคลที่เคยผ่านช่วงเวลาการต่อสู้เหล่านี้ได้เติบโตขึ้น เป็นปัญญาชนแถวหน้าของประเทศ บางคนยังคงต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตนเอง และบางคนก็ยอมก้มหัวรับใช้อำนาจนอกระบบ

คนที่ยังคงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอดเสมอมานั้นไม่น่าแปลกใจ แต่ที่น่าแปลกกว่าคือคนที่ออกตัวอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนการกระทำรัฐประหาร หรือเข้าร่วมสังคกรรมกับคณะที่ทำรัฐประหาร มาดูกันว่า 10 บุคคล เดือนตุลา ที่น่าสนใจเหล่านี้ เป็นใครกันบ้าง

1. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์

sombat

ในเหตุการณ์วันมหาวิปโยค หรือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ มีบทบาทเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ซึ่งร่วมในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และขอให้รัฐบาลในขณะนั้นลาออกด้วย โดยเป็นผู้อ่านประกาศขอให้รัฐบาลปล่อยตัว 13 ขบถรัฐธรรมนูญและเรียกร้องรัฐธรรมนูญภายในเที่ยงของวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2516 แต่เมื่อถึงเวลาแล้วรัฐบาลก็หาได้กระทำไม่ การเดินขบวนจึงเกิดขึ้นที่ถนนราชดำเนินยาวไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า

ปัจจุบันสมบัติ ได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในด้านการเมือง สมบัติ เป็นแกนนำของกลุ่ม กปปส และ เป็นประธานและคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ในสปช. อีกด้วย

 

2. เอนก เหล่าธรรมทัศน์

anek

ในช่วงการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาช่วงปี 2519 เอนก เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มจุฬาประชาชน และยังได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เอนกได้หนีเข้าป่าที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเวลากว่าสี่ปี

ปัจจุบัน เอนกเป็น เป็นคณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ ม.รังสิต และร่วมกับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช) และคณะกรรมการปรองดอง โดยยังเป็นคนพยายามผลักดันกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติอีกด้วย

 

3. อมร อมรรัตนานนท์

amorn

ถือเป็นหนึ่งในคนเดือนตุลา ที่มีบทบาทสำคัญ โดยก่อนหน้านั้นเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนในปี พ.ศ. 2519 และนำนักเรียนขาสั้นเข้าร่วมเหตุการณ์ 6 ตุลา จากนั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเป็นเวลา 3 วัน ก่อนที่จะหนีเข้าป่า เฉกเช่นนักศึกษาคนเดือนตุลาอื่นๆ ในยุคนั้น โดยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เขตงานสุราษฎร์ธานี ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ยังได้เข้าร่วมกับ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ขับไล่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร

ปัจจุบัน อมร อมรรัตนานนท์ เปลี่ยนชื่อเป็น รัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี บทบาทด้านการเมือง ได้เข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นแกนนำในการบุกยึดทำเนียบ และบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ อีกทั้งยังเป็นแกนนำ คปท ร่วมกับพุทธอิสระ มีท่าทีสนับสนุนรัฐประหารที่ชัดเจนคนหนึ่ง

 

4. วิทยากร เชียงกูล

vithayakorn

แม้จะไม่ได้มีบทบาทในการเคลื่อนไหวในช่วงปี 2516-2519 แต่ก็เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในเชิงความคิดแก่นักศึกษาในยุคดังเกล่า เพราะเป็นผู้เขียนบทกลอน "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน" เมื่อ พ.ศ. 2511 ซึ่งมีท่อนติดปากว่า "ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว" บทกลอนนี้ได้กลายเป็นข้อเขียนหนึ่งในหลายชิ้น ที่มีอิทธพลต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาในช่วงนั้น ซึ่งต่อมาได้พัฒนาไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตย ในเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 และ เหตุการณ์ 6 ตุลา พ.ศ. 2519
ปัจจุบัน วิทยากรดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์และคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เคยแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรงต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ชินวัตร (http://www.naewna.com/politic/82151) และยังเป็น กรรมการ สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.) อีกด้วย

 อ่านต่อที่


http://www.ispacethailand.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/7289.html


