ทำไมคนจำนวนมากจึงอยากเห็น “พรรคประชาชน” ได้บริหารประเทศ: อธิบายด้วยเหตุผล

ทำไมคนจำนวนมากจึงอยากเห็น “พรรคประชาชน” ได้บริหารประเทศ: อธิบายด้วยเหตุผล

คนจำนวนมากสนับสนุนให้พรรคประชาชนได้ขึ้นบริหารประเทศ ไม่ใช่เพราะอยากให้ใครไปล้มล้างสิ่งดีงาม แต่เพราะอยากเห็นรัฐบาลที่กล้า “สะสางรากเหง้า” ของปัญหาในเสาหลักสำคัญ—ปัญหาที่พรรคอื่นจำนวนมากไม่แตะ หรือแตะไม่สุด แม้หลายพรรคจะเคยเป็นรัฐบาลมาแล้วก็ตาม
คันฉ่องส่องไทย: ความเป็นกลางไม่ใช่การไม่คิด ความเป็นกลางคือการตั้งมาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย แล้วถามให้ถึง “สมุทัย” และ “มรรค” อย่างไม่กลัวความจริง
สารบัญ
  1. บทนำ: ความหวังต่อ “การซ่อมประเทศ”
  2. อริยสัจ 4: ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค ในการเมืองจริง
  3. ทำไมการ “แจก” จึงไม่ผิด แต่ผิดเมื่อใช้แทนโครงสร้าง
  4. ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง (ไม่พาดพิงบุคคล): รูปแบบที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำ
  5. Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค ต้องเดินพร้อมกัน
  6. Critical Thinking: ชุดคำถามสำหรับผู้อ่าน (ใช้กับทุกพรรค)
  7. บทสรุป: เลือกเหตุผล เลือกมาตรฐาน เลือกอนาคต
  8. หน้าสรุปอินโฟกราฟิก: Dual Tracks 8 เสา (ต่อท้าย)

1) บทนำ: ความหวังต่อ “การซ่อมประเทศ” ไม่จำเป็นต้องเป็นความคลั่งไคล้ต่อพรรค

ในสังคมที่แตกเป็นฝักฝ่าย เรามักถูกบังคับให้เลือกข้างโดยอัตโนมัติ: ถ้าไม่เห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องถูกตีตราว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม แต่ในความจริง คนจำนวนมากสนับสนุนพรรคประชาชนด้วยเหตุผลที่ “ไม่ใช่ศัตรู–มิตร” หากเป็นเหตุผลแบบ “วิศวกรรมสังคม” คืออยากเห็นรัฐบาลที่กล้าซ่อมเครื่องจักรประเทศที่ชำรุดมานาน

ความคาดหวังนี้มาจากความรู้สึกว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ครั้ง ประชาชนยังพบ “อาการเดิม” ซ้ำ ๆ—รายได้ไม่พอรายจ่าย หนี้สูง ความเหลื่อมล้ำ และสถาบันรัฐถูกตั้งคำถามเรื่องมาตรฐาน ความโปร่งใส และความรับผิด จนหลายคนเริ่มสรุปว่า ปัญหาไทยไม่ใช่แค่ “นโยบายรายปี” แต่เป็นเรื่อง “โครงสร้างอำนาจและแรงจูงใจ” ที่ทำให้ปัญหาถูกผลิตซ้ำ

แกนของบทความนี้: อธิบายว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงอยากเห็นรัฐบาลที่ “แตะสมุทัย” (รากเหตุ) โดยไม่จำเป็นต้องเกลียดชังใคร และไม่จำเป็นต้องทำลายสิ่งดีงามใด ๆ

2) อริยสัจ 4 ในโลกการเมืองจริง: ถ้าไม่แตะสมุทัย ทุกข์ก็ยืดเยื้อ

2.1 ทุกข์: อาการที่คนไทยสัมผัสได้ทุกวัน

ทุกข์ในที่นี้คือ “ทุกข์ของระบบ” ที่บั่นทอนชีวิตและศักดิ์ศรีของพลเมือง

  • ค่าแรง/รายได้โตช้า แต่ค่าครองชีพและหนี้โตเร็ว
  • โอกาสกระจุก: คนเล็กเข้าถึงทุน เครือข่าย และตลาดยาก
  • บริการรัฐช้า ดุลพินิจสูง จนประชาชนต้องพึ่ง “เส้นสาย”
  • ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมลดลงเมื่อเห็นมาตรฐานไม่สม่ำเสมอ
  • การเมืองวนความขัดแย้งเรื้อรัง โดยไม่มี “ทางออกเชิงสถาบัน” ที่ทุกฝ่ายเชื่อถือร่วมกัน
  • ชายแดนและเศรษฐกิจสีเทาเป็นเงาทับเศรษฐกิจจริง และสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคง

2.2 สมุทัย: เหตุแห่งทุกข์—โครงสร้างแรงจูงใจที่ผลิตซ้ำปัญหา

สมุทัยคือ “ระบบ” ไม่ใช่ “ด่าใครคนใดคนหนึ่ง”

  • Power–Accountability mismatch: อำนาจจริงกับความรับผิดไม่อยู่ที่เดียวกัน
  • รัฐทึบ: ข้อมูลงบประมาณ/จัดซื้อ/ผลลัพธ์เข้าถึงยาก ทำให้ตรวจสอบยาก
  • การแข่งขันทางการเมืองถูกตั้งคำถามเรื่องความเสมอภาคและการบังคับใช้กติกา
  • ดุลพินิจทางราชการสูง: ความไม่แน่นอนกลายเป็นช่องทางคอร์รัปชัน
  • ความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารไม่อยู่ในมาตรฐานรัฐสมัยใหม่ในหลายมิติ
  • พื้นที่ชายแดนเป็น “พื้นที่เสี่ยง” ต่อผลประโยชน์ทับซ้อนและเศรษฐกิจสีเทา

2.3 นิโรธ: ประเทศที่เครื่องจักรทำงานได้—ไม่ต้องพึ่งการประคองตลอดไป

  • กติกาการเมืองทำให้ “เสียงประชาชน” มีความหมายจริง และทุกฝ่ายเห็นว่าการแข่งขันเป็นธรรม
  • รัฐเปิดเผย ตรวจสอบได้ และยอมรับผิดเมื่อผิดพลาด
  • กองทัพทำหน้าที่ภายใต้การกำกับของพลเรือนตามมาตรฐานสากล
  • เศรษฐกิจลดผูกขาด ลดทุนมืด เพิ่มโอกาสให้คนเล็กและผู้ประกอบการ
  • ชายแดนมั่นคงแบบยั่งยืน: ลดการปะทะ และลดเศรษฐกิจสีเทา
  • การศึกษา/สื่อสร้างพลเมืองคิดเป็นและตรวจสอบอำนาจได้

2.4 มรรค: ทางเดิน—ต้องมีทั้ง “เยียวยา” และ “ปฏิรูป” (Dual Tracks)

  • Track A (Micro) ช่วยคนทันที: ลดทุกข์ ลดความเสี่ยง ให้สังคมหายใจได้
  • Track B (Macro) เปลี่ยนโครงสร้าง: ปรับกติกาและแรงจูงใจให้ปัญหาไม่ผลิตซ้ำ
บทเรียนสำคัญ: ถ้าเราทำได้แค่ “ช่วยวันนี้” แต่ไม่ “ซ่อมระบบ” เราจะต้องช่วยแบบเดิมซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยไม่เคยหลุดจากวงจร

3) ทำไมการ “แจก” จึงไม่ผิด แต่ผิดเมื่อใช้แทนการซ่อมโครงสร้าง

ความจริงที่ต้องยอมรับก่อนคือ มาตรการระยะสั้นมีความจำเป็นในหลายช่วง เพราะประชาชนจำนวนมากไม่สามารถรอผลระยะยาวได้โดยไม่มี “กันชน” รัฐที่ดีจึงต้องช่วยให้คนไม่ล้ม—นี่คือมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่

แต่ปัญหาเกิดเมื่อมาตรการแจกกลายเป็น “แกนหลัก” ของการเมือง เพราะมันทำให้รัฐบาลได้ผลเร็ว ได้คะแนนเร็ว โดยไม่ต้องเผชิญแรงต้านจากโครงสร้างผลประโยชน์เดิมมากนัก ในสภาวะเช่นนี้ การแจกกลายเป็น เครื่องมือซื้อเวลา และสังคมถูกชวนให้เชื่อว่า “อาการดีขึ้น” ทั้งที่โรคยังอยู่

