ทำไมการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และปราศจากการทุจริต
จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชนและเป็นเครื่องมือหลักในการถ่ายโอนอำนาจจากประชาชนไปยังผู้แทนที่พวกเขาเลือก การเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และปราศจากการทุจริตหรือการซื้อ-ขายเสียง จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากต้องการให้ประชาธิปไตยพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เพราะหากการเลือกตั้งถูกบิดเบือนด้วยการทุจริต มันจะไม่เพียงแต่ทำให้ผลลัพธ์ขาดความชอบธรรม แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบทั้งหมด ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว
เหตุผลหลักที่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็น
- พื้นฐานของหลักการประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกัน — ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียงอย่างเสรี โดยไม่ถูกข่มขู่หรือล่อลวงด้วยผลประโยชน์
- ความชอบธรรมของรัฐบาล — หากมีการซื้อเสียงหรือทุจริต รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะขาดความชอบธรรม และไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนได้
- ป้องกันการคอร์รัปชันในระดับสูง — ผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยวิธีไม่สุจริต มักใช้อำนาจนั้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
- ความมั่นคงของระบบ — การทุจริตนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม การประท้วง หรือแม้แต่การรัฐประหาร
ตัวอย่างจากเหตุการณ์จริง: การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชาชนคาดหวังว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่กลับมีรายงานความไม่ชอบมาพากลหลายประการ:
- คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับข้อร้องเรียน 113 รายการ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการซื้อเสียง
- คลิปวิดีโอไวรัลในจังหวัดขอนแก่น แสดงการแจกเงินเพื่อซื้อเสียง
- กกต. ยอมรับมีการทุจริตในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 ราย เชียงรายและราชบุรีอย่างละ 1 ราย มีหลักฐานชัดเจนพอดำเนินคดี
- ในจังหวัดน่าน เจ้าหน้าที่ฉีกบัตรลงคะแนนผิดพลาด 69 ใบ
- จังหวัดปทุมธานีและชลบุรี มีการประท้วงเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ ประชาชนล้อมรถบรรทุกหีบบัตรเลือกตั้ง
- เกิดแฮชแท็ก #นับใหม่ทั้งประเทศ และ #กกตมีไว้ทำไม แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ปัญหาการทุจริตจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง: การขานคะแนนผิด จับผิดบัตร และตัวเลขคะแนนผิดปกติ
นอกจากการซื้อเสียงแล้ว ปัญหาที่รุนแรงและชัดเจนในเลือกตั้งครั้งนี้คือการกระทำของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และ กกต. ที่ดูเหมือนทำงานแบบมีเลศนัย ทำให้เกิดการบิดเบือนคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกรณีที่กระทบพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเห็นได้ชัด
- การขานคะแนนผิดหรือไม่โปร่งใส — เจ้าหน้าที่ขานคะแนนผิดโดยเจตนา ไม่หันบัตรให้ผู้สังเกตเห็น ไม่ให้ถ่ายวิดีโอ หรือคลุมกล้องวงจรปิด พบในหลายจังหวัด เช่น ชลบุรี เขต 1 เขียนคะแนนผิดจาก 230 เป็น 130 และสุพรรณบุรี เขต 3 ขานคะแนนโดยไม่โชว์บัตร
- การจับผิดบัตรหรือทำให้บัตรเสียโดยเลือกปฏิบัติ — บัตรที่กาพรรคประชาชนถูกตีความว่าเสียอย่างผิดปกติ (เช่น รอยพับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเส้นฉีก) ในลำปาง เขต 2 มีบัตรเสียกว่า 7,000 ใบ ซึ่งมากกว่าส่วนต่างแพ้-ชนะ (ราว 2,000 คะแนน) ทำให้เรียกร้องนับใหม่
- ความผิดปกติตัวเลขคะแนน (บัตรเขย่ง/คะแนนเกินผู้ใช้สิทธิ์) — จำนวนคะแนนรวมมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ์ บ่งชี้การยัดบัตรหรือรายงานผิด
- ขอนแก่น เขต 11: ผู้มาใช้สิทธิ์ 74,969 คน แต่พรรคภูมิใจไทยได้ 97,994 คะแนน (เกินจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ทั้งหมด)
- พิจิตร เขต 1: ผู้ใช้สิทธิ์ 100,830 คน แต่คะแนนรวม 130,175 คะแนน (ต่างกว่า 29,000 ใบ)
- นครสวรรค์ เขต 1: คะแนนรวม 89,280 แต่ผู้ใช้สิทธิ์ 86,040 (ต่าง 3,240 ใบ)
- ปัญหาอื่น ๆ — ชื่อผู้สมัครพรรคประชาชนหายจากบอร์ดในหลายจังหวัด, QR code แสดงข้อมูลปีเก่า, ใส่รหัสซองผิด ทำให้บัตรไปผิดเขต, ในค่ายทหารมีการปลุกใจไม่ให้เลือกบางพรรค
ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดการประท้วง นอนเฝ้าหีบ (เช่น ชลบุรี เขต 1) และเรียกร้องนับใหม่หลายเขต สะท้อนว่าการทุจริตไม่ได้เกิดจากประชาชนเท่านั้น แต่มาจาก "ผู้ควบคุมระบบ" เอง ซึ่งหากไม่แก้ไข จะทำลายความน่าเชื่อถือของประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง
“หากไม่แก้ไขปัญหาการทุจริตและความไม่ชอบมาพากล ประชาธิปไตยไทยจะไม่สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน การประท้วงและข้อร้องเรียนเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนต้องการระบบที่ยุติธรรมมากขึ้น”
การพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์จึงต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้โปร่งใส มีการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ มีผู้สังเกตการณ์อิสระ และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด หากทำได้ ประชาธิปไตยไทยจะก้าวไปสู่ความสมบูรณ์ที่แท้จริง โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
