คำสารภาพ จากคนไทยธรรมดาในกระแสหลัก… สู่การเลือกสีส้ม

ดิฉันเติบโตมาในยุคที่ภาพข่าวพระราชกรณียกิจคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
เปิดทีวีมาก็เห็นในหลวงและพระราชินีเสด็จไปทุกพื้นที่
ภาพเหล่านี้ถูกปลูกฝังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนความรักและความศรัทธากลายเป็น “เรื่องปกติของคนไทย”

โรงเรียน เพลง หนังสือ แบบเรียน
ล้วนสอนให้เราจงรักภักดี
ดิฉันไม่ได้ตั้งคำถาม เพราะทุกคนรอบตัวก็คิดเหมือนกัน
การรักสถาบันคือความดีงาม
การตั้งคำถามคือสิ่งไม่ควรทำ

เมื่อโตขึ้น เรียน ทำงาน ใช้ชีวิต ก็รู้สึกว่าเราล้วนอยู่ได้เพราะระบบนี้
เพราะประเทศนี้
เพราะพระมหากรุณาธิคุณ
ดังนั้น ใครก็ตามที่ถูกมองว่า “คิดร้ายต่อสถาบัน
ดิฉันยอมรับไม่ได้โดยอัตโนมัติ

การเลือกตั้งในแต่ละยุค
ดิฉันเลือกพรรคใหญ่ตามกระแส
พรรคที่บอกว่าจะรักษาความมั่นคง
รักษาความสงบ รักษาประเทศ
ไม่ได้คิดลึกกว่านั้น

เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ดิฉันก็เชื่อในสิ่งที่สื่อกระแสหลักเล่าให้ฟัง
เชื่อว่านักการเมืองคือปัญหา
เชื่อว่าการเมืองคือเรื่องสกปรก
เชื่อว่าคนที่ออกมาเรียกร้องคือพวกถูกหลอก
หรือไม่ก็เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว

ตอนนั้น ความคิดมันง่ายมาก
ถ้าประเทศวุ่นวาย แสดงว่านักการเมืองเลว
ถ้าทหารออกมา แสดงว่ามาแก้ปัญหา
ไม่ต้องชอบการรัฐประหาร
แต่ก็คิดว่า “คงจำเป็น

เมื่อการรัฐประหารเกิดขึ้น ดิฉันไม่ได้ดีใจสุดโต่ง
แต่ก็หวังเงียบ ๆ ว่า
อย่างน้อยประเทศคงสงบ
คงดีขึ้น
คงมีระเบียบมากขึ้น

เวลาผ่านไป ประเทศไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่หวัง
แต่ในฐานะคนชั้นกลางชีวิตก็ยังพอไปได้
ไม่ได้ถูกกระทบโดยตรง
ก็เลยไม่ได้ตั้งคำถามจริงจัง

พอมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น
มีข่าวว่าไม่จงรักภักดี
มีคลิป มีคำพูด มีข้อกล่าวหา
ดิฉันก็ปิดใจทันที ไม่ฟัง ไม่อยากรู้
เพราะกลัวและเพราะถูกสอนมาว่า
เรื่องนี้ “ห้ามแตะ”

แต่เมื่อรัฐบาลที่อ้างความดี ความจงรักภักดี
เริ่มแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพ
การสืบทอดอำนาจ
การไม่ฟังเสียงประชาชน
การใช้อำนาจแบบไม่ต้องรับผิด
ดิฉันเริ่มตั้งคำถามเป็นครั้งแรก

คำถามไม่ได้มาจากอุดมการณ์
แต่มาจากชีวิตจริง
ค่าครองชีพ
โอกาสของลูกหลาน
ความไม่ยุติธรรมที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ไม่มีใครต้องรับผิด

เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต
บางอย่างในใจดิฉันเปลี่ยนไป
ไม่ใช่ความรักที่หายไป
แต่เป็นการเริ่มคิดว่า
ถ้ารักจริง เราควรซื่อสัตย์กับความจริงหรือไม่

ดิฉันเริ่มฟังเสียงที่เคยไม่ฟัง
เริ่มอ่านในสิ่งที่เคยไม่อ่าน
และพบว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่พูด
ไม่ใช่การล้มล้าง
แต่คือการเรียกร้องให้รัฐเห็นหัวประชาชน

