ฟังเรื่องการเมืองไทย ต้องทำความเข้าใจทั้งระบบ และอย่าหลงเชื่อง่าย


พี่น้องที่เคารพครับ ในยุคสมัยที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยความเห็นทางการเมือง เรามักจะเจอโพสต์แบบหนึ่งที่พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม ใช้ถ้อยคำแรงๆ และดูเหมือนผู้เขียนเข้าใจกลไกการเมืองไทยลึกซึ้งยิ่งนัก ตัวอย่างที่เห็นบ่อยๆ คือประโยคทำนองว่า
“ประเทศไทยไม่เคยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรอก เพราะประชาชนขายเสียง นักการเมืองเลวทรามต่ำช้า ทหารจึงต้องออกมาจัดระเบียบสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ฟังเผินๆ คำพูดนี้ดูมีเหตุมีผล มีน้ำหนัก และหลายคนก็พยักหน้าตามโดยไม่คิดอะไรเพิ่ม แต่สำหรับนักวิชาการทางการเมือง คำถามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่า “พูดเก่งหรือเปล่า” หรือ “ฟังแล้วสะใจไหม” แต่คือคำอธิบายนี้มันครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ มันเล่าเรื่องเพียงด้านเดียว หรือมีการปกปิดบางส่วนที่สำคัญไว้ วันนี้ ผมอยากชวนทุกท่านมาสำรวจคำอธิบายแบบนี้กันอย่างใจเย็น ไม่ได้มาตำหนิหรือด่าทอใคร แต่จะชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรที่ถูกมองข้ามไป และอะไรที่ถูกซ่อนไว้โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจส่วนที่ 1: แยกข้อเท็จจริงออกจากการเหมารวมก่อนอื่น เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยมีปัญหาการซื้อเสียงจริง มีนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันจริง และมีพรรคการเมืองบางพรรคที่ฉวยประโยชน์จากความยากจนของประชาชนเพื่อแลกกับคะแนนเสียงจริง ไม่มีใครปฏิเสธข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้
แต่สิ่งที่นักวิชาการจะตั้งคำถามต่อทันทีคือ ถ้าปัญหาทั้งหมดเกิดจาก “ประชาชนขายเสียง” และ “นักการเมืองเลว” จริง แล้วทำไมประเทศที่ประชาชนยากจนกว่าประเทศไทย เช่น อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ กลับสามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและก้าวหน้าได้ไกลกว่าเรา
คำตอบที่ลึกซึ้งกว่าคือ ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่พฤติกรรมส่วนบุคคลของคนบางคน แต่เกิดจากโครงสร้างอำนาจและสถาบันทางการเมืองที่เปิดช่องให้พฤติกรรมไม่ดีเหล่านั้น “คุ้มค่า” และเกิดขึ้นซ้ำๆ ได้โดยไม่ได้รับการลงโทษที่เพียงพอ กล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงสร้างที่บิดเบี้ยวต่างหากที่เป็นรากเหง้าของวงจรอุบาทว์ ไม่ใช่ตัวประชาชนหรือนักการเมืองเพียงลำพังส่วนที่ 2: สิ่งที่โพสต์แบบนี้มัก “เลือกที่จะเงียบ”โพสต์ที่วิพากษ์ประชาธิปไตยในลักษณะนี้ มักจะไม่พูดถึงประเด็นสำคัญหลายอย่างที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ประการแรก รัฐประหารในอดีตไม่เคยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้จริง ถ้าการทำรัฐประหารเป็น “ยารักษาโรค” อย่างที่บางคนเชื่อ เราควรเห็นว่านักการเมืองที่ทุจริตถูกลดน้อยลง ระบบการเมืองสะอาดขึ้น แต่ความจริงที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม นักการเมืองเก่าที่รอดจากการรัฐประหารมักกลับมามีอำนาจมากกว่าเดิม กลไกการตรวจสอบถูกล้มล้างหรืออ่อนแอลงอย่างมาก การซื้อเสียงไม่ได้หายไป แต่กลับแพงขึ้นและซับซ้อนขึ้น นี่ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว แต่เป็นข้อสรุปจากงานวิจัยและข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน ประการที่สอง องค์กรอิสระที่หลายคนหวังว่าจะเป็น “ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม” นั้น ในความเป็นจริงมักไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมักมาจากเครือข่ายอำนาจเดิม และไม่มีกลไกที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อองค์กรเหล่านี้ไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง มันก็กลายเป็น “อำนาจที่ไม่มีใครตรวจสอบได้” โดยปริยาย ซึ่งอันตรายยิ่งกว่าอำนาจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเสียอีกส่วนที่ 3: กับดักทางตรรกะที่อันตรายที่สุดกับดักที่ใหญ่ที่สุดของคำอธิบายแบบนี้คือ การสรุปว่า “เพราะมีคนไม่ดี ประชาธิปไตยจึงใช้ไม่ได้ในประเทศไทย” แต่ในความเป็นจริง ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีนักการเมืองดีพร้อมเพรียงกันทุกคน ประชาธิปไตยไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรอให้มีแต่ “คนดี” มาปกครอง แต่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราสามารถถอดถอนหรือเปลี่ยนแปลง “คนไม่ดี” ได้ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรืออาวุธ เมื่อเราเลือกทางลัดด้วยการทำรัฐประหาร เรากำลังส่งสัญญาณว่า “ถ้ามีคนไม่ดี เราจะยกเลิกกติกาทั้งหมด แทนที่จะซ่อมแซมหรือปรับปรุงกติกาให้ดีขึ้น” นี่เท่ากับเป็นการทำลายระบบทั้งระบบ เพียงเพราะเราไม่พอใจผู้เล่นบางคนในสนาม ส่วนที่ 4: ประชาชนมีส่วนผิดจริงหรือไม่แน่นอนครับ ประชาชนเราทุกคนมีส่วนรับผิดชอบต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ แต่ความรับผิดชอบนั้นไม่ใช่ในแบบที่โพสต์วิพากษ์วิจารณ์มักกล่าวหา คือ “โง่ ขายเสียง ง่ายต่อการซื้อ” ความผิดที่แท้จริงของเราอยู่ที่เราเคยถูกทำให้เชื่อว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก ที่คนดีไม่ควรยุ่ง” ถูกปลูกฝังให้กลัวความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่ากลัวความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริง และถูกทำให้รู้สึกไร้พลังว่า “ไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่ดี”
นี่ไม่ใช่ความโง่เขลาโดยธรรมชาติของคนไทย แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบโครงสร้างอำนาจที่ต้องการให้ประชาชนรู้สึกเช่นนั้นมานานหลายทศวรรษบทสรุป: ทางออกที่แท้จริงคืออะไรดังนั้น เมื่อใดที่เราเห็นโพสต์ที่สรุปว่า “คนไทยไม่เหมาะกับประชาธิปไตย” หรือ “ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยไม่ได้” มุมมองจากนักวิชาการจะตอบอย่างสุภาพและหนักแน่นว่า ไม่ใช่ว่าคนไทยหรือประเทศไทย “ไม่เหมาะ” กับประชาธิปไตย
แต่เป็นเพราะโครงสร้างอำนาจบางส่วนในสังคมไทย ไม่ยอมให้ประชาธิปไตยทำงานได้อย่างเต็มที่ และยังคงได้ประโยชน์จากการที่ระบบล้มเหลวซ้ำซาก
ตราบใดที่เรายังคงโทษประชาชนเพียงฝ่ายเดียว เราก็จะไม่มีวันมองเห็นว่า ใครคือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงจากวงจรอุบาทว์นี้
ประชาธิปไตยไม่เคยสมบูรณ์แบบในทุกที่ทั่วโลก มันไม่ใช่เหตุผลที่เราจะยกเลิกหรือยอมแพ้ต่อมัน แต่เป็นเหตุผลที่เราต้องปกป้อง ซ่อมแซม และพัฒนามันให้ดีขึ้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
บันทึก

ขบวนการชายแดนไทย–พม่า: โครงสร้างอำนาจชาติพันธุ์ สงครามยืดเยื้อ และแรงสะเทือนต่อไทย

ขบวนการชายแดนไทย–พม่า: โครงสร้างอำนาจชาติพันธุ์ สงครามยืดเยื้อ และแรงสะเทือนต่อไทย
คันฉ่องส่องโลก · วิเคราะห์ชายแดนไทย–เมียนมา

ขบวนการชายแดนไทย–พม่า: โครงสร้างอำนาจชาติพันธุ์ สงครามยืดเยื้อ และแรงสะเทือนต่อไทย

“ขบวนการชายแดนไทย–พม่า” ไม่ใช่กลุ่มเดียว แต่เป็นระบบนิเวศของกองกำลังชาติพันธุ์ (EAOs) เครือข่ายอำนาจพื้นที่ และความขัดแย้งหลังรัฐประหารเมียนมา 2021 ที่กำลังเปลี่ยนสมการความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของไทยตามแนวชายแดนกว่า 2,400 กิโลเมตร

ประเด็นหลัก: EAOs · PDF · ผู้ลี้ภัย · การค้าชายแดน · อาชญากรรมข้ามชาติ

สาระสรุปโดยย่อ

แนวชายแดนไทย–เมียนมาเป็นพื้นที่ที่รัฐส่วนกลางเมียนมาไม่อาจผนึกอำนาจได้เต็มที่มานานกว่า 70 ปี จึงเกิดและคงอยู่ของ Ethnic Armed Organizations (EAOs) หลายกลุ่มที่มีเป้าหมายต่างกัน ตั้งแต่การปกครองตนเองจนถึงเอกราช หลังรัฐประหารปี 2021 สงครามปะทุเป็นหลายแนวรบพร้อมกัน ทำให้รัฐอ่อนแรงและพื้นที่ชายแดนจำนวนมากถูกกำหนดโดย “อำนาจพื้นที่” ของ EAOs และกองกำลังประชาชนต่อต้านรัฐประหาร (PDF) มากขึ้น

ความจริงข้อ 1 ชายแดนคือ “พื้นที่อำนาจ” มากกว่า “เส้นแบ่งรัฐ” ความจริงข้อ 2 EAOs แตกเป็นหลายขั้ว ไม่ใช่เอกภาพ ความจริงข้อ 3 การค้าชายแดน “เปลี่ยนเส้นทาง” มากกว่า “หยุดชะงัก” ความจริงข้อ 4 อาชญากรรมข้ามชาติเป็นตัวเร่งแรงกดดันต่อไทย

1) ชายแดน 2,400 กิโลเมตร กับสงครามยืดเยื้อ 70+ ปี

แนวชายแดนไทย–เมียนมาทอดยาวจากเชียงรายถึงระนอง ผ่านภูมิประเทศภูเขา ป่า และลำน้ำ ซึ่งทำให้การควบคุมพื้นที่ของรัฐส่วนกลางยากโดยธรรมชาติ เมื่อผนวกกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และความทรงจำทางการเมืองในพื้นที่ชายขอบ (periphery) จึงเกิด “ศูนย์อำนาจคู่ขนาน” ที่รัฐเมียนมามักต่อรองได้เพียงบางช่วงเวลา

