กกต. ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมารย ทำผิดจริงต้องรับโทษหนักเช่นกัน

ความรับผิดของ กกต. ตามกฎหมายไทย

ความรับผิดของ กกต. หากกระทำผิดและก่อให้เกิดความเสียหาย

หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กระทำการโดยมิชอบ จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศหรือประชาชน กฎหมายไทยกำหนดกลไกความรับผิดไว้หลายระดับ ทั้งทางอาญา ทางวินัย และทางแพ่ง ดังนี้

1. ความรับผิดตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

มาตรา 234–236 กำหนดให้สามารถดำเนินการถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระได้ หากมีพฤติการณ์:

  • ทุจริตต่อหน้าที่
  • จงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
  • ประพฤติผิดร้ายแรง
กระบวนการ: ผู้ร้อง → วุฒิสภา → ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผล: พ้นจากตำแหน่ง และอาจเพิกถอนสิทธิทางการเมือง

2. ความรับผิดทางอาญา (ประมวลกฎหมายอาญา)

มาตรา 157

เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต โทษ: จำคุก 1–10 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 200–205

ความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การรับผลประโยชน์เพื่อเอื้อประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

3. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560

กำหนดหน้าที่และมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการ กกต. หากฝ่าฝืนหน้าที่ อาจถูกดำเนินการ:

  • ถอดถอน
  • ดำเนินคดีอาญา
  • เพิกถอนสิทธิ

4. พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

หากการกระทำของ กกต. ทำให้รัฐเสียหาย:

  • ประชาชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐได้
  • รัฐมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากกรรมการ หากพิสูจน์ได้ว่า “จงใจ” หรือ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”

5. กลไก ป.ป.ช.

หากเข้าข่ายทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ สำนักงาน ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและส่งฟ้องศาลฎีกาฯ

สรุปเชิงโครงสร้าง

หาก กกต. กระทำผิดจนเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินการ 4 ทางหลัก:

  • คดีอาญา (เช่น มาตรา 157)
  • ถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ
  • ชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิด
  • ไต่สวนโดย ป.ป.ช.

หัวใจสำคัญในทางกฎหมายคือ “การพิสูจน์เจตนา” เพราะหากเป็นเพียงความเห็นทางกฎหมายหรือการใช้ดุลพินิจโดยสุจริต ศาลอาจไม่ถือว่าเป็นความผิดอาญา

เหตุผลที่ต้องเลือกตั้งใหม่ - คุ้มค่ากว่าที่คิด!

เหตุผลที่ต้องเลือกตั้งใหม่ - คุ้มค่ากว่าที่คิด!

เหตุผลที่ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่
คุ้มค่ากว่าที่คิดมาก!

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยข้อครหาทุจริต การซื้อเสียง การนับคะแนนไม่โปร่งใส เสียงร้องเรียนดังระงมทั่วประเทศ ถ้าไม่จัดการเลือกตั้งใหม่ เราจะเสียมากกว่าแค่เงิน แต่เสียอนาคตทั้งชาติ

1. ฟื้นฟูความยุติธรรมและเจตจำนงของประชาชน

ผลการเลือกตั้งต้องสะท้อนเสียงจริง ไม่ใช่เสียงที่ถูกซื้อหรือถูกจัดการ การเลือกตั้งใหม่ด้วยระบบตรวจสอบเข้มงวด (real-time counting, international observers) จะทำให้รัฐบาลมาจาก legitimacy จริงๆ ไม่ใช่จากเงินใต้โต๊ะ

2. สร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย

ตอนนี้ประชาชนสูญเสีย faith ใน กกต. และระบบทั้งหมด การรีเซ็ตด้วยการเลือกตั้งใหม่ + ปฏิรูป transparency จะดึงดูดการลงทุนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจกลับมา

3. ลดความขัดแย้งและป้องกันความรุนแรง

เสียงโกรธที่ดังขึ้น ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นประท้วงใหญ่ จลาจล การเลือกตั้งใหม่คือการดับไฟก่อนลาม เปลี่ยนความโกรธเป็นความหวัง ประหยัดค่าปราบปรามและฟื้นฟูมากกว่าค่าจัดเลือกตั้งหลายเท่า

4. ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว

รัฐบาลที่มาจากการโกง มักทุ่มงบให้พวกพ้องแทนแก้ปัญหาจริง การเลือกตั้งใหม่เปิดโอกาสให้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ขึ้นมา นำไปสู่ GDP ที่สูงขึ้น คอร์รัปชันลดลง คุณภาพชีวิตดีขึ้น

5. ปกป้องสิทธิพลเมืองและหลักนิติรัฐ

การเลือกตั้งโกงคือการละเมิดสิทธิพื้นฐาน การเลือกตั้งใหม่ยืนยันว่ารัฐเคารพกฎหมาย ส่งสัญญาณดีต่อนานาชาติ ป้องกันการถูกแซงก์ชันหรือสูญเสียความช่วยเหลือ

6. ดัดสันดานนักการเมืองสกปรก + ทำลายโมเดล "ซื้ออำนาจ"

พวกเขาลงทุนมหาศาล (ซื้อเสียงหัวละสูงสุด 7,500 บาท เม็ดเงินสะพัดหลักแสนล้าน) คิดว่าจะถอนทุนคืนผ่านอำนาจรัฐ แต่การเลือกตั้งใหม่ทำให้:

  • เสียเงินฟรี 100% — เงินซื้อเสียง ซื้อหน่วยเลือกตั้ง สูญเปล่า ไม่มีใครได้อำนาจ
  • ชนะยากขึ้นถาวร — ประชาชนตื่นตัว ไม่อยากขายเสียงอีก การจับตาเข้มงวด + เทคโนโลยี ทำให้โกงยาก
  • เสี่ยงถูกดำเนินคดี — สอบสวนจริงจัง อาจโดนใบแดงถาวร ริบทรัพย์ หรือติดคุก

นี่คือการทำลายวัฒนธรรม "ซื้ออำนาจแล้วถอนทุน" แบบ root and branch ทำให้การเมืองไทยสะอาดขึ้น คนรุ่นใหม่เลือกใช้นโยบายแทนเงิน

สรุป: การเลือกตั้งใหม่ไม่ใช่เสียเงินเปล่า แต่เป็น investment ที่ให้ ROI สูงสุด
เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส รีบูตวัฒนธรรมการเมืองทั้งระบบ เพื่อชาติที่ยุติธรรม มั่นคง และเจริญก้าวหน้า
เขียนเพื่อแผ่นดินไทย - เพื่อประชาชนทุกคน
#เลือกตั้งใหม่ #ยุติธรรมต้องมา #เพื่อชาติ

Accelerator Day 1 – Tense Frame Shifts: Narrative Past vs Analytical Present

Accelerator Day 1 – Tense Frame Shifts: Narrative Past vs Analytical Present
High-Intermediate Practice • Thai EFL • 25 items

Accelerator Day 1

Tense Frame Shifts: Narrative Past vs Analytical Present

Instant feedback
🧠Explanation-first design
📈Skill analytics

Rationale: Why this “Accelerator” series?

