Mirror Thailand | Myanmar After the Election: Illusory Stability, Real War, and Thailand’s Security Dilemma

Mirror Thailand | Myanmar After the Election: Illusory Stability, Real War, and Thailand’s Security Dilemma
Mirror Thailand Semi-Academic Analysis Security • Border Politics • Great-Power Competition

Myanmar After the Election: Illusory Stability, Real War, and Thailand’s Strategic Dilemma

This article reframes prevailing analyses of Myanmar’s post-election trajectory through a political-security lens. It separates observable facts, structural dynamics, and policy implications, aiming to support informed strategic thinking rather than speculative prediction.

Timeframe: Dec 2025 – Jan 2026 Core themes: Phased elections • Civil war • Illicit economies • Impact on Thailand Concepts: “Illusory stability”, managed instability, proxy dynamics

1. Elections as a Legitimacy Device, Not a Peace Mechanism

Myanmar’s phased elections, conducted amid widespread conflict and political exclusion, function primarily as a mechanism to repackage military rule rather than as a pathway toward peace or democratic transition. Major international reporting has described the process as lacking credibility, with limited participation, restricted competition, and heavy security oversight.123

2. Why Conflict Will Persist—and Likely Intensify

Contrary to optimistic diplomatic expectations, violence has continued throughout the election period, including airstrikes and ground clashes in contested regions.34 From a conflict-studies perspective, Myanmar exhibits the characteristics of a protracted civil war: multiple armed actors, fragmented authority, and no plausible path to decisive victory for any side.

3. War Finance and the Political Economy of Illicit Power

Sustained conflict requires sustained financing. In Myanmar’s case, reporting and policy analysis point to illicit economies—most notably cyber-scam centers, human trafficking networks, and cross-border crime—as key revenue sources for armed actors.56 These systems thrive in authoritarian environments, where enforcement is selective and loyalty can be purchased.

Implication for Thailand: Crackdowns driven by short-term political pressure tend to displace, not dismantle, illicit networks—pushing them deeper into border regions and increasing long-term security costs.

4. Thailand as a Convenient External Target

Military-nationalist narratives frequently rely on external adversaries to consolidate domestic legitimacy. Thailand’s geographic proximity, migrant flows, and historical ambiguities in border politics make it an accessible target for diplomatic pressure and rhetorical escalation.

This risk is not theoretical. Past incidents have included spillover violence, school closures on the Thai side, and air-delivered munitions landing near Thai territory.89

5. Proxy Dynamics and Great-Power Competition

The return of Cold War–style competition does not require direct military intervention. Instead, influence is exercised through arms transfers, diplomatic recognition, economic leverage, and tolerance—or suppression—of illicit economies. Myanmar increasingly occupies this gray zone, with China and Russia maintaining engagement while Western governments question electoral legitimacy.12

6. Thailand’s Policy Challenge: Integration, Not Reaction

Thailand’s vulnerability lies less in capacity than in fragmentation. Diplomacy, intelligence, law enforcement, and strategic communication must align around a coherent border strategy. Without integration, narrative control shifts to non-state actors and external powers, raising crisis-response costs.

  • Border strategy integration: security, refugees, illicit finance, and local economies
  • Financial disruption: targeting protection networks, not just visible operators
  • Strategic communication: credible, data-driven public explanations
  • Balanced diplomacy: maintaining autonomy amid major-power rivalry

Conclusion

Myanmar’s elections do not signal de-escalation; they coincide with continued warfare and repression. For Thailand, the strategic question is not whether instability will persist, but whether the state anticipates and shapes outcomes—or reacts after costs have accumulated. In an era where Cold War logic has returned in new forms, countries that fail to leverage structure and strategy risk becoming instruments of others.

References

  1. The Guardian (2025). Polls close in first phase of Myanmar elections widely condemned as a sham.
  2. Associated Press (2025). Myanmar holds first election since military seized power.
  3. Reuters (2025). Weak turnout seen in Myanmar’s phased election.
  4. Myanmar Now (2025). Airstrikes continue as junta presses ahead with election.
  5. Council on Foreign Relations (2024). How Myanmar Became a Global Center for Cyber Scams.
  6. The Guardian (2025). Growth of Myanmar scam centres.
  7. Al Jazeera (2025). Myanmar military raids online scam hub near Thai border.
  8. Khaosod English (2025). Clashes spill into Thailand, forcing school shutdowns.
  9. Bangkok Post (2025). Myanmar air force drops bombs near Thai border.

คันฉ่องส่องไทย | พม่าหลังการเลือกตั้ง: เสถียรภาพลวง สงครามจริง และโจทย์ความมั่นคงของไทย

คันฉ่องส่องไทย | พม่าหลังการเลือกตั้ง: เสถียรภาพลวง สงครามจริง และโจทย์ความมั่นคงของไทย
คันฉ่องส่องไทย บทความกึ่งวิชาการ (semi-academic) ความมั่นคงชายแดน • อาชญากรรมข้ามชาติ • การแข่งขันมหาอำนาจ

พม่า “หลังการเลือกตั้ง”: เสถียรภาพลวง สงครามจริง และโจทย์ความมั่นคงที่ไทยเลี่ยงไม่ได้

บทความนี้ “กรองข้อมูล” จากข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์ที่แพร่ในสังคมไทย แล้วจัดวางใหม่ด้วยกรอบวิเคราะห์รัฐศาสตร์ความมั่นคง: แยก ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์, ตรรกะเชิงโครงสร้าง, และ สมมติฐานเชิงนโยบาย เพื่อให้ใช้เป็นฐานคิด ไม่ใช่คำทำนายปลุกอารมณ์แบบคลั่งชาติแต่ขาดสติ

ช่วงเวลาอ้างอิงข่าว: ปลาย ธ.ค. 2025 – ม.ค. 2026 ประเด็นร่วม: เลือกตั้งแบบเป็นช่วง • สงครามกลางเมือง • แหล่งทุนสีเทา • ผลกระทบไทย คีย์เวิร์ด: “เสถียรภาพลวง” / managed instability / proxy dynamics

1) การเลือกตั้งพม่า: กลไก “รีแบรนด์ความชอบธรรม” มากกว่าเครื่องมือยุติสงคราม

การจัดการเลือกตั้งพม่าแบบ “เป็นช่วง” (phased election) ภายใต้สงครามกลางเมืองและการจำกัดคู่แข่งทางการเมือง ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นกระบวนการเพื่อทำให้ระบอบทหารดูมีความชอบธรรมมากขึ้น มากกว่าจะเป็นสะพานไปสู่สันติภาพหรือการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย123. รายงานข่าวหลักชี้ว่า การลงคะแนนถูกจำกัดพื้นที่ (หลายเขตไม่สามารถจัดได้) บรรยากาศมีความหวาดกลัว การคว่ำบาตร/การไม่ออกมาใช้สิทธิสูง และพรรค/ผู้เล่นที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างทหารถูกกันออกจากสนามแข่งขันอย่างเป็นระบบ12.

ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง

เมื่อ “การแข่งขันทางการเมือง” ไม่เปิดจริง ผลที่รัฐคาดหวังจากการเลือกตั้งจึงไม่ใช่การสร้างฉันทามติภายใน แต่เป็นการสร้าง “ภาวะปกติใหม่” ให้ต่างประเทศบางส่วนยอมกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารมากขึ้น โดยอ้างว่ามีขั้นตอนการเมืองตามรูปแบบ

2) ทำไม “สงครามจะไม่สงบ” และมีแนวโน้มทวีความรุนแรง

แม้ผู้นำบางส่วนในประชาคมระหว่างประเทศหวังให้การเลือกตั้งนำไปสู่เสถียรภาพ แต่ข้อมูลภาคสนามสะท้อน “ทิศทางตรงข้าม”: ความรุนแรงยังดำเนินต่อทั้งการปะทะภาคพื้นดินและการโจมตีทางอากาศ โดยมีรายงานเหตุโจมตีและการสู้รบในหลายพื้นที่ใกล้ช่วงเลือกตั้ง43.

ในเชิงทฤษฎีความขัดแย้ง (conflict studies) สงครามกลางเมืองที่มีผู้เล่นหลายศูนย์อำนาจ (รัฐทหาร + กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ + กองกำลังต่อต้านหลากกลุ่ม) มักมีคุณลักษณะ “ไม่มีชัยชนะเด็ดขาด” (no decisive victory) และจึงยืดเยื้อเป็นวงรอบ (protracted conflict) — โดยเฉพาะเมื่อมีเครือข่ายทุนสนับสนุนและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ทำให้สงคราม “คุ้มค่า” สำหรับผู้มีอำนาจบางกลุ่ม

3) เงินสงคราม: เศรษฐกิจสีเทา–อาชญากรรมข้ามชาติ–ศูนย์สแกม

คำถามเชิงนโยบายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “กองทัพและกองกำลังต่าง ๆ เอาทรัพยากรจากไหนมาทำสงครามต่อเนื่อง” ภาพรวมจากบทวิเคราะห์และรายงานข่าวนานาชาติชี้ว่า “ศูนย์สแกม/อาชญากรรมไซเบอร์” ตามแนวชายแดน (รวมทั้งฝั่งติดไทย) เป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจผิดกฎหมายที่ขยายตัวในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเชื่อมโยงการค้ามนุษย์–การกักขังแรงงาน–เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสร้างกำไรสูงมากและเอื้อต่อสภาพแวดล้อมแบบอำนาจนิยมที่ “เคลียร์ง่าย จ่ายถูกคนก็เดินเกมได้”56.

ในอีกด้านหนึ่ง แม้รัฐบาลทหารจะประกาศ “กวาดล้าง” เป็นระยะ แต่ข่าวการจับกุม/ปฏิบัติการมักเกิดภายใต้แรงกดดันทางการเมืองและภาพลักษณ์ และยังไม่เปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจที่ทำให้ธุรกิจผิดกฎหมายดำรงอยู่ (เช่น การคุ้มครองโดยผู้มีอิทธิพล/กองกำลังท้องถิ่น/การทุจริตเชิงระบบ)7.

นัยต่อไทย

หาก “ทุนสีเทา” เป็นสายเลือดของพื้นที่ชายแดน การปราบแบบเหตุการณ์ (event-driven crackdown) จะทำให้ฐานย้ายลึกเข้าไป มากกว่าทำให้เครือข่ายพังจริง และไทยจะเผชิญต้นทุนซ้ำซ้อนทั้งความมั่นคง การค้ามนุษย์ และภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ

4) ความเสี่ยงต่อไทย: เมื่อชาตินิยมทหารนิยมต้องการ “ศัตรู”

ในตรรกะของรัฐทหาร การผลิตศัตรูภายนอกเป็นเครื่องมือยกระดับความชอบธรรมภายใน โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งถูกตั้งคำถาม ไทยจึงอาจถูกใช้เป็น “เป้าระบาย/เป้าต่อรอง” ได้ง่าย เพราะเป็นประเทศชายแดน มีแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยจำนวนมาก และถูกโยงเข้ากับข้อกล่าวหาว่ามีบทบาทต่อกลุ่มต่อต้านหรือชนกลุ่มน้อยในบางจังหวะทางการเมือง13.

ความเสี่ยงเชิงประจักษ์ของไทยไม่ใช่แค่ “วาทกรรม” แต่รวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ล้นข้ามพรมแดน: เช่น กระสุน/ลูกปืนครกตกในฝั่งไทยจนต้องปิดโรงเรียนหรือยกระดับความปลอดภัยชายแดน8 และรายงานกรณีเครื่องบินรบพม่าทิ้งระเบิดใกล้เขตชายแดนไทยในช่วงการสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์9.

5) “สงครามตัวแทน” และการแข่งขันมหาอำนาจ: ไทยเสี่ยงถูกบีบให้เป็นหมากหรือไม่

สมมติฐานที่ว่าพม่าจะกลายเป็นเวที “proxy dynamics” ไม่จำเป็นต้องแปลว่ามหาอำนาจจะส่งทหารเข้ามาโดยตรง แต่หมายถึง “การหนุนหลัง” ผ่านอาวุธ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทูต เพื่อรักษาผลประโยชน์และพื้นที่อิทธิพล ในกรณีพม่า ข่าวเลือกตั้งสะท้อนว่า จีนและรัสเซีย (รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านบางราย) เลือกส่งสัญญาณปฏิสัมพันธ์กับกระบวนการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร ขณะที่ประเทศตะวันตกจำนวนมากวิจารณ์ความชอบธรรมของการเลือกตั้งอย่างหนัก12.

มิติ “สแกมเซ็นเตอร์” ยังเชื่อมโยงกับการแข่งขันมหาอำนาจเช่นกัน เพราะเป็นความเสี่ยงต่อพลเมืองต่างชาติและเสถียรภาพการลงทุน และมีรายงานวิเคราะห์ว่าจีนกดดันให้ฝ่ายที่มีอำนาจในพม่าแก้ปัญหาศูนย์สแกม โดยเชื่อมกับการเจรจาหยุดยิง/ความสัมพันธ์จีน–พม่าในช่วงหลังรัฐประหาร10.

6) โจทย์นโยบายของไทย: อำนาจต่อรองมี แต่ต้องจัดระบบให้ “การทูต–ข่าวกรอง–ความมั่นคง” ไปทางเดียวกัน

จุดอ่อนของรัฐชายแดนในยุคสงครามข้อมูลไม่ใช่การ “ขาดกำลัง” เสมอไป แต่คือการ “ขาดยุทธศาสตร์รวม”: การทูต (diplomacy), การข่าว (intelligence), การบังคับใช้กฎหมาย (law enforcement), และการสื่อสารสาธารณะ (strategic communication) ต้องมีกรอบเดียวกัน มิฉะนั้นรัฐจะถูกกำหนดวาระและกรอบการรับรู้ (narrative) โดยผู้เล่นนอกระบบ และทำให้ต้นทุนการตัดสินใจสูงขึ้นในภาวะวิกฤต