เรื่องหลังบ้านประยุทธ์...อีกละ

แชร์มาจากลูกศิษย์รักคนหนึ่งของอาจารย์น้อง                 "--ผมขำเพื่อนๆหลายคน เค้าก็รู้เราจับผิดอาจารย์น้องได้ ก็ชัดยิ่งกว่า หลังเหตุท่านประยุทธ์ไปจ้อหน้าจอว่าก่อนท่านจะทำปฎิวัติ ที่นี่ทาง ท่านและครอบครัวต้องปิดห้องร้องให้หนักมาก ไม่รู้ท่านจะโกหกให้คนซึ้งไปทำไม ไม่อายลูกน้อง คนติดตามก็เป็น เพื่อนๆเขาถึงมันเขี้ยว อยากกัด หาที่แฉถึงตอนคืนที่ทหารปฏิวัติ 22 เดือนพฤษภาที่จริงอาจารย์น้องได้พากลุ่มจัดงานฉลองสามีทำปฎิวัติ เรียกพวกๆทั้งเพื่อนและกลุ่มช่วยเป็นสปอนด์เซอร์ให้กับม้อบ ธงชาติ กปปส. ผมว่าน่าอายจริงสำหรับคนเป็นอาจารย์สอนเด็กจุฬามานาน ท่านประยุทธ์ก็นะ พูดในสิ่งที่ตรงข้ามที่ทำได้เต็มปาก แล้วมานั่งด่าพวกการเมือง ใครก็ไม่ชอบนักการเมือง แต่ทหารก็ไม่น่าทำตัวแบบนี้ ไปแย่กว่านักการเมืองเสียแล้ว เสียเลย ตัวพวกเราเคยคิดว่าอาจารย์น้องเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ แต่พอได้เห็นเวลาเป็นใหญ่ อาจารย์น้องดูโหดร้ายและเหี้ยมเกรียมอย่างไม่น่าจะไม่เหลือเค้าคนเดิมเลย ใครด่าว่าไม่ได้ ให้จับเข้าคุก เป็นเอามาก คนพูดการเมืองไม่ได้ แต่สามีอาจารยน้องเล่นการเมืองเต็มตัวแล้วนะครับ ตัวอาจารย์ก็ยอมรับเสียเถอะครับว่ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองด้วย เสียดายท่านประยุทธ์มากกว่าพื้นฐานความคิดเป็นทหาร ก็พอมีอยู่ แต่พอมาเพื่อจัดการผลประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม ก็เสียท่า พูดไปก็ติดขัดๆ ผมไม่อยากเจาะถึงประเด็นอื่นนอกจากอยากตัดเพ้อต่อว่าอาจารย์ที่เคยเคารพรัก แต่สถานการณ์แบบนี้ท่านคงนำอะไรต่อไปไม่ได้อีกแล้วครับ ต้องตายไปกับระบอบที่ท่านทำขึ้นมาครับ กรรมติดตัวท่าน ท่านจะรู้ตอนท่านแพ้ภัยตัวเองครับ"

ระวัง โจรกบฏจะล้างผิดกรณีฆาตกรรมหมู่ 2553

ทุกท่านเตรียมจับตาดูคดีสลายการชุมนุม 99 ศพ ปี 53ให้ดี!!ที่ผ่านมาพล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.ร่วมสอบสวนกับ สุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( DSI )ได้วางกรอบแนวการสืบสวนเอาไว้ว่า[ในการสลายการชุมนุมทหารใช้เพียงแค่ "กระสุนยาง" เท่านั้น
ไม่ได้ใช้กระสุนจริงแม้แต่นิดเดียว]ซึ่งเป็นการบิดเรื่องผิดให้ถูก กลับเท็จให้เป็นจริงอย่งสิ้นเชิง
แม้แต่หลังการสลายการชุมนุมใหม่ๆก็มี
"เอกสารระบุจำนวนการใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุม"ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อทำสำนวนที่จะใช้ในชั้นศาลให้อ่อนมากๆจนไม่สามารถที่จะเอาผิดได้นั่นเอง ถามจริงๆเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆหรือวะ?
คิดว่าทำแบบนี้แล้วบ้านเมืองจะสงบ?
การตัดสินคดี 99 ศพอย่างค้านสายตาคนทั้งประเทศจะเป็นเชื้อไฟที่ทำให้ คสช และทหารหมดความชอบธรรมลงไปอีกมากๆและจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของความยุติธรรมในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง
"... ยืนยันด้วยว่า ใช้กระสุนยางเพียงอย่างเดียว ไม่มีการใช้กระสุนจริงแต่อย่างใด สำหรับ
การสืบสวนสอบสวนดังกล่าว เป็นไปตามขั้นตอนปกติของการสอบสวน..."
พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ; 29 ก.ค.5

