ย้อนรอยอภินิหารศาลไทย ก่อนพอประเทศเข้าสู่ห้วงเหวมรณะ จนประเทศชาติเสียหายหนักในวันนี้




ย้อนรอยอภินิหารศาลไทย ก่อนพอประเทศเข้าสู่ห้วงเหวมรณะ จนประเทศชาติเสียหายหนักในวันนี้ หากนับเอาพฤติกรรมทั้งหมดของพวกใส่ชุดนั่งบัลลังก์เหล่านี้ตั้งแต่ก่อนปี 49 มาถึงวันนี้ แล้วคำนวณความเสียหาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม พวกนี้ตายสิบชาติก็คงชดใช้ให้แผ่นดินไม่ได้

ตุลาการภิวัฒน์​  ที่แท้ คือ ตุลาการวิบัติ และชาติฉิบหาย นั่นเอง





หาคลิปนี้มานาน "ประยุทธ์ แห่งทุ่งมะนาวเสก" ตรง ทื่อ บื้อ และหลงตัวเองกว่าท่าน หาได้ไหมในสามโลก 55555

ไม่ต้องมีคำบรรยายใด ๆ ที่ตรงและซึ้ง
ไม่ต้องบรรยายอะไร ให้ลึกนะเธอ
ไม่ว่าอะไรมันคือเหตุผลว่าฉัน นั้นขำเธอ
แค่รู้ว่า ขำ เธอ ก็พอ ... นะจ๊ะ ทั่นผู้นำ (ไปสู่ก้นเหว)







เครดิต มติชนทีวี (จากเฟสบุ๊ค soChicthailand เก๋จะตายไทยแลนด์) เอิ๊ก ๆ



ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของ คสช. เรื่องการยื่นเรื่องต่อสหรัฐอเมริกา เพื่อขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน จากเหตุบึ้ม ฯลฯ ???

โดย อ.ธนบูรณ์ จิรานุวัฒน์
เครดิตภาพ:  http://chaoprayanews.com/blog/socialtalk/2014/12/22/1746/
การที่ประเทศไทยจะให้มีการส่งตัวคนไทย หรือคนสัญชาติ สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ร้ายข้ามแดน มาพิจารณาคดีอาญาในไทย ตามสนธิสัญญาสองฝ่าย (Bilateral Treaty) คือ สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และสนธิสัญญาความร่วมมือในทางอาญาไทย – สหรัฐอเมริกา ทำได้แน่หรือ? การกล่าวอ้างเช่นนี้ มีเหตุผลตามกฏหมายใดมาสนับสนุน








คุณๆทั้งหลายครับ Common Law คือระบบกฏหมายที่ใช้ วันนี้มีใช้อยู่ในประเทศสหราชอาณาจักร และประเทศในเครือจักรภพ ส่วนในสหรัฐอเมริกา ระบบที่ใช้อยู่ในศาล อาจลอกเลียนมาจากอังกฤษ แต่สหรัฐอเมริกา ก็ได้พยายามสร้าง ระบบกฏหมาย ที่เป็นตัวของสหรัฐอเมริกาเอง เราเรียกระบบกฏหมายในสหรัฐอเมริกาว่า "Anglo - Saxon Law"..............................................................................................................ฯ

แม้จะพิจารณาโดยผิวเผิน อาจคล้ายกัน แต่เมื่อนำมาใช้ในทางปฏิบัติแล้วไม่เหมือนกัน ในระบบกฏหมาย Anglo - Saxon มีความลึกมากกว่าในแง่ที่มุ่งไปหาความจริง ให้ใกล้ที่สุด เพื่อจะค้นหาความยุติธรรม ออกมาให้ได้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น Stare Decisis การที่ต้องถือตามคำพิพากษาของศาลสูง ในระบบ Common Law อาจดูหรือพิจารณาแล้วง่ายกว่า ในระบบของ Anglo - Saxon ในระบบของสหรัฐอเมริกา ต้องเป็นข้อที่ศาลสูงว่าไว้ ตรงกับประเด็นในคดีที่กำลังพิพาทกันอยู่ จึงจะเกิดการถือตาม หรือยึดถือตาม ได้.......................................................................................................................ฯ

ผมพูดในเรื่องนี้ ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า การจะอ้างโยงข้อเท็จจริงใด เพื่อให้เกิดการถือตามคำพิพากษาศาลสูงได้ ข้อพิพาท หรือประเด็นพิพาท ที่กำลังว่าอยู่ในคดี หรือ เป็นข้อถกเถียงกัน ต้องตรงตามประเด็น ที่ได้พิพากษาไว้แล้วโดยศาลสูง อย่างนี้ทนายฝ่ายที่ ต้องการให้ถือตาม ต้องเป็นคนริเริ่ม ในคดีของตน เมื่อคดีนั้นไปสู่การวินิจฉัยของ ศาลสูง................................................................................................................................. ฯ

ในเรื่องที่ผม นำเสนอเกี่ยวกับ การจะโยง บุคคลภายนอก ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ เข้ามาในสำนวนเพื่อกล่าวหาเขาว่า กระทำความผิด ก็เห็นตั้งแต่ต้นแล้วว่า เป็นเรื่องการใช้กฏหมายคนละระบบ คือ ระหว่าง "ระบบกล่าวหา หรือ Adversary System แบบไทยๆ" กับระบบไต่สวนทั้งใน Common Law แบบอังกฤษ และ Anglo - Saxon แบบสหรัฐฯ ที่พิจารณาดูแล้วใกล้เคียงกัน คือเป็น " ระบบ Inquisitorial System" :ซึ่งเป็นระบบ ไต่สวน............................................................................................................. ฯ


เมื่อคุณไปขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับเขา แม้จะมีสนธิสัญญาความร่วมมือกันในทางอาญา ระหว่างสหรัฐฯ กับไทย แต่ในเนื้อหาของการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามสนธิสัญญาที่ว่านั้นได้ และ ที่เป็นสนธิสัญญา Bilateral Treaty เวลาจะส่งคนร้าย ที่ขอตัวมาให้แก่กันได้ตามสนธิสัญญาที่มีต่อกัน สนธิสัญญาที่ว่านั้นจะปฏิบัติต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อไม่ขัด หลักกฎหมายของ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ใช้อยู่ในสหรัฐฯ ไม่ใช่ว่าเมื่อมีสนธิสัญญาต่อกันแล้ว จะบังคับใช้สนธิสัญญาในแบบดุ่ยๆ ไปได้ เลย.................................................................................................................................ฯ

ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจ ให้ไปอ่านคดีในประเภทนี้ ที่มีชื่อว่า " In re Extradition of Signh, ที่ศาลอุทธรณ์เขต ๙ ของสหรัฐฯพิจารณาและพิพากษาเอาไว้เมื่อประมาณปีค.ศ.๒๐๐๐ ผ่านเครื่องอ่านของกูเกิ้ล โดยท่านพิมพ์ชื่อคดีใส่ลงในช่องสี่เหลี่ยมของกูเกิ้ล ท่านก็จะพบคดีที่ผมอ้างถึงนี้ ที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียงกับคดีอาญา ที่กำลังเริ่มในประเทศไทย มีประเด็น ที่กล่าวอ้างในคดีว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" เหมือนกัน.............................ฯ

ในคดีของคุณ Signh รัฐบาลอินเดีย กล่าวหา Signh ว่า "เป็นผู้ก่อการร้าย" ในกรณีที่เขาเป็นหัวหน้าฝูงชน เข้ายึดวิหารทองคำในรัฐปัญจาบ ของอินเดีย และถูกรัฐบาลอินเดียส่งกองกำลังทหาร – ตำรวจ เข้าล้อมปราบด้วยอาวุธ Signh เป็นบุคคลในระดับหัวหน้าคนหนึ่ง ที่หนีหลุดรอดไป ได้....................................................................................ฯ

และต่อมาไปซ่อนตัวอยู่ในสหรัฐฯ รัฐบาลอินเดีย ทำเรื่องขอตัว Signh กลับมาอินเดีย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ตามสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างสหรัฐฯ และอินเดีย ศาลสหรัฐไม่ส่งตัวให้ อ้างเหตุว่า คดีอาญาที่ Signh ต้องข้อกล่าวหา เป็น Offenses characterized as Political Offenses ( Offense คือข้อหาในทางอาญา) ชื่อเต็มของคดี คือ "Kulvir Signh BARAPIND, 360 F 3d. 1061" เอวัง ก็มีด้วยประการ ฉะนี้

เรื่อง นี้ ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอตัวผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา ผ่านกระทรวงต่างประเทศของไทย ไปสู่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไทย - สหรัฐฯ (อันนี้เรียกว่า Diplomatic Channel) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของ ไทย ขอให้อัยการสูงสุดของไทย เป็นคนกลางประสานไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ภายใต้สนธิสัญญาความร่วมมือทางอาญา ไทย - สหรัฐฯ ตาม Bilateral Treaty ระหว่างไทย - สหรัฐฯ (ฉบับล่าสุด) ขณะนี้มีแต่ข่าว ยังไม่เห็นการกระทำของฝ่ายไทย เรายังพูดไม่ได้ว่า ทางไทยจะขอไปใน Channel ใด ครับ.


อนาคต ยิ่งลักษณ์ อนาคตประเทศไทย...ใครกำหนด?

การรับฟ้องนายกยิ่งลักษณ์ ด้วยเหตุการปล่อยให้เกิดความเสียหาย จากนโยบายจำนำข้าว เพื่อเริ่มการไต่สวนในวันที่  19 มีนาคมนี้นั้น เป็นเรื่องที่หลายคนคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้ว และก็เป็นดั่งคาด แต่คำถามสำคัญต่อจากนี้ ก็คือมันจะเกิดผลอะไรตามมา อนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?

วลีว่า ฟันธง หรือ ปักธง เป็นความเชื่อของผู้ที่อ่านการเมืองเป็นจำนวนมาก และไม่น่าจะผิดซะด้วย

แปลว่า หากเป็นตามนี้ ธงที่ปักก็คือ ทำลายตระกูลชินวัตร ไม่ให้มีโอกาสมาเป็นตัวแปรสำคัญในสงครามอำนาจ ระหว่างกลไกเครือข่ายพระราชา และ พลังประชาชน  ระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ และการชิงสร้างประเทศไทยให้เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่หรือระบอบเสรีประชาธิปไตย


ธงนี้ ถูกถือให้มั่น แล้วปักบนแผ่นดินไทย ที่ตระกูลชินวัตรต้องยอมหมอบกราบสยบยอม และขอส่วนแบ่งอันน้อยนิด เพียงเพื่อให้อยู่เป็นฝุ่นใต้ตีนที่ต้องสำนึกบุญคุณ และเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่อาจหาญไปท้าทายอำนาจพวกเขาอีก หากไม่ยอมก็ตายลูกเดียว เพราะจะมีคดีความอีกมากมายที่พร้อมจะกำจัดคนตระกูลนี้ทุกคนที่หัวแข็ง  เพื่อที่ว่าประเทศไทยนั้น จะต้องอยู่ใต้กำกับของเครือข่ายพระราชานั่นเอง  ดังนั้น คดีนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่า เขาเริ่มบีบแล้ว เพื่อจะก้าวไปสู่เป้าหมายที่กล่าวข้างต้น





ดังนั้น หากเชื่อตามสิ่งที่กล่าวมา เราก็จะได้เห็นสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นได้หลาย SCENARIOS เช่นหนึ่งในนั้นคร่าว ๆ ก็อาจจะเป็นดังนี้....





ยิ่งลักษณ์ จะต้องต่อรองเพื่อให้คดียืดออกไป หรือให้ผลทางคดีไม่รุนแรงเกินไป เช่น แค่ให้ตัดสินทางการเมือง ไม่ต้องติดคุก ไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ แต่จะได้แค่ไหน อย่างน้อยก็ขอต่อรองต่อไป โดยสิ่งที่เครือข่ายราชาไทยได้เต็ม ๆ ก็คือ การกำจัดศัตรูตัวสำคัญไปได้แน่ ๆ จะราบคาบแค่ไหน นั่นเป็นสิ่งที่ผันไปตามบทบาทของชินวัตรและการรุกคืบของประชาชน ผมเคยบอกว่า เมื่อต่อรองยามที่เสียโอกาสและถูกรุกหนักจนเราเป๋แล้ว ชินวัตรจะไม่เหลืออำนาจใด ๆ ในการต่อรองเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพวกเขาทิ้งประชาชนให้อ่อนแอ หรือเลือกไปนั่งกราบหมาของพระราชา เพื่อขอโอกาสได้นั่งใกล้ฐานเก้าอี้ รอเศษอาหารจากโต๊ะเสวย ฝั่งคนของเจ้า ได้เปรียบทุกทาง  วันนี้สามารถชักว่าวเล่นลมอย่างย่ามใจ เพราะถือเชือกและเชื่อว่าอยู่ในชัยภูมิที่มีลมให้ชักว่าวอยู่ตลอดไป

แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ แรงลมมันจะยิ่งทวีความแรง จนถึงจุดที่พวกเผด็จการยากจะผ่อนและดึงสายว่าวได้ดั่งใจอีก  เช่น เมื่อบีบชินวัตรในเกมเลือกตั้งได้ คือ ให้ชินวัตรยอมรับรัฐธรรมนูญและยอมให้มีการเลือกตั้งได้ โดยนักการเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ในสายชินวัตร ก็เล่นตามบทบาทที่ตัวแทนเจ้ากำหนด  ดูเหมือนจะทำได้และชินวัตรอาจจะจำยอม ด้วยคดีบีบคอไม่จบไม่สิ้น  แต่มวลชนกลับทวีความแรงทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เศรษฐกิจถึงจุดไปต่อไม่ได้ ต่างชาติบีบสุด ๆ และขบวนปฏิวัติทั้งในและนอกประเทศเข้มแข็ง แล้วมวลชนเริ่มไม่ยอมรับให้ปกครอง ไม่ยอมให้หลอกลวง ไม่ยอมให้ใช้กำลังง่าย ๆ แล้วลุกฮือ แข็งขืนอย่างชาญฉลาด จนกลไกเผด็จการเดินหน้าไม่ได้ตามแผน  คือล้มชินวัตรเกือบได้ดั่งใจ แต่พวกเขาจะไม่สามารถครอบงำประชาชนได้อีก แล้วต้องเผชิญหน้ากับประชาชนของจริง ขบวนปฏิวัติของจริง







สิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดสำคัญของการล่มสลายของอำนาจเผด็จการอย่างหนึ่ง ที่ชินวัตร ไม่ยอมเลือก คือการยืนข้างประชาชนอย่างเต็มที่ จริงใจ และไม่ลังเล (แต่ทำอย่างมีเชิงและไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ประชาชนเอาชนะเผด็จการ โดยมีพวกเขาเป็นพันธมิตรที่ประชาชนรักและศรัทธายิ่งกว่าเดิม)  ที่ผ่านมา ชินวัตรทำถุกตรงไม่ใช้การแตกหัก และพยายามยื้อด้วยเชื่อว่าเวลาจะทำให้สิ่งต่าง ๆ ทำลายเผด็จการแล้วตนเองยังอยู่ได้  แต่ที่พลาดไป และสำคัญที่สุด ก็คือชินวัตร เพิกเฉยต่อสิ่งที่อยุ่ในวงเล็บ  หรือสิ่งที่พวกเขาไม่ยอมเลือกนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม อนาคตประเทศไทย ไม่มีวันจบด้วการที่เผด็จการโบราณผิดยุคผิดสมัยจะชนะประชาชนได้ตลอดไปแน่นอน  และการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับเครือข่ายเจ้า จะต้องเกิดขึ้นแบบประจัญหน้ากันโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้  และเมื่อประชาชนฉลาดแล้วปรับวิธีการ ไม่ให้เครือข่ายเผด็จการหลอกลวงและครอบงำ หรือใช้ความรุนแรงได้ง่าย ๆ อีก   โดยขั้นตอนของพัฒนาการไปสู่การล่มสลายของเผด็จการและการสถาปนาอำนาจประชาชน ก็จะเกิดขึ้นตามหลักกว้าง ๆ ดังนี้

หนึ่ง มวลชนปฏิเสธ ไม่เอา ไม่ยอมรับ ไม่ร่วม ไม่ยอมให้เผด็จการปกครองต่อไป
สอง เกิดการเผชิญหน้า จนผู้ปกครองไม่สามารถปกครองต่อไปได้
สาม ประชาชนขึ้นมาปกครองประเทศ สิ้นสุดการปกครองโดยเผด็จการราชาธิปไตย
สี่ ยุคสร้างชาติ ด้วยระบอบใหม่

แล้วเมื่อใดที่ตัวแปรห้าประการหันไปในทิศทางเดียวกัน บนยุทธศาสตร์ล้มระบอบเผด็จการ สร้างเสรีประชาธิปไตย  ตามบันไดสี่ขั้นข้างบนแล้ว ความสำเร็จของฝั่งปฏิวัติสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ก็จะมาง่ายขึ้น   องค์ประกอบห้าประการ ผมเคยพูดในรายการกับหลวงตาชูพงศ์แล้วนะครับ จะไม่ขยายความ แต่ห้าตัวแปรนี้ได้แก่

  1. มวลชนปฏิวัติที่สมบูรณ์ในเชิงปริมาณและคุณภาพ
  2. กองทัพที่เปลี่ยนข้างสนับสนุนประชาชน 
  3. นานาชาติที่ช่วยเกื้อประชาชน
  4. องค์การนำของประชาชน ที่ก่อตัวและสานแรงกันทั้งในและต่างประเทศ
  5. ความชัดเจนของยุทธศาสตร์ที่กลายเป็นเอกภาพทั้งระดับสูงสุดและระดับรายละเอียดย่อย และยุทธวิธีที่สอดคล้องสอดประสานกันในทุกระดับและทุกแนวรบ โดยชูสาระที่ประชาชนได้เปรียบหรือมีจุดแข็ง อันได้แก่ ปริมาณ ชัยภูมิ ความชอบธรรม ความฉลาดในการใช้สันติ-อหิงสา และการใช้ความจริงตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงขบวนปฏิวัติ
กะจะเขียนย่อย ๆ ในเรื่องการคาดเดาพลวัตทางการเมืองจากกรณีคุณยิ่งลักษณ์ แต่ลงเอยด้วยอะไรที่เห็นว่าสำคัญกว่า .... ก็คงโอเคนะครับ อิๆ  วันหลังค่อยขยายความกันอีกทีครับ 






ใครที่คิดว่า ผู้ชายต้องเข้มแข็งและแข็งแกร่งกว่าผู้หญิง คิดใหม่ เด๊ออ้าย!!!!


ผมเองก็เป็นคน ๆ หนึ่ง ที่ถูกหล่อหลอมให้เป็นแบบชายไทยจำนวนมาก ที่ไม่เคยออกนอกประเทศ คือย้อนไปเกิน  26 ปีมาแล้ว ก็ได้แต่คิดว่า ยังไงเสียผู้ชายต้องเข้มแข็งกว่าผู้หญิงวันยังค่ำ  อิ ๆ ...