แก่นสาร

ชายแดนไทย–เมียนมาไม่ใช่แค่ “พื้นที่ติดต่อ” แต่เป็น “โครงสร้างอำนาจพื้นที่” (territorial power structure) ที่มีกลไกการจัดเก็บรายได้ การรักษาความปลอดภัย และการปกครองแบบไม่เป็นทางการซ้อนทับกับรัฐ

เมื่อสงครามยืดเยื้อ ความชอบธรรมและอำนาจของรัฐส่วนกลางจะถูกท้าทายโดยกลุ่มที่ “ปกครองได้จริง” ในพื้นที่ และในหลายช่วงเวลา กลุ่มเหล่านี้กลายเป็นผู้กำหนดการค้าชายแดน การเคลื่อนย้ายคน และสมดุลกำลังตามแนวปะทะมากกว่ารัฐ

2) EAOs คือใคร และสู้เพื่ออะไร

Ethnic Armed Organizations (EAOs) คือกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาที่ถือกำเนิดจากความขัดแย้งด้านอำนาจรัฐ การปกครองตนเอง และอัตลักษณ์ทางการเมือง เป้าหมายของ EAOs ไม่เหมือนกัน และความสัมพันธ์กับกองทัพเมียนมาก็เปลี่ยนได้ตามผลประโยชน์และแรงกดดัน

กลุ่ม/เครือข่าย พื้นที่หลักที่เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย เป้าหมาย/ลักษณะการเมือง นัยต่อไทย
KNU / KNLA
กะเหรี่ยง
รัฐกะเหรี่ยง (Kayin) ติดตาก–กาญจนบุรี และบางส่วนรัฐมอญ ปกครองตนเอง ต่อต้านหลัง 2021 ต่อสู้ยาวนานตั้งแต่ 1949 อุดมการณ์ “กอทูเล (Kawthoolei)” และการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนในหลายแนว ผู้ลี้ภัย การค้าชายแดน แนวปะทะใกล้จุดผ่านแดนสำคัญ ส่งผลต่อการค้า แรงงาน และการเคลื่อนย้ายคน
KA / KNDF
กะเรนนี
รัฐกะเรนนี (Kayah) ติดแม่ฮ่องสอน–ตาก ปกครองตนเอง แนวรบเดือด หลัง 2021 กลายเป็นพื้นที่สู้รบเข้มข้นและมีเครือข่ายต่อต้านหลายกลุ่ม ผู้ลี้ภัย ความเสี่ยงปะทะข้ามแดน กระทบงานมนุษยธรรมและความปลอดภัยชายแดน
SSA (South / North)
ไทใหญ่
รัฐฉาน ติดเชียงใหม่–เชียงราย–แม่ฮ่องสอน หลายขั้ว ต่อรอง/แตกแยก บางส่วนต่อต้าน บางส่วนเป็นพันธมิตรหรือทำข้อตกลงกับรัฐ/กองทัพตามช่วงเวลา เส้นทางการค้า ยาเสพติด พื้นที่รัฐฉานเป็นโหนดเศรษฐกิจมืดและการคมนาคมเชื่อมหลายประเทศ
PNLA
ปะโอ
รัฐฉานใต้ การเมืองท้องถิ่น บทบาทสัมพันธ์กับสมดุลกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐฉานและการจัดวางกำลังในพื้นที่เฉพาะ ความผันผวนเส้นทาง กระทบเสถียรภาพการเดินทาง/การค้าในบางช่วงเวลา
DKBA / MNLA / BGF
กลุ่มย่อย/กองกำลังชายแดน
กะเหรี่ยง–มอญ และพื้นที่ปริมณฑลแนวชายแดน แตกแขนง เปลี่ยนขั้วได้ บางกลุ่มเคยเป็นกบฏก่อนเข้าสู่โครงสร้างกึ่งรัฐ/กึ่งกองกำลังร่วมกับกองทัพเมียนมา ความซับซ้อนการคัดกรอง เพิ่มความยากต่อการประเมินว่า “ใครคุมพื้นที่จริง” และความเสี่ยงกิจกรรมผิดกฎหมาย
UWSA
ว้า (รัฐฉาน)
รัฐฉานตอนเหนือ/ตะวันออก (ใกล้โครงข่ายชายแดนภูมิภาค) อำนาจพื้นที่สูง เศรษฐกิจมืด ถูกกล่าวถึงบ่อยในบริบทยาเสพติด/เศรษฐกิจผิดกฎหมายและการจัดตั้งพื้นที่อิทธิพล ยาเสพติด/อาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มแรงกดดันต่อไทยทั้งด้านสังคม ความมั่นคง และภาพลักษณ์ประเทศ
แก่นสาร

EAOs คือ “ผู้เล่นอำนาจพื้นที่” ที่มีทั้งมิติการเมือง อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจ (ถูกกฎหมาย/ผิดกฎหมาย) ดังนั้นการวิเคราะห์ต้องดูทั้ง แรงจูงใจ และ กลไกหารายได้/คุมพื้นที่ ไม่ใช่ดูเฉพาะคำประกาศเชิงอุดมการณ์

3) จุดเปลี่ยนหลังรัฐประหาร 2021: รัฐอ่อนแอและ “อำนาจพื้นที่” โตขึ้น

รัฐประหารปี 2021 ทำให้เมียนมาเข้าสู่สงครามหลายแนวรบพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ EAOs ดั้งเดิม แต่รวมถึงกองกำลังประชาชนต่อต้านรัฐประหาร (PDF) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นเชิงโครงสร้างคือ “ต้นทุนการควบคุมประเทศ” ของรัฐส่วนกลางพุ่งสูง ขณะที่ความสามารถในการส่งกำลัง บริหารพื้นที่ และรักษาเสถียรภาพลดลง

สิ่งที่เปลี่ยนจริงในสนาม

  • แนวชายแดนหลายจุดเปลี่ยนจาก “รัฐคุม” เป็น “ต่อรอง/แข่งขันอำนาจ”
  • เส้นทางการค้าและการลำเลียง “กระจายตัว” ไปสู่จุดข้ามรองและเครือข่ายท้องถิ่น
  • พื้นที่สู้รบใกล้จุดผ่านแดนสำคัญ ทำให้การอพยพข้ามแดนเกิดเป็นระยะ

สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

  • บางกลุ่มเลือก “หยุดยิง/ประนีประนอม” เพื่อรักษาพื้นที่และรายได้
  • ความแตกแยกภายในชาติพันธุ์เดียวกันเกิดได้ และทำให้ภาพรวมซับซ้อน
  • เศรษฐกิจผิดกฎหมาย (ยาเสพติด/สแกม/ค้าเถื่อน) เป็นตัวเร่งการทุจริตและความรุนแรง
แก่นสาร

หลัง 2021 “สมการความมั่นคง” ของไทยเปลี่ยนจากการรับมือรัฐเพื่อนบ้านที่รวมศูนย์ ไปสู่การรับมือระบบผู้เล่นหลายศูนย์ (multi-actor border) ซึ่งต้องใช้ข้อมูลข่าวกรองเชิงพื้นที่และการบริหารความเสี่ยงแบบยืดหยุ่นมากขึ้น

4) ภาพสถานการณ์ต้นปี 2026: เดือดต่อเนื่อง และกระทบไทยแบบจับต้องได้

ต้นปี 2026 สถานการณ์ชายแดนยังคงมีแรงปะทะต่อเนื่องในหลายช่วงเวลา โดยเฉพาะรัฐกะเหรี่ยงและกะเรนนีที่มีแนวปะทะใกล้เขตไทย ผลกระทบที่ไทยรับรู้ชัดเจนมักมาใน 4 ช่องทางหลักต่อไปนี้

1) ผู้ลี้ภัยและมนุษยธรรม

  • การสู้รบทำให้เกิดการข้ามแดนชั่วคราวเป็นระยะ
  • ต้องแยก “ผู้หนีภัยการสู้รบ” ออกจาก “การเคลื่อนย้ายเพื่อเศรษฐกิจ/เครือข่ายอาชญากรรม” อย่างรัดกุม

2) การค้าชายแดน

  • การปิดด่าน/สะพานอาจเกิดขึ้นเพื่อกดดันรายได้ฝ่ายตรงข้าม
  • แต่การค้าโดยรวมมัก “ย้ายเส้นทาง” ไปสู่ท่าข้ามรองหรือช่องทางที่ผู้คุมพื้นที่อนุญาต

3) อาชญากรรมข้ามชาติ

  • ยาเสพติดและสแกมเซ็นเตอร์ผูกกับพื้นที่อิทธิพลและการคุ้มครอง
  • ส่งผลต่อความมั่นคงภายในไทย (เหยื่อสแกม การฟอกเงิน การค้ามนุษย์)

4) ความมั่นคงชายแดน

  • ไทยต้องตรึงกำลังและเฝ้าระวังการรุกล้ำ/การปะทะหลงทิศ
  • ต้องทำงานเชิงป้องกันร่วมกับกลไกพลเรือน (สาธารณสุข ท้องถิ่น ด่านตรวจ)
แก่นสาร

สำหรับไทย ประเด็นไม่ใช่ “ใครถูกใครผิด” ในการเมืองเมียนมา แต่คือการกันไม่ให้ความไร้เสถียรภาพชายแดน ลุกลามเป็น ต้นทุนสังคม–เศรษฐกิจ–ความมั่นคงภายในประเทศ

5) โครงสร้างความแตกแยก: ทำไมไม่ใช่ “ขบวนการเดียว” และทำไมสงครามยืดเยื้อ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการมอง EAOs เป็น “ฝ่ายเดียวกัน” ทั้งหมด ความจริงคือโครงสร้างชายแดนประกอบด้วยหลายชั้น: ชาติพันธุ์–พื้นที่–ผลประโยชน์–เครือข่ายเศรษฐกิจ (ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย) ทำให้เกิดทั้งพันธมิตรชั่วคราวและความขัดแยกภายใน

สามเหตุผลที่ทำให้สงครามยืดเยื้อ

  • แรงจูงใจหลากหลาย: บางกลุ่มต้องการสหพันธรัฐ บางกลุ่มต้องการอำนาจปกครองตนเองในพื้นที่เฉพาะ และบางกลุ่มต้องการรักษาระบบรายได้
  • ภูมิประเทศและเครือข่ายชายแดน: ทำให้การควบคุมของรัฐส่วนกลางมีต้นทุนสูงและเกิดพื้นที่หลบซ่อน/ลำเลียงได้
  • เศรษฐกิจความขัดแย้ง (conflict economy): รายได้จากภาษีพื้นที่ การค้าชายแดน และกิจกรรมผิดกฎหมายบางประเภททำให้ “สันติภาพ” มีต้นทุนสำหรับผู้ได้ประโยชน์
แก่นสาร

ชายแดนคือระบบผู้เล่นหลายศูนย์: หากอ่านผิดว่าเป็น “กลุ่มเดียว” นโยบายไทยจะผิดตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การสื่อสารสาธารณะ ไปจนถึงการจัดสรรทรัพยากรป้องกันปัญหา

6) ผลกระทบต่อไทย: ความมั่นคง–เศรษฐกิจ–สังคม (แบบที่ต้องยอมรับความจริง)

