20 ข้อคิดพัฒนาตนเอง | 20 Self-Development Principles

20 ข้อคิดพัฒนาตนเอง (เรียงจาก “ทำง่าย-ใกล้ตัว” ไป “ทำยาก-ไกลตัว”) สู่ “นิสัยของผู้ชนะ”

เวอร์ชันสองภาษา ไทย–อังกฤษ
Bilingual TH–EN

หลักคิดชุดนี้เน้น “ทำให้เป็นนิสัย” ไม่ใช่ “รู้แล้วปล่อยผ่าน” — เริ่มจากข้อเล็ก ๆ ให้ติดมือก่อน แล้วค่อยไต่ไปสู่สิ่งที่ยากกว่า มอบเป็นของขวัญปีใหม่แด่พี่น้องและลูกหลานไทยทุกท่าน จาก ดร. เพียงดิน รักไทย
Tip: เลือก 3 ข้อแรกที่ทำได้วันนี้ แล้วทำต่อเนื่อง 14 วัน
1

รักษาเวลา

Be punctual and respect time.

เวลาเป็นทุนชีวิตที่ไม่มีวันได้คืน คนที่รักษาเวลาคือคนที่รักษาคำพูดของตนเองและให้เกียรติผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มง่ายที่สุดด้วยการ “มาถึงก่อน” และ “ส่งงานตรงเวลา” ให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำของตัวเอง

Time is a nonrenewable asset. Punctuality signals reliability and respect. Start by arriving early and meeting deadlines—make it your personal minimum standard.

2

ยิ้มแย้มแจ่มใส

Maintain a positive and friendly attitude.

ความสำเร็จจำนวนมากเกิดจากความร่วมมือ ไม่ใช่ความเก่งล้วน ๆ สีหน้าและท่าทีเป็น “ประตูบานแรก” ที่ทำให้คนอยากร่วมทางกับเรา ความแจ่มใสไม่ใช่การฝืนยิ้ม แต่คือการวางอารมณ์ให้พร้อมรับมือโลกจริง

Many outcomes depend on collaboration. Your attitude is the first door people walk through. Positivity is not fake cheerfulness—it is emotional readiness for real life.

3

ใส่ใจภาพลักษณ์

Care about your personal image and professionalism.

ภาพลักษณ์คือภาษาที่พูดก่อนที่เราจะเปิดปาก ไม่ได้หมายถึงความหรูหรา แต่หมายถึงความเรียบร้อย ความเหมาะสม และความเคารพต่อบริบท คนที่จัดการตนเองได้ มักจัดการงานและความรับผิดชอบได้ดีตามไปด้วย

Your appearance speaks before your words. It is not about luxury—it's about appropriateness, neatness, and respect for context. Self-management often predicts work-management.

4

เป็นผู้ฟังที่ดี

Be a good and attentive listener.

การฟังที่ดีไม่ใช่แค่เงียบ แต่คือ “ฟังเพื่อเข้าใจ” ไม่ใช่ “ฟังเพื่อโต้แย้ง” ผู้ชนะมักได้ข้อมูลก่อน ได้ใจคนก่อน และเห็นปัญหาลึกกว่า เพราะเขาฟังจนได้ยินสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

Great listening means listening to understand, not to win an argument. Winners often gain better information, trust, and deeper insight because they hear what others miss.

5

ใช้คำพูดเชิงบวก

Use positive and constructive language.

คำพูดสร้างบรรยากาศ และบรรยากาศสร้างผลลัพธ์ พูดเชิงบวกไม่ได้แปลว่าโลกสวย แต่แปลว่าเราพูดแบบ “ชี้ทางออก” มากกว่า “ซ้ำเติมปัญหา” คนที่สื่อสารได้ดี มักนำทีมได้ดี

Language shapes atmosphere, and atmosphere shapes outcomes. Positive speech is not naïve optimism—it is solution-oriented communication that helps people move forward.

6

ให้เกียรติผู้อื่น

Treat others with respect.

การให้เกียรติคือการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ต่อให้เห็นต่างก็ไม่ดูถูก ไม่เหยียด ไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า คนที่ให้เกียรติเป็น มักได้รับความร่วมมือในเวลาที่ต้องการจริง ๆ

Respect protects human dignity—even in disagreement. Those who respect others gain cooperation and credibility when it matters most.

7

ไม่บ่น

Avoid complaining.

การบ่นทำให้สมองติดกับดัก “เหยื่อของสถานการณ์” ผู้ชนะไม่ปฏิเสธความจริง แต่เลือกตอบสนองด้วยการลงมือทำ ถ้าจำเป็นต้องวิจารณ์ ให้เปลี่ยนจาก “บ่น” เป็น “ระบุปัญหา + เสนอทางเลือก + ลงมือหนึ่งอย่างทันที”

Complaining traps you in a victim mindset. Winners face reality and respond with action. If you must critique, do it as: problem → options → one immediate step.

8

ควบคุมอารมณ์

Manage and control your emotions.

อารมณ์ที่ไม่ถูกจัดการจะเป็นคนจัดการเรา ผู้ชนะไม่ใช่คนไร้อารมณ์ แต่คือคนที่ “ไม่ยอมให้อารมณ์ชั่ววูบทำลายงาน ความสัมพันธ์ และชื่อเสียง” ฝึกหยุด 3 วินาทีก่อนตอบ และเลือกคำพูดที่ไม่เผาสะพานตัวเอง

Unmanaged emotions manage you. Winners are not emotionless—they prevent impulses from ruining work, relationships, and reputation. Pause before replying and speak without burning bridges.

9

มีน้ำใจ

Be kind, generous, and considerate.

น้ำใจคือทุนทางสังคมที่สะสมได้เรื่อย ๆ และคืนกำไรในวันที่เราไม่คาดคิด ช่วยเหลือแบบไม่สร้างภาระ ไม่ทำให้อีกฝ่ายอับอาย และไม่เอาไปทวงคืนทีหลัง น้ำใจที่ดีคือความเข้มแข็งในรูปแบบที่สุภาพ

Kindness is social capital. Give help without humiliating others or keeping score. True generosity is strength in a respectful form.

10

กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม

Express yourself confidently and appropriately.

คนจำนวนมากแพ้ ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง แต่เพราะไม่กล้าพูดในเวลาที่ควรพูด ความเหมาะสมคือรู้จังหวะ รู้ถ้อยคำ และรู้เป้าหมาย—พูดเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อเอาชนะอารมณ์

Many lose not from lack of skill, but lack of voice. Appropriate confidence means choosing the right moment, words, and purpose—speaking to solve, not to vent.

11

ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

Respect and accept differing opinions.

ผู้ชนะไม่กลัวความคิดต่าง เพราะความคิดต่างคือแหล่งข้อมูลใหม่ ยิ่งเราฟังมาก เราจะยิ่งแยก “คน” ออกจาก “ความเห็น” ได้ดีขึ้น ความสามารถนี้ทำให้เราทำงานกับคนหลากหลาย และอยู่รอดในโลกจริง

Winners don’t fear disagreement; they treat it as data. Learn to separate the person from the opinion—this skill enables collaboration in the real world.

12

วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์

Offer constructive criticism.

วิจารณ์ให้เกิดประโยชน์ต้องชัดเจนและยุติธรรม: บอกสิ่งที่เห็น (ข้อเท็จจริง) → ผลกระทบ → ข้อเสนอที่ทำได้จริง พร้อมเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายอธิบาย ผู้ชนะวิจารณ์เพื่อยกระดับมาตรฐาน ไม่ใช่เพื่อกดคน

Constructive critique is fair and specific: observation → impact → workable suggestion, plus room for response. Winners critique to raise standards, not to shame people.

13

ไม่คิดเล็กคิดน้อย

Do not be petty or overly sensitive.

คนที่คิดเล็กคิดน้อยจะเสียพลังไปกับการตีความและสะสมความขุ่นมัว ผู้ชนะเลือกโฟกัสที่เป้าหมายและข้อเท็จจริง แทนการยึดติดกับคำพูดเล็ก ๆ ฝึกถามตัวเองว่า “เรื่องนี้สำคัญพอจะเอาเวลาชีวิตไปแลกไหม?”

Pettiness wastes energy on interpretations and resentment. Winners focus on goals and facts. Ask: “Is this worth my life minutes?”

14

รักษาสัญญา

Keep your promises.

ชื่อเสียงถูกสร้างจากการทำซ้ำของเรื่องเล็ก ๆ การรักษาสัญญาคือการยืนยันว่าคำพูดของเรามีน้ำหนัก ถ้าทำไม่ได้ให้รีบสื่อสารล่วงหน้า เสนอทางเลือก และรับผิดชอบผลกระทบ—นี่คือมาตรฐานของมืออาชีพ

Reputation is built from repeated small actions. Keeping promises gives weight to your words. If you can’t deliver, communicate early, offer options, and own the impact.

15

ซื่อสัตย์สุจริต

Act with honesty and integrity.