พออีกครึ่งชีวิตที่ผ่านมา 24 ปีหลังนี้ ได้ใช้ชีวิตกับเมืองฝรั่งซะเกินสิบห้าปี  ก็เลยได้สำนึกว่า ผู้ชายขี้ยา อ่อนแอ และไม่เอางานหนัก มีเยอะมาก ๆ  โดยเฉพาะหากมองผู้ชายเอเชียด้วยกัน   และเมื่อไปมองผู้หญิงฝรั่ง  ได้ลงสนามฟุตบอลปะทะแข้งกับผู้หญิงหลาย ๆ คน เห็นพวกเธอหลอกเพื่อน ๆ ที่ไม่แกร่งและทักษะไม่ดี ซะหัวปักหัวปำ  กระแทกจนเพื่อนบางคนแทบพิการ อิ ๆ  (แต่สำหรับตัวเอง ยังไงในยุคแกร่งและหนุ่ม ถ้าเป็นเรื่องฟุตบอล คงไม่แพ้ใครง่าย ๆ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ...​แฮ่ม คุยซะหน่อย)


ยิ่งได้เรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตก ยิ่งเรียนรู้ถึงหลักสากล ที่ boundaries  หรือเส้นแดนกั้นระหว่างเพศ วัย ฐานะ สถานะ ครอบครัว ระดับการศึกษา และความเชื่อ ไม่สามารถเอามาเป็นตัวแบ่งวัดหรือตัดสินค่าคนได้ หากเราต้องการอยู่ในโลกแบบตะวันตก   การแสดงความเห็นใด ๆ ที่บ่งว่าเราตัดสินหรือแบ่งแยกคนจากสิ่งดังกล่าว จะถูกดูถูกอย่างยิ่ง ในวงสังคมที่พัฒนาแล้ว

อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วเลื่อนไปดูวิดีโอตามลิ้งค์ข้างล่างแล้วแล้ว หวังว่า โลกทัศน์หลายท่าน จะเปลี่ยนบ้างนะครับ

สัตว์ร่วมโลก เพื่อนร่วมทุกข์.... ใจกว้าง ยอมรับความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กันให้ได้ แล้วโลกจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะครับ




ตามลิ้งค์ไปดูนะครับ  https://www.facebook.com/video.php?v=879635545432032&pnref=story

องค์กรสิทธิฯสากล ขู่"ไทย"หากไม่หยุดละเมิดสิทธิประชาชน จะกดดันหนักขึ้น (เครดิต คุณจอม เพ็ชรประดับ)

นายสุณัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล (Human Rights Watch) ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia ถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย จากการบังคับใช้ กฎอัยการศึก และให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร ว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลทั่วโลก จี้ รัฐบาลเผด็จการทหารไทย ยกเลิกกฎอัยการศึก และหยุดการพิจารณาคดีของพลเรือนในศาลทหาร 





URL: https://youtu.be/F0506_2sGsc





ย้อนดูคำให้การน้องแหวน ที่มัดคอฆาตกรในเครื่องแบบอย่างแน่นหนา (เครดิต มติชนออนไลน์)

-คำเบิกความของ น.ส.ณัฏฐธิดา หรือ แหวน มีวังปลา มีรายละเอียดดังนี้



พยานเข้าไปตั้งเต็นท์ที่ราชประสงค์ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 2553 ที่บริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกระทั่งช่วงเช้าของวันที่ 19 พ.ค. 2553 พยาน น.ส.กมนเกด และนายอัครเดช ได้ย้ายเข้าไปใน วัดปทุมวนารามเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ชุมนุมที่เข้าไปหลบภายในวัด

ขณะนั้นวัดปทุมฯ ถูกประกาศให้เป็นเขตอภัยทาน โดยมีนายมงคลเข้ามาสมทบที่เต็นท์พยาบาลเวลาประมาณ 14.00 น. โดยเต็นท์อยู่หน้าสหกรณ์ ซึ่งอยู่ใกล้กับประตูทางออกของวัด
ต่อมาเวลาประมาณ 16.00 น. พยานได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางด้านแยกเฉลิมเผ่า เมื่อเกิดเสียงปืน ผู้ชุมนุมที่อยู่บนถนนพระราม 1 ข้างนอกวัดได้วิ่งเข้าภายในวัด
และพยานได้เห็นนายอัฐชัย ชุมจันทร์ อยู่ที่บริเวณตอม่อรางรถไฟฟ้า ถูกยิงล้มลง แต่นาย อัฐชัยยังลุกขึ้นได้และวิ่งมาล้มลงอีกครั้งที่ประตูวัด พยานและนายอัครเดช จึงเข้าไปช่วยพาเข้าเต็นท์เพื่อปฐมพยาบาล ขณะนั้นน.ส.กมนเกดไปเอาถังออกซิเจน

หลังจากที่นายอัฐชัยเสียชีวิตลงแล้วพยานได้ถ่ายรูปนายอัฐชัยไว้และเข้าไปถามหาญาติที่สวนป่าในวัด
ขณะกำลังเดินเข้าไปตามหาญาติของนายอัฐชัย มีผู้ชุมนุมวิ่งสวนพยานออกมาจากสวนป่าและขอยาล้างตากับพยาน ผู้ชุมนุมบอกกับพยานว่ามีแก๊สน้ำตาตกที่บริเวณห้องน้ำภายในสวนป่า ซึ่งมาจากทางด้านหลังของวัด
จากนั้นพยานร่วมกับ น.ส.กมนเกด นายอัครเดช และนายมงคล ได้กลับไปที่เต็นท์ด้านหน้าวัดอีกครั้งเพื่อเก็บอุปกรณ์การแพทย์เพื่อย้ายเข้าไปในสวนป่า เนื่องจากคิดว่าบริเวณด้านหน้าวัดไม่ปลอดภัยแล้ว
ขณะเดินออกมาก็มีกระสุนยิงตกกระทบที่พื้นข้างหน้าของพยาน ทำให้พื้นตรงหน้าเป็นฝุ่นกระจายขึ้นมาและพื้นเป็นหลุมลงไป โดยระหว่างนี้มีผู้บาดเจ็บเข้ามาขอความช่วยเหลือกับพยาน 2 คน คือ นายกิตติชัย แข็งขัน ถูกยิงที่ฝ่ามือขวา หลัง และโคนขาขวา และนายบัวศรี ทุมมา ถูกยิงที่ส้นเท้า
ขณะที่ น.ส.กมนเกด นายอัครเดช และนายมงคล กำลังเก็บของอยู่ในเต็นท์พยาบาลได้มีกระสุนสาดลงมา โดยขณะนั้นพยานอยู่ห่างจากเต็นท์ไปราว 5 เมตร เมื่อพยานได้ยินเสียงปืนจึงตะโกนบอกให้ทั้ง 3 คน หมอบ โดยไม่ได้หันกลับไปมองที่เต็นท์
จากนั้นค่อยหันกลับไปดูเห็นทุกคนหมอบอยู่จึงคิดว่าหมอบตามที่ตัวเองเตือน พยานเห็น น.ส.กมนเกด คลานตะเกียกตะกายจะไปที่รถกระบะที่จอดอยู่ด้านท้ายของเต็นท์ แต่ยังไปไม่ถึง น.ส.กมนเกด ก็หมอบนิ่งไป ส่วนนายมงคล พยานไม่เห็นว่ามีการขยับ นายอัครเดช เห็นยังขยับอยู่

