คนไทยไม่ได้โง่ แต่การจมปลักกับสิ่งเคยชินต่างหาก ที่ฉุดรั้งพวกเขาไม่ให้ไปข้างหน้าสู่อนาคตใหม่ที่ดีกว่า


คนไทยจำนวนมากมิใช่ไม่ฉลาด
มิใช่ไม่รู้ว่า นักการเมืองหน้าเดิม โกง
มิใช่ไม่เห็นว่า กลไกอนุรักษ์นิยม กดทับ
มิใช่ไม่รู้สึกว่า ชีวิตขัดสน ไม่พอเพียงจริง

แต่สิ่งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าความรู้ คือ ความเคยชิน

เหมือนนักโทษที่อยู่ในคุกมานาน
จนวันหนึ่งประตูเปิด
กลับลังเลจะก้าวออก เพราะข้างนอก “ไม่คุ้น”

ความทุกข์ที่คุ้นเคย
มักน่ากลัวน้อยกว่าอิสรภาพที่ไม่รู้จัก

พรรคการเมืองเก่า = เจ้าสำนักเก่า

ในนิยายกำลังภายใน
สำนักเก่าที่เสื่อมทรามยังคงมีศิษย์
เพราะมันมี ชื่อเสียงเดิม
มี สายสัมพันธ์เดิม
มี วิชาลมปากที่เล่าขานรุ่นสู่รุ่น

นักการเมืองซื้อเสียงก็เช่นกัน
เขาไม่ชนะเพราะประชาชนไม่รู้ว่าเขาเลว
แต่เพราะเขา คุ้น

คุ้นว่า “อย่างน้อยมันก็เคยช่วย”

คุ้นว่า “คนนี้พ่อแม่ปู่ย่าก็เลือก”

คุ้นว่า “คนอื่นก็โกงเหมือนกัน”

นี่คือ อุดมการณ์ต่ำเตี้ยแต่มั่นคง
ชื่อของมันคือ ความสิ้นหวังที่จัดระบบแล้ว

กลไกอนุรักษ์นิยม = วิชามารที่ปลอมเป็นศีลธรรม

กลไกอนุรักษ์นิยมไม่ได้ชนะด้วยกำลัง
แต่มันชนะด้วย การทำให้คนเชื่อว่าโลกนี้เปลี่ยนไม่ได้

มันสอนว่า

จนก็จนแบบมีศักดิ์ศรี

ไม่เท่าเทียมก็เพราะบุญกรรม

อย่าคิดมาก เดี๋ยวแตกแยก

อดทนคือคุณธรรมสูงสุด

นี่ไม่ใช่ศีลธรรม
นี่คือ การฝึกให้คนยอมจำนนอย่างมีรอยยิ้ม

เหมือนสำนักที่ห้ามศิษย์ตั้งคำถาม
แล้วเรียกการไม่คิดว่า “ความสงบ”

ทำไมยังรัก ยังภักดี ยังเลือกซ้ำ

เพราะการยอมรับความจริงบางอย่างมันเจ็บกว่า

ถ้ายอมรับว่า

“ที่ผ่านมาข้าเลือกผิด”

ก็ต้องยอมรับว่า

เสียงของข้าเคยถูกใช้

ความหวังของข้าเคยถูกหลอก

เวลาทั้งชีวิตบางส่วนสูญเปล่า

มนุษย์จำนวนมากจึงเลือก
ปกป้องการตัดสินใจเก่า
มากกว่าสร้างอนาคตใหม่

นี่ไม่ใช่ความโง่
นี่คือ กลไกป้องกันความเจ็บปวดของมนุษย์

คำเตือนจากนักเดินดิน

สหายทั้งหลาย
ไม่มีใครขอให้ท่านเป็นนักปฏิวัติ
ไม่มีใครบังคับให้ท่านเกลียดอดีต

แต่ขอเพียงอย่างเดียว—

อย่าสับสนระหว่าง
ความอดทน กับ การยอมให้เหยียบซ้ำ

อย่าสับสนระหว่าง
ความสงบ กับ การถูกปิดปาก

อย่าสับสนระหว่าง
ความคุ้นเคย กับ ความถูกต้อง

บทสุดท้ายแบบบู๊ลิ้ม

ในยุทธภพ
คนที่น่ากลัวไม่ใช่จอมมาร
แต่คือศิษย์ที่รู้ว่าสำนักชั่ว
แต่ยังเฝ้าประตูให้มัน
เพราะ “ข้าอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต”

บ้านเมืองก็เช่นกัน

ถ้าวันหนึ่งคนไทยหยุดถามว่า

“ใครคุ้นกว่า”

แล้วเริ่มถามว่า

“ใครทำให้ลูกหลานข้าไม่ต้องทนแบบข้า”

เมื่อนั้น
สำนักเก่าจะล่มเอง
โดยไม่ต้องชักดาบ

กระจกบานนี้ไม่ได้มีไว้ให้โกรธ
แต่มีไว้ให้ ตื่น

พี่น้องเอ๋ย
การตื่นไม่ทำให้โลกดีทันที
แต่มันทำให้เรา ไม่ต้องโกหกตัวเองอีกต่อไป
8 กุมภานี้ จะเลือกปัจจุบันที่ย่ำแย่ 
หรือทางแก้กับคนหน้าใหม่ และพรรคที่ไม่ซื้อเสียง?

ฝึกอ่านภาษาอังกฤษสำหรับมัธยมต้น 10 เรื่อง พร้อมเฉลย

EFL Reading Practice

EFL Reading Practice Sets

Select a reading set from the menu above.