ความเก่งทำให้เราไปได้เร็ว แต่ความซื่อสัตย์ทำให้เราไปได้ไกล ความสุจริตคือการทำสิ่งที่ถูกแม้ไม่มีใครเห็น และไม่แลกความถูกต้องกับผลประโยชน์ระยะสั้น ผู้ชนะรักษาหลัก เพราะรู้ว่าค่าของคนอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ

Skill may get you fast results, but integrity gets you long-term trust. Do what’s right even when unseen, and don’t trade ethics for short-term gains.

16

เห็นอกเห็นใจผู้อื่น

Show empathy and compassion.

ความเห็นอกเห็นใจทำให้เราอ่านคนออก เข้าใจแรงจูงใจ และสื่อสารได้ตรงจุด ในโลกจริง “คน” ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลอย่างเดียว ผู้ชนะที่แท้จริงจึงชนะใจคนก่อนชนะงาน

Empathy improves communication and leadership. People are not driven by logic alone. Real winners win people first, then win outcomes.

17

มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย

Stay committed to your goals.

ความมุ่งมั่นคือการเลือกทำสิ่งสำคัญแม้ไม่สนุกในวันนั้น จัดเป้าหมายให้ชัด (อะไร-เมื่อไร-วัดผลอย่างไร) แล้วทำแบบสม่ำเสมอ ผู้ชนะไม่ได้ชนะด้วยแรงฮึด แต่ชนะด้วยวินัยที่ทำซ้ำได้

Commitment means doing what matters even when it isn’t fun. Define the goal clearly and execute consistently. Winners win through repeatable discipline, not hype.

18

อดทน

Practice patience and perseverance.

งานที่มีคุณค่ามักต้องใช้เวลา ความอดทนไม่ใช่การทนแบบเจ็บปวด แต่คือการมีความสามารถ “อยู่กับความไม่แน่นอน” โดยไม่ล้มเลิกง่าย ๆ ผู้ชนะมองความเหนื่อยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง ไม่ใช่สัญญาณให้หยุด

Meaningful work takes time. Patience is the ability to stay with uncertainty without quitting. Winners treat fatigue as part of the path, not a stop sign.

19

พัฒนาตนเองอยู่เสมอ

Continuously improve yourself.

โลกเปลี่ยนเร็ว คนที่หยุดเรียนรู้จะถูกโลกทิ้งไว้ข้างหลัง เลือกพัฒนาหนึ่งทักษะหลักต่อไตรมาส และฝึกให้เห็นผลจริง ผู้ชนะไม่รอให้พร้อม แต่สร้างความพร้อมด้วยการฝึกอย่างมีระบบ

The world changes fast. Choose one core skill per quarter and train until it shows results. Winners don’t wait to feel ready—they build readiness systematically.

20

มองหาโอกาส

Look for opportunities in every situation.

ขั้นสูงสุดของนิสัยผู้ชนะคือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นช่องทางเติบโต มองหา “บทเรียน–เครือข่าย–ทางเลือกใหม่” ในทุกสถานการณ์ และกล้าลงมือในจังหวะที่คนอื่นยังลังเล โอกาสไม่ได้รอคนพร้อม แต่มักเข้าข้างคนที่เตรียมตัว

At the highest level, winners turn disruption into leverage—lessons, networks, and new options. Opportunities favor those who prepare and act while others hesitate.

คันฉ่องส่องไทย | บทเรียน 70% หลังปฏิวัติสยาม: อำนาจปืนไม่เคยพาชาติไปข้างหน้า

คันฉ่องส่องไทย | บทเรียน 70% หลังปฏิวัติสยาม: อำนาจปืนไม่เคยพาชาติไปข้างหน้า
คันฉ่องส่องไทย | ก่อนเลือกตั้ง: บทเรียนที่ไม่ควรลืม

บทเรียน 70% หลังปฏิวัติสยาม: อำนาจปืนไม่เคยพาชาติไปข้างหน้า

บทความร้อยแก้วเชิงโครงสร้าง เพื่อให้คนไทย “รู้ทัน—มีหวัง—และแก้เกมได้” แม้เกมบางอย่างจะถูกล็อกไว้ก่อนวันหย่อนบัตรก็ตาม

เผยแพร่โดย: คันฉ่องส่องไทย ธีม: อำนาจ–กติกา–ศักยภาพชาติ โทน: ปัญญา ไม่สิ้นหวัง

บางที “ความจริง” ก็ไม่ได้มาพร้อมเสียงตะโกน แต่มาพร้อมตัวเลขเงียบ ๆ ที่ยืนอยู่กลางห้อง เหมือนกระจกบานหนึ่ง— เราเดินผ่านมันทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดมองให้ตรง

ตัวเลขนั้นคือ 70%

หลังปี 2475 ประเทศไทยไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องและมั่นคง หากถูกขับเคลื่อนด้วยจังหวะ “ขึ้น–ลง” ของอำนาจที่ถือปืน รัฐประหารและอิทธิพลทหาร—ไม่ว่าจะมาในชื่อคณะใด สมัยใด หรือในเครื่องแบบรูปแบบใด—ได้ครอบงำการเมืองไทยเป็นสัดส่วนมากกว่ากึ่งหนึ่งอย่างยาวนาน จนมีคนสรุปสั้น ๆ ว่า เราอยู่กับการปกครองที่มาจากรัฐประหารหรือเงาของรัฐประหาร มากกว่า 70% ของเวลา

ถ้าอำนาจปืน “เก่งจริง” — ทำไมประเทศยังอยู่ที่เดิม?
ถ้าเขา “รู้จักชาติ” มากกว่าเรา — ทำไมประชาชนยังจนลงเรื่อย ๆ?
และถ้าเขา “รักความมั่นคง” จริง — ทำไมอนาคตจึงไม่มั่นคงสำหรับคนส่วนใหญ่?

คันฉ่องส่องไทยไม่ได้ตั้งคำถามเพื่อเหยียดใครเป็นรายคน แต่ตั้งคำถามต่อ “ระบบ” ที่ใช้คนไทยเป็นฉากหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า และใช้คำว่า “ความมั่นคง” เป็นผ้าคลุม เพื่อกลบความจริงว่า ประเทศไม่เคยถูกปลดล็อกให้เดินด้วยสองเท้าของตนเอง

ประเทศที่เคยเจ็บกว่าเรา… แต่เขายอมให้อนาคตชนะอำนาจปืน

คนไทยจำนวนมากเติบโตมากับความเชื่อว่า “ประเทศเราโดนโชคชะตากลั่นแกล้ง” หรือ “คนไทยนิสัยแบบนี้เลยไม่เจริญ” แต่ความจริงที่เจ็บกว่า คือ—หลายประเทศที่เคยแย่กว่าเรา เคยแตกสลายกว่าเรา เคยถูกกดทับหนักกว่าเรา กลับตัดสินใจครั้งสำคัญเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ เอาการเมืองกลับไปให้ประชาชน และเอาทหารกลับไปทำหน้าที่ทหาร

เกาหลีใต้

เคยผ่านรัฐทหารและความรุนแรงทางการเมือง แต่ยอมเปิดพื้นที่ให้พลเรือนและระบบแข่งขันเชิงนโยบาย จนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมขั้นสูง ส่งออกทั้งเทคโนโลยีและอิทธิพลทางวัฒนธรรมไปทั่วโลก

ไต้หวัน

เคยอยู่ใต้กฎอัยการศึกยาวนาน แต่เลือกเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยและรัฐที่เน้นประสิทธิภาพ จนวันนี้โลกต้องพึ่งพาห่วงโซ่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชิปของเขา

สิงคโปร์

ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่สร้างรัฐที่คุม “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่คุม “ประชาชน” วางระบบราชการและนโยบายเศรษฐกิจให้ทำงานจริง จนรายได้ประชาชนสูงติดอันดับโลก

จุดร่วมของพวกเขาไม่ใช่ความมหัศจรรย์ ไม่ใช่พันธุกรรม และไม่ใช่ “ผู้นำที่ฟ้าส่ง” แต่คือการยอมรับความจริงว่า ในโลกสมัยใหม่ ประเทศไม่ได้แข่งกันด้วยจำนวนรถถัง ประเทศแข่งกันด้วย คุณภาพคน—ระบบการศึกษา—นวัตกรรม—และความน่าเชื่อถือของกติกา

อำนาจปืนเก่งเรื่องอะไร… และไม่เก่งเรื่องอะไร

หากเราซื่อสัตย์กับความจริง เราจะเห็นว่าอำนาจปืนมีความสามารถเฉพาะทางอยู่จริง และปัญหาก็คือ—มันถูกใช้ผิดงานมาตลอด

อำนาจปืน “เก่ง” เรื่อง

  • ยึดอำนาจได้ไว และ “เปลี่ยนกติกา” ได้เร็ว
  • ทำให้สังคมกลัวความขัดแย้งมากกว่ากลัวความอยุติธรรม
  • คุมจังหวะข่าว คุมวาทกรรม คุมอุณหภูมิการเมือง
  • ทำให้การเมืองกลายเป็น “คดี” มากกว่า “นโยบาย”