ในระหว่างเกิดเหตุไม่มีใครสามารถเข้าไปช่วยได้ เนื่องจากมีการยิงลงมาจากทหารบนรางรถไฟฟ้าตลอด โดยยืนยันจากการที่ได้เห็นว่ามีประกายไฟเมื่อกระสุนกระทบกับเสาเหล็ก เห็นพื้นปูนเป็นฝุ่นฟุ้งและเป็นหลุมจากการตกกระทบของลูกกระสุน
ส่วนพยานยังหลบอยู่ที่กระถางต้นไม้ในบริเวณนั้นกับนักข่าวต่างประเทศ ชื่อนายแอนดรูว์ (พยานไม่ทราบนามสกุล) ขณะหลบอยู่นั้นนักข่าวได้ชันเข่าขึ้นมาทำให้ถูกยิงด้วย
จากนั้นพยานพยายามเข้าไปในสวนป่าเพื่อขอให้คนออกไปช่วย น.ส.กมนเกด นายอัครเดช และนายมงคล เข้ามาในสวนป่า ซึ่งตอนนั้นน.ส.กมนเกด และนายมงคลได้เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนนายอัครเดช ขณะที่ช่วยเข้าไปสวนป่ายังมีชีวิตอยู่
โดยเวลาขณะที่เข้าไปช่วยทั้ง 3 คนนั้นเป็นเวลาประมาณ 19.00 น. เมื่อช่วยเข้ามาได้แล้วเวลาประมาณ 20.00 น. นายอัครเดช จึงเสียชีวิต จากนั้นเวลาประมาณ 23.00 น. จึงมีรถพยาบาลเข้ามารับคนเจ็บออกจากวัด ซึ่งมีการติดต่อไปตั้งแต่ราว 18.00 น. แล้ว พยานคิดว่าถ้ารถพยาบาลสามารถเข้ามาเร็วกว่านี้อาจจะสามารถช่วยชีวิตนายอัครเดช ไว้ได้

น.ส.ณัฏฐธิดา เบิกความยืนยันว่าในระหว่างเกิดเหตุการณ์พยานได้เห็นทหารบนรางรถไฟฟ้าด้วย 5 นาย โดยใส่ชุดลายพราง สวมหมวก ด้านหลังหมวกติดสติ๊กเกอร์สีชมพู และทหารบนรางรถไฟฟ้ามีการประทับปืนเล็งลงมาที่วัด แต่พยานไม่พบเห็นหรือได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจากในวัด
พยานกล่าวด้วยว่าในวันนั้นตัวพยานเอง น.ส.กมนเกด นายอัครเดช มีปลอกแขนเครื่องหมายกาชาดใส่ไว้ชัดเจน ส่วนนายมงคล ใส่ชุดป่อเต็กตึ๊ง ตามหลักสากลแล้วจะต้องไม่ถูกทำร้ายจากทั้งสองฝ่าย

ขอบคุณข้อความจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1426720809





"เขาซ้อมผม" เหยื่อยัดคดีบึ้ม ‘สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน’ เผยนาทีทรมาณ ถูกซ้อมให้สารภาพฯ

อ่านดูนะครับ หลักฐานอีกหนึ่งชิ้น ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า
คสช. ที่นำโดยทหารของพระราชา ได้ก่อกรรมอันละเมิดกฎหมายสากลมาตลอด
จนน่าจะใกล้เข้าข่าย Crimes against humanity ไปเต็มตัวแล้ว


ข้อความจากไลน์ครับ...





พวกเขาซ้อมผม
เบื้องหลัง ‘สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน’
ไม่รับสารภาพ คดีระเบิดหน้าศาล
เบื้องหลังสอบสวน เขาโดนซ้อม

เขาว่าเหตุที่ไปพัวพันกับเหตุการณ์ปาระเบิดศาลอาจเนื่องมาจาก
เขาได้รับการชวนจากชาญวิทย์ (ถูกจับกุมเช่นกัน)
ให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง
ให้กับกลุ่มผู้สนใจทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ จ.ขอนแก่น
ประมาณสิบกว่าคน โดยที่เขาไม่ได้เคยรู้จักกับกลุ่มดังกล่าว
มาก่อนแต่อย่างใด งานดังกล่าวจัดขึ้น
ในวันที่14-15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในเขตอำเภอเมือง
ชาญวิทย์เขาบอกว่าชาญวิทย์พูดคนเดียวไม่ไหว
จึงต้องการให้เขาไปช่วยพูด ขณะที่ทหารรวมถึง
ตำรวจซึ่งมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
ได้สรุปรวมว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นการพบปะเพื่อวางแผนก่อเหตุ
โดยมีสรรเสริญและชาญวิทย์เป็นคนบรรยายแนวคิด
กระบวนการที่เจ้าหน้าที่พยายามทำให้สารภาพคือ
การขู่ตะคอก ตบหน้า ชกเขาที่บริเวณลิ้นปี่และชายโครง
รวมถึงเหยียบบริเวณลำตัว รอยช้ำส่วนใหญ่
เริ่มจางลงไปไปหมดแล้ว เหลืออยู่เพียงบางส่วน
อย่างไรก็ตาม เขายังรู้สึกเจ็บชายโครงที่ถูกชก
สรรเสริญไม่ยอมรับสารภาพว่าเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าว เ
จ้าหน้าที่จึงได้ใช้ไฟฟ้าช็อตที่บริเวณต้นขา
เขาประมาณว่าถูกช็อตราว 30-40 ครั้ง

หัวอกคนชื่อจตุพร พรหมพันธุ์ ณ วินาทีนี้

ผมเป็นคนวัยเดียวกัน กับคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ติดตามประวัติและความเคลื่อนไหวกันมานาน  ผมถือว่า คุณจตุพร คือคนจริง ลูกผู้ชายตัวจริงคนหนึ่ง ในภาวะการเมืองที่เป็นเผด็จการที่สุด สำหรับในประเทศไทยแล้ว หากจะยกเอาคนที่ทหารและเจ้าหมายตา หรืออาจจะหมายหัวแบบเอาจริงเอาจัง จำนวนสามคนที่อยู่ในไทย ก็ต้องมีชื่อบุรุษนักสู้ท่านนี้

ในสภาวะที่ต่อสู้มา ผมว่าเครดิตของคุณจตุพร เกิดขึ้นเพราะลักษณะส่วนตัวและประวัติการต่อสู้ที่ยาวนานของเขา  แน่นอน เขามีข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน และจุดแข็ง อันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์  ผมรับรู้ถึงความอัดอั้นตันใจและสภาวะที่ต้องอับอาย พะอืดพะอม กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก และภาระทางใจที่แบกไว้คล้าย ๆ หนี้ที่ค้างชำระให้กับดวงวิญญาณและผู้ที่ยังมีชีวิตจำนวนมาก