ผลกระทบต่อไทยเกิดทั้งระยะสั้น (ผู้ลี้ภัย/ปะทะใกล้แดน) และระยะยาว (อาชญากรรมข้ามชาติ/เศรษฐกิจใต้ดิน/ความไม่แน่นอนทางการค้า) หากสงครามยืดเยื้อ ประเทศไทยจะต้องอยู่กับ “ความผันผวนแบบเรื้อรัง” ที่ต้องบริหารเหมือนความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่เหตุเฉพาะหน้า

มิติความมั่นคง

  • ความเสี่ยงกระสุน/การปะทะหลงทิศข้ามแดน
  • การแทรกซึมเครือข่ายอาชญากรรมผ่านช่องทางมนุษยธรรม/แรงงาน
  • ภาระการข่าวกรองเชิงพื้นที่และการคัดกรองผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม

มิติเศรษฐกิจและการค้า

  • การค้าชายแดนผันผวน กระทบผู้ประกอบการและโลจิสติกส์
  • ต้นทุนประกันภัย/ความเสี่ยงทางธุรกิจเพิ่มขึ้น
  • แรงงานข้ามชาติและห่วงโซ่อุปทานบางประเภทได้รับผลกระทบ

มิติสังคมและความมั่นคงมนุษย์

  • ภาระสาธารณสุขและการช่วยเหลือในพื้นที่ชายแดน
  • เหยื่อสแกม การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินที่กระทบคนไทยโดยตรง
  • ความตึงเครียดในพื้นที่ หากการสื่อสารสาธารณะสร้างความเกลียดชัง/เหมารวม

มิติยุทธศาสตร์ระยะยาว

  • แผนที่อำนาจชายแดนอาจเปลี่ยนถาวร หาก EAOs สถาปนา “รัฐเงา” ได้มั่นคง
  • ไทยต้องเตรียมความพร้อมการทูตเชิงพื้นที่ควบคู่หลักการไม่แทรกแซง
  • ความเสี่ยงที่ปัญหาชายแดนถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในไทย
แก่นสาร

ไทยจำเป็นต้องมองชายแดนเป็น “ระบบความเสี่ยง” ที่มีทั้งความมั่นคงแข็ง (hard security) และความมั่นคงมนุษย์ (human security) มิฉะนั้นจะไล่แก้ไฟเฉพาะหน้า แต่ปล่อยรากปัญหาโตขึ้นเรื่อย ๆ

7) ทางเลือกเชิงนโยบายของไทย: ไม่ใช่ “แทรกแซง” แต่ “บริหารความเสี่ยง”

ภายใต้กรอบไม่แทรกแซงกิจการภายใน ไทยยังสามารถทำสิ่งที่เข้มแข็งและชาญฉลาดได้ผ่าน “การบริหารชายแดน” และ “การกันผลกระทบ” (containment & risk management) โดยเน้นความชัดเจนของเป้าหมาย: ปกป้องประชาชนไทย ลดพื้นที่อาชญากรรม และคงเสถียรภาพเศรษฐกิจชายแดน

ชุดมาตรการที่ทำได้ทันที (เชิงระบบ)

  • ยกระดับการคัดกรองและข้อมูลข่าวกรองเชิงพื้นที่: แยกกลุ่มผู้หนีภัยจากเครือข่ายผิดกฎหมายด้วยข้อมูลและการประสานงานหลายหน่วย
  • ปิดช่องอาชญากรรมข้ามชาติ: เน้นฟอกเงิน สแกมเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ และเส้นทางการเงิน มากกว่าไล่จับปลายเหตุอย่างเดียว
  • คุมความเสี่ยงการค้า: ทำแผนสำรองโลจิสติกส์/ด่านผ่านแดน และระบบแจ้งเตือนธุรกิจเมื่อเกิดการปิดทาง
  • จัดการมนุษยธรรมแบบไม่สร้างแรงดึงดูด: ช่วยเหลืออย่างมีมาตรฐาน พร้อมเงื่อนไข/กระบวนการที่ลดการสวมรอย
  • สื่อสารสาธารณะอย่างรับผิดชอบ: ลดการเหมารวมชาติพันธุ์ ลดการปลุกความเกลียดชัง และย้ำเป้าหมายคุ้มครองประชาชนไทย
แก่นสาร

ความเป็นมืออาชีพของไทยวัดจาก “การคุมผลกระทบ” ไม่ใช่การออกความเห็นทางการเมืองต่อเมียนมา: ยิ่งชายแดนซับซ้อน ไทยยิ่งต้องชัดเจนเรื่องข้อมูล การคัดกรอง และการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ

บทสรุป

“ขบวนการชายแดนไทย–พม่า” คือภาพรวมของกองกำลังชาติพันธุ์และเครือข่ายอำนาจพื้นที่ ไม่ใช่องค์กรเดียวที่สั่งการเป็นเอกภาพ หลังรัฐประหารเมียนมา 2021 ระบบนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะรัฐส่วนกลางต้องรับมือหลายแนวรบพร้อมกัน และพื้นที่ชายแดนจำนวนมากถูกกำหนดโดยผู้เล่นหลายศูนย์

สำหรับไทย ประเด็นหลักคือการทำให้ความผันผวนชายแดนไม่ไหลทะลักเข้ามาเป็นต้นทุนภายในประเทศ ผ่านผู้ลี้ภัยที่ไร้ระบบคัดกรอง การค้าใต้ดิน ยาเสพติด สแกมเซ็นเตอร์ และการฟอกเงิน ไทยจึงต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยงชายแดนบนฐานข้อมูล ความมั่นคงมนุษย์ และมาตรการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง

ชายแดนไทย–เมียนมาไม่ใช่เพียง “เส้นแบ่งประเทศ” แต่เป็น “สนามอำนาจ” ที่กำลังเปลี่ยนมือ และถ้าไทยไม่บริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ความผันผวนภายนอกจะกลายเป็นต้นทุนภายในที่แพงกว่าที่คิด

ทรัมพ์กับมาดูโร: เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนเดิมพันโลกทั้งใบ

ทรัมพ์กับมาดูโร: เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนเดิมพันโลกทั้งใบ

ทรัมพ์กับมาดูโร: เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนเดิมพันโลกทั้งใบ

ในห้วงยามที่โลกหมุนวนด้วยความขัดแย้งราวกับละครกรีกโบราณ—ที่ซึ่งจักรพรรดิโรมันเคยใช้ดาบและการทูตผสานกันเพื่อครองอาณาจักร—โดนัลด์ ทรัมพ์ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ได้จุดประกายปฏิบัติการลับสุดขีดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026: การส่งหน่วยพิเศษบุกจับตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา จากใจกลางกรุงคารากัส การกระทำนี้ดูเผินๆ เหมือนการบังคับใช้กฎหมายต่อ "ราชายาเสพติด" ที่ถูกตั้งค่าหัว 15 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่สมัยทรัมพ์รอบแรกในปี 2020 แต่หากเราขุดลึกลงไปราวกับนักโบราณคดีที่ค้นหาซากอารยธรรมโบราณ เราจะพบว่ามันเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเกมใหญ่—เกมที่ทรัมพ์กำลังเล่นเพื่อฟื้นฟูอำนาจอเมริกันในซีกโลกตะวันตก ต่อต้านมหาอำนาจคู่แข่ง และพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก โดยเวเนซุเอลาเป็นเพียงกระดานหมากที่ซ่อนเดิมพันน้ำมัน ยาเสพติด การอพยพ และสงครามเย็นรูปแบบใหม่

ลองย้อนมองผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์: เวเนซุเอลาเคยเป็นไข่มุกแห่งลาตินอเมริกาในยุค 1970s ด้วยแหล่งน้ำมันสำรองใหญ่ที่สุดในโลก—มากกว่า 300 พันล้านบาร์เรล—ที่ทำให้มันร่ำรวยยิ่งกว่าซาอุดีอาระเบียเสียอีก แต่ภายใต้อุดมการณ์สังคมนิยมของฮูโก ชาเวซและมาดูโร มันกลายเป็นรัฐล้มเหลว: เศรษฐกิจหดตัว 80% ในทศวรรษที่ผ่านมา, อัตราเงินเฟ้อพุ่งทะลุ 1 ล้านเปอร์เซ็นต์, และประชาชนกว่า 7 ล้านคนอพยพหนีความอดอยาก สิ่งนี้ไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมภายใน แต่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ โดยตรง เมื่อผู้อพยพเวเนซุเอลาไหลทะลักเข้าชายแดนใต้—มากกว่า 1 ล้านคนในปี 2025 เพียงปีเดียว—กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤต移民ที่ทรัมพ์ใช้เป็นอาวุธหาเสียง ทรัมพ์ไม่ได้แค่อยากจับมาดูโรมาขึ้นศาลในไมอามีเพื่อข้อหาค้ายาและก่อการร้าย; เขากำลังเล่นเกมเพื่อ "ระบายหนอง" ที่รากเหง้าของปัญหาเหล่านี้ โดยประกาศว่าสหรัฐฯ จะ "ดูแล" เวเนซุเอลาจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่ "เหมาะสม"

จากมุมภูมิรัฐศาสตร์ เกมนี้คือการฟื้นคืน "หลักคำสอนมอนโร"

เกมนี้คือการฟื้นคืน "หลักคำสอนมอนโร" (Monroe Doctrine) ในศตวรรษที่ 21—นโยบายปี 1823 ที่ประกาศว่าซีกโลกตะวันตกเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ห้ามมหาอำนาจยุโรปแทรกแซง แต่ในยุคนี้ ศัตรูไม่ใช่สเปนหรืออังกฤษ หากแต่เป็น "CRINK" (China, Russia, Iran, North Korea) ที่ใช้เวเนซุเอลาเป็นฐานทัพใกล้ชิดอเมริกา จีนลงทุนกว่า 60 พันล้านดอลลาร์ในโครงการน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่รัสเซียส่งทหารและอาวุธไปช่วยมาดูโรปราบปรามการประท้วง อิหร่านส่งน้ำมันและเทคโนโลยีนิวเคลียร์แลกกับทองคำและยูเรเนียมจากเหมืองเวเนซุเอลา การจับมาดูโรจึงเป็นการส่งสัญญาณเด็ดขาดถึงปักกิ่ง มอสโก และเตหะราน: "ออกไปจากสวนหลังบ้านของเรา" ทรัมพ์รู้ดีว่าเวเนซุเอลาเป็นจุดยุทธศาสตร์—ห่างจากฟลอริดาเพียง 1,500 ไมล์—ที่หากปล่อยไว้ จะกลายเป็น "คิวบา 2.0" หรือแย่กว่านั้น เป็นฐานยิงขีปนาวุธหรือสอดแนมของศัตรู

