"สถาบันกษัตริย์"มิอาจสร้างสมดุลย์ แก้วิกฤติ การเมืองไทยได้อีกแล้ว โดย Matichon

"สถาบันกษัตริย์"มิอาจสร้างสมดุลย์ แก้วิกฤติ การเมืองไทยได้อีกแล้ว โดย Matichon

ผู้หญิงเดือนตุลา คุณดารุณีประกาศ เป็นแนวร่วม ล้มระบอบ

ผู้หญิงเดือนตุลา คุณดารุณีประกาศ เป็นแนวร่วม ล้มระบอบ ไม่ก้มหัวกับเผด็จการ

ความเห็นทางบ้าน เรื่อง หลุมพราง วันรำลึกตุลา

ปอกเปือก"14ตุลา 16"
การเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญของประขาชน  นักศึกษา เพราะเห็นว่ารัฐบาลปกครองประเทศไม่มี รธน.แต่ก็ยังปกครองได้ 
เมื่อประชาชนนักศึกษามีความคิดว่า"เมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีประชาธิปไตย" จึงเกิดการชุมนุมกันขึ้นฝ่ายกองทัพและรัฐบาลจอมพลถนอมก็ไม่ยอมให้รัฐธรรมนูญ ตามที่นักศึกษา.ปชช.เรียกร้อง
(ถ้าจอมพลถนอมยอมให้การชุมนุมก็จะหยุดและไม่เกิดวันมหาวิปโยค)แต่เมื่อจอมพลถนอมไม่ยอมให้รัฐธรรมนูญ้ก็เลยเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น. 
หลังจากได้รัฐธรรมนุญตามที่เรียกร้องแล้ว รธน.ฉบับนั้น. ก็ฉีกทิ้งไปเรียบร้อยแล้วเหมือนไม่เคยมีการเรียกร้องอะไร. ทุกอย่างว่างเปล่า.แต่ก็มีการก่นหารัฐธรรมนูญมิได้ขาด.กร่นหาประชาธิปไตยกันเรื่อยมา

มีการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้อง.มีการฉีกมีการร่างวนไปวนมาสารวนกันเรื่อยมาระหว่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยกับรัฐธรรมนูญเผด็จการ

มาบัดนี้ความเชื่อที่ผิดๆที่ถูกถ่ายทอดกันมาว่าได้รัฐธรรมแล้วจะทำให้ได้อะไรทุกอย่าง.ไม่ได้รัฐธรรมเหมือนสูญเสียอะไรไปทุกอย่าง ได้บ่มเพาะสถานการณ์ของประเทศสารวันเตี้ยลงในทางการเมืองซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานทั้งหมด

มาบัดนี้กองทัพและคณะรัฐประหารคสช.ก็ยังรับเอามรดกของ"14ตุลา"มาใช้มาขับเคลื่อนมาเข็น อย่างไม่ผิดเพี้ยนและยังเพี้ยนหนักกว่า14ตุลาคม2516 อีกเพราะไม่มีทางออกเลย.

มรดกและแนวทาง14ตุลาคม.ก็คือแนวทางเดียวกันกับแนวทางของคณะ.คสช.ที่กำลังเดินอยู่ ณ. เวลานี้

ผลร้ายของแนวทางที่ผิดพลาดนั้น.ย่อมส่งผลร้ายเสมอ ทั้งผู้มีอำนาจเอง.ประชาชน.ประเทศชาติ.สถาบันหลัก

จดหมายเปิดผนึก เรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและนายกรัฐมนตรี

จดหมายเปิดผนึก

เรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและนายกรัฐมนตรี

ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ ทำจดหมายเปิดผนึกถึงท่าน เพราะดิฉันไม่มีโอกาสได้พบและติดต่อใด ๆ กับท่านมานับแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่ท่านได้เข้ามาเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลากว่า ๑ ปีเศษแล้ว ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ดิฉันได้ถูกดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ทั้งที่เป็นการดำเนินนโยบายสาธารณะที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา เกี่ยวกับ "นโยบายรับจำนำข้าว" ดังนี้
๑. สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ดำเนินการถอดถอนดิฉันออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ ตำแหน่งดังกล่าวไม่มีอยู่และรัฐธรรมนูญได้สิ้นสุดลงแล้ว 
๒. มีการแถลงสั่งฟ้องคดีดิฉันต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก่อนหน้าที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีมติถอดถอนดิฉันเพียง ๑ ชั่วโมง 

ทั้ง ๒ กรณี ท่านอาจจะกล่าวได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับท่านโดยตรง เพราะเป็นเรื่องของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อัยการสูงสุด และของศาลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่ดิฉันจะกล่าวต่อไปนี้ล้วนเกี่ยวกับตัวท่านโดยตรงทั้งสิ้น คือ 

การดำเนินการให้มีการเรียกร้องค่าเสียหายทางคดีแพ่งต่อการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว ที่ท่านออกคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ ๔๔๘/๒๕๕๘ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ฉบับลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๘ และท่านยืนยันว่า "ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก หากผิดก็มีกลไกอยู่แล้ว เรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายทางคดีแพ่ง และยืนยันใช้มาตรฐานเดียวกับทุกพวกทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ" 

ดิฉันคาดหวังว่า ท่านคงต้องให้นโยบายต่อคณะกรรมการฯ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยไม่ละเลยประเด็น "ความยุติธรรม" ตามกลไกของระเบียบที่มีอยู่อย่างไม่เร่งรีบและไม่รวบรัด ให้โอกาสผู้เกี่ยวข้องโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอย่างเพียงพอและเป็นธรรม 

ตามที่ปรากฏต่อสาธารณะโดยทั่วไปว่าฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลของท่าน มีความหนักใจที่รัฐต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายซึ่งต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมศาลเป็นจำนวนมาก แต่ในอดีตที่ผ่านมาถือได้ว่า "ศาล" เป็น "กลไกตามกระบวนการยุติธรรม"เพื่อการเรียกร้องค่าเสียหายในคดีแพ่ง ซึ่งต้องใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต

แต่ฝ่ายกฎหมายของท่านกลับ "พลิกมุมกฎหมายและกลไก" ในการเรียกค่าเสียหายใหม่ โดยหากพบว่ามีความผิด รัฐจะไม่ฟ้อง แต่ใช้วิธีให้ท่านออกคำสั่งทางปกครอง (โดยไม่ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี) สั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชำระหนี้เหมือนคำสั่งยึดทรัพย์ เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมในการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่จะต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งเท่ากับว่าท่านได้ใช้อำนาจหน้าที่ของท่านเสมือนหนึ่งเป็นคำพิพากษาของศาล เป็นกลไกในการชี้ถูกผิดว่าจะให้ผู้ใดรับผิดชอบในค่าเสียหายต่อการดำเนินนโยบาย รับจำนำข้าว ทั้งที่การพิจารณาคดีของศาลในคดีอาญายังไม่เสร็จสิ้น

ดิฉัน เห็นว่าเรื่องที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องระหว่างตัวของดิฉันในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีผู้เคยดูแลการแก้ปัญหาสินค้าข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของประเทศ เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผลเป็นประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม มีกลไกบริหารนโยบาย คือ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งในปัจจุบัน คือ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว โดยมีท่านเป็นประธาน