จริง ๆ แล้ว พวกเราหลายคน ก็อยู่ในสภาพเดียวกับคุณจตุพร เพราะจะทำอะไรดั่งใจ มันก็รังแต่จะนำภัยสู่ตัวเอง มีคนด่าหรือใส่ร้ายจะไปตอบหมดก็ไม่ได้ มองบ้านเมืองก็เห็นแต่ความมืดมน นึกถึงทางข้างหน้าก็เหมือนการรู้ว่าจะต้องเกิดอะไรบางอย่าง ที่จะต้องหนักหนาสาหัส... ฯลฯ  แต่จงใช้สติอดทนเถิดสหาย  เพราะร่างที่มีลมหายใจของท่าน ที่มีสุขภาพกายและจิตที่ปกติ จะเป็นประโยชน์กับขบวนทัพประชาชนยิ่งนัก  วันเวลาข้างหน้ากำลังเรียกร้องขอให้ท่านไปช่วยกันกงล้อประวัติศาสตร์อยู่มิขาด และท่านไม่มีทางเลี่ยงแน่ ๆ เพราะชะตาชีวิตของพวกเรา ถูกกำหนดให้ต้องมาดูแลบ้านเมืองในยามวิกฤติที่สุดของยุคสมัย

ลองอ่านรายงานข่าวล่าสุดเกี่ยวกับคุณจตุพร (ซึ่งผมได้รับมาทางไลน์) แล้วคิดในกรอบที่ผมชวนคิดนะครับ ... ว่าท่านจะแตกหน่อขยายแนวกว้างและลึกได้ขนาดไหน  วันนี้หากเราเข้าใจสภาวการณ์และเข้าใจบุคคลที่เรามอง มันจะทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ต้องไปทำลายมิตร หรือสร้างศัตรูในหมู่มิตรโดยไม่จำเป็น เพราะวันหนึ่ง เราต้องอาศัยเรี่ยวแรงของทุกท่านที่มีศักยภาพในตัวทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย  ขอให้ใจเรามุ่งในสิ่งเดียวกัน เป็นพอ

เมื่อ 18 มี.ค.58 นายจตุพร พรหมพันธ์ ประธานนปช. กล่าวผ่านรายการมองไกล ทางพีซทีวี ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เข้าจับกุมอาวุธและสัญลักษณ์ต่างๆที่เชื่อมโยงมายังกลุ่มคนเสื้อแดงได้ภายใน วัดป่าสีวลี จ.สระบุรี ว่า ประหลาดใจมาก วัดนี้ที่มีพระรูปเดียว การไปจับแล้วนำไปรวมกับอาวุธ ธง สัญลักษณ์อะไรต่างๆของนปช. ประมวลเหตุการณ์ทั้งสยามพารากอน ศาลอาญา แล้วก็มาวัดป่าสีวลี จะนำไปสู่อะไร แต่สิ่งหนึ่งความอดทนระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญ นายกฯประกาศเป็นประชาธิปไตยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย ถ้าฝ่ายตนสวดมนต์ก็ยังกระทบกระเทือน ดังนั้นขอสื่อสารไปยังคนที่ติดตามเรื่องราวต่างๆ อะไรที่เป็นความขุ่นข้องหมองใจระหว่างกัน ควรปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา บอกมาจะให้ไปคุยที่ไหน เพราะเราต้องการรักษาบรรยากาศในบ้านเมืองเหมือนกัน นายจตุพรกล่าวว่า ได้เดินทางไป กสทช. กับพรรคพวกเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวกับทีวีคนเสื้อแดง การปิดทีวีเป็นการทำร้ายหัวใจเหมือนกัน ทำร้ายหัวใจฝ่ายเดียว ไม่ใช่คนไม่สู้คน แต่เราต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ไม่บอบช้ำกว่านี้ ทีวีบางช่องใช้ถ้อยคำยิ่งกว่าทีวีเสื้อแดง ไม่เห็นมีปัญหา แต่ก็ไม่ทราบที่ทำ ต้องการบีบบังคับให้ทำอะไร เข้าใจการทำหน้าที่ กสทช. เราก็เปิดรายการฟังความรอบด้าน เชิญแต่ละสีมาทั้งหมด แต่เชิญมาทั้งวันไม่ได้ เพราะหาคนยาก แต่พวกเราพยายามเปิดประตู คนในแม่น้ำ 5 สาย พวกเป่านกหวีดก็เชิญ เพื่อฟังความรอบด้านว่าเราไม่ได้ฟังเฉพาะพวกเราเท่านั้น แต่ถ้าความเห็นต่างซีกเดียว ไม่ได้ จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ถามว่า ปัญหาปัจจุบันของชาติที่หนักอยู่แล้ว แต่ละฝ่ายก็รู้ มีทุกข์อันแสนสาหัส ทำไมไม่สร้างบรรยากาศไม่ให้เลวร้าย ปิดโทรทัศน์เป็นเรื่องเล็ก แต่คนนำประเทศกลับเหมือนเดิม ไม่ใช่พวกผม การที่สังคมจะอยู่ด้วยกันได้ แต่ละฝ่ายควรจะมีที่ยืน เริ่มต้นปฏิบัติเหมือนกัน อยู่ไปอยู่มาจะเลือกปฏิบัติ หวังว่าเสียงวันนี้จะไปถึงหูผู้นำรัฐบาล เราจะอยู่ท่ามกลางปัญหาหรือต้องการแก้ไขปัญหา แสดงให้เห็นว่าโลกเป็นประชาธิปไตย นายจตุพร กล่าวอีกว่า การแสดงความเห็นโดยไม่เป็นปัญหา เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทำไมต้องไปบีบบังคับให้คนไม่มีที่ยืน หรือบีบบังคับให้จนตรอก เราเป็นคนไทย ไม่มีใครกลัวใคร เคยประกาศเส้นทางนี้ไม่ตายก็ติดคุก ถ้าเรารักชาติบ้านเมืองมากกว่ารักตัวเอง แต่ละฝ่ายควรเปิดใจให้กว้าง คิดว่าชาติบ้านเมืองเป็นของเรา อะไรที่เกินเลย บีบคั้นหัวใจอย่าทำ ปัญหาต่างๆก็เคยเห็นมาแล้ว ที่เรียกกันว่า น้ำผึ้งหยดเดียว จากไม่มีอะไรก็กลายเป็นปัญหา ส่วนจะตัดสินใจอะไร จะไปร้องขออะไรไม่ได้ ในฐานะทำเป็นหัวแถวของคนซีกนี้ พวกผมเป็นคนมีเกียรติ ที่ต้องการสื่อสารอย่างมีเหตุผล ไม่ต้องการให้ใครมาซ้ำเติม มีเรื่องกันง่าย ต่อสู้กันไม่ยาก แต่สภาพการณ์ประเทศขนาดนี้ ต่างเห็นกันแล้วไม่ใช่หรือ ถามประชาชนว่ารู้สึกอย่างไร สิ่งที่เราได้ประจักษ์ มีความรู้สึก การแสดงความเห็นใดๆก็ตาม ได้บอกหมู่มิตรเสมอ มาจัดรายการก็ต้องระมัดระวัง อย่าสอพลอผู้มีอำนาจ อย่าทรยศประชาชน อย่างที่บอก พวกผมโชคร้าย สวดมนต์ก็ยังไม่น่าฟัง เริ่มต้นเสมอกัน แต่จะปฏิบัติกันอีกแบบ ปัญหาที่พวกท่านแก้กันก็หนักอยู่แล้ว อย่ามาเพิ่มปัญหาอีกเลย เราต้องมีสติ สมาธิ เราผ่านอะไรมามากมาย ไม่มีใครไม่เคยท้อ ไม่เคยล้ม แต่ล้มแล้วจะลุกขึ้นมายืนเร็วสุดเมื่อใด ขบวนการประชาชนล้มมาไม่รู้กี่รอบ แต่ก็ลุกขึ้นมายืนได้ เหตุการณ์วันข้างหน้าอาจหนักหนาแสนสาหัส แต่ที่ผ่านมา ถ้าเราทำใจปกติ ใช้สมอง ความรอบครอบ เชื่อว่าจะผ่านความเลวร้ายไปได้ บางฝ่ายที่ต้องการเห็นคือ เราขาดสติแล้วทำให้ขาดความรอบครอบ พวกที่คิดจะหักด้าพร้าด้วยเข่า บีบให้อีกฝ่ายไม่มีที่ยืน ภายใต้คำว่าปรองดอง อย่าลืมคนไทยรักสงบ แต่รบไม่ขลาด ไม่มีใครกลัวใคร ผมเป็นลูกผู้ชายพอ ไม่มีอะไรซับซ้อน ยืนหยัดในแนวทางต่อสู้ ไม่ใช่หน้าอย่างหลังอย่าง ใช่คือใช่ ไม่ใช่คือไม่ใช่ ต้องการให้บ้านเมืองสงบ ไม่ออกไปขับเคลื่อนก็ไม่ขับเคลื่อน ปากกับใจตรงกัน เราต่างฝ่ายต้องเปิดใจให้กว้าง อย่าบีบให้คนไทยอย่างผมไม่มีที่ยืน เราเป็นคนไทย เช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่เป็นเจ้าของแผ่นดินไทยเหมือนกัน
๙๙๙0000000000123456789Z