แต่เกมนี้ลึกกว่านั้น มันเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและความมั่นคงภายในสหรัฐฯ ทรัมพ์มองเวเนซุเอลาเป็นโอกาสในการ "America First" อย่างแท้จริง: การยึดควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลาจะช่วยลดราคาน้ำมันโลก—ซึ่งพุ่งสูงจากสงครามยูเครนและตะวันออกกลาง—และทำให้บริษัทอเมริกันอย่าง Chevron และ ExxonMobil กลับไปลงทุน โดยทรัมพ์ได้นัดประชุมกับบริษัทน้ำมันใหญ่ทันทีหลังจับมาดูโร เพื่อ "ลงทุนพันล้านดอลลาร์" ในอุตสาหกรรมน้ำมันที่ทรุดโทรม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ของศัตรู—จีนและรัสเซียพึ่งพาน้ำมันราคาถูกจากเวเนซุเอลาเพื่อเลี่ยง санкции—ขณะเดียวกันก็แก้ปัญหายาเสพติดภายใน: เวเนซุเอลาเป็นทางผ่าน fentanyl จากโคลอมเบียและเม็กซิโก ซึ่งคร่าชีวิตชาวอเมริกันกว่า 100,000 คนต่อปี การจับมาดูโร—ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้า "Cartel de los Soles"—จึงเป็นส่วนหนึ่งของสงครามต่อต้านยาเสพติดที่ทรัมพ์ประกาศจะ "ระเบิดเรือค้ายา" และอาจขยายไปยังเม็กซิโกด้วย

ปรัชญาการเมืองของทรัมพ์: การต่อต้านสังคมนิยมและเผด็จการ

ยิ่งกว่านั้น เกมนี้ยังสะท้อนปรัชญาการเมืองของทรัมพ์: การต่อต้านสังคมนิยมและเผด็จการที่ทำให้ประเทศล้มเหลว โดยสนับสนุนฝ่ายค้านอย่าง María Corina Machado ซึ่งปรากฏตัวในรายการ Hannity เพื่อยกย่องทรัมพ์และเสนอแบ่งรางวัลโนเบลสันติภาพ ทรัมพ์ไม่ได้อยาก "บุกยึด" เวเนซุเอลาแบบอิรัก—เขาหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่—แต่ใช้ "แรงกดดันสูงสุด" (maximum pressure) ผ่าน санкции ทหาร และการทูต เพื่อบังคับให้ผู้นำที่เหลืออย่าง Delcy Rodríguez ยอมจำนนและจัดเลือกตั้งใหม่ นี่คือการผสาน "ศิลปะแห่งดีล" เข้ากับ "ศิลปะแห่งสงคราม" ของซุนจื่อ: ชนะโดยไม่ต้องรบใหญ่โต แต่หากจำเป็น ก็พร้อมใช้กำลัง—like the Delta Force raid ที่จับมาดูโรโดยไม่เสียเลือดเนื้อฝ่ายอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม เกมนี้ไม่ไร้ความเสี่ยง: การแทรกแซงอาจจุดชนวนการลุกฮือในลาตินอเมริกา ทำให้บราซิลหรือเม็กซิโกหันไปหาจีนมากขึ้น หรือแม้แต่เปิดทางให้กลุ่มกบฏในเวเนซุเอลาเข้ามาแทนที่มาดูโร—คล้ายกับที่เกิดในลิเบียหลังกัดดาฟีล้ม ทรัมพ์รู้ดีถึงบทเรียนจากอิรักและอัฟกานิสถาน ที่ซึ่ง "การเปลี่ยนระบอบ" (regime change) นำไปสู่ความโกลาหล ดังนั้นเขาจึงเน้น "การปกครองชั่วคราว" โดยสหรัฐฯ เพื่อสร้างความมั่นคงก่อนถอนตัว—แต่คำถามคือ มันจะจบลงด้วยสันติภาพหรือสงคราม?

ในท้ายที่สุด การจับมาดูโรของทรัมพ์คือการโยนหินก้อนใหญ่ลงทะเลสาบภูมิรัฐศาสตร์—คลื่นกระเพื่อมจะแผ่ขยายไปไกล: จากชายแดนเม็กซิโกที่สงบลง ไปจนถึงตลาดน้ำมันโลกที่เสถียรขึ้น และอิทธิพลจีนที่ถูกตัดตอนในอเมริกาใต้ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสองผู้นำ แต่เป็นการเรียงร้อยเส้นด้ายนับพัน—ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และอุดมการณ์—เข้าด้วยกัน เพื่อฟื้นฟู "อเมริกาผู้ยิ่งใหญ่" ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทรัมพ์กำลังเล่นเกมที่ใหญ่กว่าแค่ศาลในไมอามี; เขากำลังเล่นเพื่ออนาคตของซีกโลกทั้งใบ และบางที ของโลกด้วย





ทรัมพ์กับมาดูโร: เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนเดิมพันโลกทั้งใบ

ทรัมพ์กับมาดูโร: เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนเดิมพันโลกทั้งใบ ภาคกึ่งวิชาการ (มีอ้างอิง)

บทวิเคราะห์กึ่งวิชาการว่าด้วยการ “จับกุม/นำตัวออกนอกประเทศ” นิโคลัส มาดูโร โดยสหรัฐฯ ในต้นปี 2026: เหตุการณ์เดียว แต่โยงเป็นเครือข่าย—กฎหมายระหว่างประเทศ อำนาจในซีกโลกตะวันตก น้ำมัน การอพยพ และสัญญาณถึงจีน–รัสเซีย–อิหร่าน

Dateline: อัปเดตตามรายงานข่าวถึงวันที่ 5 ม.ค. 2026 แนว: วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง + อ้างอิงแหล่งข่าว หมายเหตุความถูกต้อง: แยก “ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว” กับ “ข้อสันนิษฐาน/การตีความ”

1) สรุปผู้บริหาร (Executive Summary)

รายงานข่าวหลายสำนักระบุว่า สหรัฐฯ ได้ดำเนิน “ปฏิบัติการจับกุม/นำตัวออกนอกประเทศ” นิโคลัส มาดูโร และภรรยา (Cilia Flores) จากกรุงคารากัสในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 และนำตัวขึ้นศาลในสหรัฐฯ โดยทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่าเป็นการ “ลักพาตัว”/ไร้ความชอบธรรม ขณะเดียวกัน สหประชาชาติแสดงความกังวลเรื่องเสถียรภาพและแบบอย่างทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลายประเทศ (รวมถึงมหาอำนาจคู่แข่งของสหรัฐฯ) วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยเวเนซุเอลา (ดู Reuters และ Financial Times) [อ้างอิง: R2, R1]

แก่นตีความ: ถ้ามองแบบ “คดีอาญา” อย่างเดียว เราจะเห็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่ถ้ามองแบบ “ภูมิรัฐศาสตร์” เหตุการณ์นี้คือการส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ พร้อมยกระดับการจัดระเบียบซีกโลกตะวันตก และกดดันเครือข่ายคู่แข่งใกล้บ้านตนเอง โดยใช้ทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงาน และการเมืองภายในเป็นแรงขับ

2) ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว (ตามแหล่งข่าวหลัก)

Fact base
  • มีรายงานข่าวว่า มาดูโรและภรรยา ถูกจับกุมในคารากัสและถูกนำตัวขึ้นศาลในสหรัฐฯ โดยทั้งคู่ให้การ “ไม่ผิด” และฝ่ายจำเลยโต้แย้งเรื่องความชอบธรรม/เอกสิทธิ์ของผู้นำรัฐ (head-of-state) [R1, R2]
  • สหประชาชาติ (เลขาธิการฯ) แสดงความกังวลด้าน เสถียรภาพเวเนซุเอลา และ ความชอบด้วยกฎหมายของปฏิบัติการ; รายงาน Reuters ยังสะท้อนการประณามจากบางประเทศว่าเป็นการละเมิดอธิปไตย [R2]
  • ในมิติ “คดีเดิม” ปี 2020 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เคยประกาศข้อกล่าวหา “narco-terrorism” ต่อมาดูโรและเจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาหลายราย พร้อมการตั้งรางวัลนำจับ (reward) ต่อมาดูโรไว้ที่ระดับสูง (ฐานเอกสารรัฐ) [R5, R6]
  • วิกฤตผู้ลี้ภัย/ผู้อพยพเวเนซุเอลาเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ระดับโลก: UNHCR ระบุว่ามีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจากเวเนซุเอลา ใกล้ 7.9 ล้านคน (ตัวเลขระดับโลก) [R8]
  • ในสหรัฐฯ มีนโยบายเกี่ยวกับสถานะคุ้มครองชั่วคราว (TPS) ของชาวเวเนซุเอลาจำนวนมาก และมีข้อถกเถียงหนักขึ้นหลังเหตุการณ์นี้ (มิติการเมืองภายใน/การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง) [R9, R10]

3) ตรรกะยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ: “ซีกโลกตะวันตก” เป็นโจทย์ความมั่นคงเชิงระบบ

Geopolitical logic

หากยอมรับ “ฐานข่าว” ว่าการจับกุมเกิดขึ้นจริง คำถามเชิงโครงสร้างคือ: ทำไม “เวเนซุเอลา” ถึงกลายเป็นจุดที่สหรัฐฯ เลือกยกระดับ? คำตอบแบบภูมิรัฐศาสตร์มักโยง 4 แกน: (1) การจัดระเบียบอิทธิพลในซีกโลกตะวันตก (2) การสกัดคู่แข่งมหาอำนาจใกล้บ้าน (3) พลังงานและตลาดน้ำมัน (4) ความเสี่ยงข้ามพรมแดน—ยาเสพติด/อาชญากรรม/การอพยพ

มุม “Monroe Doctrine 2.0” (เชิงตีความ): หลักการ “ซีกโลกตะวันตกต้องไม่เป็นฐานอิทธิพลของคู่แข่ง” เป็นกรอบที่ถูกหยิบมาอธิบายปฏิบัติการนี้ในเชิงสัญญาณยุทธศาสตร์ แม้รายละเอียดเจตนารมณ์แท้จริงของฝ่ายบริหารจะต้องอาศัยเอกสาร/คำแถลงอย่างเป็นทางการและการติดตามเชิงเวลา (ฐานข่าว Reuters สะท้อนความขัดแย้งด้านความชอบธรรมและผลกระทบต่อระบบระหว่างประเทศ) [R2]

ภายใต้กรอบนี้ “เวเนซุเอลา” ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ซ้อนทับระหว่างรัฐที่เปราะบาง, เครือข่ายเศรษฐกิจผิดกฎหมาย, และช่องทางแทรกซึมของผู้เล่นภายนอก (จีน/รัสเซีย/อิหร่าน) ซึ่งสหรัฐฯ กังวลว่าอาจกระทบความมั่นคงใกล้บ้าน (ประเด็นนี้ในข่าวมักปรากฏผ่าน “ปฏิกิริยาของประเทศต่าง ๆ” และข้อถกเถียงในเวที UN มากกว่าการยืนยันเชิงหลักฐานแบบเอกสารข่าวกรอง) [R2]

4) น้ำมัน–เศรษฐกิจ–บริษัทพลังงาน: เดิมพันเชิงโครงสร้างที่ “ใหญ่กว่าเวเนซุเอลา”

Energy & political economy

เวเนซุเอลามีทรัพยากรพลังงานมหาศาล (ภาพจำ: “น้ำมันมาก แต่รัฐล้มเหลว”) ทำให้ประเทศนี้เป็นทั้ง “สินทรัพย์” และ “ความเสี่ยง” ต่อโครงสร้างราคาพลังงาน, การคว่ำบาตร, และการคานอำนาจในตลาดโลก