คำว่า “คนดี” เริ่มถูกใช้เพื่อปิดปากคนอื่น
ความจงรักภักดี ถูกใช้เป็นเครื่องมือกำจัดความเห็นต่าง
ซึ่งขัดกับสิ่งที่ดิฉันเคยเชื่อว่าเป็นคุณค่าที่แท้จริง

การเลือกตั้งครั้งล่าสุด ดิฉันจึงตัดสินใจให้โอกาสพรรคสีส้ม
ไม่ใช่เพราะคิดว่าพรรคนี้สมบูรณ์แบบ
แต่เพราะพวกเขากล้าพูดในสิ่งที่คนธรรมดาคิดแต่ไม่เคยมีใครฟัง

ผลการเลือกตั้งทำให้เห็นชัด
เสียงประชาชนมีความหมาย แต่ก็ถูกทำให้ไร้ความหมายได้
ด้วยกติกาที่ออกแบบมาเพื่อรักษาอำนาจเดิม

พรรคที่ชนะเลือกตั้ง
ถูกกันออกจากอำนาจ
ถูกตัดสิทธิ์
โดยไม่สนใจว่ามีคนเลือกมากี่ล้านเสียง

จากตรงนั้น ดิฉันเข้าใจแล้วว่า
การเมืองไทยแบบเดิม
ไม่สามารถแก้ไขจากภายในได้
พรรคการเมืองจำนวนมากจับมือกันได้เสมอถ้าผลประโยชน์ลงตัว
องค์กรที่ควรตรวจสอบก็ไม่อิสระจริง
คอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องธรรมดา
และประชาชนทำอะไรไม่ได้

ตึกถล่มทั้งที่ “ถูกต้องตามกฎหมาย”
เครนล้มซ้ำซาก
เงินภาษีและเงินประกันสังคมถูกใช้โดยไม่ต้องรับผิด
เสียงประชาชนถูกปิดปากด้วยกฎหมาย

เมื่อมองทุกอย่างรวมกัน
ดิฉันไม่เห็นทางเลือกอื่น
ถ้าอยากเห็นประเทศนี้เปลี่ยน
ต้องหยุดเลือกแบบเดิม

ครั้งนี้ ดิฉันจะเลือกพรรคสีส้มอย่างมั่นใจที่สุด
และเลือกเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่
ไม่ใช่เพราะความเกลียด
แต่เพราะความหวัง
หวังว่าประเทศนี้จะเห็นค่าคนธรรมดาอย่างดิฉันบ้าง

ประเทศไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยน
ก่อนที่ความเคยชินกับความไม่ถูกต้อง
จะกลายเป็นเรื่องปกติถาวร

ดิฉันเป็นแค่คนไทยธรรมดาคนหนึ่ง
ที่เติบโตมากับกระแส
และเลือกจะไม่ปล่อยให้กระแส
พาประเทศนี้จมต่อไปอีก



วิเคราะห์เชิงลึกนโยบาย “อเมริกาเฟิร์สต์” (America First): ปรัชญา องค์ประกอบ ผลลัพธ์ และผลกระทบต่อระเบียบโลก


บทนำ

นโยบาย “อเมริกาเฟิร์สต์” (America First) เป็นหลักการแกนกลางของการบริหารประเทศภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ โดยเฉพาะในสมัยการดำรงตำแหน่งครั้งที่สองซึ่งเริ่มต้นในปี ค.ศ. 2025 นโยบายดังกล่าวเน้นการจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับแรก ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมุ่งฟื้นฟูความเข้มแข็งภายในประเทศผ่านการลดการพึ่งพาต่างชาติและการต่อรองที่แข็งกร้าว
แก่นของอเมริกาเฟิร์สต์ไม่ใช่ “ลัทธิโดดเดี่ยว” (isolationism) หากแต่เป็นการวิพากษ์และปฏิรูประเบียบเสรีนิยมระหว่างประเทศ (liberal international order) ที่ฝ่ายทรัมป์มองว่าบิดเบี้ยว ไม่เป็นธรรม และสร้างภาระต่อชนชั้นแรงงานอเมริกัน เช่น การขาดดุลการค้าที่สูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงก่อนหน้า และการสูญเสียงานอุตสาหกรรมกว่า 5 ล้านตำแหน่งไปยังจีน บทความนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงลึกถึงรากฐานทางปรัชญา องค์ประกอบเชิงนโยบาย ผลลัพธ์ในระยะสั้น ตลอดจนข้อวิพากษ์และนัยต่อระบบโลก โดยอ้างอิงเอกสารทางการ รายงานเชิงนโยบาย และงานวิชาการร่วมสมัย รวมถึงข้อมูลจากปีแรกของสมัยที่สอง (2025-2026) ที่แสดงให้เห็นทั้งความสำเร็จและความขัดแย้ง