คันฉ่องส่องไทย: ชุดคำถามที่คนไทยควรถามเกี่ยวกับอำนาจและสถาบันกษัตริย์

คันฉ่องส่องไทย: ชุดคำถามที่คนไทยควรถามเกี่ยวกับอำนาจและสถาบันกษัตริย์

คันฉ่องส่องไทย: 13 คำถามที่คนไทยควรถามเกี่ยวกับอำนาจและสถาบันกษัตริย์

บทความชุดนี้ไม่ได้เขียนเพื่อยัดเยียดคำตอบให้ใคร แต่ตั้งใจทำหน้าที่เป็น “คันฉ่อง” ให้คนไทยได้มองโครงสร้างอำนาจของบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา ด้วยคำถามที่สุภาพ กึ่งวิชาการ และหวังดีต่อทั้งประชาชนและประเทศ

หมายเหตุ: ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทุกข้อ แต่หากคำถามเหล่านี้ช่วยให้เรากล้าคิด กล้าตั้งคำถาม และกล้าใช้ข้อมูลมากกว่าความเคยชิน ประเทศไทยก็ได้ก้าวไปอีกหนึ่งก้าวแล้ว

ถ้าไม่มี “อำนาจพิเศษ” ให้อ้างได้อีก – เรากลัวอะไรจริง ๆ ?

หากวันหนึ่งไม่มีใครอ้าง “อำนาจเหนือกฎหมาย” หรือ “อำนาจพิเศษ” ใด ๆ ได้อีกเลย และทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกันอย่างแท้จริง – เรากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเต็มไปด้วยการอ้าง “ความมั่นคง” เพื่อให้บางกลุ่มมีอำนาจเหนือกฎหมาย ตั้งแต่รัฐประหารนับครั้งไม่ถ้วน ไปจนถึงการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 และกฎหมายความมั่นคงอื่น ๆ ที่เปิดช่องให้ตีความกว้างเป็นพิเศษ แต่เมื่อเราลองตั้งคำถามกลับ:

  • ถ้าไม่มีอำนาจพิเศษเหนือศาล เหนือรัฐสภา เหนือเสียงประชาชน – ประเทศจะ “พัง” หรือจะ “ปกติขึ้น” ?
  • เรากลัว “ความวุ่นวาย” จริง ๆ หรือเรากลัว “การเปลี่ยนสมดุลอำนาจของคนไม่กี่กลุ่ม” ?

หากมองประเทศที่ลดบทบาทอำนาจพิเศษ เช่น สเปน ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ จะพบว่าไม่มีประเทศไหน “ล่มสลาย” จากการทำให้ทุกคนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน แต่กลับสร้างเสถียรภาพระยะยาวได้มากขึ้น

อำนาจกษัตริย์มาจากไหน ทำไมเราต้องยอมรับ?

ในรัฐสมัยใหม่ อำนาจกษัตริย์มาจาก รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ “ฟ้าลิขิต” แต่เหตุใดเราจึงถูกทำให้รู้สึกว่า การตั้งคำถามต่อสถาบันเป็นเรื่องต้องห้าม?

หากอ่านประวัติศาสตร์อย่างเย็น ๆ จะพบว่า สถาบันกษัตริย์ในไทยไม่ได้ “อยู่เหนือรัฐ” มาแต่เดิม แต่อำนาจถูกออกแบบและขยายผ่าน:

  • รัฐธรรมนูญที่ใช้วาทกรรม “องค์อธิปัตย์–พระราชอำนาจ”
  • หลักสูตรการศึกษาที่สอนให้รักเจ้า แต่ไม่สอนให้ตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง
  • สื่อของรัฐ พิธีกรรม และการโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่อง

นักวิชาการอย่าง ธงชัย วินิจจะกูล และ Benedict Anderson ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า “ราชาชาตินิยมไทย” ไม่ใช่ธรรมชาติ แต่คือผลผลิตของรัฐสมัยใหม่ ที่ใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นแกนในการควบคุมความคิดของประชาชน

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “อำนาจมาจากไหน” แต่คือ “เราได้เคยมีโอกาสเลือกอย่างเสรีจริง ๆ หรือไม่ ว่าจะยอมรับอำนาจนี้?”

คนไทยขาดกษัตริย์ไม่ได้จริงหรือ? – มองทีละมิติ

หากไม่มีสถาบันกษัตริย์ ประเทศไทยจะ “เดินไม่เป็น” จริงหรือ? ลองแยกทีละด้าน: การปกครอง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และชีวิตประจำวัน

3.1 การปกครองและการเมือง

ประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ล้วนไม่มีสถาบันกษัตริย์ แต่กลับสร้างรัฐสภา พรรคการเมือง และระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง ในขณะที่ไทยมีรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมักอ้าง “สถาบัน” เป็นข้ออ้างทางศีลธรรม

3.2 เศรษฐกิจ

งานด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองพบว่า ประเทศที่ลดอภิสิทธิ์ชนกลุ่มน้อย และเพิ่มการตรวจสอบผู้มีอำนาจมักมี GDP ต่อหัว และคุณภาพชีวิตสูงขึ้นในระยะยาว ไทยกลับอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางเป็นเวลาหลายสิบปี ทั้งที่มีทรัพยากรและศักยภาพทางภูมิศาสตร์สูง

3.3 สังคม วัฒนธรรม และการศึกษา

วัฒนธรรมไทยจำนวนมาก – เพลง ศิลปะ อาหาร ภาพยนตร์ – เติบโตจากความคิดสร้างสรรค์ของประชาชน ไม่ใช่พระราชโองการ ระบบการศึกษาก็เดินด้วยครู งบประมาณ และนโยบาย ไม่ใช่ด้วยรูปในหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียว

3.4 ชีวิตประจำวันและระบบราชการ

เมื่อเราต่อใบขับขี่ รับวัคซีน ส่งลูกไปโรงเรียน ทำธุรกรรมกับธนาคาร เราปฏิสัมพันธ์กับ “ระบบราชการ–กฎหมาย–โครงสร้างพื้นฐาน” ไม่ใช่กับตัวบุคคลในราชวงศ์

หากแยกภาพลักษณ์ออกจากโครงสร้างจริง ๆ เราจะเห็นว่า สิ่งที่คนไทย “ขาดไม่ได้” อาจไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นรัฐที่เป็นธรรมและระบบที่ทำงานจริง

ถ้าอำนาจกษัตริย์ลดลง หรือหมดไป – ใครได้ ใครเสีย?