This series is designed to help intermediate-to-high-intermediate learners cross the threshold into advanced proficiency. Many learners plateau not because they lack effort, but because practice is often too narrow (only grammar drills) or too shallow (right/wrong without diagnosis). Accelerator sets push learners upward by training multiple dimensions of competence in one coherent experience.

  • Language control: grammar accuracy + tense frame management (narrative past vs analytical present).
  • Meaning control: paraphrasing and interpretation (what the sentence/passage truly implies).
  • Lexical precision: vocabulary-in-context and collocation awareness.
  • Pedagogical soundness: immediate feedback, targeted error explanations, and review of missed items.
  • Metacognition: a final report that shows accuracy by skill tag—so learners know what to fix next.

Tip for Thai EFL learners: focus on the “why” in explanations. Advanced level growth is largely about choosing forms that fit the intended frame (time + stance + purpose), not only choosing the “grammatically possible” form.

Progress: Item 1 / 25Score: 0 / 0
Off

คันฉ่องส่องไทย: ความไม่ชอบมาพากลในการจัดหน่วยเลือกตั้ง 2569

คันฉ่องส่องไทย: ความไม่ชอบมาพากลในการจัดหน่วยเลือกตั้ง 2569

คันฉ่องส่องไทย: ความไม่ชอบมาพากลในการจัดหน่วยเลือกตั้ง 2569

โดย ดร. เพียงดิน รักไทย (มหาวิทยาลัยประชาชน)

ในฐานะพลเมืองไทยที่เฝ้าติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด เราต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ได้กลายเป็นเวทีที่สะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบประชาธิปไตยไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการจัดหน่วยเลือกตั้งและการนับคะแนน ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากลที่ทำให้ประชาชนหมดศรัทธา จากรายงานข่าวและข้อมูลจากองค์กรภาคประชาชนอย่าง We Watch และ VOTE62 พบความผิดปกติมากกว่า 4,979 รายงานทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "ข้อผิดพลาดมนุษย์" แต่เป็นสัญญาณของการแทรกแซงและทุจริตที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง จนถึงขั้นน่าตกใจและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

ตัวอย่างความไม่ชอบมาพากลที่พบเจอ

จากสรุปข่าวและรายงานที่ออกมามากมาย เราสามารถรวบรวมปัญหาหลัก ๆ ได้ดังนี้ ซึ่งหลายกรณีชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสและอาจเอื้อประโยชน์ให้พรรคบางกลุ่ม โดยเฉพาะพรรคอนุรักษ์นิยมที่ถูกกล่าวหาว่ามีอิทธิพลในพื้นที่:

  • ตัวเลขไม่ตรงยอดรวม (บัตรเขย่ง): พบในหลายพื้นที่ เช่น จ.นครสวรรค์ เขต 1 ที่คะแนนรวม 89,280 แต่ผู้มาใช้สิทธิ์เพียง 86,040 (ส่วนต่างกว่า 3,000 ใบ); จ.แพร่ เขต 2 คะแนนรวม 82,693 แต่ผู้มาใช้สิทธิ์ 76,409 (ส่วนต่างกว่า 6,000 ใบ); พิจิตร เขต 1 ผู้ใช้สิทธิ์ 100,830 แต่คะแนนรวม 113,775; สกลนคร ผู้มาใช้สิทธิ์ 440 แต่บัตรนับได้ 545; ขอนแก่น เขต 11 บัตรดี 74,696 แต่คะแนนรวม 97,904 นอกจากนี้ ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์ ส.ส.เขต กับบัญชีรายชื่อบนเว็บไซต์ กกต. ไม่ตรงกันแม้แต่จังหวัดเดียว สร้างข้อสงสัยว่ามีการเพิ่มบัตรปลอมหรือไม่
  • ขานคะแนนผิดและรวมคะแนนผิด: มีรายงานจากหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง เช่น การขานเบอร์ผิด ขีดคะแนนผิด หรือรวมคะแนนไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะในพื้นที่มืดสลัวที่ทำให้ผู้สังเกตการณ์มองไม่ชัด เช่น หน่วยเลือกตั้งที่ 100 โรงเรียนตำรวจภูธร 8 จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งการนับคะแนนเกิดในที่มืด ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดบัตรได้
  • ไม่ยอมให้คนตรวจสอบหรือสังเกตการณ์: เจ้าหน้าที่บางหน่วยไม่ให้ผู้แทนพรรคหรือประชาชนถ่ายภาพการนับคะแนน หรือไม่ยอมให้เข้าใกล้ เช่น ในกรณีชลบุรี เขต 1 ที่ประชาชนประท้วงไม่ให้ขนย้ายหีบบัตรเพราะสงสัยพิรุธ แต่ถูกขัดขวาง นอกจากนี้ยังมีกรณีไฟดับระหว่างนับคะแนน ทำให้มองไม่เห็นกระบวนการ
  • นับบัตรดีเป็นบัตรเสีย โดยเฉพาะถ้ากาพรรคประชาชน: มีข้อกล่าวหาว่าบัตรที่กาพรรคประชาชน (หรือพรรคก้าวหน้า) ถูกวินิจฉัยเป็นบัตรเสียอย่างผิดปกติ เช่น บัตรดีถูกขานว่าเสีย หรือบัตรเสียถูกขานว่าดี โดยเฉพาะในพื้นที่ฐานเสียงของพรรคอนุรักษ์นิยม รายงานจาก VOTE62 พบปัญหานี้ใน ส.ส.เขต 517 รายงาน และบัตรเขย่ง 340 รายงาน บัตรเสียทั้งประเทศทะลุ 1.2 ล้านใบสำหรับแบ่งเขต และ 1.5 ล้านใบสำหรับบัญชีรายชื่อ ซึ่งสูงผิดปกติ
  • ปัญหาอื่น ๆ ที่น่าตกใจ: เช่น การจัดการบัตรผิดวิธี, เจ้าหน้าที่ฉีกบัตรผิดพลาด, เตรียมทุจริตหย่อนบัตรเพิ่ม, คูหาเลือกตั้งไม่เป็นความลับ (ไม่มีแผงกั้นทึบหรือจัดแออัด), ไม่ติดประกาศเอกสารสำคัญให้ประชาชนตรวจสอบได้, และการขู่ขวัญผู้สังเกตการณ์ เช่น ในสุพรรณบุรีที่ตำรวจมาเพิ่มตอนดึกขณะประชาชนเฝ้าหีบบัตรน้อยกว่า 20 คน หรือในมหาสารคามที่นิสิตถูกขู่ขณะปักหลักเฝ้า