เมื่อ 18 มี.ค.58 นายจตุพร พรหมพันธ์ ประธานนปช. กล่าวผ่านรายการมองไกล ทางพีซทีวี ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เข้าจับกุมอาวุธและสัญลักษณ์ต่างๆที่เชื่อมโยงมายังกลุ่มคนเสื้อแดงได้ภายใน วัดป่าสีวลี จ.สระบุรี ว่า ประหลาดใจมาก วัดนี้ที่มีพระรูปเดียว การไปจับแล้วนำไปรวมกับอาวุธ ธง สัญลักษณ์อะไรต่างๆของนปช. ประมวลเหตุการณ์ทั้งสยามพารากอน ศาลอาญา แล้วก็มาวัดป่าสีวลี
จะนำไปสู่อะไร แต่สิ่งหนึ่งความอดทนระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญ นายกฯประกาศเป็นประชาธิปไตยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย ถ้าฝ่ายตนสวดมนต์ก็ยังกระทบกระเทือน ดังนั้นขอสื่อสารไปยังคนที่ติดตามเรื่องราวต่างๆ อะไรที่เป็นความขุ่นข้องหมองใจระหว่างกัน ควรปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา บอกมาจะให้ไปคุยที่ไหน เพราะเราต้องการรักษาบรรยากาศในบ้านเมืองเหมือนกัน
นายจตุพรกล่าวว่า ได้เดินทางไป กสทช. กับพรรคพวกเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวกับทีวีคนเสื้อแดง การปิดทีวีเป็นการทำร้ายหัวใจเหมือนกัน ทำร้ายหัวใจฝ่ายเดียว ไม่ใช่คนไม่สู้คน แต่เราต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ไม่บอบช้ำกว่านี้ ทีวีบางช่องใช้ถ้อยคำยิ่งกว่าทีวีเสื้อแดง ไม่เห็นมีปัญหา แต่ก็ไม่ทราบที่ทำ ต้องการบีบบังคับให้ทำอะไร เข้าใจการทำหน้าที่ กสทช.

เราก็เปิดรายการฟังความรอบด้าน เชิญแต่ละสีมาทั้งหมด แต่เชิญมาทั้งวันไม่ได้ เพราะหาคนยาก แต่พวกเราพยายามเปิดประตู คนในแม่น้ำ 5 สาย พวกเป่านกหวีดก็เชิญ เพื่อฟังความรอบด้านว่าเราไม่ได้ฟังเฉพาะพวกเราเท่านั้น แต่ถ้าความเห็นต่างซีกเดียว ไม่ได้ จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ถามว่า ปัญหาปัจจุบันของชาติที่หนักอยู่แล้ว แต่ละฝ่ายก็รู้ มีทุกข์อันแสนสาหัส

ทำไมไม่สร้างบรรยากาศไม่ให้เลวร้าย ปิดโทรทัศน์เป็นเรื่องเล็ก แต่คนนำประเทศกลับเหมือนเดิม ไม่ใช่พวกผม การที่สังคมจะอยู่ด้วยกันได้ แต่ละฝ่ายควรจะมีที่ยืน เริ่มต้นปฏิบัติเหมือนกัน อยู่ไปอยู่มาจะเลือกปฏิบัติ  หวังว่าเสียงวันนี้จะไปถึงหูผู้นำรัฐบาล เราจะอยู่ท่ามกลางปัญหาหรือต้องการแก้ไขปัญหา แสดงให้เห็นว่าโลกเป็นประชาธิปไตย