เฮ้ย+++ ม.เชียงใหม่ ออกกฏใหม่ นักศึกษาแต่งชุดไทย-ชุดพื้นเมือง ทุกวันศุกร์

ม.เชียงใหม่ ออกกฏใหม่ นักศึกษาแต่งชุดไทย-ชุดพื้นเมือง ทุกวันศุกร์ 

"สถาบันกษัตริย์"มิอาจสร้างสมดุลย์ แก้วิกฤติ การเมืองไทยได้อีกแล้ว โดย Matichon

"สถาบันกษัตริย์"มิอาจสร้างสมดุลย์ แก้วิกฤติ การเมืองไทยได้อีกแล้ว โดย Matichon

ผู้หญิงเดือนตุลา คุณดารุณีประกาศ เป็นแนวร่วม ล้มระบอบ

ผู้หญิงเดือนตุลา คุณดารุณีประกาศ เป็นแนวร่วม ล้มระบอบ ไม่ก้มหัวกับเผด็จการ

ความเห็นทางบ้าน เรื่อง หลุมพราง วันรำลึกตุลา

ปอกเปือก"14ตุลา 16"
การเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญของประขาชน  นักศึกษา เพราะเห็นว่ารัฐบาลปกครองประเทศไม่มี รธน.แต่ก็ยังปกครองได้ 
เมื่อประชาชนนักศึกษามีความคิดว่า"เมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีประชาธิปไตย" จึงเกิดการชุมนุมกันขึ้นฝ่ายกองทัพและรัฐบาลจอมพลถนอมก็ไม่ยอมให้รัฐธรรมนูญ ตามที่นักศึกษา.ปชช.เรียกร้อง
(ถ้าจอมพลถนอมยอมให้การชุมนุมก็จะหยุดและไม่เกิดวันมหาวิปโยค)แต่เมื่อจอมพลถนอมไม่ยอมให้รัฐธรรมนูญ้ก็เลยเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น. 
หลังจากได้รัฐธรรมนุญตามที่เรียกร้องแล้ว รธน.ฉบับนั้น. ก็ฉีกทิ้งไปเรียบร้อยแล้วเหมือนไม่เคยมีการเรียกร้องอะไร. ทุกอย่างว่างเปล่า.แต่ก็มีการก่นหารัฐธรรมนูญมิได้ขาด.กร่นหาประชาธิปไตยกันเรื่อยมา

มีการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้อง.มีการฉีกมีการร่างวนไปวนมาสารวนกันเรื่อยมาระหว่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยกับรัฐธรรมนูญเผด็จการ

มาบัดนี้ความเชื่อที่ผิดๆที่ถูกถ่ายทอดกันมาว่าได้รัฐธรรมแล้วจะทำให้ได้อะไรทุกอย่าง.ไม่ได้รัฐธรรมเหมือนสูญเสียอะไรไปทุกอย่าง ได้บ่มเพาะสถานการณ์ของประเทศสารวันเตี้ยลงในทางการเมืองซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานทั้งหมด

มาบัดนี้กองทัพและคณะรัฐประหารคสช.ก็ยังรับเอามรดกของ"14ตุลา"มาใช้มาขับเคลื่อนมาเข็น อย่างไม่ผิดเพี้ยนและยังเพี้ยนหนักกว่า14ตุลาคม2516 อีกเพราะไม่มีทางออกเลย.