1. รากฐานทางประวัติศาสตร์และปรัชญานโยบาย

แนวคิดอเมริกาเฟิร์สต์ปรากฏชัดตั้งแต่สมัยแรกของทรัมป์ (2017–2021) ผ่านการวิจารณ์ “การค้าไม่เป็นธรรม” (unfair trade) การขาดดุลการค้าเรื้อรัง และการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน อย่างไรก็ตาม ในสมัยที่สอง แนวคิดดังกล่าวถูกยกระดับจากวาทกรรมการหาเสียงสู่กรอบนโยบายรัฐอย่างเป็นระบบ โดยสะท้อนผ่าน America First Trade Policy Memorandum ซึ่งลงนามในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 มกราคม 2025 และได้รับอิทธิพลจาก Project 2025 ของ Heritage Foundation ที่เน้นการรวมอำนาจบริหารเพื่อนโยบายขวาจัด
แกนปรัชญาหลักคือสมมติฐานว่า สหรัฐอเมริกาถูกเอาเปรียบทั้งจากคู่แข่งและพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นการแบกรับภาระด้านความมั่นคงในองค์การ NATO ที่สหรัฐจ่ายถึง 3.5% ของ GDP ขณะที่พันธมิตรหลายชาติต่ำกว่า 2% การเปิดตลาดโดยไม่ได้รับความเท่าเทียม และการยอมรับกติกาพหุภาคีที่จำกัดอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ทรัมป์และทีมที่ปรึกษาจึงเสนอแนวคิด “ชาตินิยมเชิงธุรกรรม” (transactional nationalism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการต่อรองแบบทวิภาคีและผลประโยชน์ที่วัดได้ มากกว่าพันธะเชิงอุดมการณ์หรือคุณค่าระหว่างประเทศแบบดั้งเดิม เช่น การปรับสัมพันธ์กับรัสเซียและจีนให้เป็น "คู่แข่งเศรษฐกิจ" แทน "ศัตรูอุดมการณ์"


  1. กรอบความมั่นคงแห่งชาติและการจัดลำดับอำนาจ

National Security Strategy ฉบับปี 2025 ระบุอย่างชัดเจนว่านโยบายอเมริกาเฟิร์สต์คือกระบวนการ “ประเมิน จัดลำดับ และกำหนดความสำคัญ” (evaluate, sort, and prioritize) เพื่อปกป้อง “ลักษณะของชาติ” (character of the nation) ซึ่งครอบคลุมทั้งฐานอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพทางสังคม และความสามารถทางทหาร โดยเน้นการถอนตัวจากองค์กรพหุภาคีที่ไร้ประสิทธิภาพกว่า 66 แห่ง และการใช้กำลังทหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น การแทรกแซงในเวเนซุเอลาเพื่อควบคุมน้ำมัน
กรอบดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด liberal hegemony ไปสู่ selective engagement กล่าวคือ สหรัฐจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะในพื้นที่หรือประเด็นที่สอดคล้องกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์โดยตรงเท่านั้น เช่น การสร้าง "Board of Peace" เพื่อแทนที่บทบาทสหประชาชาติในบางเรื่อง และการกดดันพันธมิตรยุโรปให้เพิ่มงบกลาโหมถึง 5%