แต่อำนาจปืน “ไม่เก่ง” เรื่อง

  • บริหารเศรษฐกิจซับซ้อนให้แข่งขันได้ในโลกจริง
  • สร้างการศึกษาที่ทำให้คนคิดเป็น ไม่ใช่เชื่อเป็น
  • สร้างนวัตกรรมและระบบที่ให้คนเก่งทำงานได้เต็มศักยภาพ
  • สร้างความน่าเชื่อถือของกติกา ที่ทำให้ต่างชาติและนักลงทุน “เชื่อมั่น” ระยะยาว

ประเทศไม่ได้พังเพราะ “คนไทยไม่เก่ง” แต่พังเพราะ “ความเก่งของคนไทย” ถูกขังอยู่ในระบบที่ไม่ยอมให้ความสามารถชนะอำนาจ

ก่อนเลือกตั้ง: ทำไม “สกัดดาวรุ่ง” จึงเป็นสูตรสำเร็จของคณาธิปไตย

เมื่อการแข่งขันเชิงผลงานเริ่มแพ้—ผู้เล่นบางกลุ่มจะไม่ลงแข่งในสนามผลงานอีกต่อไป เขาจะย้ายสนามไปอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนควบคุมไม่ได้ง่าย ๆ เช่น คดี ความหมายของกฎหมาย กติกาที่เปลี่ยนได้ และการตัดสินที่ “เกิดหลังเลือกตั้ง”

การสกัดดาวรุ่งจึงไม่ใช่เพราะฝ่ายใหม่ “ผิดมหันต์” แต่เพราะฝ่ายเก่า รู้ว่าตัวเองไม่ชนะในเกมอนาคต จึงต้องทำให้อนาคต “มาถึงไม่ได้”

เขาไม่ได้กลัวการเลือกตั้ง เขากลัว “ผลของการเลือกตั้ง” ที่แปลเป็นอำนาจบริหารได้จริง

และนี่คือเหตุผลที่คนไทยต้องไม่ยอมให้การเมืองจบลงหลังหย่อนบัตร เพราะเกมจริงของคณาธิปไตย มักเริ่ม “หลังประกาศผล” เสมอ

ความหวังไม่ใช่ความฝัน: แก้เกมด้วยความรู้ ปัญญา และการลงมือทำ

คันฉ่องส่องไทยไม่ชวนให้คนไทยฝันหวานว่าทุกอย่างจะง่าย แต่ชวนให้คนไทยเห็นว่า เรามีทางเลือกที่จับต้องได้ เพราะเผด็จการอยู่ได้ด้วย “ความเชื่อ 4 อย่าง” ที่ถูกปลูกให้เรารับไว้โดยไม่รู้ตัว: ว่าเราตัวเล็กเกินไป ว่าเขาใหญ่เกินไป ว่าเปลี่ยนไม่ได้ และว่าอย่าไปยุ่ง

แต่ประวัติศาสตร์โลกบอกเราตรงกันว่า ระบอบอำนาจที่ดูแข็งแรงที่สุด มักพังเพราะสิ่งเดียว— ประชาชนเลิกกลัว และเริ่มคิดเป็น

3 ขั้น “แก้เกม” ที่ทำได้จริง

  • รู้ทัน: แยกให้ออกว่าอะไรคือ “ความมั่นคงของชาติ” และอะไรคือ “ความมั่นคงของคนมีอำนาจ”
  • ยืนยัน: ไม่ยอมให้การเมืองถูกย้ายจากนโยบายไปเป็นคดีจนหมด ทั้งที่ประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย
  • ลงมือทำ: ใช้สิทธิ เลือกตั้งอย่างมีข้อมูล เฝ้าดูหลังเลือกตั้ง และรวมพลังในทางสันติ

เราไม่ได้ต้องการชัยชนะที่ “สวยงาม” ในคืนเลือกตั้ง เราต้องการชัยชนะที่ “ยืนได้จริง” ในวันจัดตั้งรัฐบาล และยืนได้ต่อในทุกวันของการบริหารประเทศ

บทส่งท้าย: ถ้า 70% คือบทเรียนราคาแพง… 30% ที่เหลือคืออนาคตที่เราต้องไม่ยอมให้ถูกขโมย

การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดจบของเกม แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ทวงประเทศคืน” ด้วยความรู้และศักดิ์ศรีของพลเมือง

ประเทศไทยไม่ต้องการผู้ปกครองที่ถือปืน แต่ต้องการผู้นำและระบบที่กล้า ปลดปืนออกจากการเมือง เพื่อให้ความสามารถของคนไทยได้ทำงานเต็มที่—ไม่ใช่เต็มใจยอมจำนน

หากเรายอมรับว่า 70% ที่ผ่านมา คือกระจกบานใหญ่ เราก็ต้องกล้าส่อง และกล้าเปลี่ยนท่าทางของเราเอง เพราะกระจกไม่เปลี่ยนโลกให้เรา—แต่กระจกทำให้เรา “เห็น” ว่าโลกควรถูกเปลี่ยนอย่างไร

หมายเหตุเชิงวิธีคิด: ตัวเลข “70%” ในบทความนี้ใช้เพื่อสื่อสารเชิงโครงสร้างว่าไทยมีช่วงเวลายาวนานภายใต้อำนาจรัฐประหาร/อิทธิพลทหารอย่างต่อเนื่อง หากต้องการทำเป็นบทวิชาการพร้อมตารางเวลาและการอ้างอิงเชิงประจักษ์ (รายชื่อรัฐบาล/ช่วงเวลา) สามารถขอ “เวอร์ชันเชิงเอกสาร” เพิ่มเติมได้ เพื่อความแม่นยำและตรวจสอบย้อนกลับได้

— คันฉ่องส่องไทย

พลเมือง 300+ ต้องลงมือทำงานจริงจัง เพื่อสกัดแผนของคณาธิปไตยไทยให้ได้ผล ก่อนที่ประเทศไทยจะถูกปู้ยี่ปู้ยำจนเกินเยียวยากว่าที่เป็นอยู่

5 “ไม่” ที่ทำให้ชาติไทยพัฒนาช้า: อ่านผ่าน Habermas, Acemoglu, Dahl, Paul & Elder

5 “ไม่” ที่ทำให้ชาติไทยพัฒนาช้า: อ่านผ่าน Habermas, Acemoglu, Dahl, Paul & Elder
คันฉ่องส่องไทย บทวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
Essay (A+) Habermas • Acemoglu & Robinson • Dahl • Paul & Elder Happy New Year 2026 (PST)

5 “ไม่” ที่ทำให้ชาติไทยพัฒนาช้า

เรียงความร้อยแก้วเชิงวิชาการที่โยงสถาบัน อำนาจนอกระบบ กลไกประชาธิปไตย วัฒนธรรมการเมือง และคุณภาพพลเมือง ผ่านเลนส์ทฤษฎีประชาธิปไตยแบบพหุนิยม (Dahl) ทฤษฎีสถาบันแบบกีดกัน/ครอบคลุม (Acemoglu & Robinson) ทฤษฎีความชอบธรรมเชิงสื่อสารและพื้นที่สาธารณะ (Habermas) และกรอบการคิดเชิงวิพากษ์ (Paul & Elder)

โครงสร้างอำนาจ รัฐธรรมนูญนิยม นิติรัฐ สถาบันการเมือง พลเมืองและการศึกษา
แกนข้อเสนอ
“ความล่าช้าในการพัฒนาของไทย” มิใช่ความผิดพลาดเฉพาะหน้า แต่เป็นผลของระบบที่ประกอบขึ้นจาก 5 ‘ไม่’ ซึ่งค้ำยันกันไปมา จนทำให้ประเทศเติบโตได้เพียงบางส่วน แต่ไม่อาจขยับไปสู่การพัฒนาเต็มศักยภาพอย่างยั่งยืน

บทนำ: การพัฒนาในฐานะผลลัพธ์ของสถาบันและความชอบธรรม

งานวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองและทฤษฎีประชาธิปไตยชี้ตรงกันว่า “การพัฒนา” ไม่ได้เกิดจากการบริหารแบบเก่งเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากสถาบันและกติกาที่ทำให้สังคมสามารถแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ลดความไม่แน่นอนทางการเมือง และใช้ทรัพยากรเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้จริง ในกรอบของ Acemoglu และ Robinson ประเทศที่มั่งคั่งยั่งยืนมักมี “สถาบันแบบครอบคลุม” (inclusive institutions) ที่เปิดการแข่งขันและโอกาส ขณะที่ประเทศซึ่งชะงักมักติดอยู่กับ “สถาบันแบบกีดกัน” (extractive institutions) ที่รวมศูนย์อำนาจและใช้กติกาเพื่อเอื้อคนส่วนน้อย