ข้อเสนอเชิงหลักการ (ไม่ลงรายละเอียดเชิงยุทธวิธี)
  • บูรณาการชายแดน: ตั้ง “กรอบยุทธศาสตร์ชายแดนไทย–พม่า” ที่ผูกเรื่องความมั่นคง, ผู้ลี้ภัย, อาชญากรรมข้ามชาติ, และเศรษฐกิจชายแดนเข้าด้วยกัน
  • ตีโจทย์ทุนสีเทาให้ขาด: ขยับจากการกวาดล้างรายเหตุการณ์ ไปสู่การตัดวงจรเงิน (financial disruption) และเครือข่ายคุ้มครอง
  • ยกระดับการสื่อสารความมั่นคง: ทำให้สังคมเข้าใจความจริงเชิงโครงสร้างด้วยข้อมูลตรวจสอบได้ ลดพื้นที่บิดเบือน/ปลุกปั่น
  • รักษาสมดุลมหาอำนาจด้วย “จุดยืนเชิงผลประโยชน์ชาติ”: ไม่ให้ไทยถูกลากเป็นตัวประกอบในเกมของใคร โดยยึดความปลอดภัยประชาชนและอธิปไตยเป็นแกน

บทสรุป: เสถียรภาพเป็นของหายาก—ไทยต้อง “คิดล่วงหน้า” มากกว่า “แก้ทีหลัง”

ภายใต้ข้อมูลล่าสุด การเลือกตั้งพม่าแบบเป็นช่วงไม่ได้ส่งสัญญาณว่าความรุนแรงจะลดลง ตรงกันข้ามกลับเกิดท่ามกลางสงครามและการปราบปรามที่ยังต่อเนื่อง34. หากไทยยังยึดภาพฝันว่า “เดี๋ยวพม่าก็กลับสู่ปกติ” ไทยจะเผชิญความเสี่ยงสะสมทั้งชายแดน ผู้ลี้ภัย อาชญากรรมข้ามชาติ และแรงสั่นสะเทือนจากการแข่งขันมหาอำนาจ

ในโลกที่ “สงครามเย็นกลับมา” ในรูปแบบใหม่ การไม่ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างการเมืองระหว่างประเทศอย่างชาญฉลาด เท่ากับเปิดช่องให้ประเทศอื่นใช้เราเป็นหมาก และทำให้ไทยเสียทั้งอำนาจต่อรองและศักดิ์ศรีรัฐชายแดนในระยะยาว

หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: บทความนี้อ้างอิงข่าวและบทวิเคราะห์สาธารณะ (open sources) และใช้กรอบวิเคราะห์เชิงหลักการ เพื่อการสื่อสารสาธารณะ ไม่ใช่เอกสารประเมินภัยคุกคามเชิงลึกของหน่วยงานรัฐ ซึ่งต้องอาศัยฐานข้อมูลเชิงลึกประกอบ

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. The Guardian. (2025, Dec 28). Polls close in first phase of Myanmar elections widely condemned as a sham. :contentReference[oaicite:0]{index=0}
  2. Associated Press. (2025, Dec 28). Myanmar holds first election since military seized power but critics say the vote is a sham. :contentReference[oaicite:1]{index=1}
  3. Reuters. (2025, Dec 27). Weak turnout seen in Myanmar's phased election, first since 2021 coup. :contentReference[oaicite:2]{index=2}
  4. Myanmar Now. (2025, Dec 28). Airstrikes and attacks continue as Myanmar junta presses ahead with election. :contentReference[oaicite:3]{index=3}
  5. Council on Foreign Relations (CFR). (2024, May 31). How Myanmar Became a Global Center for Cyber Scams. :contentReference[oaicite:4]{index=4}
  6. The Guardian. (2025, Sep 8). Revealed: the huge growth of Myanmar scam centres… :contentReference[oaicite:5]{index=5}
  7. Al Jazeera. (2025, Nov 19). Myanmar military raids online scam hub, arrests nearly 350 on Thai border. :contentReference[oaicite:6]{index=6}
  8. Khaosod English. (2025, Dec 1). Fierce Myanmar Clashes Spill Into Thailand, Forcing School Shutdown. :contentReference[oaicite:7]{index=7}
  9. Bangkok Post. (2025, Oct 10). Myanmar air force plane drops bombs near Thai border in Kanchanaburi. :contentReference[oaicite:8]{index=8}
  10. Stimson Center. (2024, Aug 26). China in Myanmar: How the Game-Changing Neighbor Would Continue to Maintain Its Influence (อ้างถึง International Crisis Group, 2024, เรื่อง scam centres & ceasefires). :contentReference[oaicite:9]{index=9}

พรรคอนุรักษ์นิยม ใช้ลูกไม้โบราณใดบ้าง ในการทำให้คนไทยเขวและประชาธิปไตยถูกบอนไซต่อไป โดย คันฉ่องส่องไทย

นักการเมืองผู้มากประสบการณ์ในการพาชาติล้าหลัง ต้องหัดส่องกระจกดูหน้าตัวเองบ้าง

พวกที่ชอบอ้าง “ประสบการณ์ทางการเมือง” เพื่อข่มนักการเมืองพรรคส้ม


ควรถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาสักครั้งว่า
ประสบการณ์แบบไหนกัน ที่พาชาติไทยมาถึงจุดนี้
ถ้าเรามองย้อนหลังไปอย่างไม่ลำเอียง
ประสบการณ์ของนักการเมืองที่ถูกยกขึ้นมาข่มธนาธร พิธา หรือเท้ง
ล้วนเป็นประสบการณ์ร่วมในพรรคการเมือง
และในโครงสร้างอำนาจแบบเดิม
ที่บริหารประเทศจนเศรษฐกิจอ่อนแรง
ประชาธิปไตยพิกลพิการ
ความเหลื่อมล้ำฝังราก
และอนาคตของคนรุ่นใหม่ถูกปิดตายทีละชั้น
นี่ไม่ใช่การดูถูกคนมีอายุ
แต่คือการตั้งคำถามกับ คุณภาพของประสบการณ์
เพราะ “ประสบการณ์” ที่แท้จริง
ควรทำให้ประเทศดีขึ้น
ไม่ใช่ทำให้ประเทศติดหล่ม
แล้วอ้างว่าอยู่มานานจึงเหนือกว่า
เมื่อดูจากการอภิปรายในสภา
การแสดงความเห็นต่อสาธารณะ
และการอธิบายปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ
ต้องยอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่า
ในแง่วิสัยทัศน์ ตรรกะ ความเข้าใจระบบเศรษฐกิจ การเมือง และโลกสมัยใหม่
นักการเมืองอย่างธนาธร พิธา และเท้ง
แสดงศักยภาพที่ เหนือกว่า นักการเมืองรุ่นเก่าจำนวนมากอย่างเห็นได้ชัด
เหนือกว่าในความสามารถในการตั้งคำถาม
เหนือกว่าในการเชื่อมโยงปัญหา
เหนือกว่าในการเสนอทางออกที่เป็นระบบ
และเหนือกว่าในการสื่อสารกับประชาชนโดยไม่ดูถูกสติปัญญาคนฟัง
แต่แทนที่จะยอมรับความจริงข้อนี้
ฝ่ายดักดานกลับเลือกใช้ทางลัด
คือการอ้าง “ปกป้องสถาบัน”
โยนมาตรา 112
และสร้างภาพว่าพรรคส้มคือภัยต่อชาติ
เพื่อกลบข้อเท็จจริงที่ว่า
ตนเองไม่มีคำอธิบายอนาคตที่น่าเชื่อถือ

