ความรับผิดของ กกต. หากกระทำผิดและก่อให้เกิดความเสียหาย
หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กระทำการโดยมิชอบ จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศหรือประชาชน กฎหมายไทยกำหนดกลไกความรับผิดไว้หลายระดับ ทั้งทางอาญา ทางวินัย และทางแพ่ง ดังนี้
1. ความรับผิดตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
มาตรา 234–236 กำหนดให้สามารถดำเนินการถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระได้ หากมีพฤติการณ์:
- ทุจริตต่อหน้าที่
- จงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
- ประพฤติผิดร้ายแรง
2. ความรับผิดทางอาญา (ประมวลกฎหมายอาญา)
มาตรา 157
เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต โทษ: จำคุก 1–10 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 200–205
ความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การรับผลประโยชน์เพื่อเอื้อประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
3. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560
กำหนดหน้าที่และมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการ กกต. หากฝ่าฝืนหน้าที่ อาจถูกดำเนินการ:
- ถอดถอน
- ดำเนินคดีอาญา
- เพิกถอนสิทธิ
4. พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
หากการกระทำของ กกต. ทำให้รัฐเสียหาย:
- ประชาชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐได้
- รัฐมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากกรรมการ หากพิสูจน์ได้ว่า “จงใจ” หรือ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”
5. กลไก ป.ป.ช.
หากเข้าข่ายทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ สำนักงาน ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและส่งฟ้องศาลฎีกาฯ
สรุปเชิงโครงสร้าง
หาก กกต. กระทำผิดจนเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินการ 4 ทางหลัก:
- คดีอาญา (เช่น มาตรา 157)
- ถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ
- ชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิด
- ไต่สวนโดย ป.ป.ช.
หัวใจสำคัญในทางกฎหมายคือ “การพิสูจน์เจตนา” เพราะหากเป็นเพียงความเห็นทางกฎหมายหรือการใช้ดุลพินิจโดยสุจริต ศาลอาจไม่ถือว่าเป็นความผิดอาญา