ในอีกด้านหนึ่ง Dahl อธิบายว่า ระบอบประชาธิปไตยที่พอจะเรียกได้ว่าทำงานได้ ต้องมีทั้ง “การแข่งขัน” (contestation) และ “การมีส่วนร่วม” (participation) อย่างเป็นความจริง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม ขณะที่ Habermas เน้นฐานความชอบธรรมของรัฐว่า ต้องเกิดจาก “พื้นที่สาธารณะ” ที่เปิดให้ถกเถียงด้วยเหตุผล และการตัดสินใจสาธารณะควรสัมพันธ์กับการสื่อสารที่เสรีปราศจากการบังคับ (communicative rationality)

เมื่อใช้กรอบเหล่านี้มองประเทศไทย จะเห็นภาพว่า ความล่าช้าในการพัฒนาไม่ได้เกิดจากประเด็นกระจัดกระจาย หากแต่เกิดจาก “เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้การแข่งขันทางการเมืองติดขัด ความชอบธรรมบิดเบี้ยว และพลเมืองถูกลดทอนบทบาทในการกำหนดอนาคตร่วม บทความนี้จึงชี้ว่า “5 ไม่” ต่อไปนี้ คือแกนของปัญหาที่ควรถูกทำความเข้าใจเป็นระบบ

1) ไม่จำกัดพระราชอำนาจ: รัฐธรรมนูญนิยมที่ไม่สมบูรณ์

หลักรัฐธรรมนูญนิยมตั้งอยู่บนความคิดเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “อำนาจต้องถูกจำกัดและตรวจสอบได้” เพราะอำนาจที่ไม่มีขอบเขตย่อมนำไปสู่ข้อยกเว้น และข้อยกเว้นย่อมนำไปสู่การใช้ดุลพินิจที่ไม่ยึดโยงกับเจตจำนงสาธารณะ ในกรอบของ Dahl การจำกัดอำนาจทุกสถาบันคือเงื่อนไขที่ทำให้ความเสมอภาคทางการเมืองเกิดขึ้นจริง เพราะหากมีอำนาจบางส่วนอยู่นอกการตรวจสอบ ระบอบนั้นย่อมไม่สามารถทำให้พลเมืองทุกคน “มีน้ำหนักเท่ากัน” ทางการเมืองได้

Habermas ช่วยให้เราเห็นอีกชั้นหนึ่งว่า เมื่อสังคมไม่สามารถอภิปรายเรื่องอำนาจบางประเภทอย่างเปิดเผย พื้นที่สาธารณะจะ “ผิดรูป” (distorted) กล่าวคือ การถกเถียงด้วยเหตุผลถูกแทนที่ด้วยข้อห้าม ความหวาดระแวง หรือการยุติการสนทนาด้วยอำนาจเชิงสัญลักษณ์ ผลคือความชอบธรรมของรัฐไม่ได้เกิดจากการยินยอมที่ผ่านเหตุผลร่วม แต่เกิดจากการยินยอมภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เท่ากัน

ใจความเชิงทฤษฎี
อำนาจที่ไม่ถูกกำหนดขอบเขตชัด ทำให้พื้นที่สาธารณะอภิปรายไม่ได้ (Habermas) และทำให้ความเสมอภาคทางการเมืองไม่สมบูรณ์ (Dahl) ซึ่งกลายเป็นเพดานจำกัดการพัฒนาเชิงสถาบัน

2) ไม่หยุดการรัฐประหารหลายรูปแบบ: วงจรสถาบันแบบกีดกัน

หากการเลือกตั้งคือกลไกที่ทำให้ประชาชน “ให้และถอน” อำนาจแก่รัฐบาลได้ การรัฐประหาร—ไม่ว่าจะด้วยรถถังหรือด้วยกลไกอื่น—คือการทำให้สิทธิการถอนอำนาจของประชาชนไร้ความหมาย ในภาษาของ Acemoglu และ Robinson การรีเซ็ตเกมการเมืองซ้ำ ๆ คือคุณลักษณะสำคัญของสถาบันแบบกีดกัน เพราะมันทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรมและทำให้คนบางกลุ่มอยู่เหนือกติกา

ผลกระทบต่อการพัฒนาอยู่ที่ “ความไม่แน่นอนเชิงสถาบัน” เมื่อรัฐบาลถูกเปลี่ยนได้ด้วยวิธีนอกระบบ นโยบายระยะยาวจะไม่ต่อเนื่อง ระบบราชการและเศรษฐกิจจะปรับตัวด้วยการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่ใช่การลงทุนเพื่ออนาคต และการเมืองจะสอนให้สังคมเชื่อว่าอำนาจประชาชนเป็นอำนาจที่เพิกถอนได้เสมอ ซึ่งบ่อนทำลายทั้งการมีส่วนร่วมและการแข่งขันตามเกณฑ์ของ Dahl

ผลเชิงโครงสร้าง
รัฐประหารหลายรูปแบบทำให้ประเทศติดล็อกกับ “สถาบันแบบกีดกัน” (Acemoglu & Robinson) และทำให้ประชาธิปไตยแบบมีการแข่งขันจริงเป็นไปได้ยาก (Dahl)

3) ไม่ปฏิรูปกลไกประชาธิปไตย: ประชาธิปไตยที่ถูกออกแบบให้ติดขัด

การมีการเลือกตั้งไม่เพียงพอ หากกลไกประกอบอื่น ๆ ทำให้เสียงของประชาชนไม่สามารถแปลงเป็นอำนาจทางนโยบายได้จริง Dahl ชี้ว่า “การแข่งขัน” ต้องเกิดในสนามที่ผู้เล่นมีสิทธิแข่งขันโดยไม่ถูกตัดตอนด้วยเครื่องมือที่อยู่นอกความยินยอมของผู้เลือกตั้ง และ “การมีส่วนร่วม” ต้องไม่ถูกลดทอนจนประชาชนเป็นเพียงผู้ไปหย่อนบัตรโดยไม่อาจกำหนดทิศทางได้

Habermas ช่วยให้เราเห็นว่า เมื่อการตัดสินใจสาธารณะย้ายจากการถกเถียงในพื้นที่สาธารณะ ไปอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงไม่ได้ ความชอบธรรมจะอ่อนแรง เพราะประชาชนไม่รู้สึกว่า “ตนเป็นเจ้าของเหตุผลของกติกา” นั่นเอง ดังนั้น การไม่ปฏิรูปกลไกประชาธิปไตยจึงเท่ากับทำให้ประชาธิปไตยเป็นเพียงโครงสร้างภายนอก แต่ไม่ทำงานภายใน

4) ไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย: วัฒนธรรมอำนาจเหนือหลักการ

สถาบันทางการเมืองไม่อาจทำงานได้ดี หากวัฒนธรรมทางการเมืองไม่ยืนอยู่บนหลักการร่วม เช่น ความเสมอภาค หลักนิติรัฐ และความรับผิดของผู้ใช้อำนาจ ในเชิง Dahl การยอมรับมาตรฐานสองชั้นคือการลดทอนความเสมอภาคทางการเมืองโดยตรง เพราะกติกาเดียวกันถูกใช้ไม่เท่ากันกับคนต่างกลุ่ม ส่วนในเชิง Habermas เมื่อเหตุผลสาธารณะถูกแทนที่ด้วยการปิดปากหรือทำให้ฝ่ายเห็นต่างหมดความชอบธรรม พื้นที่สาธารณะก็ยิ่งบิดเบี้ยว

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ “ความไว้วางใจ” ในสังคมลดลง เมื่อคนไม่เชื่อว่ากติกายุติธรรม ทุกคนจะเลือกเอาตัวรอดรายบุคคล ต้นทุนการร่วมมือสูงขึ้น การปฏิรูปยากขึ้น และนโยบายสาธารณะถูกมองเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มากกว่าจะเป็นพื้นที่ร่วมของสังคม

5) ไม่ให้การศึกษาที่จำเป็นแก่พลเมือง และไม่มีพลเมืองที่เคลื่อนไหวมากพอ

หากสถาบันคือโครงกระดูกของประเทศ พลเมืองคือกล้ามเนื้อและระบบประสาทของการเมือง และสิ่งที่ทำให้พลเมืองทำงานได้คือ “การคิดเป็น” Paul และ Elder ย้ำว่า ประชาธิปไตยต้องการพลเมืองที่สามารถตรวจสอบเหตุผล แยกข้อเท็จจริงออกจากการชักจูง และตระหนักถึงอคติ/ผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าการศึกษาไม่สร้างทักษะเหล่านี้ สังคมจะถูกขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมและความกลัว มากกว่าการตัดสินใจด้วยเหตุผล

เมื่อรวมกับสภาพแวดล้อมที่ทำให้การมีส่วนร่วมถูกตีตรา พลเมืองจำนวนมากจึงถูกผลักให้ “เฝ้าดู” แทนที่จะ “กำหนด” ผลคือสถาบันแบบกีดกันสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยต้นทุนต่ำ เพราะแรงต้านจากฐานล่างไม่เข้มแข็งพอจะเปลี่ยนสมการอำนาจ