นี่ไม่ใช่การปกป้องสถาบัน
แต่มันคือการใช้สถาบันเป็นโล่
เพื่อปกป้องความล้มเหลวของตนเอง
และที่น่าขันที่สุดคือ
การยกตนว่ามี “ประสบการณ์เหนือกว่า”
ในขณะที่ไม่เคยส่องดูเงาสะท้อนของตัวเองในอ่างน้ำหน้าบ้านเลยว่า
ประสบการณ์ที่อวดอ้างนั้น
ได้สร้างอะไรให้ประเทศนี้บ้าง
นอกจากวงจรเดิม
รัฐประหารเดิม
รัฐธรรมนูญเดิม
และอนาคตเดิมที่ถูกย่ำซ้ำ
ประเทศนี้ไม่ได้ขาด “คนมีประสบการณ์”
แต่ขาด ประสบการณ์ที่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง
และประชาชนไทย
ควรเลิกเชื่อว่าใครก็ตาม
ที่อยู่มานาน
ย่อมดีกว่า
หากสิ่งที่เขาทำมานาน
คือการพาประเทศวนอยู่ที่เดิม
ถึงเวลาหรือยัง
ที่เราจะเลิกกลัวคนรุ่นใหม่
และเริ่มกลัว
ว่าประสบการณ์แบบเดิม ๆ
กำลังทำลายอนาคตของลูกหลานเราอย่างเงียบ ๆ

รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 กับอันตรายเชิงโครงสร้างต่อประชาธิปไตย: บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ

รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 กับอันตรายเชิงโครงสร้างต่อประชาธิปไตย: บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ

รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 กับอันตรายเชิงโครงสร้างต่อประชาธิปไตย: บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ

แนวบทความ: รัฐศาสตร์–นิติรัฐศาสตร์เชิงสถาบัน (institutional constitutionalism) | ฉบับเผยแพร่: HTML สำหรับ WordPress/Blogspot | ปรับปรุงล่าสุด: 26 ธันวาคม 2025

บทคัดย่อ — รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องว่า “ปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย” อย่างไรก็ดี หากอธิบายเพียงว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ “สืบทอดอำนาจ คสช.” อาจยังไม่พอจะทำให้เห็นรูปทรงอำนาจที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ บทความนี้เสนอว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ยกระดับการเมืองไทยไปสู่รูปแบบของ ประชาธิปไตยภายใต้การกำกับ (tutelary / managed democracy) โดยลดทอนหลักอธิปไตยของประชาชนลงให้กลายเป็นพิธีกรรมเลือกตั้งที่ถูก “คร่อม” ด้วยกลไกหลายชั้น ได้แก่ (1) ความชอบธรรมเชิงกำเนิดที่บกพร่องจากกระบวนการร่างและประชามติ (2) บทบาทวุฒิสภาแต่งตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่านและบทบาทยับยั้งการแก้รัฐธรรมนูญ (3) การออกแบบระบบพรรคการเมืองและรัฐบาลให้เปราะบาง (4) การขยายอำนาจองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญภายใต้มาตรฐานจริยธรรมที่กว้างจนเอื้อต่อ “นิติสงคราม” (lawfare) (5) พันธนาการเชิงนโยบายผ่านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ผูกมัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และ (6) โครงสร้างจำกัดสิทธิพร้อมการรับรองประกาศ/คำสั่ง คสช. ผ่านบทเฉพาะกาล บทสรุปชี้ว่า “อันตราย” มิใช่ข้อบกพร่องรายมาตรา แต่คือการเชื่อมร้อยของกลไกที่ทำให้ระบบการเมืองไทย เลือกตั้งได้ แต่เปลี่ยนผ่านอำนาจโดยประชาชนได้ยาก

คำสำคัญ: รัฐธรรมนูญ 2560, ประชาธิปไตยภายใต้การกำกับ, วุฒิสภาแต่งตั้ง, นิติสงคราม (lawfare), มาตรฐานจริยธรรม, ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, มาตรา 279

1) บทนำ: จาก “การเลือกตั้ง” สู่ “การเลือกตั้งภายใต้การกำกับ”

ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยสาระตั้งอยู่บนหลักใหญ่สามประการ ได้แก่ (1) อธิปไตยเป็นของประชาชน (popular sovereignty) ซึ่งแปลงเป็นอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง (2) ความรับผิดและการถ่วงดุลที่ยึดโยงกับประชาชน (accountability) และ (3) นิติรัฐ (rule of law) ที่กฎหมายใช้เพื่อคุ้มครองเสรีภาพและความเสมอภาค มากกว่าจะเป็นเครื่องมือสลายคู่แข่งทางการเมือง

รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกวิจารณ์ว่าทำให้โครงสร้างทั้งสามข้างต้น “ผิดรูป” กล่าวคือ เปิดให้มีการเลือกตั้ง แต่ลดทอนความสามารถของประชาชนในการกำหนดรัฐบาลและนโยบาย พร้อมเพิ่ม “ผู้มีอำนาจยับยั้ง” (veto players) ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนให้ครอบงำการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ ทั้งยังเพิ่มช่องทางให้กลไกตุลาการและองค์กรอิสระใช้อำนาจในมิติที่กระทบต่อรัฐบาลและพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

ข้อเสนอหลักของบทความ — อันตรายของรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อประชาธิปไตยไทยไม่ได้อยู่ที่ “มาตราใดมาตราหนึ่ง” แต่อยู่ที่ “การวางระบบ” ให้สถาบันที่ไม่มาจากการเลือกตั้งสามารถ (ก) ชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาล (ข) ตรึงการแก้รัฐธรรมนูญและนโยบายระยะยาว และ (ค) ใช้กลไกกฎหมาย–จริยธรรมเพื่อจัดรูปสนามแข่งขันทางการเมืองให้เอียงอย่างเป็นโครงสร้าง

2) ความชอบธรรมเชิงกำเนิดที่บกพร่อง: กระบวนการร่างและประชามติ 2559

ในแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมร่วมสมัย “ความชอบธรรม” ของรัฐธรรมนูญมิใช่เพียงการมีผลบังคับใช้ตามพิธีการ แต่เกี่ยวพันกับความเป็นเจ้าของร่วมของสังคม (collective authorship) กล่าวคือ ประชาชนต้องมีเสรีภาพเพียงพอที่จะถกเถียง เห็นต่าง และตัดสินใจในกระบวนการกำเนิดรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

รัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2557 โดยคณะผู้ร่างถูกแต่งตั้งภายใต้โครงสร้างอำนาจของ คสช. ขณะเดียวกัน ประชามติ 2559 ถูกตั้งคำถามว่าดำเนินไปท่ามกลางข้อจำกัดเสรีภาพการรณรงค์และบรรยากาศที่ทำให้ฝ่ายคัดค้านไม่สามารถแข่งขันเชิงเหตุผลในพื้นที่สาธารณะได้อย่างเท่าเทียม องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศชี้ถึง “บรรยากาศละเมิดสิทธิอย่างแพร่หลาย” ที่ทำให้การรณรงค์และการแสดงออกถูกทำให้ “เย็นชา” (chilling effect) ในช่วงประชามติ1 และมีรายงานเชิงภาคสนามเกี่ยวกับการใช้กฎหมาย/คำสั่งเพื่อดำเนินคดีต่อผู้คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ2