มรดกและแนวทาง14ตุลาคม.ก็คือแนวทางเดียวกันกับแนวทางของคณะ.คสช.ที่กำลังเดินอยู่ ณ. เวลานี้

ผลร้ายของแนวทางที่ผิดพลาดนั้น.ย่อมส่งผลร้ายเสมอ ทั้งผู้มีอำนาจเอง.ประชาชน.ประเทศชาติ.สถาบันหลัก

จดหมายเปิดผนึก เรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและนายกรัฐมนตรี

จดหมายเปิดผนึก

เรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและนายกรัฐมนตรี

ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ ทำจดหมายเปิดผนึกถึงท่าน เพราะดิฉันไม่มีโอกาสได้พบและติดต่อใด ๆ กับท่านมานับแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่ท่านได้เข้ามาเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลากว่า ๑ ปีเศษแล้ว ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ดิฉันได้ถูกดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ทั้งที่เป็นการดำเนินนโยบายสาธารณะที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา เกี่ยวกับ "นโยบายรับจำนำข้าว" ดังนี้
๑. สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ดำเนินการถอดถอนดิฉันออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ ตำแหน่งดังกล่าวไม่มีอยู่และรัฐธรรมนูญได้สิ้นสุดลงแล้ว 
๒. มีการแถลงสั่งฟ้องคดีดิฉันต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก่อนหน้าที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีมติถอดถอนดิฉันเพียง ๑ ชั่วโมง 

ทั้ง ๒ กรณี ท่านอาจจะกล่าวได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับท่านโดยตรง เพราะเป็นเรื่องของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อัยการสูงสุด และของศาลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่ดิฉันจะกล่าวต่อไปนี้ล้วนเกี่ยวกับตัวท่านโดยตรงทั้งสิ้น คือ 

การดำเนินการให้มีการเรียกร้องค่าเสียหายทางคดีแพ่งต่อการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว ที่ท่านออกคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ ๔๔๘/๒๕๕๘ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ฉบับลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๘ และท่านยืนยันว่า "ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก หากผิดก็มีกลไกอยู่แล้ว เรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายทางคดีแพ่ง และยืนยันใช้มาตรฐานเดียวกับทุกพวกทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ" 

ดิฉันคาดหวังว่า ท่านคงต้องให้นโยบายต่อคณะกรรมการฯ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยไม่ละเลยประเด็น "ความยุติธรรม" ตามกลไกของระเบียบที่มีอยู่อย่างไม่เร่งรีบและไม่รวบรัด ให้โอกาสผู้เกี่ยวข้องโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอย่างเพียงพอและเป็นธรรม 

ตามที่ปรากฏต่อสาธารณะโดยทั่วไปว่าฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลของท่าน มีความหนักใจที่รัฐต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายซึ่งต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมศาลเป็นจำนวนมาก แต่ในอดีตที่ผ่านมาถือได้ว่า "ศาล" เป็น "กลไกตามกระบวนการยุติธรรม"เพื่อการเรียกร้องค่าเสียหายในคดีแพ่ง ซึ่งต้องใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต

แต่ฝ่ายกฎหมายของท่านกลับ "พลิกมุมกฎหมายและกลไก" ในการเรียกค่าเสียหายใหม่ โดยหากพบว่ามีความผิด รัฐจะไม่ฟ้อง แต่ใช้วิธีให้ท่านออกคำสั่งทางปกครอง (โดยไม่ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี) สั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชำระหนี้เหมือนคำสั่งยึดทรัพย์ เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมในการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่จะต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งเท่ากับว่าท่านได้ใช้อำนาจหน้าที่ของท่านเสมือนหนึ่งเป็นคำพิพากษาของศาล เป็นกลไกในการชี้ถูกผิดว่าจะให้ผู้ใดรับผิดชอบในค่าเสียหายต่อการดำเนินนโยบาย รับจำนำข้าว ทั้งที่การพิจารณาคดีของศาลในคดีอาญายังไม่เสร็จสิ้น

ดิฉัน เห็นว่าเรื่องที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องระหว่างตัวของดิฉันในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีผู้เคยดูแลการแก้ปัญหาสินค้าข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของประเทศ เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผลเป็นประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม มีกลไกบริหารนโยบาย คือ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งในปัจจุบัน คือ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว โดยมีท่านเป็นประธาน