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดของ กกต. และเจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งที่ถูกอบรมด้วยงบ 480 ล้านบาท แต่ยังเกิดความผิดพลาดซ้ำซาก แม้ กกต. จะชี้แจงว่าสามารถทักท้วงได้ระหว่างนับคะแนน (ตามมาตรา 124 พ.ร.ป.เลือกตั้ง) แต่ในทางปฏิบัติ หลายกรณีถูกปฏิเสธหรือไม่ได้รับการแก้ไขทันที ทำให้ประชาชนต้องออกมาร้องเรียนและเรียกร้อง #นับใหม่ทั้งประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อย่าง ชลบุรี (เขต 1, 3, 8), สุพรรณบุรี เขต 1, ปราจีนบุรี เขต 2, มหาสารคาม และอื่น ๆ

เรียกร้องความยุติธรรม

ระบบเลือกตั้งไทยตอนนี้ถูกครอบงำด้วย "ระบอบเก่า" ที่เอื้อให้เกิดการทุจริตแบบนี้ หากเราไม่ยืนหยัดเรียกร้อง การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะยิ่งเลวร้าย ประชาชนสมควรได้รับประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่การโกงที่ปกปิดด้วยกฎหมาย ผมขอเชิญชวนทุกคนร่วมกันส่อง "คันฉ่อง" นี้ให้ชัดเจน และผลักดันให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส

#เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ #นับใหม่ทั้งประเทศ #เลือกตั้ง69 #กกตโกงการเลือกตั้ง #พรรคประชาชน

ด้วยความหวังในวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
ดร. เพียงดิน รักไทย
คันฉ่องส่องไทย – มหาวิทยาลัยประชาชน
11 กุมภาพันธ์ 2569

ความสำคัญของการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และปราศจากการทุจริต

ความสำคัญของการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และปราศจากการทุจริต

ทำไมการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และปราศจากการทุจริต
จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชนและเป็นเครื่องมือหลักในการถ่ายโอนอำนาจจากประชาชนไปยังผู้แทนที่พวกเขาเลือก การเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และปราศจากการทุจริตหรือการซื้อ-ขายเสียง จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากต้องการให้ประชาธิปไตยพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เพราะหากการเลือกตั้งถูกบิดเบือนด้วยการทุจริต มันจะไม่เพียงแต่ทำให้ผลลัพธ์ขาดความชอบธรรม แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบทั้งหมด ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว

เหตุผลหลักที่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็น

  1. พื้นฐานของหลักการประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกัน — ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียงอย่างเสรี โดยไม่ถูกข่มขู่หรือล่อลวงด้วยผลประโยชน์
  2. ความชอบธรรมของรัฐบาล — หากมีการซื้อเสียงหรือทุจริต รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะขาดความชอบธรรม และไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนได้
  3. ป้องกันการคอร์รัปชันในระดับสูง — ผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยวิธีไม่สุจริต มักใช้อำนาจนั้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
  4. ความมั่นคงของระบบ — การทุจริตนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม การประท้วง หรือแม้แต่การรัฐประหาร

ตัวอย่างจากเหตุการณ์จริง: การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชาชนคาดหวังว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่กลับมีรายงานความไม่ชอบมาพากลหลายประการ:

  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับข้อร้องเรียน 113 รายการ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการซื้อเสียง
  • คลิปวิดีโอไวรัลในจังหวัดขอนแก่น แสดงการแจกเงินเพื่อซื้อเสียง
  • กกต. ยอมรับมีการทุจริตในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 ราย เชียงรายและราชบุรีอย่างละ 1 ราย มีหลักฐานชัดเจนพอดำเนินคดี
  • ในจังหวัดน่าน เจ้าหน้าที่ฉีกบัตรลงคะแนนผิดพลาด 69 ใบ
  • จังหวัดปทุมธานีและชลบุรี มีการประท้วงเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ ประชาชนล้อมรถบรรทุกหีบบัตรเลือกตั้ง
  • เกิดแฮชแท็ก #นับใหม่ทั้งประเทศ และ #กกตมีไว้ทำไม แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ปัญหาการทุจริตจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง: การขานคะแนนผิด จับผิดบัตร และตัวเลขคะแนนผิดปกติ

นอกจากการซื้อเสียงแล้ว ปัญหาที่รุนแรงและชัดเจนในเลือกตั้งครั้งนี้คือการกระทำของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และ กกต. ที่ดูเหมือนทำงานแบบมีเลศนัย ทำให้เกิดการบิดเบือนคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกรณีที่กระทบพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเห็นได้ชัด

  • การขานคะแนนผิดหรือไม่โปร่งใส — เจ้าหน้าที่ขานคะแนนผิดโดยเจตนา ไม่หันบัตรให้ผู้สังเกตเห็น ไม่ให้ถ่ายวิดีโอ หรือคลุมกล้องวงจรปิด พบในหลายจังหวัด เช่น ชลบุรี เขต 1 เขียนคะแนนผิดจาก 230 เป็น 130 และสุพรรณบุรี เขต 3 ขานคะแนนโดยไม่โชว์บัตร
  • การจับผิดบัตรหรือทำให้บัตรเสียโดยเลือกปฏิบัติ — บัตรที่กาพรรคประชาชนถูกตีความว่าเสียอย่างผิดปกติ (เช่น รอยพับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเส้นฉีก) ในลำปาง เขต 2 มีบัตรเสียกว่า 7,000 ใบ ซึ่งมากกว่าส่วนต่างแพ้-ชนะ (ราว 2,000 คะแนน) ทำให้เรียกร้องนับใหม่
  • ความผิดปกติตัวเลขคะแนน (บัตรเขย่ง/คะแนนเกินผู้ใช้สิทธิ์) — จำนวนคะแนนรวมมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ์ บ่งชี้การยัดบัตรหรือรายงานผิด
    • ขอนแก่น เขต 11: ผู้มาใช้สิทธิ์ 74,969 คน แต่พรรคภูมิใจไทยได้ 97,994 คะแนน (เกินจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ทั้งหมด)
    • พิจิตร เขต 1: ผู้ใช้สิทธิ์ 100,830 คน แต่คะแนนรวม 130,175 คะแนน (ต่างกว่า 29,000 ใบ)
    • นครสวรรค์ เขต 1: คะแนนรวม 89,280 แต่ผู้ใช้สิทธิ์ 86,040 (ต่าง 3,240 ใบ)
  • ปัญหาอื่น ๆ — ชื่อผู้สมัครพรรคประชาชนหายจากบอร์ดในหลายจังหวัด, QR code แสดงข้อมูลปีเก่า, ใส่รหัสซองผิด ทำให้บัตรไปผิดเขต, ในค่ายทหารมีการปลุกใจไม่ให้เลือกบางพรรค

ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดการประท้วง นอนเฝ้าหีบ (เช่น ชลบุรี เขต 1) และเรียกร้องนับใหม่หลายเขต สะท้อนว่าการทุจริตไม่ได้เกิดจากประชาชนเท่านั้น แต่มาจาก "ผู้ควบคุมระบบ" เอง ซึ่งหากไม่แก้ไข จะทำลายความน่าเชื่อถือของประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

“หากไม่แก้ไขปัญหาการทุจริตและความไม่ชอบมาพากล ประชาธิปไตยไทยจะไม่สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน การประท้วงและข้อร้องเรียนเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนต้องการระบบที่ยุติธรรมมากขึ้น”

การพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์จึงต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้โปร่งใส มีการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ มีผู้สังเกตการณ์อิสระ และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด หากทำได้ ประชาธิปไตยไทยจะก้าวไปสู่ความสมบูรณ์ที่แท้จริง โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

เขียนโดย Piangdin Rakthai (@piangdin) • 9-10 กุมภาพันธ์ 2569

สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้ โดยโปรดอ้างอิงแหล่งที่มา และอัปเดตข้อมูลล่าสุดจาก กกต. / สื่อที่น่าเชื่อถือ

ตัวอย่างประเทศที่การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีการ เพื่อผลที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

ตัวอย่างประเทศที่การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีการ

ตัวอย่างประเทศที่การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีการ

ประเทศที่การเลือกตั้งถูกมองว่าเป็นเพียงพิธีการ โดยผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การซื้อเสียง การโกงนับคะแนน การตัดสิทธิฝ่ายค้าน และการตั้งกติกาที่กดดันฝ่ายตรงข้าม ทำให้ผู้นำเผด็จการสามารถสืบทอดอำนาจได้หลายทศวรรษ:

ตัวอย่างทั่วโลก

  • รัสเซีย (Russia): ภายใต้การปกครองของวลาดิมีร์ ปูตินตั้งแต่ปี 1999 การเลือกตั้งถูกควบคุมผ่านการฉ้อโกงขนาดใหญ่ เช่น การประมาณว่ามีเสียงปลอมถึง 22 ล้านเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 รวมถึงการปราบปรามฝ่ายค้าน การเซ็นเซอร์สื่อ และการจับกุมนักวิจารณ์ ทำให้ปูตินชนะด้วยคะแนนถล่มทลายทุกครั้ง.
  • เวเนซุเอลา (Venezuela): ตั้งแต่ยุคฮูโก ชาเวซ (1999) จนถึงนิโคลัส มาดูโรในปัจจุบัน การเลือกตั้งถูกกำกับด้วยการข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การยักย้ายบัตรลงคะแนน การใช้ทรัพยากรรัฐเพื่อซื้อเสียง และการห้ามผู้สมัครฝ่ายค้านลงแข่ง ทำให้มาดูโรประกาศชัยชนะแม้ฝ่ายค้านมีหลักฐานแสดงผลจริงที่ต่างออกไป ส่งผลให้ระบอบนี้ยืดเยื้อท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ.
  • เบลารุส (Belarus): อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโกปกครองตั้งแต่ปี 1994 โดยการเลือกตั้งถูกจัดว่าเป็นการแสดงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่เต็มไปด้วยการฉ้อโกง การปราบปรามฝ่ายค้าน การห้ามพรรคตรงข้ามลงแข่ง และการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส ทำให้เขาชนะทุกครั้งและสืบทอดอำนาจนานกว่า 3 ทศวรรษ.
  • ตูนิเซีย (Tunisia): ในปี 2024 ประธานาธิบดีไกส์ ไซเอ็ดได้รับคะแนนกว่า 90% หลังจากจับกุมหรือตัดสิทธิผู้สมัครฝ่ายค้านเกือบทั้งหมด การปฏิเสธให้องค์กรสังเกตการณ์เข้าตรวจสอบ และการใช้กฎหมายกดดัน ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเครื่องมือยืดอายุอำนาจแม้ประเทศเคยผ่านการปฏิวัติประชาธิปไตย.

ตัวอย่างในเอเชีย

  • กัมพูชา (Cambodia): ภายใต้การปกครองของฮุน เซนตั้งแต่ปี 1985 และตอนนี้ฮุน มานี ลูกชายของเขา การเลือกตั้งถูกกำกับผ่านการห้ามพรรคฝ่ายค้านลงแข่ง การจับกุมนักวิจารณ์ และการใช้กฎหมายกดดัน ทำให้พรรค CPP ชนะถล่มทลายทุกครั้ง เช่น ในปี 2023 ที่ถูกวิจารณ์จากนานาชาติว่าไม่เป็นธรรม.
  • จีน (China): ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่ปี 1949 การเลือกตั้งระดับชาติไม่มีจริง แต่มีเลือกตั้งท้องถิ่นที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ผู้สมัครต้องได้รับการอนุมัติจากพรรค และสื่อถูกเซ็นเซอร์ ทำให้ซี จิ้นผิงสืบทอดอำนาจแบบไม่มีขีดจำกัด.
  • เกาหลีเหนือ (North Korea): ภายใต้ตระกูลคิมตั้งแต่ปี 1948 การเลือกตั้งเป็นเพียงการยืนยันผู้นำ ผู้มีสิทธิ์ต้องลงคะแนนให้ผู้สมัครคนเดียวจากพรรคเดียว และไม่มีการแข่งขันจริง ทำให้คิม จองอึนปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ.
  • เวียดนาม (Vietnam): ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามตั้งแต่ปี 1976 การเลือกตั้งถูกจัดให้ดูเหมือนเปิดกว้างแต่ผู้สมัครต้องได้รับการอนุมัติจากพรรค และฝ่ายค้านถูกปราบปราม ทำให้พรรคชนะเกือบทั้งหมด เช่น ในปี 2021 ที่พรรคได้ 97% ของที่นั่ง.
  • ลาว (Laos): ภายใต้พรรคปฏิวัติประชาชนลาวตั้งแต่ปี 1975 การเลือกตั้งเป็นเพียงรูปแบบ โดยผู้สมัครถูกคัดเลือกจากพรรคเดียว และไม่มีฝ่ายค้าน ทำให้พรรคปกครองแบบเบ็ดเสร็จและสืบทอดอำนาจต่อเนื่อง.