แกนพลเมือง
หากไม่มี critical citizens (Paul & Elder) การปฏิรูปสถาบันย่อมถูกย้อนกลับได้ง่าย และสถาบันแบบกีดกันยิ่งคงอยู่ (Acemoglu & Robinson)

บทสรุป: 5 “ไม่” ในฐานะระบบเดียวกัน

หากอ่านแบบแยกข้อ เราอาจเห็นว่า “5 ไม่” เป็นปัญหาคนละกอง แต่เมื่ออ่านเชิงโครงสร้างจะพบว่ามันค้ำยันกันอย่างเป็นระบบ การไม่จำกัดอำนาจบางประเภททำให้พื้นที่สาธารณะพูดไม่ได้ (Habermas) การไม่หยุดรัฐประหารทำให้กติกาเลือกตั้งไร้ความศักดิ์สิทธิ์ (Dahl) การไม่ปฏิรูปกลไกทำให้การแข่งขันและการมีส่วนร่วมเป็นพิธีกรรม (Dahl) การไม่ยึดหลักการทำให้กฎหมายเป็นเครื่องมือ (Habermas) และการไม่สร้างพลเมืองนักคิดทำให้ระบบแบบกีดกันยืนระยะได้ยาว (Paul & Elder; Acemoglu & Robinson)

“การพัฒนาของไทยชะงักไม่ใช่เพราะประชาชนไร้ความสามารถ แต่เพราะโครงสร้างสถาบันและพื้นที่สาธารณะถูกทำให้บิดเบี้ยว จึงต้องแก้ทั้งกติกา หลักการ และการสร้างพลเมืองนักคิดไปพร้อมกัน”

เอกสารอ้างอิง (References)

Acemoglu, D., & Robinson, J. A. (2012). Why Nations Fail: The Origins of Power, Prosperity, and Poverty. New York: Crown.

Dahl, R. A. (1971). Polyarchy: Participation and Opposition. New Haven: Yale University Press.

Dahl, R. A. (1989). Democracy and Its Critics. New Haven: Yale University Press.

Habermas, J. (1996). Between Facts and Norms: Contributions to a Discourse Theory of Law and Democracy. Cambridge, MA: MIT Press.

Paul, R., & Elder, L. (2003). The Miniature Guide to Critical Thinking: Concepts and Tools. Dillon Beach, CA: Foundation for Critical Thinking.

คันฉ่องส่องไทย | บทวิเคราะห์เชิงโครงสร้างที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งต้องดำเนินการ

คันฉ่องส่องไทย | โครงสร้างที่รัฐบาลใหม่ต้องเปลี่ยน หากชาติจะเดินหน้า

ประเด็นเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลใหม่ของไทยต้องเสนอนโยบาย หากต้องการให้ประเทศพ้นกับดักประชาธิปไตย และสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริง

คันฉ่องส่องไทย | บทวิเคราะห์เชิงโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนประเทศให้ทันสถานการณ์หลังเลือกตั้ง

ประเทศไทยไม่ได้ขาดนโยบาย ไม่ได้ขาดคนเก่ง และไม่ได้ขาดทรัพยากร แต่ประเทศไทยติดกับดักเพราะ โครงสร้างอำนาจ กลไกการเมือง และระบบรัฐ ถูกออกแบบมาให้ “ไม่ล้ม แต่ไม่เดิน”

รัฐบาลใหม่—ไม่ว่ามาจากพรรคใด—หากไม่กล้าพูดความจริงเชิงโครงสร้าง ประเทศจะยังคงอยู่ในสภาพ ประชาธิปไตยกึ่งง่อย เศรษฐกิจอ่อนแรง การต่างประเทศไร้น้ำหนัก และประชาชนจนลงในโลกที่ค่าครองชีพสูงขึ้น

1. กับดักประชาธิปไตย: เมื่ออำนาจรัฐไม่ยึดโยงกับประชาชน

หัวใจของปัญหาไทยไม่ใช่การเลือกตั้งแพ้–ชนะ แต่คือ รัฐบาลที่ประชาชนเลือกไม่สามารถใช้อำนาจได้เต็มที่ ขณะที่กลไกซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน กลับมีอำนาจยับยั้ง ชะลอ หรือบ่อนทำลายการบริหาร

  • รัฐธรรมนูญและกติกาที่ทำให้รัฐบาลอ่อนแอโดยโครงสร้าง
  • องค์กรอิสระที่มีอำนาจสูง แต่ขาดกลไกตรวจสอบย้อนกลับ
  • วัฒนธรรม “ความมั่นคงนำประชาชน” ที่ถูกใช้เป็นข้ออ้าง

ผลลัพธ์คือ ประชาธิปไตยที่ ไม่สร้างเสถียรภาพ ไม่สร้างความเชื่อมั่น และไม่สามารถวางนโยบายระยะยาว

2. รัฐราชการอำนาจนิยม: เครื่องจักรที่ดูดพลังประเทศ

ระบบราชการไทยถูกออกแบบมาในยุคที่รัฐต้องควบคุมประชาชน ไม่ใช่ยุคที่รัฐต้อง ปลดล็อกศักยภาพ ของสังคม

  • อำนาจดุลพินิจสูง แต่ความรับผิดต่ำ
  • ความก้าวหน้าขึ้นกับความจงรักภักดี มากกว่าผลลัพธ์
  • การปฏิรูปเชิงโครงสร้างถูกทำให้เป็น “โครงการนำร่องนิรันดร์”

รัฐที่ทำงานเช่นนี้ไม่เพียงถ่วงเศรษฐกิจ แต่ยังทำให้ประชาชน ไม่เชื่อว่าการเมืองจะเปลี่ยนชีวิตได้

3. เศรษฐกิจผูกขาด: ความมั่งคั่งที่ไม่ไหลลง

ประเทศไทยไม่ได้จนเพราะผลิตภาพต่ำอย่างเดียว แต่เพราะ ความมั่งคั่งถูกดูดขึ้นบนอย่างเป็นระบบ

  • ตลาดถูกครอบงำโดยทุนผูกขาดและกึ่งผูกขาด
  • แรงงานไม่มีอำนาจต่อรองในระบบที่ค่าแรงตามไม่ทันค่าครองชีพ
  • รัฐอุ้มโครงสร้างเก่า มากกว่าสร้างเศรษฐกิจใหม่

นี่คือเหตุผลที่ไทยกำลังเข้าสู่ กับดักรายได้ปานกลางที่ “ต่ำลง” ไม่ใช่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับต้นทุนชีวิตจริง

4. การต่างประเทศไร้หลัก: ประเทศที่ถูกใช้แทนที่จะเลือกใช้เกมโลก

ในโลกที่สงครามเย็นกลับมา ประเทศที่ไม่มีจุดยืนเชิงหลักการ จะถูกดึงซ้าย–ขวาโดยมหาอำนาจ

  • การทูตไทยถูกทำให้เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม
  • นโยบายต่างประเทศไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยภายใน
  • ขาดความน่าเชื่อถือในสายตาเพื่อนบ้านและมหาอำนาจ

ประเทศที่ไม่มั่นคงภายใน ย่อมไม่มีน้ำหนักภายนอก

5. วัฒนธรรมการเมือง: ปมลึกที่ไม่พูด แต่กำหนดทุกอย่าง

สุดท้าย โครงสร้างทั้งหมดจะไม่เปลี่ยน หากสังคมยังถูกหล่อหลอมให้

  • กลัวความขัดแย้งมากกว่ากลัวความอยุติธรรม
  • ยอมรับอำนาจที่ไม่ต้องอธิบาย
  • มองการเมืองเป็นเรื่องสกปรก แทนที่จะเป็นเครื่องมือพลเมือง

นี่คือดินที่ทำให้โครงสร้างอำนาจเดิม งอกใหม่ได้ทุกครั้ง แม้เปลี่ยนรัฐบาล

บทสรุป: รัฐบาลใหม่ต้องกล้าเสนอ “มติร่วมเชิงโครงสร้าง”

หากรัฐบาลใหม่ต้องการให้ประเทศเดินหน้า ต้องกล้าพูดกับประชาชนตรงไปตรงมาว่า

ปัญหาของไทยไม่ใช่ใครเป็นรัฐบาล แต่คือโครงสร้างที่ทำให้รัฐบาลใด ๆ ไม่สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้เต็มที่

นี่ไม่ใช่คำประกาศทางอุดมการณ์ แต่คือเงื่อนไขขั้นต่ำ ของประเทศที่อยากเป็นประชาธิปไตย มีศักยภาพแข่งขัน และมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก

State of Affairs (End-2025) | China’s Economic Strengths and Weaknesses

State of Affairs (End-2025) | China’s Economic Strengths and Weaknesses
State of Affairs End-2025 China Macro • Property • Deflation • Local Finance • External Balance

China’s Economy at the End of 2025: Resilient on the Surface, Structurally Constrained Underneath

This semi-academic report evaluates China’s economic strength and weakness at end-2025 using open-source indicators and the analytical lenses of macro stabilization, balance-sheet adjustment, and political economy. It separates headline stability from underlying demand and confidence, and assesses implications for 2026 policy choices.