คำตอบที่ถูกทำให้เชื่อคือ “กษัตริย์เสีย ประชาชนเสีย ประเทศล่มสลาย” แต่หากมองแบบโครงสร้าง ใครกันแน่ที่เสียประโยชน์มากที่สุด?

4.1 ใครได้ประโยชน์สูงสุด?

  • ประชาชนส่วนใหญ่ – เมื่อทุกคนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน ตรวจสอบได้มากขึ้น
  • ประเทศชาติ – ลดช่องโหว่งบลับ งบที่อ้างสถาบัน แต่ไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียด
  • สถาบันเอง – หากลดบทบาททางการเมือง สถาบันจะไม่ถูกนักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือห้ำหั่นกัน

4.2 ใครเสียประโยชน์สูงสุด?

  • กลุ่มข้าราชการระดับสูงและรัฐราชการที่อาศัย “ความจงรักภักดี” เป็นทุนทางการเมือง
  • กลุ่มทุนผูกขาดที่ได้รับสัมปทานหรือดีลพิเศษโดยใช้เครือข่ายทางสังคมที่อ้างสถาบัน
  • กลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมที่ใช้ “รักเจ้า–ไม่รักเจ้า” เป็นเครื่องมือแบ่งแยกประชาชน

เมื่อถามว่า “ใครเสียประโยชน์” อย่างซื่อ ๆ เราจะพบว่า ความกลัวการลดอำนาจสถาบัน มักไม่ได้มาจากประชาชนส่วนใหญ่ แต่มาจากชนชั้นนำที่มีอะไรต้องเสีย

“พระปรีชาสามารถ” ตรวจสอบได้แค่ไหน – มีหลักฐานอะไรบ้าง?

สิ่งที่ถูกสอนคนไทยคือ “ทรงพระปรีชาสามารถรอบด้าน” ตั้งแต่น้ำ ดนตรี กีฬา การแพทย์ การพัฒนา แต่คำถามเชิงวิชาการคือ – มีข้อมูลอะไรยืนยันได้บ้าง?

โดยหลักการแล้ว ความสามารถด้านวิศวกรรม เกษตร การจัดการน้ำ ฯลฯ ควรถูกตรวจสอบด้วยข้อมูล เช่น:

  • มีเอกสารวิชาการอธิบายโครงการอย่างเป็นระบบหรือไม่?
  • มีเปรียบเทียบก่อน–หลังอย่างเป็นตัวเลข (พื้นที่ชลประทาน ผลผลิต รายได้เกษตรกร) หรือไม่?
  • มีกระบวนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ไม่อยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์หรือไม่?

หากคำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้” เราก็ควรถามอย่างสุภาพว่า:

เราชื่นชมด้วยข้อมูล หรือเราชื่นชมด้วยเรื่องเล่าที่ถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็น “ความจริงทางความรู้สึก” ?

ทำไมเส้นทางการศึกษาของราชวงศ์ จึงไม่สะท้อนภาพ “ความเป็นเลิศ” อย่างที่ถูกเล่า?

ในยุโรป เจ้าชาย–เจ้าหญิงจำนวนมากเรียนจบปริญญาตรี–โทจากมหาวิทยาลัยระดับโลก แต่ในไทย กลับพบว่ากษัตริย์และรัชทายาทหลายพระองค์ไม่ได้จบปริญญาในระดับเดียวกันกับคำยกย่องที่สังคมได้รับรู้

รัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติต์ในรัชกาลก่อนก็ไม่ได้จบปริญญาตรีแบบที่คนทั่วไปคาดหวังจาก “ผู้นำสูงสุดของชาติ” ลูก ๆ หลายพระองค์ก็ไม่ได้มีผลงานทางวิชาการ หรือวุฒิการศึกษาในระดับที่สะท้อน “ความเป็นเลิศเหนือคนทั่วไป”

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ในไทยและต่างประเทศ มักมีปัจจัยเรื่องการทูตและภาพลักษณ์แฝงอยู่ จึงเกิดคำถามว่า:

เราแยกออกหรือไม่ ระหว่าง “ความเกรงใจและการอวยเชิงพิธีการ” กับ “ความรู้และความสามารถที่พิสูจน์ได้จริง” ?

คนที่ประกาศว่าตน “จงรักภักดีเหนือใคร” – เขารู้ได้อย่างไร และได้อะไรตอบแทน?

ความรักเป็นสิ่งวัดไม่ได้ แต่ “ผลประโยชน์” วัดได้ เมื่อใครสักคนประกาศว่าตนรักเจ้ายิ่งกว่าคนอื่น – เราควรถามว่า เขาได้อะไรจากการประกาศเช่นนั้น?

งานศึกษาด้านรัฐศาสตร์ในระบอบอำนาจนิยมพบว่า “การแสดงความจงรักภักดี” มักเชื่อมโยงกับ:

  • ตำแหน่งในระบบราชการและการเมือง
  • การเลื่อนขั้น โอกาสรับตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการต่าง ๆ
  • การคุ้มครองจากการถูกตรวจสอบในประเด็นอื่น

คำถามที่ยุติธรรมต่อทุกฝ่ายคือ:

ถ้าวันหนึ่ง “ความจงรักภักดี” ไม่ให้ผลตอบแทนใด ๆ เพิ่มเติมเลย – คนกลุ่มเดิมยังจะเสียงดังเท่าเดิมหรือไม่?

ทำไมต้องบังคับให้ยืนในโรงหนัง?

ถ้าเรารักจากใจจริง การนั่งอยู่เฉย ๆ ขณะเพลงสรรเสริญฯ ดังขึ้น จะทำให้ความจงรักภักดีนั้นหายไปจริงหรือ? หรือพิธีกรรมนี้มีหน้าที่ทางการเมืองมากกว่าทางศีลธรรม?