หากประชามติเป็น “การให้ความยินยอม” แต่ความยินยอมเกิดภายใต้ข้อจำกัดการพูด การชุมนุม และการรณรงค์ ความชอบธรรมที่ได้ย่อมเป็นความชอบธรรมแบบจำกัดเงื่อนไข ไม่ใช่ความยินยอมโดยเสรี

หมายเหตุเชิงวิธีวิจัย: ในเชิงวิชาการ การชี้ว่า “ประชามติผ่าน” ไม่เพียงพอ ต้องประเมิน “คุณภาพประชามติ” (freedom, fairness, and openness of deliberation) ซึ่งเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของการอ้างเจตจำนงประชาชน

3) วุฒิสภาแต่งตั้งและการผลิต “ผู้มีอำนาจยับยั้ง” ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน

3.1 ส.ว. 250 คนกับการเลือกนายกรัฐมนตรี: การย้ายจุดชี้ขาดออกจากประชาชน

โครงสร้างสำคัญช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐธรรมนูญ 2560 คือการให้วุฒิสภา 250 คนซึ่งสรรหา/แต่งตั้งภายใต้อิทธิพล คสช. มีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ (ดูตัวบทรัฐธรรมนูญ 2560)3 การออกแบบเช่นนี้สร้างผลกระทบเชิงหลักการ 2 ชั้นพร้อมกัน: (1) ทำให้เจตจำนงของประชาชนจากการเลือกตั้ง “ไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอ” ต่อการจัดตั้งรัฐบาล และ (2) ทำให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นมีแรงจูงใจต้อง “ตอบสนองต่อผู้แต่งตั้ง” มากกว่าผู้เลือกตั้ง

หลักฐานเชิงเหตุการณ์สะท้อนผลของโครงสร้างดังกล่าวในทางการเมืองจริง โดยสื่อและการวิเคราะห์ร่วมสมัยชี้ว่า ส.ว. ชุดดังกล่าวมีบทบาทชี้ขาดในการเลือกนายกรัฐมนตรีมากกว่าหนึ่งครั้ง และมีส่วนสำคัญต่อการ “สกัด” ผู้ถูกเสนอชื่อจากฝ่ายชนะเลือกตั้งในการจัดตั้งรัฐบาลบางห้วงเวลา4 ตลอดจนการวิเคราะห์สถานการณ์หลังเลือกตั้ง 2023 ที่ชี้บทบาทของวุฒิสภาแต่งตั้งในฐานะกลไกที่บิดทิศทางเจตจำนงประชาชน5

3.2 ส.ว. กับการปิดตายการแก้รัฐธรรมนูญ: วาง “กำแพง” ให้สูงกว่าการเมืองปกติ

นอกจากการชี้ขาดนายกรัฐมนตรีแล้ว รัฐธรรมนูญ 2560 ยังถูกวิจารณ์ว่าทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยากผิดปกติ โดยกำหนดให้ต้องมีเสียงจากวุฒิสภาตาม “สัดส่วนขั้นต่ำ” ในวาระสำคัญ ซึ่งทำให้วุฒิสภากลายเป็นผู้ถือสิทธิยับยั้ง (veto) ต่อการปฏิรูปเชิงประชาธิปไตย

ในทางการเมืองร่วมสมัย ข้อกำหนดที่ต้องได้เสียง ส.ว. อย่างน้อยหนึ่งในสาม (เช่น 67 เสียงในบริบทวุฒิสภา 200 คน) ถูกอธิบายอย่างกว้างขวางว่าเป็น “อุปสรรคเชิงโครงสร้าง” ต่อการแก้รัฐธรรมนูญ6 และมีข้อเสนอแก้เพื่อลดเพดานดังกล่าวซึ่งสะท้อนว่ากติกาปัจจุบันถูกมองว่าหนักเกินไปสำหรับสังคมประชาธิปไตยปกติ7

ผลสรุปเชิงสถาบัน — เมื่อ (ก) วุฒิสภาไม่ยึดโยงกับประชาชน และ (ข) ถือสิทธิยับยั้งต่อการเปลี่ยนกติกา ระบบจะมีแนวโน้ม “ตรึง” อำนาจของกลุ่มเดิมและทำให้การปฏิรูปต้องพึ่งพาการต่อรองนอกระบบมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับหลักความเป็นเจ้าของอำนาจของประชาชน

4) ระบบพรรคการเมืองและความเปราะบางของรัฐบาล: เมื่อ “เสถียรภาพ” ถูกสร้างผ่านการควบคุม ไม่ใช่ความยินยอม

ระบบการเลือกตั้งและกลไกพรรคการเมืองในรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกวิจารณ์ว่า “ออกแบบเพื่อความอ่อนแอ” กล่าวคือ ทำให้พรรคขนาดใหญ่แปลงคะแนนนิยมเป็นอำนาจบริหารได้ยาก ส่งเสริมรัฐบาลผสมที่เปราะบาง และเพิ่มพื้นที่ให้กลุ่มอำนาจที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งกลายเป็นตัวกลางสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล

ในเชิงทฤษฎีสถาบัน (institutional design) การสร้างรัฐบาลที่เปราะบางอย่างเป็นระบบมีผลสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ: (1) ทำให้การกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นผลของการต่อรองผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มมากกว่าวิสัยทัศน์สาธารณะ (2) ทำให้รัฐบาลต้องหาหลักประกันความอยู่รอดจาก “ผู้มีอำนาจนอกคูหา” และ (3) ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าการเลือกตั้ง “เปลี่ยนอะไรไม่ได้” ซึ่งกัดกร่อนความชอบธรรมของประชาธิปไตยในระยะยาว

หมายเหตุ: ประเด็นนี้สัมพันธ์กับบทบาท ส.ว. และองค์กรอิสระอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ เมื่อรัฐบาลผสมอ่อนแอ การใช้กลไกกฎหมาย/จริยธรรมเพื่อ “ย้ายสมดุล” ในสภาจะมีประสิทธิผลสูงขึ้น

5) ตุลาการภิวัฒน์และ “นิติสงคราม” (Lawfare): เมื่อกฎหมายกลายเป็นสนามต่อสู้ทางการเมือง

5.1 มาตรฐานจริยธรรมที่กว้าง: พื้นที่ตีความที่กลืนการเมืองเข้าไปในกฎหมาย

รัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มน้ำหนักให้ “มาตรฐานจริยธรรม” ในฐานะเกณฑ์ถอดถอน/ตัดสิทธิ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่ากว้างและคลุมเครือจนเปิดช่องให้การตีความทางการเมืองแฝงตัวอยู่ในการวินิจฉัยทางกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อเกณฑ์ดังกล่าวถูกใช้กับตำแหน่งทางการเมืองที่ควรอยู่ภายใต้ความรับผิดทางการเมืองต่อสภาและประชาชนเป็นหลัก

