ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้าอย่างน่าใจหาย—รากแก้ว รากฝอย และภาพสะท้อนเทียบเวียดนาม
บทวิเคราะห์เชิงวิชาการแบบ “ขุดถึงฐานราก”: ไม่เพียงถามว่า “โตช้าเพราะอะไร” แต่ถามต่อว่า “กลไกใดทำให้โตช้า ๆ จนกลายเป็นโครงสร้าง” และทำไมประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันอย่างเวียดนามจึง “เร่งขึ้น” ได้ในห้วงเวลาเดียวกัน
แก่นคำถาม (Problem Statement)
หากไทย “ยังใหญ่กว่า” แต่กลับ “เร่งไม่ขึ้น” ขณะที่เวียดนาม “ฐานเล็กกว่า” แต่ “เร่งแซงอย่างต่อเนื่อง” ความต่างนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องจังหวะชั่วคราว หากเป็นผลของสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจ–การเมืองที่ทำให้ทุนและศักยภาพมนุษย์เดินได้ไม่เต็มช่วงก้าว
สิ่งที่คันฉ่องพยายามทำคือย้ายคำถามจากระดับ “เหตุการณ์” ไปสู่ระดับ “ระบบ”: ทำไมการเติบโตของไทยจึงมักถูกล็อกไว้ในกรอบต่ำ แม้คนไทยจำนวนมากมีความสามารถสูง? ทำไมการแก้ปัญหาจึงวนกลับมาที่การประคองระยะสั้นซ้ำ ๆ และเหตุใดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจึงถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความเคยชินของรัฐและสังคม?
ตารางเปรียบเทียบเชิงวิชาการ: ไทย–เวียดนาม (ตัวชี้วัดหลัก)
ตารางนี้ระบุ “นิยาม–ปี–หน่วย–ข้อจำกัดข้อมูล” เพื่อหลีกเลี่ยงการเทียบผิดฐาน โดยเฉพาะตัวชี้วัดหนี้ครัวเรือนของเวียดนามที่ไม่สอดคล้องกันในฐานสากลหลายชุด
| หมวด | ตัวชี้วัด (นิยามเชิงสถิติ) | ไทย | เวียดนาม | ปี / หน่วย | แหล่งข้อมูล |
|---|---|---|---|---|---|
| ขนาดเศรษฐกิจ | GDP (current US$): มูลค่าเพิ่มรวม ณ ราคาปัจจุบัน | US$ 526.5 bn1 | US$ 476.4 bn1 | 2024, US$ | World Bank1 |
| พลวัตการเติบโต | GDP growth (annual %): อัตราเติบโตจริงของ GDP (ปีต่อปี) | 2.5%1 | 7.1%1 | 2024, % | World Bank1 |
| แรงดึงดูดทุนโลก | FDI inflows (US$): เงินลงทุนโดยตรงไหลเข้า (flow) ตามตารางภาคผนวก UNCTAD | US$ 4.548 bn2 | US$ 18.5 bn2 | 2023, US$ | UNCTAD WIR Annex2 |
| น้ำหนัก FDI | FDI net inflows (% of GDP): สัดส่วน FDI ต่อ GDP เพื่อเทียบ “แรงสะสม” ต่อขนาดเศรษฐกิจ | 2.7%1 | 4.2%1 | 2024, % | World Bank1 |
| ผลิตภาพแรงงาน (proxy) | GDP per person employed (PPP): ผลผลิตต่อคนทำงาน (PPP) ใช้เป็นตัวแทนผลิตภาพแรงงาน | 38,6163 | 25,8503 | 2024, PPP$ | Indicator compilation3 |
| ภาระครัวเรือน | Household debt / GDP (%): หนี้ครัวเรือนต่อ GDP (ชุดข้อมูลธนาคารกลาง) | 88.4%4 | N/A5 | สิ้นปี 2024, % | BOT; (VN data gap)45 |
ข้อจำกัดข้อมูล: เวียดนามไม่มีซีรีส์ “หนี้ครัวเรือนต่อ GDP” ที่เผยแพร่สาธารณะและเทียบฐานได้ตรงกับไทยอย่างสม่ำเสมอในฐานข้อมูลสากลหลายชุด จึงรายงานเป็น N/A เพื่อรักษาความซื่อสัตย์เชิงวิชาการ (หลีกเลี่ยงการเทียบผิดฐาน)
ภาพรวมจากตารางให้ “สัญญาณเชิงโครงสร้าง” ที่สำคัญอย่างน้อยสามประการ: (ก) ไทยยังมีขนาดเศรษฐกิจและผลิตภาพต่อคนทำงานสูงกว่า แต่มีอัตราเติบโตต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ข) เวียดนามมีความสามารถในการดึงดูดทุนต่างชาติสูงกว่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของทุนโลกต่อ “ทิศทางและความคาดการณ์ได้” และ (ค) ภาระหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับที่ทำให้การบริโภคภายใน—ซึ่งควรเป็นฐานรองรับการเติบโต—ถูกกดทับเป็นเวลานาน