หลายประเทศที่เป็นราชอาณาจักร เช่น อังกฤษ สวีเดน หรือญี่ปุ่น ไม่มีการบังคับยืนในโรงหนังหรือลงโทษคนที่ไม่ทำพิธีกรรม การบังคับจึงสะท้อนความไม่มั่นใจในความสมัครใจของประชาชน มากกว่าความเข้มแข็งของสถาบัน

จากมุมจิตวิทยาการเมือง พิธีกรรมที่ถูกบังคับซ้ำ ๆ มีหน้าที่สำคัญคือ:

  • สร้างความเคยชินจนกลายเป็น “ความปกติ” ที่ไม่มีใครกล้าฝืน
  • ทดสอบว่าใคร “อยู่ข้างเดียวกัน” และใคร “กล้าแตกต่าง” เพื่อใช้เป็นสัญญาณทางการเมือง

ทำไมต้องมีซุ้ม ภาพ และงานเชิดชูยิ่งใหญ่ไปทั่วประเทศ?

ซุ้มเฉลิมพระเกียรติ ป้าย ภาพขนาดใหญ่ และงานเฉลิมฉลองที่ใช้งบประมาณมากมาย ทำหน้าที่เพียงสวยงามทางใจ หรือมีหน้าที่ด้านการเมืองแฝงอยู่ด้วย?

เมืองไทยมีรูป กรอบทอง ซุ้มหลวง และกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเต็มพื้นที่สาธารณะ ตั้งแต่สนามบิน ถนนหลวง สะพาน โรงเรียน ไปจนถึงหมู่บ้านห่างไกล

แม้ตัวเลขงบประมาณที่แท้จริงมักไม่โปร่งใส แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ:

  • งบเหล่านี้แทบไม่ถูกตั้งคำถามในสภาอย่างจริงจัง
  • ไม่มีระบบติดตามผลประโยชน์เชิงสังคมหรือเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เช่น ถามว่าซุ้มหนึ่งซุ้มช่วยอะไรคนจนหรือระบบสาธารณสุขได้แค่ไหน

คำถามเชิงโครงสร้างคือ: ถ้าเราแปลงงบประมาณเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ ไปเป็นงบโรงพยาบาล โรงเรียน หรือระบบขนส่งสาธารณะ คนไทยจะได้ประโยชน์มากกว่าหรือไม่?

ทำไมต้องบริจาคผ่านกษัตริย์ – โปร่งใสแค่ไหน?

การบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือ “เสด็จพระราชกุศล” ดูงดงามและน่าประทับใจ แต่ในฐานะเจ้าของภาษี เรามีสิทธิ์ถามหรือไม่ว่า เงินเหล่านั้นไหลไปอย่างไร?

ในทางหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ผู้นำทุกคน – นายกฯ รัฐมนตรี ผู้ว่าฯ ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและการเงิน เพื่อให้สังคมตรวจสอบ แต่เมื่อเงินบริจาคจำนวนมากไหลผ่านชื่อของสถาบันกษัตริย์:

  • ไม่มีการเปิดบัญชีสาธารณะอย่างละเอียด
  • ไม่มีระบบตรวจสอบโดยองค์กรอิสระอย่างแท้จริง
  • ไม่มีรายงานแบบที่นักการเมืองต้องยื่น

คำถามที่สุภาพแต่สำคัญคือ: เหตุใด “ผู้นำสูงสุด” ของชาติ จึงเป็นคนเดียวที่ไม่ถูกบังคับให้เปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียดต่อประชาชน?

ทำไมจึงวิจารณ์สถาบันไม่ได้เลย – ทั้งที่ความมั่นคงจริงต้องทนคำวิจารณ์ได้?

ระบอบที่มั่นคงที่สุดในโลก ไม่ใช่ระบอบที่ไม่มีใครกล้าวิจารณ์ แต่คือระบอบที่ทนต่อคำวิจารณ์ได้ และใช้คำวิจารณ์มาปรับปรุงตนเอง

ในอังกฤษ ญี่ปุ่น สเปน – สื่อมวลชน นักวิชาการ และประชาชน สามารถตั้งคำถามและวิจารณ์บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระดับหนึ่งได้โดยไม่ต้องกลัวโทษจำคุกยาวนาน แต่ในไทย ความพยายามวิจารณ์มักถูกตีความเป็นการ “ล้มล้าง” ทันที

หากสถาบันมั่นคงและมีความชอบธรรม (legitimacy) สูงจริง การยอมรับทั้งคำชมและคำวิจารณ์อย่างสงบเยือกเย็น ย่อมทำให้สถาบันน่าเคารพมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

การห้ามวิจารณ์อย่างเด็ดขาด บอกเรากลาย ๆ ว่า “อำนาจนี้ไม่มั่นใจในความชอบธรรมของตัวเอง จนต้องปิดปากประชาชน”

เมื่อมีเหยื่อจากความป่าเถื่อนของมาตรา 112 – ทำไมกษัตริย์ไม่เคยปรากฏบทบาทในการเยียวยา?

ถ้ามาตรา 112 มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ “ชื่อของพระมหากษัตริย์” เมื่อมีคนจำนวนมากต้องติดคุก ถูกคุมขังระยะยาว หรือไม่ได้สิทธิประกันตัว คำถามคือ – สถาบันมีท่าทีอย่างไรต่อความทุกข์ของประชาชนเหล่านี้?