ประเทศเหล่านี้มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "electoral authoritarianism" ที่ใช้การเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรม แต่ในทางปฏิบัติกลับรักษาการควบคุมอำนาจแบบเผด็จการไว้. (ที่มา: การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ในปี 2026)

โทษของการซื้อสิทธิ-ขายเสียง

โทษของการซื้อสิทธิ-ขายเสียง

🚫 ซื้อสิทธิ–ขายเสียง มีโทษอะไรบ้าง?

ความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งไทย (พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. 2561)

🧾 ผู้ซื้อเสียง

ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ เพื่อจูงใจให้ลงคะแนน หรือไม่ลงคะแนน

🔴 โทษจำคุก 1–10 ปี
🔴 ปรับ 20,000 – 200,000 บาท
🔴 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

💰 ผู้ขายเสียง (ผู้รับเงิน)

รับเงินหรือผลประโยชน์เพื่อแลกกับการลงคะแนนเสียง

🔴 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
🔴 ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
🔴 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

🤝 ผู้ช่วยจัดหา / นายหน้า

ช่วยประสาน แจกเงิน หรือจัดการเครือข่ายซื้อเสียง

🔴 โทษเทียบเท่าผู้ซื้อเสียง
🔴 จำคุกสูงสุด 10 ปี
🔴 เพิกถอนสิทธิ 20 ปี

🏛 ผลกระทบต่อผู้สมัคร

หากศาลพิพากษาว่ามีการซื้อเสียงในเขตเลือกตั้ง

🔴 ใบแดง (ตัดสิทธิเลือกตั้ง)
🔴 ยุบพรรค (ในบางกรณีร้ายแรง)
🔴 ตัดสิทธิทางการเมืองระยะยาว

ถึงพี่น้องผู้รักความก้าวหน้า หลังความพ่ายแพ้ในเกมโกงเลือกตั้งของเครือข่ายวัง

ถึงพี่น้องผู้รักความก้าวหน้า

ถึงพี่น้องผู้รักความก้าวหน้า

พี่น้องผู้รักความก้าวหน้าทุกคน,

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจทำให้หลายหัวใจหนักอึ้ง ราวกับความฝันที่เคยชัดเจนกลับพร่าเลือนในชั่วข้ามคืน ภาพชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมดูเหมือนใหญ่โต แข็งแรง และมั่นคง ราวกับโครงสร้างเดิมได้หวนคืนมาอีกครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ

แต่ขอให้เราหยุดนิ่งสักครู่ แล้วมองให้ลึกกว่าภาพบนผิวน้ำ

ในกรุงเทพมหานคร เขตแล้วเขตเล่า เสียงของความก้าวหน้าชนะอย่างชัดเจน ในเชียงใหม่ ลำพูน และอีกหลายจังหวัด บ้านใหญ่ที่เคยยิ่งใหญ่ถูกโค่นลงอย่างที่ใครหลายคนไม่คาดคิด และที่สำคัญที่สุด เสียงเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชนะอย่างขาดลอย

นี่ไม่ใช่สัญญาณของความพ่ายแพ้ นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาจชนะด้วยวิธีการแบบ Machiavellian — การคำนวณอย่างเยือกเย็น การใช้เครือข่ายอำนาจ การผสานพลังของเงิน รัฐ และวัฒนธรรมการยอมจำนน ชัยชนะเช่นนี้เป็นชัยชนะของกลไก ไม่ใช่ชัยชนะของจิตวิญญาณ

สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ประเทศถอยหลัง แต่คือประเทศที่กำลังดิ้นรนระหว่าง “ราษฎร” กับ “พลเมือง”

ราษฎรอาจถูกชี้นำ ถูกซื้อ ถูกทำให้กลัว แต่พลเมืองตั้งคำถาม พลเมืองเรียนรู้ พลเมืองไม่หยุดเติบโต

และครั้งนี้ เราเห็นชัดว่าเมล็ดพันธุ์ของความเป็นพลเมืองได้หยั่งรากแล้ว

การต่อสู้ต่อจากนี้จะไม่ใช่การตะโกนให้ดังขึ้น แต่เป็นการคิดให้ลึกขึ้น ไม่ใช่การโกรธให้มากขึ้น แต่เป็นการจัดองค์กรให้ละเอียดขึ้น ไม่ใช่การปะทะอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการสร้างพลังระยะยาวอย่างมีวินัย

ต้นทุนของฝ่ายที่ชนะไม่ใช่ศูนย์ พวกเขาต้องบริหารความคาดหวัง ต้องรักษาความชอบธรรม ต้องเผชิญกับพลเมืองรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมรับคำอธิบายแบบเดิมอีกต่อไป

พี่น้องผู้รักความก้าวหน้า,

อย่าให้ความผิดหวังทำให้เราสูญเสียศักดิ์ศรี อย่าให้ความเจ็บปวดทำให้เราหมดศรัทธาในประชาชน เพราะการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ไม่เคยเกิดจากชัยชนะง่าย ๆ แต่มันเกิดจากการพัฒนาปัญญาอย่างต่อเนื่อง

วันนี้เราอาจไม่ได้ครองรัฐบาล แต่เรากำลังครองอนาคต

เมื่อประชาชนจำนวนมากประกาศชัดว่า “ต้องการกติกาใหม่” ไม่มีอำนาจใดสามารถเพิกเฉยต่อความจริงนี้ได้ตลอดไป

จงร้องไห้ได้ แต่จงร้องไห้ด้วยปัญญา ให้ทุกหยดน้ำตาเป็นบทเรียน ให้ทุกความพ่ายแพ้เป็นการฝึกฝน

เพราะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การชนะครั้งเดียว แต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความคิดของทั้งสังคม

และสิ่งนั้นได้เริ่มต้นแล้ว

ด้วยความเคารพและศรัทธาในพลังของพลเมือง

ตีแผ่ เจาะลึก: ดุษฎีนิพนธ์ “ดร.สมชาย แสวงการ” สว. แต่งตั้ง – เมื่อคนมีอำนาจใช้ทางลัดสู่ปริญญาเอก

ตีแผ่ เจาะลึก: ดุษฎีนิพนธ์ “ดร.สมชาย แสวงการ” สว. แต่งตั้ง – เมื่อคนมีอำนาจใช้ทางลัดสู่ปริญญาเอก

“คนคดที่มีอำนาจ คือการเอาชาติไปฝากกับโจร” – กรณีศึกษาที่ทำให้เห็นปัญหาจริยธรรมในระบบการเมืองและการศึกษาไทย


1. เส้นทางก้าวกระโดดของ “ดร.สมชาย แสวงการ”