ร่างเดิมกล่าวตัวเลขน้ำมันและตัวเลขเศรษฐกิจบางค่าแบบฟันธง (เช่น GDP หด 80%, เงินเฟ้อ 1 ล้าน %) ซึ่งเป็น “คำกล่าวที่อาจมีฐานในวรรณกรรม/รายงานเดิม” แต่ต้องอ้างเอกสารเฉพาะทางให้ตรงปีและวิธีวัด หากต้องการให้เป็นงานวิชาการเข้มเต็มรูปแบบ ผมแนะนำให้เพิ่มแหล่งข้อมูลสถิติเฉพาะ (เช่น IMF, World Bank, OPEC, EIA) แล้วผูกกับปีฐานเดียวกัน

ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง: เมื่อสหรัฐฯ ดำเนินการเชิงรุกกับผู้นำรัฐที่ผูกกับเศรษฐกิจน้ำมัน สิ่งที่ตลาดและคู่แข่งจับตาไม่ใช่แค่ “คน” แต่คือ สิทธิการเข้าถึงแหล่งผลิต–เสถียรภาพการส่งออก–ทิศทางนโยบายคว่ำบาตร ซึ่งจะสะท้อนกลับไปยังราคา, เงินเฟ้อ, และการเมืองภายในประเทศผู้บริโภคพลังงาน

5) การอพยพ: จากโศกนาฏกรรมมนุษย์ สู่ตัวแปรการเมืองเลือกตั้ง

Migration & domestic politics

มิติการอพยพเป็น “สะพาน” ที่เชื่อมภูมิรัฐศาสตร์เข้ากับการเมืองภายในสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม: วิกฤตเวเนซุเอลาทำให้ผู้คนเคลื่อนย้ายจำนวนมากระดับโลก (UNHCR ~7.9 ล้านคน) [R8] และภายในสหรัฐฯ มีชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากภายใต้ TPS ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงในนโยบายคนเข้าเมือง (รายงานข่าวสะท้อนข้อถกเถียงเรื่องการต่ออายุ/ยุติ TPS และผลกระทบต่อผู้คน) [R9, R10]

ตรรกะเชิงอำนาจ (เชิงตีความ): ถ้าฝ่ายบริหารต้องการ “ชนะเกมภายใน” การทำให้ประชาชนเชื่อว่าได้ “จัดการต้นตอ” ของความไร้เสถียรภาพ (รัฐล้มเหลว–อาชญากรรมข้ามชาติ–การไหลบ่าของผู้อพยพ) จะเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลัง แต่ในทางกลับกัน ความปั่นป่วนหลังปฏิบัติการก็อาจทำให้การอพยพหนักขึ้นในระยะสั้น—นี่คือความย้อนแย้งของนโยบายเชิงกำลัง

6) กฎหมายและความชอบธรรม: จุดเปราะของปฏิบัติการ

International law & legitimacy

ประเด็นที่ “ถูกพูดถึงทันที” ในรายงานข่าว คือ ความชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ และ สถานะของมาดูโร: ฝ่ายจำเลยยืนยันว่าเป็นการ “kidnapping”/ไร้ความชอบธรรม และมีข้อถกเถียงเรื่องเอกสิทธิ์ของผู้นำรัฐ [R1] ขณะที่ในเวทีระหว่างประเทศ เลขาธิการ UN แสดงความกังวลเรื่องแบบอย่างและความไม่มั่นคง [R2]

แกนคำถามทางนิติศาสตร์ที่ควรจับตา:

  • สหรัฐฯ อ้างฐานกฎหมายใดในการปฏิบัติการ (เช่น self-defense/Article 51 ตามที่ Reuters รายงานว่ามีการอ้าง) [R2]
  • กระบวนการ “ส่งผู้ร้ายข้ามแดน” หรือ “การนำตัวออกนอกประเทศ” มีองค์ประกอบใดที่ถูกโต้แย้งในศาลสหรัฐฯ [R1]
  • สถานะ “head-of-state immunity” ถูกยกขึ้นในคดีอย่างไร และศาลพิจารณาอย่างไร [R1]

ในเชิง “ความชอบธรรม” (legitimacy) มีสองชั้นเสมอ: (1) ความชอบธรรมตามตัวบท/กระบวนการ (2) ความชอบธรรมทางการเมืองและการยอมรับ ซึ่งอาจต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อมหาอำนาจใช้กำลังข้ามพรมแดน

7) ความเสี่ยงและผลกระทบ: ผลข้างเคียงที่อาจย้อนกัด

Second-order effects

แม้ฝ่ายสนับสนุนจะมองว่าเป็น “การตัดปม” แต่ในภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งอันตรายคือผลลัพธ์ลำดับสอง (second-order effects): สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ “รัฐบาลใหม่” แต่คือการจัดวางอำนาจใหม่ทั้งระบบในภูมิภาค

  • เสถียรภาพภายในเวเนซุเอลา: สุญญากาศอำนาจอาจนำไปสู่ความรุนแรง/การแตกตัวของกลุ่มอำนาจ และเพิ่มการอพยพ (UN เตือนเรื่องความไม่มั่นคง) [R2]
  • แรงสะท้อนระดับภูมิภาค: รัฐละตินอเมริกาบางส่วนอาจมองว่าเป็นแบบอย่างการแทรกแซง และหันไปกระชับสัมพันธ์กับคู่แข่งของสหรัฐฯ เพื่อถ่วงดุล (ข้อประณามจากหลายประเทศสะท้อนความตึงเครียด) [R2]
  • แรงสะท้อนระดับมหาอำนาจ: จีน–รัสเซีย (และผู้เล่นอื่น) อาจตอบโต้ทางการทูต/เศรษฐกิจ/ข้อมูลข่าวสาร โดยใช้เวที UN และเครือข่ายภูมิภาคเป็นสนาม [R2]
  • ความเสี่ยงด้านกฎหมาย/ภาพลักษณ์: หากประเด็นความชอบธรรมในศาลและเวทีระหว่างประเทศ “ไม่ปิดจ๊อบ” อาจกลายเป็นต้นทุนต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในระยะยาว [R1, R2]

บทเรียนเชิงโครงสร้าง: การ “เปลี่ยนระบอบ” ไม่ยากเท่าการ “สร้างระเบียบใหม่ที่เสถียร” และค่าใช้จ่ายมักมาทีหลัง ดังนั้นตัวชี้วัดสำคัญไม่ใช่วันจับกุม แต่คือ “หลังจากนั้น 6–18 เดือน” ว่าโครงสร้างรัฐและเศรษฐกิจเดินได้จริงหรือไม่

8) สิ่งที่ต้องติดตาม (Watchlist)

Update checklist
  • กระบวนการศาลและข้อโต้แย้งเอกสิทธิ์ผู้นำรัฐ: เส้นทางคดีและคำวินิจฉัยสำคัญในศาลสหรัฐฯ [R1]
  • ท่าที UN และรัฐสำคัญ: มติ/ถ้อยแถลง และการเคลื่อนไหวทางการทูตหลังเหตุการณ์ [R2]
  • การจัดตั้ง “อำนาจชั่วคราว” ในเวเนซุเอลา: ใครคุมสถาบันความมั่นคง? ใครคุมรายได้พลังงาน? (เป็นคำถามเชิงโครงสร้างที่ตัดสินความสำเร็จ)
  • ผลต่อราคา/อุปทานพลังงาน: สัญญาณจากบริษัทพลังงาน, ท่าทีคว่ำบาตร, และปริมาณส่งออก (ควรเพิ่มแหล่งข้อมูลสถิติพลังงานเฉพาะทางในฉบับต่อไป)
  • การอพยพและนโยบาย TPS/คนเข้าเมือง: จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ, มาตรการบังคับใช้, และผลต่อรัฐชายแดน [R9, R10]
  • ความจริง-ข่าวลวง: เหตุการณ์ใหญ่แบบนี้มักมีข้อมูลปะปนสูง ควรยึด “สำนักข่าวหลัก/เอกสารรัฐ/องค์กรระหว่างประเทศ” เป็นฐาน แล้วค่อยตีความ

แหล่งอ้างอิง

R1. Financial Times — รายงานการขึ้นศาลของมาดูโรและภรรยา พร้อมคำให้การว่า “ถูกลักพาตัว” และการโต้แย้งด้านเอกสิทธิ์ผู้นำรัฐ (เผยแพร่ 5 ม.ค. 2026) — อ่าน
R2. Reuters — UN แสดงความกังวลเสถียรภาพเวเนซุเอลาและความชอบด้วยกฎหมายของปฏิบัติการ; สะท้อนปฏิกิริยาประเทศต่าง ๆ (เผยแพร่ 5 ม.ค. 2026) — อ่าน
R5. U.S. Department of State — หน้า “Nicolás Maduro Moros” (เอกสารทางการเกี่ยวกับรางวัลนำจับ/บริบท) — อ่าน
R6. U.S. Department of Justice (DOJ) — ข่าวประชาสัมพันธ์ข้อกล่าวหาเดือนมีนาคม 2020 และรางวัลนำจับ (ฐานเอกสารรัฐ) — อ่าน
R8. UNHCR — Venezuela situation: ข้อมูลภาพรวมวิกฤตผู้ลี้ภัย/ผู้อพยพจากเวเนซุเอลา (~7.9 ล้านคน) — อ่าน
R9. Axios — ประเด็น TPS ชาวเวเนซุเอลาและการเมืองคนเข้าเมืองภายหลังเหตุการณ์ (เผยแพร่ 4 ม.ค. 2026) — อ่าน
R10. Migration Policy Institute (MPI) — บทวิเคราะห์ชาวเวเนซุเอลาในสหรัฐฯ และภาพรวม TPS/การย้ายถิ่น (เผยแพร่ 6 ก.พ. 2025) — อ่าน

ทหารมีไว้ทำไม?: บทความต่อยอดงานของศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

 


ทหารมีไว้ทำไม

การทบทวนเชิงวิชาการเต็มรูปแบบเพื่อ “push the edges of knowledge”หรือต่อยอดสาระทางวิชาการจากงานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ : จากคำถามเชิงสาธารณะสู่กรอบรัฐ-ชาติ เศรษฐศาสตร์การเมืองของความมั่นคง วาทกรรมความมั่นคง และความชอบธรรมของระบอบ

Political SociologyCivil–Military RelationsState FormationPolitical Economy of SecuritySecuritizationLegitimacy

บทคัดย่อ (Abstract)

บทความนี้ใช้คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นเครื่องมือเชิงญาณวิทยา (epistemological tool) ในการรื้อถอนความเข้าใจแบบสามัญสำนึกเกี่ยวกับกองทัพในรัฐ-ชาติสมัยใหม่ โดยต่อยอดจากข้อเขียนของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ชี้ว่า “กองทัพ” มิใช่สถาบันที่ดำรงอยู่โดยธรรมชาติของสังคมมนุษย์ หากเป็นผลผลิตของ การก่อรูปของรัฐ-ชาติ การรวมศูนย์อำนาจ การเก็บภาษี และการสร้างระบบกำลังถาวร พร้อมทั้งฝังตัวอยู่ในโครงสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-การเมืองของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์และอุตสาหกรรมอาวุธ ตลอดจนวาทกรรม “ความมั่นคง” ที่สามารถขยายอำนาจรัฐเหนือการถกเถียงสาธารณะได้ 1