ข้อมูลจากองค์กรสิทธิและผู้ติดตามกฎหมายชี้ว่า:

  • มีคดี 112 จำนวนมากหลังปี 2557 และเพิ่มสูงหลังปี 2563
  • โทษจำคุกขั้นต่ำ 3–15 ปีต่อข้อหา ทำให้คดีหนึ่งคดีสามารถเป็นโทษรวมที่ยาวมาก
  • หลายคนไม่ได้สิทธิประกันตัว ทั้งที่ยังเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยคำพิพากษาถึงที่สุด

ในมุมมนุษยธรรม หากชื่อของพระองค์ถูกใช้ในกฎหมายที่สร้างความทุกข์ทรมานแก่ประชาชนจำนวนมาก การนิ่งเฉยต่อความอยุติธรรมย่อมถูกเห็นว่าเป็นการยอมรับโดยปริยาย

คำถามง่าย ๆ แต่ลึกมากคือ: ถ้ากษัตริย์ทรงรักประชาชนจริง – เหตุใดจึงไม่มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปหรือยกเลิกกฎหมายที่ทำร้ายประชาชนในนามของพระองค์?

เราอยากได้ประเทศไทยแบบไหนกันแน่?

ปลายทางของคำถามทั้ง 12 ข้อ ไม่ได้อยู่ที่ “รักเจ้า–ไม่รักเจ้า” แต่อยู่ที่ว่า – เราต้องการประเทศที่ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน หรือประเทศที่บางคนอยู่เหนือกฎหมายตลอดไป?

ถ้าเราเชื่อว่าคนไทยเป็นเจ้าของประเทศ – ย่อมไม่มีใครอยู่เหนือการตั้งคำถามของประชาชน ถ้าเราเชื่อว่าประชาธิปไตยคือระบอบที่ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ – ย่อมไม่มีใครได้รับ “ใบอนุญาตทางศีลธรรม” ให้ทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องถูกตรวจสอบ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องตระหนักคือ คำถามไม่ใช่อาวุธทำลายชาติ แต่คือยารักษาชาติ

คำถามที่อยู่ในบทความนี้อาจทำให้ใครบางคนไม่สบายใจ แต่ความไม่สบายใจจากการเผชิญความจริง เป็นคนละอย่างกับความเกลียดชังหรือการล้มล้างอย่างมุ่งร้ายหรือไร้สติ

ประเทศไทยจะเข้มแข็งขึ้นในวันที่คนไทยสามารถตั้งคำถามเช่นนี้ได้ โดยไม่ต้องกลัวคุก กลัวตราหน้า หรือกลัวถูกทำลายชีวิต และในวันที่อำนาจทุกระดับ – รวมถึงอำนาจสูงสุด – กล้าหันหน้ามาตอบคำถามเหล่านี้ด้วยข้อมูล เหตุผล และความรับผิดชอบ

หากคำถามชุดนี้ทำให้ท่านหงุดหงิด ให้ลองถามตนเองอีกชั้นหนึ่งว่า: ท่านไม่สบายใจเพราะคำถาม “ไม่จริง” หรือเพราะคำถาม “จริงเกินไป” สำหรับสภาพโครงสร้างอำนาจที่เราคุ้นชิน?

หากท่านอยากศึกษาเพิ่มเติม ผู้อ่านที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมจากงานของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ไทย เช่น ธงชัย วินิจจะกูล, พวงทอง ภวัครพันธุ์, ใจ อึ๊งภากรณ์, Benedict Anderson, Andrew Walker ฯลฯ เพื่อเปรียบเทียบมุมมองและข้อมูลอย่างรอบด้าน

คันฉ่องส่องไทย | หายนะแม่น้ำโขง: เหมืองเถื่อน 2,400 แห่ง และบทบาทจีน-ทุนสามานย์

คันฉ่องส่องไทย | หายนะแม่น้ำโขง: เหมืองเถื่อน 2,400 แห่ง และบทบาทจีน-ทุนสามานย์
คันฉ่องส่องไทย สิ่งแวดล้อม • ความมั่นคงมนุษย์ • อาชญากรรมเชิงโครงสร้าง

หายนะแม่น้ำโขง: “เหมืองเถื่อน 2,400 แห่ง” และบทบาทจีน-ทุนสามานย์ที่ขาดความรับผิดชอบ

นี่ไม่ใช่ “ข่าวสิ่งแวดล้อม” ธรรมดา แต่มันคือ ภัยพิบัติข้ามพรมแดน ที่กัดกินน้ำ อาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ และอนาคตของลูกหลานในลุ่มน้ำโขง

ข้อคิด: ถ้าแม่น้ำโขงถูกทำให้เป็น “ท่อระบายพิษ” วันนี้—วันพรุ่งนี้ลูกหลานจะได้รับ “ต้นทุนชีวิต” ที่แพงขึ้นตลอดไป

สาระสำคัญที่คนไทยควรอ่าน

รายงาน/การสืบค้นที่เป็นฐานของข่าวระบุว่า มีเหมืองจำนวนมากกว่า 2,400 แห่ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปจำนวนมากเป็นเหมือง ผิดกฎหมายหรือขาดการกำกับดูแล และมีความเสี่ยงปล่อยสารพิษ เช่น ไซยาไนด์ และ สารหนู ลงสู่ระบบแม่น้ำสำคัญรวมถึงลุ่มน้ำโขง

1) ทำไม “2,400 เหมือง” ถึงน่ากลัว

  • จำนวนมาก = ควบคุมยาก และมักกระจายตามต้นน้ำ/ลำน้ำสาขา ทำให้พิษไหลลงมาทีละนิดแต่ต่อเนื่อง
  • เหมืองเถื่อน/ไร้กำกับ มักไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย กักตะกอน หรือจัดการกากแร่มาตรฐาน
  • พิษไม่ได้หยุดที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะน้ำไหล—พิษก็ไหล
เสี่ยงสูง: ต้นน้ำ กระทบ: ปลายน้ำ ข้ามพรมแดน

2) สารพิษหลัก: ไซยาไนด์ vs สารหนู

  • ไซยาไนด์: ทำลายชีวิตน้ำได้รวดเร็ว เกิดเหตุ “ปลาตาย-ระบบนิเวศพัง” แบบฉับพลัน
  • สารหนู: อันตรายกว่าเพราะ “เงียบ”—สะสมในน้ำ อาหาร และห่วงโซ่อาหาร ส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพ
  • ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่คนริมน้ำ แต่ลามไปถึง เกษตร อาหารส่งออก และความมั่นคงทางอาหาร
พิษเฉียบพลัน พิษสะสม กระทบอาหาร