อย่างไรก็ตามที่ดิฉันเสนอว่าควรให้ศาลเป็นผู้พิจารณานั้น เพราะดิฉันเห็นว่าทุกคนควรได้รับ"หลักประกันแห่งความยุติธรรม" ที่จำต้องมี เพราะการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าวเป็นการกระทำทางการบริหารตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันกับส่วนราชการหลายส่วนที่ต้องปฏิบัติงาน ดังนั้น เพื่อความโปร่งใสและคงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ท่านในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่มีตำแหน่งเป็น "ประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว และในฐานะนายกรัฐมนตรี" ที่ต้องรับผิดชอบในการแก้ปัญหาในเรื่องข้าวในขณะนี้ ซึ่งอาจเห็นแตกต่างกันในเชิงนโยบายและกลไกในการบริหารนโยบายในเรื่องข้าวในอดีต ที่ในสมัยรัฐบาลดิฉันได้ดำเนินนโยบายดังกล่าวไป จึงมิใช่ "ผู้ที่เป็นกลาง" แต่เป็น "ผู้มีส่วนได้เสีย" เพราะเห็นต่างกันในนโยบายการแก้ปัญหาในเรื่องข้าว ดังนั้นการใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นผู้ตัดสินความถูกผิดโดยการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งทางปกครองเพื่อสั่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดชำระค่าเสียหายทั้ง ๆที่ศาลยังไม่มีคำตัดสิน ถือเป็นการขัดต่อ "หลักนิติธรรม"อย่างยิ่ง

ดิฉันจึงเห็นว่าเพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ดิฉันขอให้ท่านควรจะได้มีการดำเนินการดังนี้ 

๑. พิจารณาทบทวน และยุติการดำเนินการใดๆ ที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลเสนอ และดำเนินการให้ท่านใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวในปัจจุบัน ลงนามทำคำสั่งทางปกครองใดๆ อันขัดต่อหลักความเป็นกลาง และเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อมีคำสั่งให้บุคคลใดชำระหนี้ค่าเสียหาย อันเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าว ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา แทนการพิจารณาและพิพากษาคดีของศาล

๒. ภายหลังการสอบสวนโดยกระบวนการสอบสวนที่ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เสร็จสิ้น หากพบความเสียหาย รัฐเองควรให้หน่วยงานของรัฐฟ้องคดีต่อศาล เพื่อแสดงให้เห็นว่าท่านมีความยุติธรรมและเที่ยงธรรมต่อทุกคนที่ถูกกล่าวหา

๓. การพิจารณาคดีอาญาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไม่เสร็จสิ้น และอายุความในคดียังเหลือเวลาอีกนาน ตามที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลแถลง จึงไม่ควรเร่งรีบ รวบรัด ในการทำสำนวนการตรวจสอบความรับผิดทางละเมิด ควรให้โอกาสผู้เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรมต่อดิฉัน ซึ่งดิฉันได้มีหนังสือหลายฉบับมายังท่านและคณะกรรมการฯ แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาและไม่แจ้งเหตุ ซึ่งท่านสามารถตรวจสอบความมีอยู่จริงของหนังสือนั้นได้

ทั้งนี้ดิฉันได้มอบหมายให้ทนายความไปยื่นหนังสือถึงท่านในวันอังคารที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๘ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล และหวังว่าเมื่อท่านได้รับหนังสือแล้ว ท่านคงจะไม่เพิกเฉย และจะได้พิจารณาด้วยความเป็นธรรม เพราะท่านได้ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ขอบคุณค่ะ
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี
๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๘


ที่มา FB

โพสต์ล่าสุด

น่าทึ่ง หนังสือที่เขียนเมื่อ 1997 บรรยายถึงอนาคต 2025 ได้แม่นราวจับวาง โดย คันฉ่องสองโลก กับ ดร. เพียงดิน รักไทย

หนังสือ "2025: Scenarios of U.S. and Global Society Reshaped by Science and Technology  (Coates–Mahaffie–Hines; ตีพิมพ์ปลายทศวรรษ 1990)...

Popular Posts