คันฉ่องส่องไทย: การแจกไม่ใช่บาป แต่การ “แจกแทนการซ่อม” คือการปล่อยให้อนาคตถูกกินทีละน้อย เพราะลูกหลานจะต้องจ่ายราคาของโครงสร้างที่ไม่ถูกซ่อมด้วยภาษี หนี้ และโอกาสที่หายไป

4) ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง (ไม่พาดพิงบุคคล): “รูปแบบ” ที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำ

เพื่อหลีกเลี่ยงการด่าคน เราจะพูดถึง “รูปแบบเชิงระบบ” ที่เกิดซ้ำในสังคมไทย และเป็นเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงอยากเห็นรัฐบาลที่กล้าแตะโครงสร้าง

4.1 ระบบทึบ: ข้อมูลไม่ใช่ของประชาชนโดยปริยาย

เมื่อข้อมูลงบประมาณ ผลลัพธ์โครงการ จัดซื้อจัดจ้าง และตัวชี้วัดถูกทำให้เข้าถึงยาก การตรวจสอบย่อมกลายเป็น “งานนักสืบ” ไม่ใช่สิทธิพลเมือง

  • การอ้างเหตุผลความมั่นคง/ความลับเพื่อปิดข้อมูลมากเกินจำเป็น
  • รายงานผลโครงการเน้น “กิจกรรม” มากกว่า “ผลลัพธ์”
  • เมื่อข้อมูลทึบ ความผิดพลาดจึงยืดอายุได้นาน และคอร์รัปชันมีที่ซ่อน

4.2 ดุลพินิจสูง: ประชาชนต้องพึ่ง “เส้น” เพื่อให้รัฐทำงาน

ถ้ากฎหมายและระเบียบเปิดช่องตีความกว้าง เจ้าหน้าที่มีดุลพินิจสูง ความไม่แน่นอนจะกลายเป็นต้นทุนชีวิตและต้นทุนธุรกิจ

  • ประชาชนเสียเวลา/เสียศักดิ์ศรีเพราะต้อง “ขอความเมตตา” แทนสิทธิ
  • ธุรกิจดี ๆ ถูกบั่นทอนเพราะความไม่แน่นอนและต้นทุนใต้โต๊ะ
  • ระบบแบบนี้ทำให้คนเก่งหนีไป และคนที่อยู่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความไม่ปกติ

4.3 การแก้ปัญหาแบบ “ปลายเหตุ”: รัฐเก่งกับการดับไฟ แต่ไม่เก่งกับการกันไฟ

การดับไฟเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากไม่มีการกันไฟ (prevention + institution) ประเทศจะเหนื่อยกับการดับไฟซ้ำ ๆ

  • วิกฤตเศรษฐกิจ: ช่วยเฉพาะหน้า แต่ไม่แก้โครงสร้างรายได้/ผูกขาด/ทักษะแรงงาน
  • คอร์รัปชัน: ไล่จับรายกรณี แต่ไม่เปลี่ยนระบบจัดซื้อ/เปิดข้อมูล/ตรวจสอบผลลัพธ์
  • ความขัดแย้งการเมือง: เน้น “สงบเงียบ” มากกว่า “กติกาที่ทุกฝ่ายเชื่อถือ”

4.4 ภาวะ “อำนาจไม่ต้องรับผิด”: เมื่อผู้กำหนดเกมไม่ต้องถูกตรวจ

ถ้าอำนาจบางส่วนกำหนดทิศทางประเทศได้ แต่ไม่อยู่ใต้การตรวจสอบที่เทียบเท่ากับฝ่ายอื่น ระบบจะเอียงโดยธรรมชาติ

  • การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เกิดในพื้นที่ปิดมากเกินไป
  • ความรับผิดเลื่อนลอย: เมื่อผลลัพธ์เสียหาย ไม่มีใครรับผิดเต็ม ๆ
  • ประชาชนจึงรู้สึกว่า “เลือกตั้งแล้วก็ไม่เปลี่ยน” และสิ้นหวังต่อการเมือง

4.5 ชายแดนเป็นระบบซ้อน: อธิปไตย + เศรษฐกิจสีเทา + ความปลอดภัยคน

ชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องทหารเผชิญหน้า แต่เป็นพื้นที่ที่เงินผิดกฎหมาย อิทธิพลท้องถิ่น และเครือข่ายข้ามชาติเดินผ่าน