3) ทำไมเรื่องนี้กระทบ “วิถีชีวิต” และ “ศักยภาพลูกหลาน” โดยตรง

  • น้ำ = ต้นทุนชีวิต: น้ำสำหรับกิน ใช้ ทำเกษตร ประมง คือฐานของชุมชน หากน้ำเสื่อม คุณภาพชีวิตตกทันที
  • อาหาร = ความมั่นคง: ปลา/สัตว์น้ำลด ปนเปื้อน คนจนถูกบีบให้กินของเสี่ยงหรือซื้อของแพงขึ้น
  • สุขภาพเด็ก: เด็กและหญิงตั้งครรภ์ไวต่อสารพิษมากกว่า ส่งผลต่อพัฒนาการ/การเรียนรู้ในระยะยาว
  • เศรษฐกิจชุมชน: รายได้ประมง/เกษตรลด ค่าใช้จ่ายรักษาเพิ่ม คนอพยพ—ชุมชนอ่อนแอ
  • ศักยภาพประเทศ: เมื่อภาระโรคเรื้อรังเพิ่ม ผลิตภาพแรงงานลด ประเทศเสียโอกาสแข่งขันแบบ “ช้าแต่หนัก”
แก่นของปัญหา: นี่คือ “ต้นทุนที่ถูกโยนลงน้ำ” แล้วบังคับให้ประชาชนปลายน้ำจ่ายแทน—รุ่นแล้วรุ่นเล่า

บทบาทจีน & “ทุนสามานย์” ที่ขาดความรับผิดชอบ: ใครบ้าง?

คำว่า “ใครบ้าง” ในคดีแบบนี้ ต้องตอบอย่างระมัดระวังบนฐานหลักฐาน: งานวิจัยชี้ชัดว่า การระบุตัวเจ้าของ/ผู้เดินเกมอย่างเป็นชื่อบริษัท ทำได้ยากมากในเหมืองผิดกฎหมายและเครือข่ายชายแดน แต่เราสามารถ “เห็นโครงสร้างผู้เล่น” ได้ชัด: ใครทำกำไร ใครคุมเทคนิค ใครรับซื้อ ใครคุ้มกัน และใครรับพิษ

A) “จีน” เข้ามาอย่างไร (ที่เห็นจากหลักฐานสาธารณะ)

  • เหมืองแร่หายาก (rare earths) ที่มีทุน/เครือข่ายหนุนจากจีน ถูกระบุว่าขยายตัวและเชื่อมโยงความเสี่ยงมลพิษข้ามพรมแดน
  • มีรายงานว่า วัตถุดิบถูกขนไปแปรรูปในจีน ทำให้จีนเป็น “ศูนย์กลางปลายทาง” ของห่วงโซ่ (ปลายน้ำรับพิษ ต้นทุนถูกซ่อน)
  • การปฏิบัติการในบางพื้นที่มีลักษณะ ใช้เทคนิค/บุคลากรจีนเป็นผู้จัดการ-ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งทำให้ความรู้/มาตรฐานการสกัดเคมีถูก “นำเข้า” พร้อมความเสี่ยง
China-backed ข้ามพรมแดน วัตถุดิบ→จีน

B) “ทุนสามานย์” คือใคร (ในเชิงโครงสร้าง)

  • ผู้ลงทุน/นายทุนหน้าเทา: ใช้บริษัทชั้น ๆ เครือข่ายนายหน้า และนอมินี เพื่อหลบการตรวจสอบ
  • ผู้รับซื้อ/เทรดเดอร์: ทำให้ของเถื่อนกลายเป็นของถูกกฎหมายด้วยเส้นทางการค้าและเอกสาร
  • เครือข่ายคุ้มกันพื้นที่: ในเขตความขัดแย้ง มักมี “ผู้ถืออาวุธ/กลุ่มอำนาจท้องถิ่น” ที่ได้ส่วนแบ่งแลกกับการคุ้มครอง
  • ผู้แปรรูปปลายน้ำ: โรงงาน/เครือข่ายที่รับวัตถุดิบ โดยไม่แบกรับต้นทุนพิษที่เกิดต้นน้ำ
กำไรส่วนตัว โยนพิษสาธารณะ ใช้ “ความไม่ชัด” เป็นเกราะ

แล้ว “ชื่อบริษัท” ล่ะ? ทำไมเรายังพูดไม่ได้แบบชี้นิ้ว?

งานวิจัยของ Stimson Center ระบุชัดว่า การชี้ตัวบริษัท/บุคคลที่ทำเหมืองตามลำน้ำในภูมิภาคทำได้ยากมาก เพราะมีทั้งเหมืองชาวบ้าน เหมืองกึ่งอุตสาหกรรม และเครือข่ายข้ามพรมแดน รวมถึงมีทั้ง “เหมืองมีใบอนุญาต” และ “เหมืองนอกระบบ” ปะปนกัน

สิ่งที่ทำได้ทันทีและควรทำคือ: บังคับให้ห่วงโซ่การค้าโปร่งใส (traceability) และทำให้ผู้รับซื้อ/ผู้แปรรูป “รับผิด” ต่อพิษที่เกิดขึ้น—not just profit.