5.2 ตัวอย่างเชิงเหตุการณ์: การยุบพรรคและการเปลี่ยนแผนที่การเมือง

ตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่สำคัญคือการยุบพรรคการเมืองใหญ่ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนหลายครั้งในทศวรรษที่ผ่านมา การยุบพรรคอนาคตใหม่ในปี 2020 ถูกสื่อระหว่างประเทศรายงานว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่กระตุ้นแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่8 ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลเมื่อ 7 สิงหาคม 2024 ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติแสดงความกังวลว่าเป็นการทำให้ผู้แทนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากถูก “ตัดขาด” จากการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีความหมาย910

5.3 ตัวอย่างเชิงเหตุการณ์: การถอดถอนนายกรัฐมนตรีด้วยเหตุ “จริยธรรม”

แนวโน้มการใช้ “จริยธรรม” เป็นฐานให้ศาลชี้ขาดทางการเมืองสะท้อนชัดจากกรณีถอดถอนนายกรัฐมนตรีหลายกรณี เช่น การที่ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เมื่อ 14 สิงหาคม 2024 ด้วยเหตุละเมิดมาตรฐานจริยธรรมจากการแต่งตั้งรัฐมนตรี ซึ่งสื่อระหว่างประเทศรายงานอย่างกว้างขวาง11

ในปี 2025 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยกรอบเหตุผลด้านมาตรฐานจริยธรรมจากกรณีคลิปเสียงสนทนาเกี่ยวกับกัมพูชา (29 สิงหาคม 2025) โดยสำนักข่าว Reuters รายงานผลคำวินิจฉัยดังกล่าวว่าเป็นการปลดนายกรัฐมนตรีด้วยเหตุจริยธรรมและก่อให้เกิดการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองภายในประเทศ12 ขณะที่งานวิเคราะห์เชิงนิติรัฐศาสตร์ชี้ว่า กรณีดังกล่าวทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความรับผิดทางการเมือง” กับ “ความรับผิดทางกฎหมาย/จริยธรรม” พร่าเลือนลงอย่างมีนัยสำคัญ13

นัยเชิงประชาธิปไตย — เมื่อมาตรฐานจริยธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือถอดถอนโดยองค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ความเสี่ยงคือ “การย้ายอธิปไตยจากประชาชนไปสู่ผู้ตีความ” ทำให้การเมืองหลุดจากกลไกความรับผิดแบบเลือกตั้งไปสู่กลไกชี้ขาดทางตุลาการมากขึ้น

6) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: การตรึงอนาคตและลดทอนสิทธิของคนรุ่นปัจจุบัน

กลไกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีถูกวิจารณ์ว่าเป็น “พันธนาการเชิงนโยบาย” ที่ทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องเดินตามกรอบที่ถูกวางไว้ก่อนหน้า โดยมีความเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ/ลงโทษหากเบี่ยงออกจากกรอบดังกล่าว แนวคิดนี้สวนทางกับตรรกะพื้นฐานของประชาธิปไตยเชิงนโยบาย (policy responsiveness) เพราะรัฐบาลควรสะท้อนความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนไปตามสภาวการณ์เศรษฐกิจ สังคม และโลก

สื่อและการรายงานเชิงอธิบายตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นชี้ว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ” ถูกทำให้มีผลผูกพันทางกฎหมายและถูกมองว่าเปิดช่องให้กองทัพ/ชนชั้นนำมีอำนาจกำกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระยะยาว14 ทั้งนี้ เอกสารยุทธศาสตร์ชาติ (2018–2037) ในฉบับภาษาอังกฤษที่เผยแพร่ในแหล่งข้อมูลสาธารณะสะท้อนกรอบการวางเป้าหมายระยะยาวและการแตกแผนลงสู่แผนระดับรองที่ยึดโยงกับกลไกภาครัฐ15

ประเด็นมิใช่การมี “แผนระยะยาว” (ซึ่งทุกประเทศมี) แต่คือการทำให้แผนดังกล่าวมีสถานะทางกฎหมายและใช้เป็นฐานทางวินัย/ลงโทษรัฐบาลจากการเลือกตั้ง จนแผนกลายเป็น “อำนาจเหนือการเมือง” มากกว่ากรอบเพื่อประสิทธิภาพการบริหาร

7) สิทธิ เสรีภาพ และบทเฉพาะกาล: มาตรา 279 กับการทำให้คำสั่งรัฐประหาร “ชอบด้วยกฎหมาย”

แม้รัฐธรรมนูญ 2560 รับรองสิทธิและเสรีภาพหลายประการในเชิงถ้อยคำ แต่ในเชิงโครงสร้างถูกวิจารณ์ว่าเปิดช่องให้รัฐจำกัดสิทธิได้กว้างผ่านกรอบ “ความมั่นคง” และ “ความสงบเรียบร้อย” ประกอบกับบริบทการบังคับใช้กฎหมายที่องค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่าเสรีภาพการแสดงออกถูกดำเนินคดีได้ง่ายในทางปฏิบัติ16

ประเด็นที่หนักที่สุดด้านนิติรัฐคือ บทเฉพาะกาลมาตรา 279 ซึ่งรับรองให้ประกาศและคำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย” ส่งผลให้การใช้อำนาจภายใต้ระบอบรัฐประหารได้รับความคุ้มครองอย่างยาวนานและทำให้การตรวจสอบเชิงความยุติธรรมเชิงเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) ถูกจำกัดอย่างรุนแรง17

บทบัญญัตินี้ยังถูกหยิบยกในพื้นที่สาธารณะว่าทำให้ “ผลพวงรัฐประหาร” ถูกตรึงไว้ในระบบกฎหมาย และเป็นหนึ่งในเป้าหมายการเสนอแก้ไขของภาคประชาชน/ภาคการเมืองบางส่วน18

8) สรุป: อันตรายของรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ใช่ความบกพร่องรายมาตรา แต่คือ “สถาปัตยกรรมแห่งการยับยั้ง”

หากมองรัฐธรรมนูญ 2560 เป็น “ระบบ” จะพบว่าแกนกลางคือการสร้าง สถาปัตยกรรมแห่งการยับยั้ง (architecture of veto and control) ให้สถาบันที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนสามารถครอบงำ (1) การจัดตั้งรัฐบาล (2) การแก้กติกาสูงสุด (3) ความอยู่รอดของพรรคการเมือง และ (4) ทิศทางนโยบายระยะยาวของประเทศ

นัยสำคัญที่สุดคือการทำให้ “การเลือกตั้ง” ลดสถานะจากการเป็นกลไกตัดสินอำนาจสูงสุดของประชาชน เหลือเพียงกลไกจัดสรรตำแหน่งบางส่วนภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เมื่อระบบผลิตความรู้สึกว่า เลือกแล้วเปลี่ยนไม่ได้ ความศรัทธาต่อกระบวนการประชาธิปไตยจะถดถอย และการเมืองจะไหลไปสู่ความขัดแย้งนอกสถาบันมากขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้อ้างว่าจะสร้างเสียเอง