As-of window: December 2025 Core claim: “Stable-by-management” while structural headwinds persist Key stress lines: property downturn, deflation risk, local fiscal strain, export reliance

Executive Summary

By late-2025, China presents a mixed macro picture: the state retains significant capacity to prevent a near-term macro break, yet the composition of growth and the condition of domestic demand remain fragile. Policy messaging emphasized a shift toward more proactive fiscal policy in 2026 to support domestic demand amid property and deflation headwinds.12

Top findings (end-2025)
  • Deflationary strain persists: CPI rose 0.7% y/y in Nov 2025, but CPI was flat on average Jan–Nov; PPI remained in deflation (−2.2% y/y in Nov).34
  • Property remains a structural drag: reporting indicates ongoing price declines and expectations that weakness extends into 2026.56
  • Local fiscal stress is acute: record issuance of ABS is used to plug funding gaps, raising sustainability concerns.7
  • Exports are doing disproportionate work: the trade surplus exceeded $1 trillion in the first 11 months of 2025; weak imports imply subdued domestic demand.8
  • External institutions expect moderation: World Bank and OECD projections emphasize persistent headwinds and slower growth in 2026.910

Methodology and Scope

Sources: (1) China’s National Bureau of Statistics (NBS) releases, (2) high-frequency macro and property reporting from major wire services, and (3) assessments by international organizations (World Bank, OECD, IMF). The purpose is to provide a structured end-2025 snapshot for strategic understanding, not a substitute for confidential policy intelligence.

Analytical framing: macro stabilization (growth, inflation, policy stance); balance-sheet adjustment (property and wealth effects); political economy (local fiscal channels); external balance (trade surplus and frictions).

1. Macro Conditions: Headline Stability Amid Persistent Disinflation

1.1 CPI uptick, but broad disinflation remains

NBS data show CPI increased 0.7% year-on-year in November 2025, while the average CPI for January–November remained flat versus the same period the previous year—consistent with weak underlying demand.3 Reuters reported that producer prices remained in deflation (PPI −2.2% y/y in November), underscoring deep-seated disinflationary forces despite the CPI uptick.4

Interpretation

Persistent PPI deflation is a warning signal for corporate margins, debt servicing, and employment appetite. If price weakness persists into 2026, policy will likely lean further toward fiscal demand support.

1.2 Policy stance: monetary caution; stronger fiscal signaling for 2026

Reuters reported that benchmark lending rates were left unchanged for a seventh straight month by December 2025, indicating cautious monetary easing while authorities prepared to rely more heavily on fiscal levers in 2026.11 Separate Reuters reporting indicated official guidance that fiscal policy would be more proactive in 2026 to boost domestic demand and innovation amid property and deflation headwinds.1

2. Property Sector: The Core Constraint on Confidence

2.1 Prices and expectations remain weak

Reuters reported that new home prices slid further in November 2025, with economists expecting declines to extend into 2026, and noted IMF calls for a decisive resolution to the property crisis.5 A Reuters poll projected additional home price declines through 2026, implying a longer balance-sheet repair cycle.6

2.2 Wealth effects and precautionary savings

OECD analysis links dampened consumption to high precautionary savings and continued contraction in real estate investment, with falling prices and excess capacity weighing on growth.10 In practical terms, a prolonged property adjustment can depress household sentiment and delay a broad-based domestic-demand recovery.

Implication

If property remains weak, domestic demand may require more direct fiscal support (social safety net expansion, targeted transfers, or consumption-support measures) rather than relying on confidence alone.

3. Local Government Finance: Liquidity Relief with Emerging Quality Risks

3.1 Record ABS issuance as fiscal symptom

Financial Times reported that local governments drove record sales of asset-backed securities (ABS) in 2025 to fill funding gaps as property weakness and slower growth squeezed local finances, raising concerns over the quality of securitized assets as higher-quality holdings are depleted.7

3.2 Why this matters for macro stability

Local governments are essential to infrastructure investment and service provision. When local fiscal capacity tightens, stimulus transmission weakens and incentives shift toward off-balance-sheet tools—stabilizing activity short-term while potentially increasing medium-term financial fragility.

4. External Balance: Export Buffer and Rising Constraint

4.1 Surplus dynamics: exports strong, imports soft

Reuters reported China’s trade surplus topped $1 trillion in the first 11 months of 2025; exports outperformed expectations while imports underperformed, suggesting subdued domestic demand even as external shipments support headline growth.8

4.2 Export reliance and trade frictions

Reuters reported IMF messaging urging China to speed up structural reform and warning of consequences tied to an export-heavy path, especially as trading partners scrutinize surplus-driven competition in manufactured goods.12 This increases the probability that near-term export strength becomes a medium-term policy constraint through tariffs, anti-dumping measures, and technology controls.

Strategic takeaway

If export outperformance continues while imports remain weak, global pushback can intensify—making “export-led stabilization” harder to sustain in 2026–2027.

5. 2026 Outlook: Managed Stabilization vs. Structural Reform

The World Bank’s December 2025 China Economic Update projects growth to ease in 2026 amid ongoing property adjustment and the challenge of balancing growth support with financial-risk containment.9 OECD projections similarly anticipate a slowdown, emphasizing continued property contraction and dampened consumption.10 Against this backdrop, the announced shift toward more proactive fiscal policy in 2026 suggests leadership recognizes the need to support demand more directly.1

End-2025 Strength–Weakness Scorecard
  • Stabilization capacity: Strong, but increasingly policy-dependent.1
  • Domestic demand: Weak-to-moderate (imports soft; price signals subdued).38
  • Deflation risk: Elevated (flat CPI trend + PPI deflation).34
  • Property stabilization: Weak (continued declines expected into 2026).56
  • Local fiscal health: Strained (ABS issuance indicates funding gaps).7
  • External buffer: Strong near-term; medium-term frictions rising.812

Key indicators to monitor (Q1–Q2 2026)

  • Prices: CPI breadth, PPI trend, and credit demand.34
  • Property: price indices, secondary market conditions, inventory and developer financing.56
  • Local finance: ABS quality, debt swaps, and revenue performance of securitized assets.7
  • External sector: exports vs. imports; new trade restrictions.812

Conclusion

At end-2025, China’s economy is best characterized as stable-by-management. The state can likely prevent a near-term rupture, but domestic confidence is constrained by property-led balance-sheet adjustment, persistent disinflation, and local fiscal strain. Exports provide a near-term buffer, yet they increase exposure to external pushback. The effectiveness of 2026 policy will hinge on whether fiscal expansion can lift domestic demand without deepening medium-term financial vulnerabilities.

Reading note: China looks “strong” if one focuses on stabilization capacity and export performance; it looks “weak” if one focuses on household confidence, property adjustment, and deflation risk. End-2025 is the intersection point where both descriptions are simultaneously true.

References (Open Sources)

  1. Reuters (Dec 28, 2025). China’s finance ministry says fiscal policies will be more “proactive” in 2026.
  2. Reuters (Dec 8, 2025). China pledges to expand demand with more proactive policies in 2026.
  3. National Bureau of Statistics of China (Dec 11, 2025). Consumer Price Index in November 2025.
  4. Reuters (Dec 10, 2025). China’s consumer inflation quickens in November; producer deflation persists.
  5. Reuters (Dec 15, 2025). China’s home prices slide further in November; weakness seen into 2026.
  6. Reuters (Dec 5, 2025). China home prices expected to keep falling into 2026 (poll).
  7. Financial Times (Dec 29, 2025). China’s cash-strapped local governments drive record sales of asset-backed securities.
  8. Reuters (Dec 8, 2025). China’s trade surplus tops $1 trillion; imports underperform.
  9. World Bank (Dec 2025). China Economic Update: Advancing Reforms Can Enhance Prospects.
  10. OECD (Dec 2, 2025). OECD Economic Outlook, Volume 2025 Issue 2 — China.
  11. Reuters (Dec 22, 2025). China leaves benchmark lending rates unchanged for seventh straight month.
  12. Reuters (Dec 10, 2025). IMF urges China to speed up structural reform; raises growth forecasts.

Mirror Thailand | Myanmar After the Election: Illusory Stability, Real War, and Thailand’s Security Dilemma

Mirror Thailand | Myanmar After the Election: Illusory Stability, Real War, and Thailand’s Security Dilemma
Mirror Thailand Semi-Academic Analysis Security • Border Politics • Great-Power Competition

Myanmar After the Election: Illusory Stability, Real War, and Thailand’s Strategic Dilemma

This article reframes prevailing analyses of Myanmar’s post-election trajectory through a political-security lens. It separates observable facts, structural dynamics, and policy implications, aiming to support informed strategic thinking rather than speculative prediction.