3. องค์ประกอบหลักของนโยบายอเมริกาเฟิร์สต์ 

3.1 เศรษฐกิจและการค้า

นโยบายการค้าเป็นหัวใจของอเมริกาเฟิร์สต์ โดยใช้ภาษีนำเข้า (tariffs) เป็นเครื่องมือหลัก เช่น อัตราภาษีขั้นต่ำ 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั่วไป และอัตราสูงกว่าสำหรับประเทศที่ถูกประเมินว่าเอาเปรียบสหรัฐ เช่น 60% กับจีน ซึ่งนำไปสู่การลดขาดดุลการค้าลง 20% ในปีแรก
รายงานจาก Wharton Budget Model ประเมินว่านโยบายดังกล่าวอาจสร้างรายได้ภาครัฐในระยะยาวหลายล้านล้านดอลลาร์ และกระตุ้นกระบวนการ reshoring ของภาคการผลิต แม้จะมีต้นทุนด้านประสิทธิภาพและราคาสินค้าในบางภาคส่วน เช่น การเพิ่มราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 5-10% นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนข้อตกลงการค้าเดิม เช่น USMCA และข้อเสนอจัดตั้งหน่วยงาน External Revenue Service เพื่อจัดการรายได้จากการค้าโดยเฉพาะ รวมถึงคำสั่งบริหารเช่น "Stopping Wall Street from Competing with Main Street Homebuyers" เพื่อจำกัดนักลงทุนสถาบันซื้อบ้านเดี่ยว

3.2 นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง

ทรัมป์มองจีนและรัสเซียในฐานะ “คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” มากกว่าศัตรูทางอุดมการณ์ นโยบายจึงเน้นการต่อรอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยี และกระจายห่วงโซ่อุปทาน เช่น การลงทุนในอินโด-แปซิฟิกเพื่อต้านจีน ในด้านกลาโหม สหรัฐใช้แรงกดดันให้พันธมิตรเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง พร้อมลดการเข้าไปพัวพันในสงครามยืดเยื้อ และเน้นเสถียรภาพเชิงอำนาจ (power equilibrium) มากกว่าการสร้างประชาธิปไตยแบบส่งออก เช่น การยุติสงครามในกาซาและยูเครนผ่านข้อตกลงสันติภาพ และคำสั่งบริหาร "Prioritizing the Warfighter in Defense Contracting" เพื่อลงโทษผู้รับเหมาที่ล้มเหลว

3.3 การเข้าเมืองและความมั่นคงภายใน

การควบคุมการเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นอีกเสาหลักหนึ่ง โดยรัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดช่วยเพิ่มค่าจ้างแรงงานภายใน ลดอาชญากรรม และลดภาระรัฐสวัสดิการ ในปีแรก มีการเนรเทศกว่า 622,000 คน และเกิดการอพยพออกด้วยตนเอง 1.9 ล้านคน ส่งผลให้อัตราอาชญากรรมลดลงสูงสุดในประวัติศาสตร์ เช่น อัตราการฆาตกรรมลด 20% แม้มาตรการดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชนว่าสร้างความหวาดกลัวและแยกครอบครัว

3.4 พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการลดกฎระเบียบ

รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระทางพลังงาน (energy independence) ผ่านการเพิ่มการผลิตภายในประเทศ และผ่อนคลายกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มองว่าเป็นภาระต่อภาคอุตสาหกรรม เช่น การเพิ่มการขุดเจาะนอกชายฝั่งผ่านคำสั่ง "Unleashing America's Offshore Critical Minerals and Resources" ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงจาก 3.11 เป็น 2.78 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และการผลิตพลังงานเพิ่ม 18% แนวทางนี้สะท้อนการให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ เช่น การถอนตัวจากข้อตกลงปารีสซ้ำ

4. ความสำเร็จและผลลัพธ์ระยะสั้น (2025–2026)

ฝ่ายสนับสนุนชี้ว่านโยบายอเมริกาเฟิร์สต์ช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดเงินเฟ้อ และเสริมอำนาจต่อรองของสหรัฐในเวทีโลก ในปีแรก GDP เติบโต 4.3% ในไตรมาสสาม และคาด 5.4% ในไตรมาสสี่ การสร้างงานกว่า 4.2 ล้านตำแหน่ง อัตราเงินเฟ้อลดเหลือ 2.4-2.7% และตลาดหุ้นพุ่ง 16% นอกจากนี้ ยังยุติสงครามหลายแห่ง เช่น ในกาซาและยูเครน ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์โต้แย้งว่าผลลัพธ์เชิงบวกส่วนหนึ่งเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจ และอาจแลกมาด้วยต้นทุนระยะยาวต่อประสิทธิภาพและพันธมิตร เช่น การลดงานราชการกว่า 220,000 ตำแหน่งผ่านการตัดงบประมาณ