ข้อเสนอเชิงหลักการ (เพื่อการอภิปรายสาธารณะ)
  • คืนอำนาจจัดตั้งรัฐบาลให้ยึดโยงประชาชนโดยสมบูรณ์ และลด “ผู้มีสิทธิยับยั้ง” ที่ไม่มาจากการเลือกตั้งในประเด็นแกนกลางของอำนาจอธิปไตย
  • ทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปได้จริง ภายใต้หลักประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม ไม่ใช่ถูกล็อกด้วยเงื่อนไขที่ทำให้เปลี่ยนแทบไม่ได้
  • จำกัดการใช้มาตรฐานจริยธรรมที่คลุมเครือ ให้สอดคล้องหลักนิติรัฐ ลดช่องว่างที่ทำให้กฎหมายกลายเป็นสนาม “ชี้ขาดการเมือง” แทนประชาชน
  • ทบทวนบทบาทยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็น “กรอบนโยบาย” มากกว่า “เครื่องมือกำกับ/ลงโทษ” รัฐบาลจากการเลือกตั้ง
  • ทบทวนบทเฉพาะกาลที่รับรองผลรัฐประหาร เพื่อฟื้นหลักความยุติธรรมและความรับผิดของผู้ใช้อำนาจนอกระบบ

ข้อสังเกตสุดท้าย: บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ “โครงสร้าง” ไม่ใช่โจมตีบุคคลหรือสถาบันใด ๆ เพราะความเสื่อมของประชาธิปไตยมักเกิดจากการวางกติกาที่ทำให้ “พฤติกรรมบางชนิด” ได้เปรียบอย่างถาวร หากต้องการแก้ ต้องแก้ที่สถาปัตยกรรมของระบบ ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนผู้เล่น การเปลี่ยนระบอบต้องเกิดจากการเปลี่ยนกลไกเชิงโครงสร้าง ซึ่งมากกว่าแค่เปลี่ยนตัวบุคคล

เชิงอรรถและบรรณานุกรม

  1. Amnesty International (5 Aug 2016). Thailand: Referendum marred by human rights violations. แหล่งข้อมูล
  2. Thai Lawyers for Human Rights (TLHR). No Freedom, No Fairness: Running a Campaign at the Constitutional Referendum (รายงานการใช้กฎหมาย/คำสั่งต่อผู้เห็นต่าง). แหล่งข้อมูล
  3. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (ไฟล์ PDF ตัวบทรัฐธรรมนูญ). แหล่งข้อมูล
  4. The Nation Thailand (12 May 2024). An overview of 250 outgoing senators' role during their 5-year term (สรุปบทบาท ส.ว. แต่งตั้งในการเลือกนายกฯ/สกัดผู้สมัคร). แหล่งข้อมูล
  5. International Crisis Group (31 Jul 2023). Thai Establishment Thwarts Popular Will with Post-election Moves (วิเคราะห์การขัดขวางเจตจำนงประชาชนหลังเลือกตั้ง). แหล่งข้อมูล
  6. Prachatai English (12 Feb 2025). Parliament to debate amendment to Section 256... (อธิบายเงื่อนไขต้องได้เสียง ส.ว. อย่างน้อย 67 เสียงเป็นอุปสรรค). แหล่งข้อมูล
  7. Bangkok Post (24 Sep 2025). Bhumjaithai limits Senate role in charter rewriting (กล่าวถึงกติกาปัจจุบันต้องได้เสียง ส.ว. 1/3 และข้อเสนอให้ลดเพดาน). แหล่งข้อมูล
  8. TIME (21 Feb 2020). A Thai Opposition Party That Pushed for Democratic Reform Has Just Been Disbanded (กรณียุบพรรคอนาคตใหม่). แหล่งข้อมูล
  9. Human Rights Watch (7 Aug 2024). Thailand: Constitutional Court Dissolves Opposition Party (กรณียุบพรรคก้าวไกลและผลกระทบต่อประชาธิปไตย). แหล่งข้อมูล
  10. OHCHR – UN experts (12 Aug 2024). Thailand: UN experts seriously concerned about dissolution... (ข้อกังวลต่อการยุบพรรคและการลิดรอนสิทธิการมีส่วนร่วม). แหล่งข้อมูล
  11. ABC News (Australia) (14 Aug 2024). Thailand's constitutional court removes Prime Minister Srettha Thavisin... (คดีจริยธรรมและการถอดถอนนายกฯ). แหล่งข้อมูล
  12. Reuters (29 Aug 2025). Thai prime minister removed by court, triggering power scramble (กรณีแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งด้วยเหตุจริยธรรม). แหล่งข้อมูล
  13. Verfassungsblog (18 Sep 2025). Blurring the Divide between Legal and Political Liability (วิเคราะห์เส้นแบ่งความรับผิดทางการเมือง–กฎหมายในคดีถอดถอนนายกฯ). แหล่งข้อมูล
  14. ABC News (Australia) (23 Jun 2017). Thailand to impose 20-year national strategy on future governments (ชี้ผลผูกพันทางกฎหมายและการกำกับรัฐบาลเลือกตั้ง). แหล่งข้อมูล
  15. FAOLEX (เผยแพร่เอกสาร) National Strategy 2018–2037 (Thailand) (เอกสารกรอบยุทธศาสตร์ชาติ). แหล่งข้อมูล
  16. Human Rights Watch (24 Oct 2019). To Speak Out is Dangerous: Criminalization of Peaceful Expression in Thailand (บริบทการดำเนินคดีและ chilling effect). แหล่งข้อมูล
  17. iLaw (27 Nov 2019). แก้รัฐธรรมนูญ: ยกเลิก “มาตรา 279” ลบล้างผลพวงรัฐประหาร (อธิบายผลของมาตรา 279 ต่อการรับรองประกาศ/คำสั่ง คสช.). แหล่งข้อมูล
  18. Prachatai (26 Apr 2021). ศาล รธน.วินิจฉัยประกาศ คสช.... แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 279 จะกำหนดให้ประกาศและคำสั่ง คสช... (สะท้อนการถกเถียงผลของมาตรา 279 ในทางปฏิบัติ). แหล่งข้อมูล

ต้องฟัง 15 นิสัยคนไทยที่ทำให้ชาติพัฒนาช้า โดย คันฉ่องส่องไทย กับ ดร. เพียงดิน รักไทย

คันฉ่องส่องไทย: 15 นิสัยร่วมที่บั่นทอนประชาธิปไตยและอนาคตชาติ

คันฉ่องส่องไทย: 15 นิสัยร่วมที่บั่นทอนประชาธิปไตยและอนาคตชาติ
คันฉ่องส่องไทย

15 นิสัยร่วมที่บั่นทอนประชาธิปไตย การพัฒนาชาติ และชีวิตพลเมืองไทย

บทเตือนสติฉบับนี้ไม่ได้เขียนเพื่อประณามใครเป็นรายคน แต่เพื่อสะท้อน “โครงสร้างนิสัยร่วม” ที่ฝังลึกและทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแรง การพัฒนาชาติสะดุด และศักดิ์ศรีของพลเมืองติดหล่มซ้ำซาก

15 ข้อในคันฉ่อง

1

ยอมรับอำนาจโดยไม่ตั้งคำถาม

คนไทยจำนวนมากถูกสอนให้เชื่อฟังมากกว่าคิด การตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจถูกตีความว่าไม่เหมาะสมหรือไม่จงรักภักดี เมื่ออำนาจไม่ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง ประชาธิปไตยจึงกลายเป็นเพียงฉากหน้า ไม่ใช่ระบบที่ทำงานจริง