อย่างไรก็ตามที่ดิฉันเสนอว่าควรให้ศาลเป็นผู้พิจารณานั้น เพราะดิฉันเห็นว่าทุกคนควรได้รับ"หลักประกันแห่งความยุติธรรม" ที่จำต้องมี เพราะการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าวเป็นการกระทำทางการบริหารตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันกับส่วนราชการหลายส่วนที่ต้องปฏิบัติงาน ดังนั้น เพื่อความโปร่งใสและคงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ท่านในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่มีตำแหน่งเป็น "ประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว และในฐานะนายกรัฐมนตรี" ที่ต้องรับผิดชอบในการแก้ปัญหาในเรื่องข้าวในขณะนี้ ซึ่งอาจเห็นแตกต่างกันในเชิงนโยบายและกลไกในการบริหารนโยบายในเรื่องข้าวในอดีต ที่ในสมัยรัฐบาลดิฉันได้ดำเนินนโยบายดังกล่าวไป จึงมิใช่ "ผู้ที่เป็นกลาง" แต่เป็น "ผู้มีส่วนได้เสีย" เพราะเห็นต่างกันในนโยบายการแก้ปัญหาในเรื่องข้าว ดังนั้นการใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นผู้ตัดสินความถูกผิดโดยการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งทางปกครองเพื่อสั่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดชำระค่าเสียหายทั้ง ๆที่ศาลยังไม่มีคำตัดสิน ถือเป็นการขัดต่อ "หลักนิติธรรม"อย่างยิ่ง

ดิฉันจึงเห็นว่าเพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ดิฉันขอให้ท่านควรจะได้มีการดำเนินการดังนี้ 

๑. พิจารณาทบทวน และยุติการดำเนินการใดๆ ที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลเสนอ และดำเนินการให้ท่านใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวในปัจจุบัน ลงนามทำคำสั่งทางปกครองใดๆ อันขัดต่อหลักความเป็นกลาง และเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อมีคำสั่งให้บุคคลใดชำระหนี้ค่าเสียหาย อันเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าว ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา แทนการพิจารณาและพิพากษาคดีของศาล

๒. ภายหลังการสอบสวนโดยกระบวนการสอบสวนที่ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เสร็จสิ้น หากพบความเสียหาย รัฐเองควรให้หน่วยงานของรัฐฟ้องคดีต่อศาล เพื่อแสดงให้เห็นว่าท่านมีความยุติธรรมและเที่ยงธรรมต่อทุกคนที่ถูกกล่าวหา

๓. การพิจารณาคดีอาญาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไม่เสร็จสิ้น และอายุความในคดียังเหลือเวลาอีกนาน ตามที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลแถลง จึงไม่ควรเร่งรีบ รวบรัด ในการทำสำนวนการตรวจสอบความรับผิดทางละเมิด ควรให้โอกาสผู้เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรมต่อดิฉัน ซึ่งดิฉันได้มีหนังสือหลายฉบับมายังท่านและคณะกรรมการฯ แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาและไม่แจ้งเหตุ ซึ่งท่านสามารถตรวจสอบความมีอยู่จริงของหนังสือนั้นได้

ทั้งนี้ดิฉันได้มอบหมายให้ทนายความไปยื่นหนังสือถึงท่านในวันอังคารที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๘ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล และหวังว่าเมื่อท่านได้รับหนังสือแล้ว ท่านคงจะไม่เพิกเฉย และจะได้พิจารณาด้วยความเป็นธรรม เพราะท่านได้ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ขอบคุณค่ะ
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี
๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๘


ที่มา FB

ใครสั่งให้ท่านทำการยึดอำนาจ?พลเอกประยุทธ์ตอบว่า"ถึงตายแล้วก็ไม่รู้ เขาสั่งผ่านเมียมา"

จากอดีต: พลตรีสนั่น ขจรประศาสตร์ลุกขึ้นถามพลเอกสนธิ ฯ ในสภาว่า ใครสั่งให้ท่านทำการยึดอำนาจ? พลเอกสนธิฯยืดอกตอบว่า"ถึงตายก็พูดไม่ได้"                   อนาคตข้างหน้า : นายกรณ์ลุกขึ้นถามพลเอกประยุทธ์ในนรกว่า ใครสั่งให้ท่านทำการยึดอำนาจ?พลเอกประยุทธ์ตอบว่า"ถึงตายแล้วก็ไม่รู้ เขาสั่งผ่านเมียมา"