Timeframe: Dec 2025 – Jan 2026 Core themes: Phased elections • Civil war • Illicit economies • Impact on Thailand Concepts: “Illusory stability”, managed instability, proxy dynamics

1. Elections as a Legitimacy Device, Not a Peace Mechanism

Myanmar’s phased elections, conducted amid widespread conflict and political exclusion, function primarily as a mechanism to repackage military rule rather than as a pathway toward peace or democratic transition. Major international reporting has described the process as lacking credibility, with limited participation, restricted competition, and heavy security oversight.123

2. Why Conflict Will Persist—and Likely Intensify

Contrary to optimistic diplomatic expectations, violence has continued throughout the election period, including airstrikes and ground clashes in contested regions.34 From a conflict-studies perspective, Myanmar exhibits the characteristics of a protracted civil war: multiple armed actors, fragmented authority, and no plausible path to decisive victory for any side.

3. War Finance and the Political Economy of Illicit Power

Sustained conflict requires sustained financing. In Myanmar’s case, reporting and policy analysis point to illicit economies—most notably cyber-scam centers, human trafficking networks, and cross-border crime—as key revenue sources for armed actors.56 These systems thrive in authoritarian environments, where enforcement is selective and loyalty can be purchased.

Implication for Thailand: Crackdowns driven by short-term political pressure tend to displace, not dismantle, illicit networks—pushing them deeper into border regions and increasing long-term security costs.

4. Thailand as a Convenient External Target

Military-nationalist narratives frequently rely on external adversaries to consolidate domestic legitimacy. Thailand’s geographic proximity, migrant flows, and historical ambiguities in border politics make it an accessible target for diplomatic pressure and rhetorical escalation.

This risk is not theoretical. Past incidents have included spillover violence, school closures on the Thai side, and air-delivered munitions landing near Thai territory.89

5. Proxy Dynamics and Great-Power Competition

The return of Cold War–style competition does not require direct military intervention. Instead, influence is exercised through arms transfers, diplomatic recognition, economic leverage, and tolerance—or suppression—of illicit economies. Myanmar increasingly occupies this gray zone, with China and Russia maintaining engagement while Western governments question electoral legitimacy.12

6. Thailand’s Policy Challenge: Integration, Not Reaction

Thailand’s vulnerability lies less in capacity than in fragmentation. Diplomacy, intelligence, law enforcement, and strategic communication must align around a coherent border strategy. Without integration, narrative control shifts to non-state actors and external powers, raising crisis-response costs.

  • Border strategy integration: security, refugees, illicit finance, and local economies
  • Financial disruption: targeting protection networks, not just visible operators
  • Strategic communication: credible, data-driven public explanations
  • Balanced diplomacy: maintaining autonomy amid major-power rivalry

Conclusion

Myanmar’s elections do not signal de-escalation; they coincide with continued warfare and repression. For Thailand, the strategic question is not whether instability will persist, but whether the state anticipates and shapes outcomes—or reacts after costs have accumulated. In an era where Cold War logic has returned in new forms, countries that fail to leverage structure and strategy risk becoming instruments of others.

References

  1. The Guardian (2025). Polls close in first phase of Myanmar elections widely condemned as a sham.
  2. Associated Press (2025). Myanmar holds first election since military seized power.
  3. Reuters (2025). Weak turnout seen in Myanmar’s phased election.
  4. Myanmar Now (2025). Airstrikes continue as junta presses ahead with election.
  5. Council on Foreign Relations (2024). How Myanmar Became a Global Center for Cyber Scams.
  6. The Guardian (2025). Growth of Myanmar scam centres.
  7. Al Jazeera (2025). Myanmar military raids online scam hub near Thai border.
  8. Khaosod English (2025). Clashes spill into Thailand, forcing school shutdowns.
  9. Bangkok Post (2025). Myanmar air force drops bombs near Thai border.

คันฉ่องส่องไทย | พม่าหลังการเลือกตั้ง: เสถียรภาพลวง สงครามจริง และโจทย์ความมั่นคงของไทย

คันฉ่องส่องไทย | พม่าหลังการเลือกตั้ง: เสถียรภาพลวง สงครามจริง และโจทย์ความมั่นคงของไทย
คันฉ่องส่องไทย บทความกึ่งวิชาการ (semi-academic) ความมั่นคงชายแดน • อาชญากรรมข้ามชาติ • การแข่งขันมหาอำนาจ

พม่า “หลังการเลือกตั้ง”: เสถียรภาพลวง สงครามจริง และโจทย์ความมั่นคงที่ไทยเลี่ยงไม่ได้

บทความนี้ “กรองข้อมูล” จากข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์ที่แพร่ในสังคมไทย แล้วจัดวางใหม่ด้วยกรอบวิเคราะห์รัฐศาสตร์ความมั่นคง: แยก ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์, ตรรกะเชิงโครงสร้าง, และ สมมติฐานเชิงนโยบาย เพื่อให้ใช้เป็นฐานคิด ไม่ใช่คำทำนายปลุกอารมณ์แบบคลั่งชาติแต่ขาดสติ

ช่วงเวลาอ้างอิงข่าว: ปลาย ธ.ค. 2025 – ม.ค. 2026 ประเด็นร่วม: เลือกตั้งแบบเป็นช่วง • สงครามกลางเมือง • แหล่งทุนสีเทา • ผลกระทบไทย คีย์เวิร์ด: “เสถียรภาพลวง” / managed instability / proxy dynamics

1) การเลือกตั้งพม่า: กลไก “รีแบรนด์ความชอบธรรม” มากกว่าเครื่องมือยุติสงคราม

การจัดการเลือกตั้งพม่าแบบ “เป็นช่วง” (phased election) ภายใต้สงครามกลางเมืองและการจำกัดคู่แข่งทางการเมือง ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นกระบวนการเพื่อทำให้ระบอบทหารดูมีความชอบธรรมมากขึ้น มากกว่าจะเป็นสะพานไปสู่สันติภาพหรือการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย123. รายงานข่าวหลักชี้ว่า การลงคะแนนถูกจำกัดพื้นที่ (หลายเขตไม่สามารถจัดได้) บรรยากาศมีความหวาดกลัว การคว่ำบาตร/การไม่ออกมาใช้สิทธิสูง และพรรค/ผู้เล่นที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างทหารถูกกันออกจากสนามแข่งขันอย่างเป็นระบบ12.

ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง

เมื่อ “การแข่งขันทางการเมือง” ไม่เปิดจริง ผลที่รัฐคาดหวังจากการเลือกตั้งจึงไม่ใช่การสร้างฉันทามติภายใน แต่เป็นการสร้าง “ภาวะปกติใหม่” ให้ต่างประเทศบางส่วนยอมกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารมากขึ้น โดยอ้างว่ามีขั้นตอนการเมืองตามรูปแบบ

2) ทำไม “สงครามจะไม่สงบ” และมีแนวโน้มทวีความรุนแรง

แม้ผู้นำบางส่วนในประชาคมระหว่างประเทศหวังให้การเลือกตั้งนำไปสู่เสถียรภาพ แต่ข้อมูลภาคสนามสะท้อน “ทิศทางตรงข้าม”: ความรุนแรงยังดำเนินต่อทั้งการปะทะภาคพื้นดินและการโจมตีทางอากาศ โดยมีรายงานเหตุโจมตีและการสู้รบในหลายพื้นที่ใกล้ช่วงเลือกตั้ง43.

ในเชิงทฤษฎีความขัดแย้ง (conflict studies) สงครามกลางเมืองที่มีผู้เล่นหลายศูนย์อำนาจ (รัฐทหาร + กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ + กองกำลังต่อต้านหลากกลุ่ม) มักมีคุณลักษณะ “ไม่มีชัยชนะเด็ดขาด” (no decisive victory) และจึงยืดเยื้อเป็นวงรอบ (protracted conflict) — โดยเฉพาะเมื่อมีเครือข่ายทุนสนับสนุนและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ทำให้สงคราม “คุ้มค่า” สำหรับผู้มีอำนาจบางกลุ่ม

3) เงินสงคราม: เศรษฐกิจสีเทา–อาชญากรรมข้ามชาติ–ศูนย์สแกม

คำถามเชิงนโยบายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “กองทัพและกองกำลังต่าง ๆ เอาทรัพยากรจากไหนมาทำสงครามต่อเนื่อง” ภาพรวมจากบทวิเคราะห์และรายงานข่าวนานาชาติชี้ว่า “ศูนย์สแกม/อาชญากรรมไซเบอร์” ตามแนวชายแดน (รวมทั้งฝั่งติดไทย) เป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจผิดกฎหมายที่ขยายตัวในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเชื่อมโยงการค้ามนุษย์–การกักขังแรงงาน–เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสร้างกำไรสูงมากและเอื้อต่อสภาพแวดล้อมแบบอำนาจนิยมที่ “เคลียร์ง่าย จ่ายถูกคนก็เดินเกมได้”56.