2

กลัวความขัดแย้งมากกว่ากลัวความอยุติธรรม

สังคมไทยยก “ความสงบ” เหนือ “ความถูกต้อง” การเถียงอย่างมีเหตุผลถูกมองว่าเป็นความแตกแยก ทั้งที่ความขัดแย้งเชิงหลักการคือกลไกสำคัญของประชาธิปไตย ความอยุติธรรมจึงสะสมเงียบ ๆ จนกลายเป็นวิกฤต

3

วัฒนธรรมอุปถัมภ์และระบบศักดินาแฝง

ความก้าวหน้าในชีวิตยังผูกกับเส้นสาย บารมี และความใกล้ชิดผู้มีอำนาจ มากกว่าความสามารถจริง สิ่งนี้ทำลายหลักความเสมอภาค ทำให้คนเก่งหมดแรงใจ และคนไม่เก่งแต่มีเส้นได้ครองตำแหน่งสำคัญ

4

เคยชินกับการ “รอ” มากกว่าการ “ร่วมทำ”

พลเมืองถูกฝึกให้รอผู้นำ รอรัฐ รอคนดีจากฟ้า มากกว่าการลงมือร่วมแก้ปัญหาเอง เมื่อประชาชนเป็นเพียงผู้รอ ประชาธิปไตยย่อมอ่อนแอ เพราะขาดพลังจากฐานล่าง

5

โอนความรับผิดชอบให้ผู้อื่นเสมอ

เมื่อประเทศมีปัญหา ความผิดมักถูกโยนให้รัฐบาล นักการเมือง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยไม่ย้อนถามบทบาทของตนเองในฐานะพลเมือง สังคมที่ไม่รับผิดชอบร่วมกัน จะไม่สามารถพัฒนาระบบที่ยั่งยืนได้

6

ความงมงายที่แทนที่เหตุผล

การพึ่งดวง บุญ วาสนา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถูกใช้แทนการวิเคราะห์เชิงเหตุผล เมื่อความเชื่อเหนือข้อมูล นโยบายสาธารณะก็ไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักฐาน ประเทศจึงตัดสินใจเรื่องใหญ่ด้วยความรู้สึกมากกว่าวิทยาศาสตร์

7

ทัศนคติไม่รักของยาก ไม่อดทนระยะยาว

สังคมไทยให้คุณค่ากับทางลัดและผลลัพธ์เร็ว มากกว่าการฝึกฝนลึกและยาว การเรียนรู้เชิงลึก วิจัย และการสร้างสถาบันที่มั่นคงจึงถูกมองว่า “ช้าและไม่คุ้ม” ทั้งที่เป็นรากฐานของความเจริญแท้จริง

8

สไตล์การทำงานแบบเลี่ยงความรับผิด

การทำงานจำนวนมากมุ่ง “ไม่ให้ผิด” มากกว่า “ให้สำเร็จ” ความล้มเหลวถูกลงโทษมากกว่านำมาเรียนรู้ นวัตกรรมจึงไม่เกิด องค์กรไม่พัฒนา และประเทศหยุดอยู่กับที่

9

การศึกษาที่ฝึกเชื่อฟังมากกว่าคิด

ระบบการศึกษาสอนให้จำและทำตาม มากกว่าวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และโต้แย้งเชิงเหตุผล เด็กจึงโตเป็นผู้ใหญ่ที่รอคำสั่ง ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่พร้อมเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย

10

การเมืองแบบอารมณ์และตัวบุคคล

การเมืองถูกลดเหลือการเชียร์หรือเกลียดคน มากกว่าการถกเถียงนโยบายและโครงสร้าง ประชาชนจึงติดกับดักการเมืองแบบแฟนคลับ ขาดการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานอย่างมีเหตุผล

11

การมีส่วนร่วมทางสังคมแบบฉาบฉวย

การแสดงออกทางการเมืองจบลงที่โพสต์ ด่า หรือแชร์ แต่ไม่ต่อยอดเป็นการรวมกลุ่ม ทำงานเชิงนโยบาย หรือเฝ้าติดตามระยะยาว ประชาธิปไตยจึงขาดความต่อเนื่องและพลังจริง

12

ความเคยชินกับความเหลื่อมล้ำ

ความเหลื่อมล้ำถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ คนจนถูกสอนให้ยอมรับชะตา คนรวยถูกมองว่าเก่งหรือมีบุญ เมื่อความไม่เป็นธรรมถูกทำให้ธรรมดา สังคมก็ไม่รู้สึกจำเป็นต้องแก้ไข

13

การใช้ศีลธรรมแบบเลือกข้าง

ศีลธรรมถูกใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม มากกว่าย้อนตรวจสอบตนเอง กฎหมายและหลักการถูกบิดเพื่อรับใช้ฝ่ายที่ตนชอบ สิ่งนี้ทำลายหลักนิติรัฐ และทำให้กติกาสาธารณะไร้ความศักดิ์สิทธิ์

14

ความเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก

คนดีจำนวนมากถอยห่างจากการเมือง เพราะเชื่อว่าเป็นเรื่องเลวร้าย ผลคือพื้นที่อำนาจถูกทิ้งให้คนที่ไม่ยึดหลักการ เมื่อคนดีไม่ร่วม ระบบย่อมไม่ดีได้

15

การไม่เห็นคุณค่าของตนเองในฐานะพลเมือง

คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่รู้สึกว่าตนเองคือ “เจ้าของประเทศ” แต่เป็นเพียงผู้อาศัย เมื่อไม่เห็นคุณค่าของตนเอง ก็ไม่เรียกร้องสิทธิ ไม่ปกป้องเสรีภาพ และไม่หวงแหนประชาธิปไตย

ภาพรวมในคันฉ่อง: ปัญหาไม่ใช่คนไทยเลวหรือด้อยโดยธรรมชาติ แต่คือ “นิสัยร่วม” ที่ถูกสอน ถูกทำซ้ำ และถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ เมื่อสิ่งใดถูกทำให้ปกติ สิ่งนั้นจะไม่ถูกตั้งคำถาม และเมื่อไม่ถูกตั้งคำถาม การเปลี่ยนแปลงก็ไม่เริ่ม
“ประชาธิปไตยไม่อ่อนแอเพราะตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่มันอ่อนแอเพราะพลเมืองถูกฝึกให้เชื่อมากกว่าคิด รอมากกว่าร่วมทำ และกลัวมากกว่ายืนหยัด”

หากคนไทยไม่เปลี่ยนนิสัยเหล่านี้ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนดีเพียงใด ประเทศก็จะวนกลับมาที่จุดเดิมเสมอ คันฉ่องบานนี้ไม่ได้เรียกร้องให้ใครโกรธ แต่เรียกร้องให้คนไทยกล้าดูหน้าตนเองในฐานะพลเมือง

โพสต์ล่าสุด

โศกนาฏกรรมซ้ำซากกับโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว<br>บทเรียนจากเครนถล่มสู่จุดเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ

โศกนาฏกรรมซ้ำซากกับโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว โศกนาฏกรรมซ้ำซากกับโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว บทเรียนจ...