ประเด็นที่คนไทยควรตระหนัก: ต่อให้เราไม่รู้ชื่อบริษัทครบทุกตัว—เราก็รู้ “รูปแบบอาชญากรรม” ว่าเป็นเกมของทุน-นายหน้า-การคุ้มกัน-ห่วงโซ่ซื้อขาย และผู้ที่จ่ายจริงคือ ชาวบ้านปลายน้ำ กับ ลูกหลานในอนาคต

เราควรทำอะไร: จาก “ความตระหนัก” สู่ “แรงกดดันที่วัดผลได้”

ถ้าปล่อยให้เป็นแค่ข่าวแชร์แล้วจบ ระบบจะเรียนรู้ว่า “ทำได้” และจะทำซ้ำหนักขึ้น

1) สิ่งที่รัฐไทยควรทำแบบเร่งด่วน

  • ตรวจคุณภาพน้ำ-ตะกอน-ปลา ในจุดเสี่ยง (ต้นน้ำสาขา/ชายแดน) และเผยแพร่ข้อมูลแบบเปิด
  • ตั้ง “เส้นฐาน” (baseline) และระบบเตือนภัย เพื่อให้รู้ว่า “เมื่อไรเกินมาตรฐาน”
  • กดดันความร่วมมือข้ามพรมแดน ให้มีการตรวจร่วมและมาตรการจริง ไม่ใช่แค่เวทีประชุม
  • ดูแลชุมชนปลายน้ำ: น้ำสะอาดทางเลือก, ชดเชย, สนับสนุนอาชีพ, ตรวจสุขภาพเชิงรุก
ข้อมูลเปิด ตรวจจริง หยุดต้นเหตุ

2) สิ่งที่สังคมและผู้บริโภคทำได้ทันที

  • อย่ายอมให้เงียบ: แชร์พร้อม “สาระ” และถามหามาตรการ ไม่ใช่แค่แชร์ความโกรธ
  • กดดันห่วงโซ่อุปทาน: เรียกร้องความโปร่งใสของแร่/สินค้าเกษตร/อาหารที่พึ่งพาลุ่มน้ำ
  • สนับสนุนสื่อ/NGO/นักวิจัย ที่ทำงานติดตามเหมืองเถื่อนและมลพิษข้ามพรมแดน
  • ยกระดับเป็น “สิทธิในการมีชีวิต” ไม่ใช่ประเด็นเฉพาะกลุ่ม: น้ำสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน
แรงกดดันสาธารณะ ตรวจสอบทุน คุ้มครองชุมชน
คันฉ่องส่องไทย: ความผิดปกติของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คือความจริงแบบเดียวกับการเมืองไทย—“ผลประโยชน์” ถูกทำให้ใหญ่กว่า “ชีวิตคน” และเมื่อสังคมชิน ความผิดปกติก็จะกลายเป็นระบบ

แหล่งอ้างอิง

ลิงก์ด้านล่างคือฐานข้อมูล/ข่าวที่ใช้เป็นหลักในการสรุปเชิงสาระ

หมายเหตุความซื่อตรงทางหลักฐาน: แหล่งวิจัยยอมรับว่า “การชี้ชื่อผู้ประกอบการ” ในเหมืองเถื่อน/ไร้กำกับทำได้ยาก ดังนั้นเอกสารนี้จึงระบุ “ผู้เล่น” ในเชิงโครงสร้าง (ทุน-นายหน้า-ผู้คุมพื้นที่-ผู้รับซื้อ-ผู้แปรรูป) และสิ่งที่ตรวจสอบได้ (เทคนิค/เส้นทางวัตถุดิบ/รูปแบบ China-backed) เพื่อไม่ให้กลายเป็นการกล่าวหาเกินหลักฐาน

คันฉ่องส่องไทย: ความผิดปกติที่ถูกทำให้ชินชาจนเหมือนปกติ

คันฉ่องส่องไทย: ความผิดปกติที่ถูกทำให้ชินชาจนเหมือนปกติ
คันฉ่องส่องไทย บันทึกสาธารณะเพื่อปลุกสติพลเมือง

ความผิดปกติที่ถูกทำให้ชินชาจนเหมือนปกติ

เราไม่ได้อยู่แค่ในยุคที่ “หลักการถูกบิด” แต่เราอยู่ในยุคที่ “การบิดหลักการถูกทำให้เป็นคุณธรรม” และคนที่ยังยืนอยู่กับเหตุผลกลับถูกทำให้ดูเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาความเคยชิน

หัวใจของปัญหา: สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่แค่ “ความผิดปกติ” แต่คือการที่มันถูกทำให้คุ้นชิน จนถูกเรียกว่า “เรื่องปกติ”

เอกสารฉบับนี้ร่าย “ความกลับหัวกลับหาง” ในทุกมิติที่การเมืองแผ่อิทธิพลไปถึง เพื่อทวงสติของสังคม

ตัวอย่าง “โลกกลับด้าน” ที่คนถูกสอนให้เชื่อว่าเป็นเรื่องปกติ

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ถ้อยคำเสียดสี แต่เป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมการตีความที่ทำให้เหตุผลแพ้ความเคยชิน

เงินกู้คือรายได้ เงินสดคือหนี้สิน ปฏิรูปคือล้มล้าง เสนอแก้กฎหมายคือบ่อนทำลาย เสนอแก้กฎหมายคือผิดจริยธรรม ถามประชามติ “เอา รธน. ใหม่ไหม” คือฉีก รธน. ถามประชามติ “เอา รธน. ใหม่ไหม” คือตีเช็คเปล่า
หมายเหตุ: ความย้อนแย้งพวกนี้ทำงานได้ เพราะมันอาศัย “ความกลัว” + “ความคลุมเครือ” + “อำนาจตีความ” จนคนจำนวนมากเริ่มคิดว่า การเรียกร้องหลักการคือความเสี่ยง

ร่ายความผิดปกติ: ทุกมิติที่การเมืองแผ่ไปมีอิทธิพล

ต่อไปนี้คือ “ความผิดปกติทั้งเล็กใหญ่” ที่ค่อย ๆ กลายเป็นฉากหลังของชีวิตประจำวัน จนผู้คนเลิกตั้งคำถาม


1) เศรษฐกิจและงบประมาณ: เมื่อภาระถูกเรียกว่า “ความจำเป็นต้องอดทน”