กล่าวให้ชัดก็คือ: เวียดนามไม่ได้ชนะเพราะ “มีเวทมนตร์” แต่เพราะระบบของเขาทำให้การลงทุนเพื่ออนาคต “เกิดขึ้นได้จริง” ในขณะที่ไทยมักทำให้การลงทุนระยะยาวแพ้การประคองระยะสั้นและการจัดสรรที่ไม่เพิ่มผลิตภาพ
บทวิเคราะห์เชิงรากแก้ว–รากฝอย: ทำไมไทยโตช้า “แบบเรื้อรัง” ในขณะที่เวียดนามเร่งขึ้น
1) ความต่างที่ไม่ใช่โชค: “อัตราเร่ง” สำคัญกว่าความสูงของจุดเริ่มต้น
การเปรียบเทียบไทยกับเวียดนามในปัจจุบันมักถูกทำให้กลายเป็นการถกเถียงเชิงอารมณ์: ไทยเคยเป็นผู้นำอาเซียน ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดีกว่า ไทยมีแรงงานทักษะสูงกว่า แต่ในเชิงวิชาการ คำถามที่มีน้ำหนักกว่าคือ “ระบบใดกำลังสร้างอัตราเร่ง (acceleration) ได้จริง” เพราะความมั่งคั่งของประเทศไม่ได้วัดจากความทรงจำของความรุ่งเรืองในอดีต หากวัดจากความสามารถในการเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และเพิ่มศักยภาพของคนอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเวียดนามเติบโตระดับ 6–7% และไทยอยู่ระดับ 2–3% ในห้วงเวลาเดียวกัน1 ส่วนต่างนี้ไม่ใช่ “หนึ่งหรือสองปี” แล้วจบ แต่หากเกิดซ้ำต่อเนื่อง มันจะทำให้ (ก) บริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตและเครือข่ายซัพพลายเชน, (ข) แรงงานมีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่และวิธีจัดการใหม่มากกว่า, และ (ค) รายได้ภาษีและงบลงทุนสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ ในขณะที่ประเทศที่โตช้าจะติดกับการจัดสรรงบแบบประคอง ความขัดแย้งทางผลประโยชน์จะเข้มข้นขึ้น และแรงกดดันต่อคุณภาพชีวิตจะสะสมอย่างเงียบ ๆ
2) FDI และห่วงโซ่มูลค่าโลก: ใครได้ทุนระยะยาวย่อมได้โรงงาน ความรู้ และมาตรฐาน
เวียดนามรับ FDI inflows มากกว่าไทยอย่างเด่นชัดในปี 20232 ในทางเศรษฐศาสตร์การพัฒนา นี่มีนัยสำคัญเกินกว่าตัวเงิน เพราะ FDI คือช่องทางที่ทำให้เทคโนโลยี “ถ่ายโอน” (technology transfer), มาตรฐานการผลิต “ยกระดับ” (quality upgrading), และการจัดการ “ทันสมัย” (managerial know-how) กระจายไปยังแรงงานและผู้ประกอบการท้องถิ่น ตราบใดที่รัฐสร้างกติกาที่ทำให้การเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในประเทศ (local linkages) เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงการเป็นเกาะโรงงานที่โดดเดี่ยว
ไทยเคยได้เปรียบในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมของระบบ แต่ความได้เปรียบนี้จะค่อย ๆ เสื่อมค่าหากระบบนโยบายไม่ “ก้าวตาม” โลก เพราะบริษัทข้ามชาติไม่ได้ตัดสินใจด้วยถนนอย่างเดียว แต่ตัดสินใจด้วย (ก) ความคาดการณ์ได้ของกติกา, (ข) ความเร็วของรัฐ, (ค) ความโปร่งใสของกระบวนการ, และ (ง) คุณภาพกำลังคนในอนาคต
3) ผลิตภาพ (TFP) และกับดักรายได้ปานกลาง: เมื่อการแข่งขันไม่เปิด ผลิตภาพก็ไม่ถูกบังคับให้โต
ไทยมีผลิตภาพต่อคนทำงาน (PPP) สูงกว่าเวียดนามในระดับปัจจุบัน3 แต่การโตช้าบอกว่าผลิตภาพรวมของระบบ (โดยเฉพาะ TFP) โตต่ำ: ทุนไม่ถูกจัดสรรไปยังกิจกรรมที่เพิ่มผลผลิตสูงที่สุด และการแข่งขันไม่ทำหน้าที่ “คัดเลือกผู้เก่ง” อย่างเต็มที่
ในระบบที่การแข่งขันไม่เป็นธรรม ผู้เล่นบางกลุ่มจะได้กำไรจาก “การเข้าถึงอำนาจ” มากกว่าการเพิ่มนวัตกรรม สังคมจะเห็นการลงทุนในทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนจากกติกา (regulatory rents) มากกว่าการลงทุนในผลิตภาพจริง (productivity rents) เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้คนไทยเก่ง ระบบก็ยังไม่ทำให้ความเก่งนั้นกลายเป็นความมั่งคั่งของประเทศอย่างทั่วถึง