5. การวิพากษ์และผลกระทบต่อระเบียบโลก

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเตือนว่าการใช้ภาษีอย่างกว้างขวางอาจลด GDP ระยะยาว 6% และเพิ่มภาระต่อครัวเรือนรายได้ปานกลาง 22,000 ดอลลาร์ตลอดชีวิต ขณะเดียวกัน นักรัฐศาสตร์มองว่าการถอนตัวจากสถาบันพหุภาคีอาจเปิดพื้นที่ให้จีนขยายอิทธิพล เช่น ในยุโรปที่ GDP เติบโตเพียง 1.3% ใน 2026 และการลดบทบาทสหรัฐใน WHO ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโลกอย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนอเมริกาเฟิร์สต์ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวบังคับให้พันธมิตรรับผิดชอบมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากสงครามขนาดใหญ่ ผ่านการสร้างดุลอำนาจแบบสมจริง (realist balance) เช่น การลดการแทรกแซงทางทหารที่ไม่จำเป็น

บทสรุป

อเมริกาเฟิร์สต์ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่คือการท้าทายกระบวนทัศน์เสรีนิยมโลกาภิวัตน์ที่ครอบงำการเมืองระหว่างประเทศมานานหลายทศวรรษ สำหรับประเทศไทย การทำความเข้าใจนโยบายนี้มีความสำคัญต่อการปรับยุทธศาสตร์การค้าและการทูตในโลกที่กำลังเคลื่อนจากพหุภาคีสู่การต่อรองเชิงอำนาจแบบทวิภาคีมากขึ้น เช่น การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเพิ่มเติม

บรรณานุกรม

Brookings Institution. (2026). Assessing President Trump's second-term staffing record. https://www.brookings.edu/articles/assessing-president-trumps-second-term-staffing-record

Center for Strategic and International Studies. (2025). National Security Strategy and U.S. global posture. https://www.csis.org

Migration Policy Institute. (2026). Unleashing Power in New Ways: Immigration in the First Year of Trump 2.0. https://www.migrationpolicy.org/article/trump-2-immigration-1st-year

Wharton Budget Model. (2025). Economic effects of proposed U.S. tariff policies. University of Pennsylvania. https://budgetmodel.wharton.upenn.edu

Foreign Affairs. (2025). America First and the future of the liberal order. https://www.foreignaffairs.com

Ballotpedia. (2025). Energy and environmental policy under the Trump administration. https://ballotpedia.org

The White House. (2026). 365 WINS IN 365 DAYS: President Trump's Return Marks New Era of Success, Prosperity. https://www.whitehouse.gov/articles/2026/01/365-wins-in-365-days-president-trumps-return-marks-new-era-of-success-prosperity

AFL-CIO. (2026). In First Year of Second Term, Trump Governed for and by Billionaire CEOs and Big Tech Companies. https://aflcio.org/2026/1/21/first-year-second-term-trump-governed-and-billionaire-ceos-and-big-tech-companies

CBS News. (2026). 9 major themes that defined the first year of Trump's second term. https://www.cbsnews.com/news/9-major-themes-that-defined-first-year-of-trump-presidency

Holland & Knight. (2026). Trump's 2025 Executive Orders. https://www.hklaw.com/en/general-pages/trumps-2025-executive-orders-chart

ABC News. (2026). 1 year into Trump's 2nd term, here are some of the seismic shifts in foreign and domestic policies. https://abcnews.go.com/Politics/1-year-trumps-2nd-term-seismic-shifts-foreign/story?id=129350162

โพสต์ล่าสุด

คำสารภาพ จากคนไทยธรรมดาในกระแสหลัก… สู่การเลือกสีส้ม

ดิฉันเติบโตมาในยุคที่ภาพข่าวพระราชกรณียกิจคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เปิดทีวีมาก็เห็นในหลวงและพระราชินีเสด็จไปทุกพื้นที่ ภาพเหล่านี้ถูก...

Popular Posts