พี่น้องชาวไทยที่รักครับ

ทุกครั้งที่สังคมไทยยืนอยู่หน้าคูหาเลือกตั้ง เรามักได้ยินเสียงกระซิบที่คุ้นหู “อย่าเปลี่ยนเลย เดี๋ยววุ่นวาย” “ของเดิมก็พออยู่ได้” “เปลี่ยนไปแล้วจะดีกว่าจริงหรือ”

คำถามเหล่านี้ไม่ผิด แต่สิ่งที่อันตรายกว่าคำถาม คือการ ไม่กล้าถามกลับ ว่า ถ้าไม่เปลี่ยน… เรากำลังยอมรับอะไรอยู่

ถ้าไม่เปลี่ยน… เรากำลังยอมรับอะไรอยู่

เรากำลังยอมรับประเทศที่ความผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ ยอมรับระบบที่ความล้มเหลวไม่เคยมีผู้รับผิด ยอมรับกติกาที่ออกแบบมาให้คนส่วนใหญ่แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง และยอมรับอนาคตที่ลูกหลานต้อง “ปรับตัวให้อยู่รอด” แทนที่จะ “เติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี”

การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ปีศาจ สิ่งที่ควรหวาดกลัว คือการ ติดอยู่กับโครงสร้างเดิม ที่พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่สามารถมอบความมั่นคง ความยุติธรรม และโอกาสอย่างเท่าเทียมให้ประชาชนได้

เราถูกสอนให้กลัวความไม่แน่นอน แต่ไม่เคยถูกสอนให้กลัว ความแน่นอนของความล้มเหลว ถูกเตือนให้ระวังการเริ่มต้นใหม่ แต่ไม่เคยถูกเตือนว่า การอยู่กับระบบเดิมที่ผุพัง คือความเสี่ยงระยะยาวที่รุนแรงยิ่งกว่า

ถ้าประเทศยังเป็นแบบเดิม ความวิปริตวิปลาศก็จะยังเต็มหูเต็มตา ข่าวคอร์รัปชันจะยังถูกกลบด้วยความเงียบ ความอยุติธรรมจะยังถูกอธิบายว่าเป็น “ความจำเป็น” และความฝันของคนธรรมดาจะยังถูกบอกให้รอ—ทั้งที่ไม่มีใครรู้ว่าต้องรอถึงเมื่อไร

การเลือกตั้งไม่ใช่เวทมนตร์ มันไม่อาจเปลี่ยนทุกอย่างได้ในชั่วข้ามคืน แต่การไม่ใช้มันเพื่อเปลี่ยนทิศทาง คือการยอมรับว่า เราพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว

วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เราไม่ได้ถูกถามว่า “กล้าหรือไม่กล้าเปลี่ยน” แต่กำลังถูกถามอย่างเงียบ ๆ ว่า เรายังทนอยู่กับประเทศแบบเดิมได้อีกกี่ปี

ประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการคนที่ไม่กลัวอะไรเลย แต่มันต้องการคนที่ กลัวถูกต้อง— กลัวการสืบทอดความล้มเหลว กลัวการส่งต่อปัญหาให้ลูกหลาน และกลัวการเสียศักดิ์ศรีของความเป็นเจ้าของประเทศไปโดยไม่รู้ตัว

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลงครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงคือธรรมชาติของชีวิตและสังคม แต่จงกลัวการอยู่นิ่ง—ในโลกที่กำลังเดินหน้า และในประเทศที่ไม่อาจรอได้อีกต่อไป

เสียงหนึ่งเสียงของท่าน อาจไม่เปลี่ยนทุกอย่าง แต่การนิ่งเงียบของเราทุกคน จะเปลี่ยน อะไรไม่ได้เลย

โปรดจำไว้
ขอให้ท่านรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นพลเมืองไว้ในมือของท่านเอง