นายสมชาย แสวงการ อดีตผู้สื่อข่าว วัยกว่า 60 ปี ผันตัวสู่วงการการเมืองหลังรัฐประหารใหญ่สองครั้ง (2549 และ 2557) เขาเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งสองชุด ต่อมาได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สองสมัย (2551 และ 2554) และในชุดปัจจุบัน (2562-ปัจจุบัน) เป็นหนึ่งใน 250 สว. แต่งตั้งโดย คสช. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเลือกนายกฯ แต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และตรวจสอบรัฐบาล

ปี 2565 เขาสำเร็จปริญญาเอก สาขาการบริหารกระบวนการยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “รูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย” (264 หน้า) อาจารย์ที่ปรึกษาคือ ศ.อุดม รัฐอมฤต อดีต กรธ. ชุดมีชัย ฤชุพันธุ์ และปัจจุบันเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ วุฒิสภา (รวมสมชาย) เห็นชอบ

งานวิจัยเสนอว่าระบบ “เลือกกันเอง” ตาม รธน.2560 เป็นไปได้ แต่ควรปรับ เช่น ให้เลือกภายในกลุ่มอาชีพเดียวกัน หรือเพิ่มกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ


2. จุดที่ถูกเปิดโปง: การคัดลอกผลงานจำนวนมาก

วันที่ 18 เม.ย. 2567 โครงการ iLaw เผยบทความ “ส่องเล่มจบป.เอก สว. สมชาย แสวงการ พบคัดลอกงานคนอื่นหลายจุด” พบการคัดลอก 2 ประเภทหลัก:

  • คัดลอกแบบไม่อ้างอิงเลย – เด่นสุดคือจากหนังสือสถาบันพระปกเกล้า “รูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย” (2558) โดย ผศ.ภูมิ มูลศิลป์ และชมพูนุท ตั้งถาวร กว่า 30 หน้า (หน้า 38-64 ของดุษฎีนิพนธ์ ตรงกับหน้า 77-115 ของหนังสือต้นฉบับ) แม้แต่เชิงอรรถยาว ๆ ก็ลอกมาทั้งหมด
  • อ้างอิงแต่คัดลอกทั้งย่อหน้า/บท โดยไม่เขียนใหม่ – เช่น
    • จากบทความ “สภาขุนนางอังกฤษ” ในวารสารจุลนิติของ สว. (ปณิธัศร์ ปทุมวัฒน์, 2558)
    • จากวิทยานิพนธ์ของวัชรพล โรจนวงรัตน์ (2560)
    • จากบทความ iLaw เอง เรื่อง สว.แต่งตั้งยุค คสช. (คัดลอกสถิติและข้อความเหมือนทุกคำ แต่ตัดรายชื่อบางส่วน เช่น ปรีชา จันทร์โอชา, อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นต้น)
    • จาก Wikipedia อย่างน้อย 5 จุด (อัปเดต iLaw 24 เม.ย. 2567)
    • จากบทความไชยันต์ ไชยพร ในโพสต์ทูเดย์ (หน้า 151-152 มากกว่า 40 บรรทัด)

การคัดลอกเหล่านี้ไม่ใช่แค่ย่อหน้า แต่เป็นทั้งช่วงยาว ๆ ซึ่งในมาตรฐานวิชาการถือเป็น plagiarism ระดับร้ายแรง อาจนำไปสู่การเพิกถอนปริญญา


3. การแก้ไขแบบ “เร่งด่วน” และคำชี้แจง

ไม่กี่ชั่วโมงหลัง iLaw เผย ดุษฎีนิพนธ์ในระบบห้องสมุด มธ. ถูกแก้โดยเพิ่มเชิงอรรถดอกจัน (*) อ้างอิงบางส่วน (เช่น หนังสือสถาบันพระปกเกล้า) แต่เนื้อหายัง copy-paste เหมือนเดิม ไม่มีการ rewrite หรือสรุปใหม่ iLaw ชี้ว่าไม่แก้ปัญหา plagiarism จริง

สมชายให้สัมภาษณ์ปฏิเสธ ยืนยันเป็น “บททบทวนวรรณกรรม” (literature review) ที่ปกติต้องอ้างงานอื่น ยอมรับ “ตกหล่นเชิงอรรถบางจุด” และแก้ไขแล้ว ได้รับอนุมัติจาก มธ. เขายังขู่ฟ้อง iLaw ข้อหาหมิ่นประมาท

คณะนิติศาสตร์ มธ. ออกแถลงการณ์ 23-24 เม.ย. 2567 ระบุว่าตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว (ก่อน iLaw เผยด้วยซ้ำ) และจะให้โอกาสชี้แจงทุกฝ่าย ผลสอบสวนอย่างเป็นทางการยังไม่ประกาศ (ข้อมูลล่าสุด ณ ก.พ. 2569 ยังไม่มีรายงานผลชัดเจนเพิ่มเติม)


4. ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ – สะท้อนปัญหาเชิงระบบ

  • จริยธรรมวิชาการ vs อำนาจทางการเมือง: สว. ที่ควรเป็นแบบอย่าง กลับใช้ทางลัดเพื่อ “ดร.” นำหน้า อาจช่วยภาพลักษณ์ แต่ทำลายความน่าเชื่อถือของ มธ. และระบบปริญญาเอก
  • เครือข่ายอำนาจ คสช.: สมชายเป็น สว.แต่งตั้ง สืบทอดอำนาจยุค คสช. ดุษฎีนิพนธ์ยังปกป้องระบบเลือกกันเองที่ถูกวิจารณ์ว่าฮั้วง่าย ยิ่งขัดแย้งเมื่อลอกจากงานวิจารณ์ระบบเดียวกัน
  • ความเหลื่อมล้ำ: นักศึกษาทั่วไปอาจถูกเพิกถอนปริญญา แต่คนมีอำนาจอาจรอดง่าย นี่คือ “คนคดที่มีอำนาจ” ที่เอาชาติไปฝากกับโจร เพราะผู้แทนควรซื่อสัตย์ ไม่ใช่ใช้ตำแหน่งหาประโยชน์ส่วนตัว

หากไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน วัฒนธรรม “ลอกได้ ถ้าอ้างทีหลัง” จะแพร่กระจาย และทำลายความเท่าเทียมในสังคมไทย

เอกสารอ้างอิง: iLaw (เม.ย.2567), ประชาไท, ไทยรัฐ, มติชน, เว็บ มธ. และ วุฒิสภา
เขียนและอัปเดตโดย: Piangdin Rakthai (ก.พ. 2569)