4) หนี้ครัวเรือน: การบริโภคถูกกดทับ และการยกระดับทักษะถูกเลื่อนออกไป
หนี้ครัวเรือนของไทยระดับ 88.4% ต่อ GDP ณ สิ้นปี 20244 เป็นเครื่องหมายของ “ต้นทุนชีวิต” ที่สูงและโครงสร้างรายได้ที่ไม่พอเพียงในระดับครัวเรือน เมื่อครัวเรือนต้องใช้รายได้ก้อนใหญ่ไปกับภาระหนี้ การลงทุนในอนาคต—เช่น การเรียนทักษะใหม่ สุขภาพ หรือทุนย่อยทางธุรกิจ—ย่อมถูกตัดก่อน นี่คือกลไกที่ทำให้การเติบโตต่ำกลายเป็นวงจร: รายได้โตช้า → กู้เพื่อประคองชีวิต → บริโภค/ลงทุนอนาคตลดลง → ผลิตภาพไม่โต → รายได้โตช้าต่อ
5) รากแก้วทางการเมือง: “ความไม่เสถียร” ทำให้การลงทุนระยะยาวแพ้การเอาตัวรอด และระบอบที่กลัวการปลดปล่อยศักยภาพคนไทย
ประเด็นนี้ต้องพูดให้ตรง: ประเทศจะโตยาว ๆ ได้ เมื่อผู้คนและทุนเชื่อว่า “กติกาในวันพรุ่งนี้ยังพอคาดการณ์ได้” แต่เมื่อการเมืองและกลไกต่าง ๆ ไม่เสถียร นโยบายเปลี่ยนตามฤดูกาลอำนาจ การจัดสรรงบและกติกาเศรษฐกิจถูกดึงไปตามแรงต่อรอง ระบบจะทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือก “อยู่รอด” มากกว่า “ยกระดับ” และทำให้การลงทุนระยะยาวมีต้นทุนความเสี่ยงสูงผิดปกติ
ที่ลึกกว่านั้นคือ เมื่อระบอบหรือกลไกของรัฐ “หวาดระแวง” การปลดปล่อยศักยภาพของประชาชน เพราะประชาชนที่มีความรู้ รายได้ และอำนาจต่อรอง ย่อมตรวจสอบได้และเรียกร้องความเป็นธรรมได้ ระบบจึงมักเลือกความนิ่งที่ควบคุมได้ มากกว่าความเติบโตที่กระจายอำนาจ นี่ไม่ใช่การกล่าวหาเชิงอารมณ์ แต่เป็นตรรกะการเมืองเศรษฐศาสตร์: ระบอบที่ไม่ไว้วางใจประชาชนย่อมมีแรงจูงใจทำให้ประชาชน “ไม่โตเกินควบคุม” และผลข้างเคียงคือการเติบโตต่ำที่ฝังตัวเป็นโครงสร้าง
6) “รากฝอย” ที่ต่อกับรากแก้ว: ระบบราชการ ความเร็วรัฐ คุณภาพกฎระเบียบ และสัญญาณเชิงความเชื่อมั่น
ความเสถียรไม่ได้แปลว่าต้องไม่มีความขัดแย้ง แต่หมายถึงรัฐมี “กลไกจัดการความขัดแย้ง” ที่ไม่ทำให้กติกาหลักพัง ในประเทศที่เร่งขึ้นได้ รัฐมักส่งสัญญาณชัดเจนต่อเอกชน: กติกาใหญ่ไม่เปลี่ยนกลางทาง กระบวนการอนุมัติไม่ขึ้นกับเส้นสาย และผู้ประกอบการรายใหม่ยังมีพื้นที่แข่งได้จริง
เมื่อสัญญาณเหล่านี้ไม่ชัด นักลงทุนจะย้ายไปยังประเทศที่ให้ “ความคาดการณ์ได้” สูงกว่า โดยเฉพาะในยุคที่ซัพพลายเชนโลกกำลังจัดใหม่ นี่คือเหตุผลที่การเปรียบเทียบกับเวียดนามไม่ควรถูกมองเป็นการยกย่องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรถูกใช้เป็นกระจกส่องว่า “โลกกำลังให้รางวัลกับระบบแบบไหน”
สรุปถึงรากแก้ว–รากฝอย: เศรษฐกิจไทยโตช้าไม่ใช่เพราะ “คนไทยขาดศักยภาพ” แต่เพราะ “กลไกเชิงสถาบันและการเมือง” ทำให้ศักยภาพนั้นถูกใช้ไม่เต็มที่ และทำให้การลงทุนเพื่ออนาคตแพ้การประคองระยะสั้นซ้ำ ๆ
บรรณานุกรม (References)
- World Bank. Data for Thailand and Viet Nam: GDP (current US$), GDP growth (annual %), FDI net inflows (% of GDP).
- UNCTAD. World Investment Report 2024. Annex tables: FDI inflows, by economy (2018–2023).
- World Bank (indicator). GDP per person employed (PPP) (proxy for labor productivity).
- Bank of Thailand. Financial Stability Report / household debt to GDP (end-2024: 88.4%).
- Data limitation note. Vietnam household-debt-to-GDP series is not consistently available as a comparable public indicator in major international datasets; therefore reported as N/A in the comparative table.