บทความนี้เสนอว่า ในสังคมที่ประชาธิปไตยยังไม่สมบูรณ์ กองทัพมีแนวโน้มกลายเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” (state within a state) ที่ไม่เพียงทำหน้าที่ด้านความมั่นคง หากยังสกัดกั้นการพัฒนาของประชาธิปไตยและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ผ่านงบประมาณที่ตรวจสอบจำกัด อำนาจยับยั้งทางการเมือง และการผลิตความชอบธรรมแบบจากบนลงล่าง (top-down legitimation) แทนฉันทามติสาธารณะ บทความจึงขยับคำถามจาก “ทหารมีไว้ทำไม” ไปสู่ “ความมั่นคงของใคร ด้วยทรัพยากรของใคร ภายใต้การตรวจสอบแบบใด และได้รับความชอบธรรมจากประชาชนอย่างไร” พร้อมวางกรอบสมมติฐาน ตัวชี้วัด และสถาปัตยกรรมเชิงนโยบาย ที่ช่วยให้การถกเถียงเรื่องกองทัพยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรม

หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: บทความนี้ตั้งใจ “ดันขอบเขตความรู้” ด้วยการย้ายจุดสนใจจาก “บทบาทตามอุดมคติของกองทัพ” ไปสู่ เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้กองทัพบางสังคมกลายเป็นกลไกค้ำจุนหรือทำลายประชาธิปไตย: การจัดสรรทรัพยากร สถาปัตยกรรมการตรวจสอบ และการผลิตความชอบธรรมผ่านวาทกรรมความมั่นคง การวิจารณ์ในที่นี้จึงเป็นการวิจารณ์ระดับ “สถาบัน” (institutional critique) มากกว่าการตัดสินเชิงศีลธรรมต่อบุคคล และพยายามแปลงคำถามให้เป็นโจทย์ที่อภิปรายได้ด้วยเหตุผลสาธารณะ ตรวจสอบได้ และต่อยอดเป็นงานวิจัยเชิงประจักษ์ได้

1) คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ในฐานะเครื่องมือรื้อสามัญสำนึก

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอคำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ใช่ในฐานะคำถามยั่วยุทางอารมณ์ แต่เป็นคำถามเชิงประวัติศาสตร์และโครงสร้างอำนาจ ที่บังคับให้สังคมถอยออกจากคำตอบสำเร็จรูป เช่น “เพื่อป้องกันประเทศ” หรือ “เพื่อความมั่นคง” แล้วหันมาพิจารณาอย่างเป็นระบบว่า “ความมั่นคงของใคร” และ “ด้วยทรัพยากรของใคร” รวมถึง “กระบวนการตรวจสอบและความรับผิดรับชอบอยู่ตรงไหน” 1

ในทางวิเคราะห์ คำถามนี้ทำหน้าที่เป็น “คันงัด” ทางปัญญา (intellectual lever) งัดให้เห็นว่าคำว่า “ความมั่นคง” มิได้เป็นความจริงนิ่ง ๆ ที่อยู่นอกการเมือง หากเป็นแนวคิดที่ถูกนิยาม แข่งขัน และทำให้กลายเป็นข้อยุติได้ด้วยอำนาจ เมื่อใดที่คำว่า “ความมั่นคง” ถูกทำให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจตั้งคำถาม เมื่อนั้นการใช้งบประมาณ อำนาจกำลัง และมาตรการพิเศษก็จะหลุดจากสนามเหตุผลสาธารณะ (public reason) และทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นพิธีกรรมมากกว่าระบบกำกับทรัพยากรและอำนาจรัฐ

เมื่อความมั่นคงถูกทำให้เป็น “ศาสนา” คำถามพื้นฐานที่สุด—จำเป็นแค่ไหน ใช้งบเท่าไร ใครตรวจสอบ— จะถูกตีตราว่า “บ่อนทำลายชาติ” แทนที่จะถูกมองว่าเป็น “หน้าที่พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตย

ที่สำคัญ คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ได้ปฏิเสธว่ารัฐอาจต้องมีขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ แต่พยายามย้ายวงสนทนาจาก “ความเชื่อ” ไปสู่ “หลักฐานและโครงสร้าง”: ภัยคุกคามถูกประเมินอย่างไร ยุทธศาสตร์ตอบสนองเป็นแบบใด ความคุ้มค่าของงบประมาณเป็นอย่างไร และการเลือกทรัพยากรเพื่อความมั่นคงมีต้นทุนโอกาส (opportunity cost) ต่อการศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ และความมั่นคงมนุษย์เพียงใด เมื่อพิจารณาเช่นนี้ คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” จึงกลายเป็นคำถามเรื่อง “การจัดลำดับความสำคัญของรัฐ” และ “รูปแบบความชอบธรรมของการใช้อำนาจ” มากกว่าจะเป็นคำถามเรื่อง “อาชีพทหาร” เพียงอย่างเดียว

2) รัฐ-ชาติ การทำสงคราม และการก่อรูปของกองทัพถาวร

ประเด็นสำคัญในบทความต้นทางคือการทำให้เราเห็นว่า “ทหารอาชีพ” ในความหมายสมัยใหม่เป็นปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการก่อรูปของรัฐ-ชาติ กล่าวคือ ก่อนรัฐ-ชาติสมัยใหม่ สังคมจำนวนมากมิได้มี “กองทัพประจำการ” ในความหมายเดียวกับปัจจุบัน หากพึ่งพาการเกณฑ์แรงงาน การระดมไพร่พล หรือเครือข่ายอุปถัมภ์ทางอำนาจ 1

การเปลี่ยนผ่านสู่กองทัพถาวรสัมพันธ์กับเงื่อนไขอย่างน้อยสามประการ: (1) การรวมศูนย์อำนาจของรัฐ (2) การสร้างระบบภาษีถาวรเพื่อเลี้ยงกำลังถาวร และ (3) การพัฒนาระบบราชการและโลจิสติกส์ที่ทำให้การใช้กำลังเป็นกิจการต่อเนื่องและเป็นมืออาชีพ เมื่อกองทัพกลายเป็นสถาบันถาวร กองทัพจึงไม่ใช่เพียง “หน่วยงานหนึ่ง” หากเป็นโครงสร้างที่ช่วยทำให้รัฐมีความสามารถ (state capacity) ในการบังคับใช้กฎ ระดมทรัพยากร และกำหนดขอบเขตความเป็นสมาชิกของสังคมการเมือง

กรอบทฤษฎีที่ช่วย “ขยายให้เป็นวิชาการเต็ม” คือแนวคิดการก่อรูปของรัฐแบบ bellicist ซึ่งเชื่อมรัฐกับสงครามในฐานะเครื่องจักรการสร้างรัฐ งานในสายนี้สัมพันธ์อย่างยิ่งกับ Charles Tilly ที่เสนอว่า การทำสงครามบังคับให้รัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บและจัดการทรัพยากร และในทางกลับกัน เมื่อรัฐมีขีดความสามารถมากขึ้น รัฐก็ทำสงครามได้ “มีประสิทธิภาพกว่าเดิม” 3

ที่ยั่วล้ออย่างมีพลังเชิงวิพากษ์คือ Tilly เปรียบเทียบการทำรัฐและการทำสงครามกับ “การคุ้มครองแบบรีดไถ” (protection racket) เพราะรัฐอาจสร้างหรือขยาย “ภาพภัยคุกคาม” เพื่อให้สังคมยอมจ่ายทรัพยากรและยอมให้รัฐใช้อำนาจพิเศษเพื่อจัดการภัยนั้น แม้ในระดับหนึ่งนี่จะเป็นกลไกจำเป็นของรัฐ-ชาติ แต่ในระดับที่รัฐไม่ถูกตรวจสอบเพียงพอ กลไกดังกล่าวย่อมเสี่ยงต่อการกลายเป็นวงจรที่ผลิตอำนาจเหนือสังคมมากกว่าการคุ้มครองสังคม

ดังนั้น เมื่อเราถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ในกรอบรัฐ-ชาติสมัยใหม่ เรากำลังถามต่อด้วยว่า ขีดความสามารถด้านการใช้กำลังถูกออกแบบให้รับใช้ “ประชาชน” หรือรับใช้ “โครงสร้างอำนาจบางกลุ่ม” และเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์สาธารณะกับผลประโยชน์ของผู้ถืออาวุธ ระบบสถาบันมีกลไกใดทำให้ฝ่ายแรกชนะด้วยเหตุผลและความชอบธรรม แทนที่จะแพ้ด้วยกำลัง

3) เศรษฐศาสตร์การเมืองของความมั่นคง: จากงบกลาโหมสู่อุตสาหกรรมอาวุธ

นิธิชี้ให้เห็นว่า งบประมาณทหารไม่ได้จบที่เงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายประจำ หากเชื่อมต่อกับระบบจัดซื้อยุทโธปกรณ์และยุทธบริการ ซึ่งหมายถึงการไหลเวียนทรัพยากรสาธารณะไปยังเครือข่ายเศรษฐกิจ-การเมืองที่มักตรวจสอบยาก 1 เมื่อมองด้วยสายตาเศรษฐศาสตร์การเมือง งบกลาโหมจึงเป็นทั้ง “นโยบายความเสี่ยง” และ “นโยบายการจัดสรรผลประโยชน์” กล่าวคือ เป็นการกำหนดว่ากลุ่มใดจะได้รับทรัพยากร อำนาจต่อรอง และสถานะพิเศษในระบบรัฐ

แนวคิด “military-industrial complex” ทำให้มองเห็นการผูกพันกันระหว่างกองทัพ อุตสาหกรรมอาวุธ และการเมืองในฐานะโครงสร้าง ที่อาจมีแรงจูงใจให้คงอยู่และขยายตัวผ่านการรับรู้ภัยคุกคาม (threat perception) และการจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่อง การเตือนของ Dwight D. Eisenhower ในคำปราศรัยอำลาตำแหน่ง (1961) สะท้อนความกังวลต่ออิทธิพลที่ไม่พึงประสงค์ของโครงสร้างนี้ ต่อทิศทางนโยบายสาธารณะและประชาธิปไตย 4

การขยายความเชิงวิชาการต่อยอดจากจุดนี้คือการยอมรับว่า “ความมั่นคง” ไม่ใช่เพียงผลตอบแทนสาธารณะ (public good) แบบไร้ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แต่ในโลกจริง ความมั่นคงถูกผลิตและบริโภคผ่านตลาด สัญญา และเครือข่ายสถาบัน เมื่อความมั่นคงกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ “ความต่อเนื่องของภัยคุกคาม” (ไม่ว่าจะเป็นภัยจริง ภัยคาดการณ์ หรือภัยที่ถูกสื่อสารให้เชื่อว่าเป็นภัย) ย่อมทำหน้าที่เป็นเงื่อนไขทางการเมือง-เศรษฐกิจที่ค้ำจุนตลาดนั้น ดังนั้น การถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” จึงต้องถามต่อว่า “โครงสร้างผลประโยชน์ทำงานอย่างไร” และ “การตรวจสอบงบประมาณและสัญญาความมั่นคงมีเพียงพอหรือไม่” มิฉะนั้นคำตอบด้านยุทธศาสตร์จะถูกกลืนด้วยแรงเฉื่อยของโครงสร้างงบประมาณ

อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ “ต้นทุนโอกาส” ของงบความมั่นคง เพราะงบประมาณรัฐมีข้อจำกัด: การเพิ่มงบกลาโหมมักเท่ากับการลดศักยภาพการลงทุนในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านที่สร้างความมั่นคงมนุษย์ (human security) เช่น สุขภาพ การศึกษา สวัสดิการ และการลดความเหลื่อมล้ำ เมื่อความมั่นคงถูกนิยามแคบ (narrow security) ให้หมายถึงอาวุธและกำลัง รัฐอาจบรรลุ “ความมั่นคงของรัฐ” แต่ทำลาย “ความมั่นคงของประชาชน” ซึ่งในระยะยาวย้อนกลับมาบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐเอง

4) ความมั่นคงในฐานะวาทกรรม: Securitization และการขยายอำนาจ

หากต้อง “push the edges of knowledge” ให้ลึกขึ้น จำเป็นต้องมอง “ความมั่นคง” ไม่ใช่เพียงสภาวะวัตถุ (objective condition) แต่เป็นกระบวนการทางการเมืองในการทำให้บางประเด็นกลายเป็น “เรื่องความมั่นคง” เพื่ออ้างมาตรการพิเศษ งานสำคัญของ Buzan, Wæver และ de Wilde (1998) เสนอกรอบ “securitization” อธิบายว่า เมื่อรัฐหรือผู้นำประกาศสิ่งใดเป็นภัยคุกคามเชิงอัตถิภาวะ (existential threat) ก็อาจทำให้สังคมยอมให้รัฐใช้มาตรการนอกปกติ (extraordinary measures) ได้ง่ายขึ้น 5

ประเด็นนี้ทำให้คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ขยับเป็นคำถามว่าด้วย “การผูกขาดนิยามภัยคุกคาม”: ใครมีสิทธิประกาศว่าเรื่องใดคือภัยคุกคาม กระบวนการพิสูจน์/ทบทวนภัยคุกคามอยู่ตรงไหน และสังคมสามารถท้วงติงโดยไม่ถูกตีตราว่าเป็นศัตรูได้หรือไม่ เพราะหากความมั่นคงถูก securitize อย่างเข้มข้น การเมืองภายในประเทศจะถูกดันให้เข้าใกล้ตรรกะสงคราม กล่าวคือฝ่ายตรงข้ามทางนโยบายถูกทำให้กลายเป็น “ศัตรู” มากกว่าคู่แข่ง และการใช้อำนาจจะค่อย ๆ เคลื่อนจาก “การปกครองโดยเหตุผลสาธารณะ” ไปสู่ “การปกครองโดยข้อยกเว้น” (rule by exception)

เมื่อการถกเถียงถูกปิดด้วยวาทกรรมความมั่นคง ความชอบธรรมจะถูกผลิตแบบลำดับชั้น: รัฐนิยามภัยคุกคาม—รัฐประกาศมาตรการ—ประชาชนถูกคาดหวังให้ “เชื่อและยอม” แทนที่ประชาชนจะมีอำนาจร่วมในการนิยามปัญหาและกำกับวิธีแก้ปัญหา ในทางประชาธิปไตย นี่คือการลดสถานะประชาชนจาก “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” เหลือเพียง “ผู้ถูกปกครองที่ต้องยอมรับคำอธิบาย” และเมื่อความชอบธรรมแบบนี้สะสมเป็นเวลานาน ความไว้วางใจต่อสถาบันรัฐจะเปราะบาง เพราะความชอบธรรมที่ไม่ยึดโยงกับเหตุผลสาธารณะย่อมพังทลายทันทีเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคำอ้าง

5) ความชอบธรรมและ “รัฐซ้อนรัฐ”: ปัญหาเชิงสถาบัน

การใช้คำว่า “ความชอบธรรม” มีนัยสำคัญเชิงทฤษฎีอย่างยิ่ง เพราะโจทย์แกนกลางไม่ใช่เพียง “ความถูกต้องตามกฎหมาย” (legality) แต่คือเหตุผลที่ประชาชนยอมรับและมอบอำนาจ (legitimacy) หากองค์กรที่ถืออาวุธมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนหรือเหนือเจตจำนงสาธารณะ ความชอบธรรมของระบอบจะเกิด “ภาวะพร่อง” (legitimacy deficit) แม้ยังมีพิธีกรรมรัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้งอยู่ก็ตาม

แนวคิด “รัฐซ้อนรัฐ” (state within a state) ช่วยทำให้ปัญหานี้เป็นรูปธรรม: เมื่อองค์กรที่ถืออาวุธมี (1) งบประมาณสูงและซับซ้อน (2) วัฒนธรรมองค์กรปิด (3) ระบบวินัย/ศาล/เครือข่ายผลประโยชน์เฉพาะ และ (4) อำนาจยับยั้งทางการเมืองไม่เป็นทางการ องค์กรนั้นอาจกลายเป็น “ผู้เล่นเหนือเกม” (supra-player) ที่ไม่อยู่ภายใต้หลักความรับผิดรับชอบ (accountability) ทำให้ “อำนาจอธิปไตยของประชาชน” ถูกบิดให้เป็นเพียงหลักการเชิงถ้อยคำ

หากนำกรอบของ Habermas มาช่วยคิด ความชอบธรรมในประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ได้เกิดเพียงจากการเลือกตั้ง แต่เกิดจากการที่สังคมมี “พื้นที่สาธารณะ” (public sphere) ที่ผู้คนสามารถใช้เหตุผล ถกเถียง ตรวจสอบ และก่อรูปความเห็นสาธารณะ แล้วส่งผ่านแรงกดดันเชิงเหตุผลไปยังสถาบันรัฐ 6 เมื่อประเด็นกองทัพ/ความมั่นคงถูกทำให้เป็นเขตหวงห้าม (forbidden zone) พื้นที่สาธารณะจะถูกทำให้บกพร่อง และความชอบธรรมจะไม่ถูกผลิตผ่านกระบวนการสาธารณะ แต่ถูกผลิตผ่านอำนาจและการสื่อสารเชิงบังคับ

ด้วยเหตุนี้ “การตั้งคำถามต่อกองทัพ” จึงไม่ใช่การทำลายชาติ แต่เป็นการฟื้นฟูเงื่อนไขของความชอบธรรมในรัฐสมัยใหม่: หากรัฐใช้งบประมาณของประชาชนและอำนาจในนามของประชาชน รัฐต้องยอมให้ประชาชนถาม—และต้องตอบด้วยเหตุผลที่ตรวจสอบได้

6) พลเรือนควบคุมทหาร: แนวคิดคลาสสิกและการต่อยอดสมัยใหม่

วรรณกรรมว่าด้วยความสัมพันธ์พลเรือน-ทหาร (civil–military relations) เสนอแกนหลักร่วมกันว่า กองทัพจำเป็นต้องอยู่ใต้การกำกับโดยพลเรือน (civilian control) แต่ต่างกันที่คำอธิบายว่า “ควบคุมอย่างไร” และ “เงื่อนไขอะไรทำให้ควบคุมได้จริง”

Samuel P. Huntington (1957) เสนอแนวคิด “objective civilian control” ที่มองว่า การทำให้ทหารเป็น “วิชาชีพ” ที่ชัดเจน มีขอบเขตหน้าที่จำกัด และอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ เป็นแนวทางสร้างความเป็นมืออาชีพควบคู่กับการไม่แทรกการเมือง 7 มุมนี้เน้น “การแยกบทบาท” ระหว่างทหารกับการเมือง แต่ในสังคมที่ทหารมีบทบาทเชิงสถาบันลึก การแยกบทบาทเพียงอย่างเดียวมักไม่พอ เพราะบทบาทนั้นถูกหล่อเลี้ยงด้วยงบประมาณ เครือข่ายผลประโยชน์ และวัฒนธรรมองค์กร

Morris Janowitz (1960) มองทหารในฐานะ “สถาบันทางสังคม” (social institution) ที่สัมพันธ์กับค่านิยม สังคม และความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มากกว่าจะเป็นองค์กรเทคนิคด้านกำลังเพียงอย่างเดียว 8 มุมนี้ช่วยให้เห็นว่า “การทำให้ทหารไม่ยุ่งการเมือง” ไม่ใช่แค่การสั่งห้าม แต่เป็นการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับสังคมพลเรือนใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การศึกษา วัฒนธรรมองค์กร ไปจนถึงสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจ

ในงานสมัยใหม่ Peter D. Feaver (2003) เสนอกรอบ principal–agent มองพลเรือนเป็น “principal” และทหารเป็น “agent” ที่อาจปฏิบัติตามหรือแอบเบี่ยง (shirking) ขึ้นอยู่กับระดับการเฝ้าระวัง (monitoring) และต้นทุนของการไม่เชื่อฟัง 9 กรอบนี้สำคัญต่อสังคมที่มี “รัฐซ้อนรัฐ” เพราะทำให้โจทย์ไม่ใช่คำประกาศเชิงอุดมคติ แต่เป็นโจทย์สถาปัตยกรรม: สภามีอำนาจเข้าถึงเอกสารหรือไม่ สังคมมีเสรีภาพสื่อและการคุ้มครองผู้เปิดโปงหรือไม่ กลไกตรวจสอบมีเขี้ยวเล็บเพียงใด และบทลงโทษการเบี่ยงเบนมีจริงหรือไม่

ขณะเดียวกัน Samuel E. Finer (1962) ชี้ว่าการแทรกแซงการเมืองของทหารไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นรูปแบบพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดซ้ำในหลายภูมิภาค โดยสัมพันธ์กับความอ่อนแอของสถาบันพลเรือนและความชอบธรรมของระบอบ 10 Alfred Stepan (1988) เสนอการวิเคราะห์ “prerogatives” ของทหาร (อำนาจสงวน/สิทธิพิเศษ) และชี้ว่าในระบอบที่กำลังเปลี่ยนผ่าน การลดสิทธิพิเศษเหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการทำให้ประชาธิปไตยหยั่งราก 11 แนวคิด prerogatives ทำให้การอภิปรายไม่ติดอยู่แค่คำถามเชิงนามธรรม แต่ชี้จุดชัดว่าต้อง “ลดอะไร” และ “ออกแบบอะไรใหม่” เพื่อให้ทหารเป็นส่วนหนึ่งของรัฐภายใต้ความชอบธรรมของประชาชน ไม่ใช่ผู้กำกับรัฐจากเหนือรัฐ

7) ขยับขอบเขตความรู้: สมมติฐาน ตัวชี้วัด และข้อเสนอเชิงนโยบาย

7.1 สมมติฐานเชิงโครงสร้าง (Structural Hypotheses)

หากต้องการยกระดับการถกเถียงจาก “บทความสาธารณะ” ไปสู่ “งานวิชาการที่ทดสอบได้” เราสามารถตั้งสมมติฐานเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ข้อ เพื่ออธิบายกลไกที่ทำให้กองทัพบางสังคมกลายเป็นรัฐซ้อนรัฐ และทำให้ประชาธิปไตยเติบโตแบบบอนไซ:

  1. H1: ยิ่งงบความมั่นคง/กลาโหมมีความทึบสูง (ตรวจสอบยาก เปิดเผยสัญญาจัดซื้อน้อย กลไก audit จำกัด) ยิ่งเพิ่มโอกาสการก่อรูปของรัฐซ้อนรัฐ ผ่านเครือข่ายผลประโยชน์และอำนาจต่อรองเชิงสถาบันของกองทัพ
  2. H2: ยิ่งการทำ securitization การเมืองภายในเข้มข้น (การตีตราผู้วิจารณ์เป็นภัย) ยิ่งลดคุณภาพพื้นที่สาธารณะ และทำให้ความชอบธรรมถูกผลิตแบบ “จากบนลงล่าง” มากกว่าผ่านฉันทามติสาธารณะและเหตุผลที่ตรวจสอบได้
  3. H3: ยิ่งสิทธิพิเศษ (prerogatives) ของทหารสูง ยิ่งทำให้พลเรือนควบคุมทหารได้ต่ำ และทำให้ประชาธิปไตย “หยั่งรากได้ยาก” เพราะการกำกับอำนาจบังคับใช้ไม่อยู่ใต้เจตจำนงประชาชนอย่างต่อเนื่อง

7.2 ตัวชี้วัด (Operational Indicators)

เพื่อหลีกเลี่ยงการวิจารณ์แบบนามธรรม ควรออกแบบตัวชี้วัดที่จับต้องได้ (operationalize) ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบข้ามเวลาและข้ามประเทศได้ เช่น:

  • ดัชนีความทึบงบประมาณกลาโหม: สัดส่วนงบในหมวดลับ/ตรวจสอบจำกัด, ระดับการเปิดเผยสัญญาจัดซื้อ (vendor, price, spec, rationale), อำนาจและความเป็นอิสระของหน่วยตรวจสอบ (เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน/คณะกรรมาธิการ)
  • ดัชนี civilian oversight capacity: ความสามารถของสภาในการเรียกเอกสารและไต่สวน, อำนาจในการอนุมัติ/ปรับลดงบอย่างมีความหมาย, การเข้าถึงข้อมูลด้านยุทธศาสตร์และการประเมินภัยคุกคาม
  • ดัชนีพื้นที่สาธารณะด้านความมั่นคง: ระดับเสรีภาพสื่อในประเด็นความมั่นคง, การคุ้มครองนักวิชาการ/ผู้สื่อข่าว/ผู้เปิดโปง, การไม่ใช้กฎหมายหรือกลไกความมั่นคงเพื่อปิดปากผู้วิจารณ์
  • ดัชนีสิทธิพิเศษของทหาร (prerogatives): ขอบเขตบทบาททางเศรษฐกิจ (ธุรกิจ/ทรัพย์สิน/โครงการ), บทบาททางการเมืองไม่เป็นทางการ, ช่องทางการยกเว้นความรับผิด (impunity), และการมีอำนาจยับยั้งนโยบายโดยพฤตินัย

7.3 สถาปัตยกรรมเชิงนโยบาย (Policy Architecture)

จากกรอบทฤษฎีข้างต้น คำตอบที่ “เข้ม” ของคำถามทหารมีไว้ทำไม ต้องแปลเป็น “สถาปัตยกรรม” ไม่ใช่เพียงถ้อยคำ โดยอย่างน้อยควรครอบคลุม 4 มิติหลัก:

  1. งบประมาณและการจัดซื้อโปร่งใสเป็นค่าเริ่มต้น: ยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยสัญญา เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ และผลประเมินความคุ้มค่า เพื่อสกัดการคงอยู่ของ “ตลาดความมั่นคง” ที่ไม่ถูกตรวจสอบ (รวมถึงการลดการใช้หมวดลับโดยไม่จำเป็น)
  2. กำกับโดยพลเรือนแบบมีเขี้ยวเล็บ: เพิ่มอำนาจสภาและกลไกอิสระในการเข้าถึงเอกสาร สอบสวน และกำกับการจัดซื้อ ทำให้การตรวจสอบเป็น “กิจวัตรประชาธิปไตย” ไม่ใช่ “ข้อยกเว้น”
  3. จำกัดการ securitize การเมืองภายใน: แยกประเด็นความมั่นคงที่แท้จริงออกจากการแข่งขันทางนโยบายและการวิจารณ์รัฐบาล เพื่อคืนพื้นที่สาธารณะให้การถกเถียงเชิงเหตุผล ซึ่งเป็นฐานของความชอบธรรม
  4. จัดวางบทบาทกองทัพให้สอดคล้องภัยคุกคามร่วมสมัยภายใต้การตรวจสอบ: เน้นความพร้อมเชิงป้องกันภัยสมัยใหม่ (ไซเบอร์ ภัยพิบัติ โลจิสติกส์ ความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน) และกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ (outcomes) ที่ตรวจสอบได้ เพื่อลดการขยายบทบาทภายในโดยไร้เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์

คำถามต่อยอดเพื่อการวิจัย (Research Prompts)

  • อะไรคือจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการปกป้องความลับทางทหารกับสิทธิประชาชนในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ?
  • ในสังคมที่มีรัฐซ้อนรัฐ การเพิ่มการเฝ้าระวัง (monitoring) เพียงพอหรือไม่ หรือจำเป็นต้องออกแบบแรงจูงใจ/โครงสร้างสิทธิพิเศษใหม่ (incentive & prerogatives redesign)?
  • การ securitize การเมืองภายในส่งผลต่อความชอบธรรม ความไว้ใจในสถาบัน และความแตกแยกทางสังคมอย่างไรในระยะยาว?
  • การลด prerogatives ของทหารควรเริ่มจากมิติใดเพื่อหลีกเลี่ยงแรงต้านถาวร และทำให้การเปลี่ยนผ่านมีเสถียรภาพ?

8) สรุป

“ทหารมีไว้ทำไม” ในมือของนิธิ ไม่ใช่คำถามชวนทะเลาะ แต่เป็นคำถามชวน “เห็นโครงสร้าง”: กองทัพในรัฐ-ชาติสมัยใหม่ดำรงอยู่ผ่านการก่อรูปของรัฐและสงคราม เศรษฐศาสตร์การเมืองของงบประมาณและอุตสาหกรรมอาวุธ และการผลิตความชอบธรรมผ่านวาทกรรมความมั่นคง 1

เมื่อเติมกรอบ Tilly, securitization, และทฤษฎีพลเรือนควบคุมทหาร (Huntington–Janowitz–Feaver) คำถามนี้จึงแปรเป็นโจทย์สถาบัน: จะทำอย่างไรให้ “อำนาจที่ถืออาวุธ” อยู่ใต้ “ความชอบธรรมของประชาชน” อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะในวันเลือกตั้งหรือในถ้อยคำพิธีกรรม. ในทางหลักการ หากประชาธิปไตยคือการที่สังคมกำกับทรัพยากรและอำนาจรัฐด้วยเหตุผลสาธารณะ การตั้งคำถามต่อกองทัพ—งบประมาณ บทบาท และการตรวจสอบ—ย่อมไม่ใช่ภัยต่อชาติ หากเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของความชอบธรรมในรัฐสมัยใหม่

หมายเหตุ: บทความนี้ตั้งใจรักษาน้ำหนักเชิงวิชาการเพื่อต่อยอดและให้เกียรติแด่ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ล่วงลับ


เชิงอรรถ (Footnotes)

  1. นิธิ เอียวศรีวงศ์. “ทหารมีไว้ทำไม.” มติชนออนไลน์ (คอลัมน์มติชนสุดสัปดาห์), 13 มกราคม 2016.แหล่งอ้างอิง: https://www.matichon.co.th/columnists/news_2227
  2. Tilly, Charles. “War Making and State Making as Organized Crime.” In Peter B. Evans, Dietrich Rueschemeyer, and Theda Skocpol (eds.), Bringing the State Back In. Cambridge: Cambridge University Press, 1985.Cambridge Core record (chapter page): Cambridge Core
  3. Eisenhower, Dwight D. “Farewell Address.” Delivered January 17, 1961. (คำเตือนเรื่อง military-industrial complex)U.S. National Archives: archives.govNational Constitution Center: constitutioncenter.org
  4. Buzan, Barry, Ole Wæver, and Jaap de Wilde. Security: A New Framework for Analysis. Boulder, CO: Lynne Rienner Publishers, 1998.Bibliographic record: Google Books
  5. Habermas, Jürgen. The Structural Transformation of the Public Sphere. Cambridge, MA: MIT Press. (English edition)Publisher record: MIT Press
  6. Huntington, Samuel P. The Soldier and the State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Belknap Press of Harvard University Press, 1957.Publisher record: Harvard University Press
  7. Janowitz, Morris. The Professional Soldier: A Social and Political Portrait. New York: Free Press, 1960.Bibliographic record: Google Books
  8. Feaver, Peter D. Armed Servants: Agency, Oversight, and Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Harvard University Press, 2003.Book page (Duke University): Duke University
  9. Finer, Samuel E. The Man on Horseback: The Role of the Military in Politics. New York: Praeger, 1962.Library record (HathiTrust): HathiTrust
  10. Stepan, Alfred. Rethinking Military Politics: Brazil and the Southern Cone. Princeton, NJ: Princeton University Press, 1988.JSTOR record: JSTORArchive.org record: Archive.org

บรรณานุกรม (Bibliography)

  • Buzan, Barry, Ole Wæver, and Jaap de Wilde. Security: A New Framework for Analysis. Boulder, CO: Lynne Rienner Publishers, 1998. (Bibliographic record: Google Books)
  • Eisenhower, Dwight D. “Farewell Address.” January 17, 1961. U.S. National Archives, Milestone Documents.
  • Eisenhower, Dwight D. “The Military-Industrial Complex Speech (1961).” National Constitution Center, Historic Document Library.
  • Feaver, Peter D. Armed Servants: Agency, Oversight, and Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Harvard University Press, 2003.
  • Finer, Samuel E. The Man on Horseback: The Role of the Military in Politics. New York: Praeger, 1962.
  • Habermas, Jürgen. The Structural Transformation of the Public Sphere. Cambridge, MA: MIT Press. (English edition; original work published earlier in German).
  • Huntington, Samuel P. The Soldier and the State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Belknap Press of Harvard University Press, 1957.
  • Janowitz, Morris. The Professional Soldier: A Social and Political Portrait. New York: Free Press, 1960.
  • Stepan, Alfred. Rethinking Military Politics: Brazil and the Southern Cone. Princeton, NJ: Princeton University Press, 1988.
  • Tilly, Charles. “War Making and State Making as Organized Crime.” In Peter B. Evans, Dietrich Rueschemeyer, and Theda Skocpol (eds.), Bringing the State Back In. Cambridge: Cambridge University Press, 1985.
  • เอียวศรีวงศ์, นิธิ. “ทหารมีไว้ทำไม.” มติชนออนไลน์ (คอลัมน์มติชนสุดสัปดาห์), 13 มกราคม 2016.

>กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”

กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่” กรีนแลนด์ในสมการความมั่น...