Walk for Peace กับคำถามเรื่องกิจสงฆ์: การพิจารณาตามพุทธวจนและธรรมวินัย

Walk for Peace กับคำถามเรื่องกิจสงฆ์: การพิจารณาตามพุทธวจนและธรรมวินัย

Walk for Peace กับคำถามเรื่องกิจสงฆ์: การพิจารณาตามพุทธวจนและธรรมวินัย

ปรากฏการณ์พระสงฆ์เดินเท้า “Walk for Peace” ในสหรัฐอเมริกา ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ผู้คนจำนวนมากชื่นชมในความเพียร ความสงบ และภาพแห่งเมตตาที่ปรากฏผ่านการเดินอย่างสำรวม ทว่าขณะเดียวกัน ก็มีเสียงวิพากษ์จากบางฝ่ายว่า กิจกรรมเช่นนี้มิใช่ “กิจสงฆ์” ตามขนบเดิม และอาจไม่สอดคล้องกับแนวทางพุทธวจน คำถามเช่นนี้ควรพิจารณาด้วยความละเอียด รอบคอบ และตั้งอยู่บนหลักธรรม มิใช่ตั้งอยู่บนอคติหรือความยึดติดในรูปแบบภายนอกเพียงอย่างเดียว

แก่นแท้ของกิจสงฆ์อยู่ที่อะไร

คำว่า “กิจสงฆ์” หากมองในความหมายพื้นฐาน ย่อมหมายถึงกิจที่พระภิกษุพึงกระทำตามพระธรรมวินัย ได้แก่ การศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่พระธรรม การดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย สำรวม และไม่เบียดเบียน การเดินเท้าโดยสำรวม มีสติทุกย่างก้าว ไม่สะสมทรัพย์ ไม่แสวงหาลาภสักการะ และตั้งจิตไว้เพื่อเมตตาสันติ หากเป็นไปตามเงื่อนไขนี้ ย่อมไม่ขัดต่อสาระของกิจสงฆ์

พระพุทธเจ้าทรงดำเนินจาริกไปทั่วชมพูทวีป มิได้ประทับอยู่เพียงในป่าลึกหรืออารามสงบเท่านั้น พระองค์เสด็จเข้าสู่เมือง หมู่บ้าน และสถานที่ชุมนุมชน เพื่อประกาศธรรมแก่ผู้คน หากจะกล่าวโดยสรุป “การเคลื่อนไหวในโลก” มิใช่สิ่งต้องห้าม หากใจไม่ถูกโลกครอบงำ

พุทธวจนกับหลักเมตตาและอหิงสา

พุทธศาสนาตั้งอยู่บนหลักอหิงสา ความไม่เบียดเบียน และเมตตากรุณาเป็นสำคัญ พระพุทธองค์ตรัสว่า ความโกรธย่อมระงับด้วยความไม่โกรธ ความรุนแรงย่อมยุติด้วยสันติ หากพระสงฆ์ดำเนินกิจกรรมเพื่อเตือนสติสังคมให้หันกลับสู่ความสงบ มีสติ และลดความแตกแยก การกระทำนั้นย่อมสอดคล้องกับแก่นของพระธรรม

อย่างไรก็ตาม พุทธวจนมิได้สอนให้พระภิกษุแสวงหาการยกย่องหรือแสดงตนเพื่อชื่อเสียง หากการเดินเพื่อสันติภาพกลายเป็นเวทีสร้างภาพ หรือนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน นั่นย่อมขัดต่อเจตนารมณ์แห่งสมณเพศ แต่หากเป็นไปด้วยความเรียบง่าย ไม่สะสม ไม่เรียกร้อง และตั้งอยู่ในสติสัมปชัญญะ ก็ยากจะกล่าวว่าผิดวินัยโดยตัวของมันเอง

รูปแบบกับสาระ

ข้อถกเถียงส่วนใหญ่เกิดจากการยึดรูปแบบมากกว่าสาระ บางท่านคุ้นชินกับภาพธุดงค์ในป่าเงียบสงบ จึงมองว่าการเดินบนถนนใหญ่ในโลกตะวันตกเป็นสิ่งแปลกตา แต่ธรรมมิได้จำกัดสถานที่ การเจริญสติย่อมทำได้ทั้งในป่าและในเมือง สิ่งสำคัญคือจิตที่ไม่หวั่นไหวต่อเสียงสรรเสริญและนินทา

ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา มีตัวอย่างพระสงฆ์ที่ใช้การเดินเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพในหลายประเทศ การกระทำเช่นนั้นมิได้ถือว่าเป็นการละเมิดวินัย หากยังคงรักษาศีลและความสำรวมอย่างเคร่งครัด การเผยแผ่ธรรมย่อมมีวิธีการที่หลากหลายตามกาลสมัย

หลักเกณฑ์ในการพิจารณา

การวินิจฉัยว่าถูกหรือผิด มิควรตัดสินจากความนิยมของผู้คน หรือจำนวนผู้ติดตามในสื่อสังคม แต่ควรถามตนเองว่า พระภิกษุเหล่านั้นรักษาศีลหรือไม่ สำรวมกายวาจาใจหรือไม่ แสวงหาผลประโยชน์หรือไม่ และเจตนาตั้งอยู่บนเมตตาจริงหรือไม่ หากคำตอบคือใช่ในทางกุศล การเดินนั้นย่อมเป็นเพียงอุปกรณ์ของการปฏิบัติธรรม มิใช่ความผิด

บทสรุปเพื่อชาวพุทธ

กิจกรรม Walk for Peace จะผิดหรือสอดคล้องกับพุทธวจน มิได้ขึ้นอยู่กับความแปลกใหม่ของรูปแบบ แต่อยู่ที่เจตนาและการรักษาธรรมวินัยเป็นหลัก หากการเดินนั้นเป็นไปเพื่อเมตตา สันติ และการเตือนใจผู้คนให้มีสติ โดยมิได้ละทิ้งความสำรวมของสมณะ ก็ย่อมสอดคล้องกับแก่นธรรมแห่งพระพุทธศาสนา

ชาวพุทธจึงควรใช้ปัญญาใคร่ครวญ ไม่รีบด่วนพิพากษาด้วยอารมณ์ และไม่หลงตามกระแสชื่นชมโดยปราศจากการพิจารณา พระธรรมวินัยเป็นหลักตัดสินที่มั่นคง ส่วนรูปแบบภายนอกนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลสมัย แต่ธรรมแท้ย่อมตั้งมั่นอยู่ที่ความบริสุทธิ์แห่งเจตนาเสมอ

ไฟล์ Epstein: นักการเมืองทั้งสองพรรค (Democrats และ Republicans) ที่ถูกกล่าวถึง และบริบททางการเมือง

ไฟล์ Epstein: นักการเมืองทั้งสองพรรค (Democrats และ Republicans) ที่ถูกกล่าวถึง และบริบททางการเมือง