นายจตุพร กล่าวอีกว่า การแสดงความเห็นโดยไม่เป็นปัญหา เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทำไมต้องไปบีบบังคับให้คนไม่มีที่ยืน หรือบีบบังคับให้จนตรอก เราเป็นคนไทย ไม่มีใครกลัวใคร เคยประกาศเส้นทางนี้ไม่ตายก็ติดคุก ถ้าเรารักชาติบ้านเมืองมากกว่ารักตัวเอง แต่ละฝ่ายควรเปิดใจให้กว้าง คิดว่าชาติบ้านเมืองเป็นของเรา อะไรที่เกินเลย บีบคั้นหัวใจอย่าทำ ปัญหาต่างๆก็เคยเห็นมาแล้ว ที่เรียกกันว่า น้ำผึ้งหยดเดียว จากไม่มีอะไรก็กลายเป็นปัญหา ส่วนจะตัดสินใจอะไร จะไปร้องขออะไรไม่ได้ ในฐานะทำเป็นหัวแถวของคนซีกนี้ พวกผมเป็นคนมีเกียรติ ที่ต้องการสื่อสารอย่างมีเหตุผล ไม่ต้องการให้ใครมาซ้ำเติม มีเรื่องกันง่าย ต่อสู้กันไม่ยาก แต่สภาพการณ์ประเทศขนาดนี้ ต่างเห็นกันแล้วไม่ใช่หรือ ถามประชาชนว่ารู้สึกอย่างไร สิ่งที่เราได้ประจักษ์ มีความรู้สึก การแสดงความเห็นใดๆก็ตาม ได้บอกหมู่มิตรเสมอ มาจัดรายการก็ต้องระมัดระวัง อย่าสอพลอผู้มีอำนาจ อย่าทรยศประชาชน อย่างที่บอก พวกผมโชคร้าย สวดมนต์ก็ยังไม่น่าฟัง เริ่มต้นเสมอกัน แต่จะปฏิบัติกันอีกแบบ ปัญหาที่พวกท่านแก้กันก็หนักอยู่แล้ว อย่ามาเพิ่มปัญหาอีกเลย   เราต้องมีสติ สมาธิ เราผ่านอะไรมามากมาย ไม่มีใครไม่เคยท้อ ไม่เคยล้ม แต่ล้มแล้วจะลุกขึ้นมายืนเร็วสุดเมื่อใด ขบวนการประชาชนล้มมาไม่รู้กี่รอบ แต่ก็ลุกขึ้นมายืนได้ เหตุการณ์วันข้างหน้าอาจหนักหนาแสนสาหัส แต่ที่ผ่านมา ถ้าเราทำใจปกติ ใช้สมอง ความรอบครอบ เชื่อว่าจะผ่านความเลวร้ายไปได้ บางฝ่ายที่ต้องการเห็นคือ เราขาดสติแล้วทำให้ขาดความรอบครอบ พวกที่คิดจะหักด้าพร้าด้วยเข่า บีบให้อีกฝ่ายไม่มีที่ยืน ภายใต้คำว่าปรองดอง อย่าลืมคนไทยรักสงบ แต่รบไม่ขลาด ไม่มีใครกลัวใคร ผมเป็นลูกผู้ชายพอ ไม่มีอะไรซับซ้อน ยืนหยัดในแนวทางต่อสู้ ไม่ใช่หน้าอย่างหลังอย่าง ใช่คือใช่ ไม่ใช่คือไม่ใช่ ต้องการให้บ้านเมืองสงบ ไม่ออกไปขับเคลื่อนก็ไม่ขับเคลื่อน ปากกับใจตรงกัน เราต่างฝ่ายต้องเปิดใจให้กว้าง อย่าบีบให้คนไทยอย่างผมไม่มีที่ยืน เราเป็นคนไทย เช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่เป็นเจ้าของแผ่นดินไทยเหมือนกัน

รัฐธรรมนูญ หลักคุณธรรมที่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน สำคัญไฉน ? โดย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ

รัฐธรรมนูญ หลักคุณธรรมที่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน สำคัญไฉน ?
 
จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศส

รัฐธรรมนูญ  คือ กฎหมายสูงสุด  เป็นกติกาใช้ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง  ในการบริหารประเทศชาติ  และเกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคนในประเทศ  ดังนั้นตามหลักการประชาธิปไตย  ต้องให้ประชาชนผู้ถูกปกครอง ได้เลือกตั้งผู้แทนของเขาด้วยเสียงข้างมาก  เข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ  จึงจะถูกต้อง เมื่อร่างเสร็จ ก็จะต้องนำมาทำประชาพิจารณ์  ลงมติอีกครั้งหนึ่ง ให้รับรองด้วยเสียงข้างมากก่อนจะประกาศใช้บังคับได้  เป็นไปตามกติกาสากลที่ทั่วโลกใช้กัน

การที่คสช. ตั้งคนของตนมายกร่าง  ซึ่งไม่ใช่ผู้แทนของประชาชนทั้งประเทศ รัฐธรรมนูญนั้นก็ผิดกติกาสากลมาแต่แรกแล้ว จึงไม่ต้องดูเนื้อหาในการยกร่างใดๆทั้งสิ้น เพราะมีเจตนาจะกดขี่ประชาชนโดยอำนาจเผด็จการ
 
“ต้นไม้มีพิษ ผลไม้ลูกของมัน  ก็ย่อมมีพิษภัยแน่นอน”
 
แนวคิดของหลักนิติธรรม “กฎบัตรแมกนาคาต้า” เป็นข้อตกลงตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 13 ระหว่างกษัตริย์อังกฤษกับเหล่าขุนนาง  ที่ยังคงหลักนิติธรรมมาจนถึงปัจจุบัน  สำหรับหลักการเสรีภาพ  การแสดงความคิดเห็น  อันเป็นรากฐานของสังคมที่เจริญและเที่ยงธรรม

ในปัจจุบัน  ทั่วโลกได้ใช้หลักนิติธรรมกันมาโดยตลอด ซึ่งทำให้มีการเปิดเสรีภาพทางความคิด  และทำให้คนได้มีส่วนร่วม  สร้างเศรษฐกิจโดยใช้ฐานความรู้ (Knowledge base) มาสร้างความเจริญให้มนุษยชาติ เคารพในความคิดริเริ่ม ในการคิดค้นสิ่งแปลกใหม่  ที่เป็นประโยชน์สูงสุด เป็นยุคของการขายสิทธิทางปัญญา อันมีมูลค่าสูง  ยิ่งกว่าทรัพยากรธรรมชาติ
สำหรับเสรีภาพในการแสดงออกก็เช่นกัน  ยอมให้มีการชุมนุมโดยสงบและเปิดเผย  เสรีภาพในการแสดงออก  และการชุมนุมโดยสงบ  และเปิดเผยจึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องเคารพ ยอมรับ  และนำไปทบทวน  ปรับปรุง ซึ่งสรุปว่า คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

หากปราศจากสิทธิ์เหล่านี้แล้ว ย่อมไม่สามารถทำให้รัฐบาล  ผู้ปกครองมีความรับผิดชอบได้เพียงพอ   อันเป็นสาเหตุทำให้  ประเทศต้องดำดิ่งลงไปสู่การเล่นพรรคเล่นพวก และฉ้อราษฏร์บังหลวงได้ จนเป็นเหตุให้ชาติพินาศล่มจม เพราะขาดหลักคุณธรรม  ที่เคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
 
ทั่วโลก  จึงให้ความสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานนี้
 
 
                              จารุพงศ์  เรืองสุวรรณ
เลขาธิการองค์การเสรีไทย เพื่อสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย

โพสต์ล่าสุด

โศกนาฏกรรมซ้ำซากกับโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว<br>บทเรียนจากเครนถล่มสู่จุดเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ

โศกนาฏกรรมซ้ำซากกับโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว โศกนาฏกรรมซ้ำซากกับโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว บทเรียนจ...