ในอีกด้านหนึ่ง แม้รัฐบาลทหารจะประกาศ “กวาดล้าง” เป็นระยะ แต่ข่าวการจับกุม/ปฏิบัติการมักเกิดภายใต้แรงกดดันทางการเมืองและภาพลักษณ์ และยังไม่เปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจที่ทำให้ธุรกิจผิดกฎหมายดำรงอยู่ (เช่น การคุ้มครองโดยผู้มีอิทธิพล/กองกำลังท้องถิ่น/การทุจริตเชิงระบบ)7.

นัยต่อไทย

หาก “ทุนสีเทา” เป็นสายเลือดของพื้นที่ชายแดน การปราบแบบเหตุการณ์ (event-driven crackdown) จะทำให้ฐานย้ายลึกเข้าไป มากกว่าทำให้เครือข่ายพังจริง และไทยจะเผชิญต้นทุนซ้ำซ้อนทั้งความมั่นคง การค้ามนุษย์ และภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ

4) ความเสี่ยงต่อไทย: เมื่อชาตินิยมทหารนิยมต้องการ “ศัตรู”

ในตรรกะของรัฐทหาร การผลิตศัตรูภายนอกเป็นเครื่องมือยกระดับความชอบธรรมภายใน โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งถูกตั้งคำถาม ไทยจึงอาจถูกใช้เป็น “เป้าระบาย/เป้าต่อรอง” ได้ง่าย เพราะเป็นประเทศชายแดน มีแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยจำนวนมาก และถูกโยงเข้ากับข้อกล่าวหาว่ามีบทบาทต่อกลุ่มต่อต้านหรือชนกลุ่มน้อยในบางจังหวะทางการเมือง13.

ความเสี่ยงเชิงประจักษ์ของไทยไม่ใช่แค่ “วาทกรรม” แต่รวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ล้นข้ามพรมแดน: เช่น กระสุน/ลูกปืนครกตกในฝั่งไทยจนต้องปิดโรงเรียนหรือยกระดับความปลอดภัยชายแดน8 และรายงานกรณีเครื่องบินรบพม่าทิ้งระเบิดใกล้เขตชายแดนไทยในช่วงการสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์9.

5) “สงครามตัวแทน” และการแข่งขันมหาอำนาจ: ไทยเสี่ยงถูกบีบให้เป็นหมากหรือไม่

สมมติฐานที่ว่าพม่าจะกลายเป็นเวที “proxy dynamics” ไม่จำเป็นต้องแปลว่ามหาอำนาจจะส่งทหารเข้ามาโดยตรง แต่หมายถึง “การหนุนหลัง” ผ่านอาวุธ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทูต เพื่อรักษาผลประโยชน์และพื้นที่อิทธิพล ในกรณีพม่า ข่าวเลือกตั้งสะท้อนว่า จีนและรัสเซีย (รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านบางราย) เลือกส่งสัญญาณปฏิสัมพันธ์กับกระบวนการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร ขณะที่ประเทศตะวันตกจำนวนมากวิจารณ์ความชอบธรรมของการเลือกตั้งอย่างหนัก12.

มิติ “สแกมเซ็นเตอร์” ยังเชื่อมโยงกับการแข่งขันมหาอำนาจเช่นกัน เพราะเป็นความเสี่ยงต่อพลเมืองต่างชาติและเสถียรภาพการลงทุน และมีรายงานวิเคราะห์ว่าจีนกดดันให้ฝ่ายที่มีอำนาจในพม่าแก้ปัญหาศูนย์สแกม โดยเชื่อมกับการเจรจาหยุดยิง/ความสัมพันธ์จีน–พม่าในช่วงหลังรัฐประหาร10.

6) โจทย์นโยบายของไทย: อำนาจต่อรองมี แต่ต้องจัดระบบให้ “การทูต–ข่าวกรอง–ความมั่นคง” ไปทางเดียวกัน

จุดอ่อนของรัฐชายแดนในยุคสงครามข้อมูลไม่ใช่การ “ขาดกำลัง” เสมอไป แต่คือการ “ขาดยุทธศาสตร์รวม”: การทูต (diplomacy), การข่าว (intelligence), การบังคับใช้กฎหมาย (law enforcement), และการสื่อสารสาธารณะ (strategic communication) ต้องมีกรอบเดียวกัน มิฉะนั้นรัฐจะถูกกำหนดวาระและกรอบการรับรู้ (narrative) โดยผู้เล่นนอกระบบ และทำให้ต้นทุนการตัดสินใจสูงขึ้นในภาวะวิกฤต

ข้อเสนอเชิงหลักการ (ไม่ลงรายละเอียดเชิงยุทธวิธี)
  • บูรณาการชายแดน: ตั้ง “กรอบยุทธศาสตร์ชายแดนไทย–พม่า” ที่ผูกเรื่องความมั่นคง, ผู้ลี้ภัย, อาชญากรรมข้ามชาติ, และเศรษฐกิจชายแดนเข้าด้วยกัน
  • ตีโจทย์ทุนสีเทาให้ขาด: ขยับจากการกวาดล้างรายเหตุการณ์ ไปสู่การตัดวงจรเงิน (financial disruption) และเครือข่ายคุ้มครอง
  • ยกระดับการสื่อสารความมั่นคง: ทำให้สังคมเข้าใจความจริงเชิงโครงสร้างด้วยข้อมูลตรวจสอบได้ ลดพื้นที่บิดเบือน/ปลุกปั่น
  • รักษาสมดุลมหาอำนาจด้วย “จุดยืนเชิงผลประโยชน์ชาติ”: ไม่ให้ไทยถูกลากเป็นตัวประกอบในเกมของใคร โดยยึดความปลอดภัยประชาชนและอธิปไตยเป็นแกน

บทสรุป: เสถียรภาพเป็นของหายาก—ไทยต้อง “คิดล่วงหน้า” มากกว่า “แก้ทีหลัง”

ภายใต้ข้อมูลล่าสุด การเลือกตั้งพม่าแบบเป็นช่วงไม่ได้ส่งสัญญาณว่าความรุนแรงจะลดลง ตรงกันข้ามกลับเกิดท่ามกลางสงครามและการปราบปรามที่ยังต่อเนื่อง34. หากไทยยังยึดภาพฝันว่า “เดี๋ยวพม่าก็กลับสู่ปกติ” ไทยจะเผชิญความเสี่ยงสะสมทั้งชายแดน ผู้ลี้ภัย อาชญากรรมข้ามชาติ และแรงสั่นสะเทือนจากการแข่งขันมหาอำนาจ

ในโลกที่ “สงครามเย็นกลับมา” ในรูปแบบใหม่ การไม่ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างการเมืองระหว่างประเทศอย่างชาญฉลาด เท่ากับเปิดช่องให้ประเทศอื่นใช้เราเป็นหมาก และทำให้ไทยเสียทั้งอำนาจต่อรองและศักดิ์ศรีรัฐชายแดนในระยะยาว

หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: บทความนี้อ้างอิงข่าวและบทวิเคราะห์สาธารณะ (open sources) และใช้กรอบวิเคราะห์เชิงหลักการ เพื่อการสื่อสารสาธารณะ ไม่ใช่เอกสารประเมินภัยคุกคามเชิงลึกของหน่วยงานรัฐ ซึ่งต้องอาศัยฐานข้อมูลเชิงลึกประกอบ

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. The Guardian. (2025, Dec 28). Polls close in first phase of Myanmar elections widely condemned as a sham. :contentReference[oaicite:0]{index=0}
  2. Associated Press. (2025, Dec 28). Myanmar holds first election since military seized power but critics say the vote is a sham. :contentReference[oaicite:1]{index=1}
  3. Reuters. (2025, Dec 27). Weak turnout seen in Myanmar's phased election, first since 2021 coup. :contentReference[oaicite:2]{index=2}
  4. Myanmar Now. (2025, Dec 28). Airstrikes and attacks continue as Myanmar junta presses ahead with election. :contentReference[oaicite:3]{index=3}
  5. Council on Foreign Relations (CFR). (2024, May 31). How Myanmar Became a Global Center for Cyber Scams. :contentReference[oaicite:4]{index=4}
  6. The Guardian. (2025, Sep 8). Revealed: the huge growth of Myanmar scam centres… :contentReference[oaicite:5]{index=5}
  7. Al Jazeera. (2025, Nov 19). Myanmar military raids online scam hub, arrests nearly 350 on Thai border. :contentReference[oaicite:6]{index=6}
  8. Khaosod English. (2025, Dec 1). Fierce Myanmar Clashes Spill Into Thailand, Forcing School Shutdown. :contentReference[oaicite:7]{index=7}
  9. Bangkok Post. (2025, Oct 10). Myanmar air force plane drops bombs near Thai border in Kanchanaburi. :contentReference[oaicite:8]{index=8}
  10. Stimson Center. (2024, Aug 26). China in Myanmar: How the Game-Changing Neighbor Would Continue to Maintain Its Influence (อ้างถึง International Crisis Group, 2024, เรื่อง scam centres & ceasefires). :contentReference[oaicite:9]{index=9}

>กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”

กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่” กรีนแลนด์ในสมการความมั่น...