ขุดเรื่องบิ๊กๆในกองทัพ ร้อนฝ่าลมฝน

ขุดเรื่องบิ๊กๆในกองทัพ ร้อนฝ่าลมฝนขุดเรื่องพลเอกอุดมเดช(บิ๊กโด่ง)เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของพลเอกธีรชัย(บิ๊กหมู)มาเปิดข้อมูลใหม่ทำไมพลเอกเปรมถึงสั่งพลเอกอุดมเดชได้ทุกเรื่องตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ทั้งที่ทราบๆกันดีอยู่แล้วว่าพลเอกประวิตรเป็นคนตั้งพลเอกอุดมเดชขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.กับมือแท้ๆ  แต่เมื่อได้ตำแหน่ง ผบ.ทบ.สมใจอยากแล้ว พลเอกอุดมเดชกลับไปหาพลเอกเปรมเพื่อเป็นสะพานทอดให้ตัวเองได้ไต่ขึ้นไปนั่งในตำแหน่งองคมนตรีรองรับการหลังเกษียณอายุ จึงเป็นที่มาของเรื่องการตราหน้า พลเอกอุดมเดชเป็นคนเนรคุณต่อพลเอกประวิตรและแทงข้างหลังพลเอกธีชัยได้อย่างแสนจะเจ็บแสบ หักเพื่อนเสนอชื่อพลเอกปรีชา ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่แทนที่จะเสนอพลเอกธีรชัยตามที่ได้พูดคุยทำความเข้าใจกัน                                     เรื่องหน้าอย่าง หลังอย่างพลเอกอุดมเดชนิสัยไปเหมือนกับพลเอกประยุทธ์ ที่วิ่งไปขออำนาจพิเศษพลเอกเปรมแทรกเข้าบีบพลเอกประวิตรให้ยอมรับน้องชายขึ้นนั่งเป็น ผบ.ทบ.ต่อจากพลเอกอุดมเดช แต่พลเอกประวิตรเลือกพลเอกธีรชัยขึ้นแทน จึงเกิดขบวนการใส่ร้ายทำลายพลเอกประวิตรและ พลเอกธีชัย เกิดขึ้นมาทุกรูปแบบ เพื่อผลักพลเอกประวิตรและพลเอกธีรชัยให้ไปอยู่คนละข้างกับพลเอกเปรม ชัดขึ้นเพราะมีหนทางเลือกเดียวที่พลเอกประยุทธ์และพลเอกอุดมเดชคิดว่าจะชนะพลเอกประวิตรและพลเอกธีรชัยได้ก็คือใช้วิธี "โหนสถาบันอย่างเข้มข้น" จึงเป็นที่มาเรื่องพลเอกอุดมเดชดราม่าทุ่มเงินงบประมาณในกองทัพมหาศาลจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ให้เป็นผลงานเข้าตาสถาบัน ส่วนทางด้านพลเอกประยุทธ์ก็ได้ใช้ ม.44 ช่วยไล่ที่ทำกินชาวบ้านให้สำนักทรัพย์สินฯรุกคืบอย่างรวดเร็ว

มันบ้าไปแล้ว!!! เหรียญทอง แน่นหนา จะฟ้องหมิ่น112 Mark Zuckerberg

เหรียญทอง แน่นหนา จะฟ้องหมิ่น112  Mark Zuckerberg https://www.facebook.com/437000306508309/photos/a.437497109791962.1073741828.437000306508309/458483754359964/?type=3&theater

คันฉ่องส่องไทย: ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า—รากแก้ว รากฝอย และภาพสะท้อนเทียบเวียดนาม

คันฉ่องส่องไทย: ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า—รากแก้ว รากฝอย และภาพสะท้อนเทียบเวียดนาม คันฉ่องส่องไทย ...