ไฟล์ Epstein ที่เปิดเผยโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) ตั้งแต่ปี 2025-2026 ภายใต้ Epstein Files Transparency Act มีการกล่าวถึงบุคคลจำนวนมากจากทั้งสองพรรคใหญ่ (Democrats และ Republicans) รวมถึงนักการเมือง นักธุรกิจ และคนดัง การเอ่ยชื่อส่วนใหญ่เป็นผ่านอีเมล การสนทนา เที่ยวบิน หรือบริบทสังคม ไม่ใช่หลักฐานอาชญากรรมโดยตรง DOJ ยืนยันว่าไม่มี "client list" หรือ blackmail list ที่ชัดเจน และหลายเอกสารถูกเซ็นเซอร์เพื่อปกป้องเหยื่อ

ข้อสำคัญ: การถูกเอ่ยชื่อในเอกสารไม่เท่ากับความผิด หลายคนปฏิเสธและไม่ถูกดำเนินคดี ข้อมูลนี้มาจากเอกสารจริงและ fact-check ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทหรือกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม

ตัวอย่างเอกสารจาก DOJ ที่เปิดเผยในปี 2025-2026 (มีส่วนเซ็นเซอร์เพื่อปกป้องเหยื่อ)

นักการเมือง Democrats ที่ถูกกล่าวถึงในเอกสาร Epstein

  1. Bill Clinton (อดีตประธานาธิบดี): ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดในหมู่นักการเมือง (เที่ยวบินหลายครั้งบนเครื่อง Epstein, รูปถ่ายบางส่วนถูกเซ็นเซอร์, Epstein พูดว่า "Clinton likes them young" จากคำให้การ Johanna Sjoberg) แต่ไม่มีข้อกล่าวหาล่วงละเมิดโดยตรงจากเหยื่อ Clinton ปฏิเสธรู้เรื่องอาชญากรรมหรือไปเกาะ Epstein และแสดงความเสียใจที่เคยเกี่ยวข้อง
  2. Larry Summers (อดีตรัฐมนตรีคลังสมัย Clinton และที่ปรึกษาเศรษฐกิจสมัย Obama): มีอีเมลและการสนทนากับ Epstein บ่อย รวมถึงล้อเลียนเรื่องเพศและให้คำแนะนำ Summers ปฏิเสธความผิดและไม่ถูกตั้งข้อหา
  3. Kathryn Ruemmler (อดีตที่ปรึกษากฎหมายทำเนียบขาวสมัย Obama): มีอีเมลแลกเปลี่ยนกับ Epstein หลายครั้ง เธอเคยบอกว่า "adore" Epstein และ Epstein ส่งข่าวเกี่ยวกับ Trump ให้เธอ Ruemmler ปฏิเสธความเกี่ยวข้องผิดกฎหมายและไม่ถูกกล่าวหา

Bill Clinton กับ Jeffrey Epstein และ Ghislaine Maxwell ในรูปถ่ายเก่า (จากไฟล์ที่เปิดเผย)

นักการเมือง Republicans (GOP) ที่ถูกกล่าวถึงในเอกสาร Epstein

  1. Donald Trump (อดีตและปัจจุบันประธานาธิบดี): ถูกกล่าวถึงหลายครั้ง (อีเมล Epstein เรียก Trump ว่า "dog that hasn’t barked", บอกว่า Trump "spent hours" กับเหยื่อรายหนึ่งชื่อถูกเซ็นเซอร์, Epstein บอกว่า Trump "knew about the girls") แต่ไม่มีข้อกล่าวหาล่วงละเมิดโดยตรงที่ได้รับการยืนยัน มี FBI memo unverified เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเก่า (ถอนฟ้อง) Trump ปฏิเสธทั้งหมด ระบุว่าเคยห้าม Epstein เข้า Mar-a-Lago และ DOJ ยืนยันไม่มีหลักฐานนำไปสู่คดีเพิ่ม
  2. Steve Bannon (ที่ปรึกษาอดีต Trump): มี text messages และ emails กับ Epstein แสดงความสัมพันธ์ใกล้ชิด แต่ไม่มีข้อกล่าวหาล่วงละเมิด Bannon ปฏิเสธความผิด

Donald Trump และ Jeffrey Epstein ในเหตุการณ์สังคมเก่า (จากเอกสารและข่าว)

บริบททางการเมืองรอบการปล่อยไฟล์ (ทั้งสองพรรค)

  • Democrats: หลายคนผลักดัน Epstein Files Transparency Act (เช่น Ro Khanna ร่วมกับ Thomas Massie จาก GOP) และปล่อยเอกสารบางส่วนก่อนเพื่อเน้นชื่อ GOP บางครั้ง แต่ DOJ ยืนยันการปล่อยเป็นกระบวนการ bipartisanship
  • Republicans: บางคน (เช่น Thomas Massie, Marjorie Taylor Greene, Nancy Mace, Lauren Boebert) เซ็น petition บังคับ vote ปล่อยไฟล์ ทำให้ผ่าน House 427-1 และ Senate เอกฉันท์ Trump เซ็นกฎหมาย แต่มีขัดแย้งภายในพรรคเพราะ Trump ต่อต้านตอนแรก

สรุป: ทั้งสองพรรคมีชื่อถูกเอ่ยในไฟล์ แต่ส่วนใหญ่เป็นบริบทสังคมหรืออีเมล ไม่ใช่หลักฐานอาชญากรรมโดยตรง ประเด็นหลักกลายเป็นการเมืองปี 2025-2026 เช่น การ vote ปล่อยไฟล์และข้อกล่าวหาว่าปกปิดข้อมูล ไม่มีนักการเมืองคนไหนถูกกล่าวหาว่ามีส่วน "maliciously involved" แบบล่วงละเมิดเด็กโดยตรงในเอกสารล่าสุด (ต่างจากบางชื่ออย่าง Prince Andrew หรือ Bill Richardson ที่มีข้อกล่าวหาจากเหยื่อ)

คำเตือน: ข้อมูลนี้มาจากเอกสารศาล DOJ, House Oversight Committee และรายงานสื่อที่น่าเชื่อถือ ควรตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการด้วยตนเอง (justice.gov/epstein) เพราะหลายส่วนถูกเซ็นเซอร์ และการตีความอาจแตกต่าง ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทหรือกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม


อัปเดตจากเอกสารเปิดเผยล่าสุด (ถึงกุมภาพันธ์ 2026) / ข้อมูลเพื่อการศึกษาและตามข้อเท็จจริงเท่านั้น

โพสต์ล่าสุด

กกต. ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมารย ทำผิดจริงต้องรับโทษหนักเช่นกัน

ความรับผิดของ กกต. ตามกฎหมายไทย ความรับผิดของ กกต. หากกระทำผิดและก่อให้เกิดความเสียหาย หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กระทำการ...

Popular Posts