  • เงินกู้ถูกทำให้เหมือนรายได้ แต่ภาษีประชาชนถูกทำให้เหมือนภาระที่ต้อง “ยอมลดความคาดหวัง”
  • หนี้สาธารณะถูกเล่าเป็นเสถียรภาพ แต่สวัสดิการพื้นฐานถูกเล่าเป็นความฟุ่มเฟือย
  • ความเหลื่อมล้ำถูกทำให้เป็นธรรมชาติ โดยสังคมถูกสอนให้ “เก่งเอง” แทนการถามโครงสร้าง
  • ความล้มเหลวเชิงนโยบาย ถูกย้ายความรับผิดไปที่ประชาชนว่า “ไม่อดทน ไม่เข้าใจ”

2) ประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม: เมื่อการถามถูกทำให้เป็นความผิด

  • การทำประชามติถามอนาคต ถูกทำให้กลายเป็นการทำลายอดีต
  • การเสนอแก้กฎหมาย ถูกแปะป้ายว่าเป็นการเซาะกร่อน
  • การปฏิรูป ถูกย้ายความหมายให้กลายเป็นการล้มล้าง
  • การรักษาหลักการ กลายเป็น “ความสุดโต่ง” ในสายตาความเคยชิน

3) กฎหมายและความยุติธรรม: เมื่อความเท่าเทียมกลายเป็นเรื่องเล่า

  • คนจนผิดกฎหมาย = ภัยสังคม แต่คนมีอำนาจผิดกฎหมาย = เรื่องซับซ้อน ต้องรอการตีความ
  • ผู้ชุมนุมมือเปล่า ถูกยกระดับเป็นภัยมั่นคง แต่การทำลายกติกาทั้งประเทศกลับถูกทำให้เป็น “ทางออก”
  • ความจริง ถูกทำให้เป็นความผิด (ยุยง ปลุกปั่น) ขณะที่ คำโกหกซ้ำ ๆ ถูกทำให้เป็น “การสื่อสารเพื่อความสงบ”

4) สถาบันตรวจสอบและถ่วงดุล: เมื่อกรรมการลงมาเป็นผู้เล่น

  • องค์กรอิสระ ถูกสังคมสัมผัสได้ว่า “อิสระจากประชาชน” มากกว่าอิสระเพื่อประชาชน
  • กลไกตรวจสอบ กลายเป็นการตรวจ “เฉพาะฝั่งที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน”
  • การตีความเจตนารมณ์ ถูกยกเหนือ “ตัวบทและหลักการ” จนกติกากลายเป็นยางยืด

5) ศีลธรรมและจริยธรรม: เมื่อคุณธรรมกลายเป็นไม้เรียวทางการเมือง

  • ศีลธรรมถูกใช้แบบเลือกเป้า เข้มกับคนที่ท้าทายโครงสร้าง แต่ผ่อนกับคนที่อยู่ในเครือข่ายอำนาจ
  • คนซื่อสัตย์แต่ท้าทายระบอบ ถูกทำให้ดู “ไม่เหมาะสม” ขณะที่คนมีประวัติหนักถูกทำให้ดู “มีประสบการณ์”
  • คำว่า “จริยธรรม” ถูกบิดจนกลายเป็นข้อหาแทนเครื่องมือยกระดับมาตรฐานสาธารณะ

6) สังคม วัฒนธรรม และสื่อ: เมื่อความจริงแพ้ความเหนื่อยล้า

  • การโยงการเมืองกับชีวิตจริง ถูกด่าว่า “ดราม่า” ทั้งที่การเมืองกำหนดคุณภาพโรงเรียน ค่าแรง โรงพยาบาล และอนาคต
  • การบิดเบือน ทำงานได้ผ่านความคลุมเครือ จนคนเริ่มพูดว่า “ก็เป็นอย่างนี้แหละ”
  • ความกลัว ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำให้คนเลิกถาม และยอมให้ความผิดปกติอยู่ต่อ

7) ชีวิตประจำวันของประชาชน: เมื่อระบบปล้นเวลาและศักดิ์ศรี

  • รถติด ระบบราชการ งบไร้ประสิทธิภาพ ไม่ใช่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว แต่คือผลของการตัดสินใจเชิงอำนาจ
  • ความจนและความเหลื่อมล้ำ ถูกทำให้ดูเหมือนความผิดส่วนตัว แทนที่จะเห็นว่าเป็นผลผลิตของโครงสร้าง
  • ความสิ้นหวัง กลายเป็น “ความเงียบ” และความเงียบถูกตีความว่า “สังคมสงบ”

บทสรุป: ความผิดปกติที่อันตรายที่สุด

ไม่ใช่แค่รัฐประหาร ไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญบิดเบี้ยว ไม่ใช่แค่การสืบทอดอำนาจ แต่คือ การที่คนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือ “ธรรมดาของบ้านเมือง”

เมื่อความวิปริตกลายเป็นความเคยชิน เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นคำว่า “ก็เป็นอย่างนี้แหละ” นั่นคือชัยชนะที่แท้จริงของระบอบผิดปกติ

การตั้งคำถามไม่ใช่การทำลายประเทศ การทวงหลักการไม่ใช่ความสุดโต่ง และการไม่ยอมชินกับความผิด คือรูปแบบสูงสุดของความรักชาติ

#ประเทศกูมี #หัวจะปวด #คันฉ่องส่องไทย #ไม่ยอมชินกับความผิด

โพสต์ล่าสุด

คนไทยไม่ได้โง่ แต่การจมปลักกับสิ่งเคยชินต่างหาก ที่ฉุดรั้งพวกเขาไม่ให้ไปข้างหน้าสู่อนาคตใหม่ที่ดีกว่า

คนไทยจำนวนมากมิใช่ไม่ฉลาด มิใช่ไม่รู้ว่า นักการเมืองหน้าเดิม โกง มิใช่ไม่เห็นว่า กลไกอนุรักษ์นิยม กดทับ มิใช่ไม่รู้สึกว่า ชีวิตขัดสน ไม่พอเพ...

Popular Posts