  • ถ้าข้อมูลด่าน/รายได้/การจัดซื้อทึบ เศรษฐกิจสีเทาจะเติบโตเงียบ ๆ
  • เมื่อปัญหาปะทุ อาจถูกอธิบายด้วยชาตินิยม เพื่อเบี่ยงคำถามเรื่องความรับผิดและผลประโยชน์ทับซ้อน
  • ทางออกจึงต้องเป็น “แพ็กเดียว” ไม่ใช่เพิ่มด่านอย่างเดียวหรือเพิ่มอาวุธอย่างเดียว

4.6 สังคมถูกทำให้เลือกข้างง่าย: เพราะขาด “พื้นที่ของเหตุผลร่วม”

เมื่อสื่อ ข้อมูล และการศึกษาไม่สร้างนิสัยการคิดเชิงเหตุผล สังคมจะถูกปั่นให้แตกแยกได้ง่าย และอำนาจจะยิ่งตรวจสอบยาก

  • ข่าวและการสื่อสารเน้นอารมณ์ มากกว่าหลักฐานและความรับผิด
  • ผู้คนถกเถียงกันเรื่อง “ใครรักชาติ” มากกว่า “อะไรทำให้ชาติเดินหน้า”
  • เมื่อสังคมแตก อำนาจรวมศูนย์จะยิ่งแข็งแรง เพราะประชาชนไม่สามารถรวมมาตรฐานร่วมได้
สรุปเชิงระบบ: เหล่านี้คือ “โครงสร้าง” ที่ทำให้การแจกหรือการแก้ปลายเหตุไม่เพียงพอ เพราะมันไม่แตะรากเหตุที่ผลิตซ้ำปัญหา

5) Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค ต้องเดินพร้อมกัน

ถ้าเราต้องการความเป็นธรรมจริง เราต้องยอมรับว่า คนจำนวนมากไม่มีแรงพอจะรอผลการปฏิรูป แต่ถ้าเรามีแต่การเยียวยาโดยไม่ปฏิรูป ประเทศก็ไม่พ้นวงจรเดิม ดังนั้น Dual Tracks คือการออกแบบให้ “คนอยู่รอด” และ “ระบบเปลี่ยนได้”

Track A (Micro): ทำให้ประชาชน “หายใจได้”

  • กันชนหนี้และรายได้ (แบบมีเงื่อนไขและวัดผลได้)
  • บริการรัฐที่เร็วขึ้นจริง (SLA, ลดเวลาอนุญาต)
  • ความปลอดภัยชุมชนและชายแดน (incident protocol, เตือนภัย, คุ้มครองคน)
  • ช่องทางร้องเรียนและคุ้มครองผู้ร้องเรียน

Track B (Macro): ทำให้ “โรคไม่กลับมา”

  • รัฐเปิดข้อมูลเป็นค่าเริ่มต้น (FOI, open data, procurement transparency)
  • งบประมาณผูกผลลัพธ์ (outcome-based budgeting)
  • ลดดุลพินิจ เพิ่มระบบตรวจสอบที่เทียบเท่าและสม่ำเสมอ
  • รีเซ็ตความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารตามมาตรฐานรัฐสมัยใหม่
  • กลไกขับเคลื่อน: KPI dashboard + เจ้าภาพ + audit ที่มีอำนาจเข้าถึงข้อมูล
บทเรียนสำคัญ: Track A คือมนุษยธรรมและเสถียรภาพทางสังคม Track B คือความยั่งยืนและการไม่กลับไปป่วยซ้ำ ประเทศที่ดีต้องทำทั้งสอง—พร้อมกัน

6) Critical Thinking: ชุดคำถามสำหรับผู้อ่าน (ใช้กับทุกพรรค—มาตรฐานเดียว)

หากเราไม่อยากเลือกข้างด้วยอารมณ์ เราต้อง “เลือกด้วยมาตรฐาน” ต่อไปนี้คือคำถามเชิง Critical Thinking ที่ใช้ได้กับทุกพรรค ทุกฝ่าย เพื่อให้การเมืองกลับมาอยู่บนหลักฐานและความรับผิด

6.1 คำถามเรื่อง “ปัญหา” (Clarify the Issue)

  • พรรคนี้นิยามปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศว่าอะไร และมีหลักฐานใดสนับสนุน
  • เขาแยก “อาการ” ออกจาก “เหตุ” ได้หรือไม่
  • ปัญหาใดเป็นเชิงนโยบายรายปี และปัญหาใดเป็นเชิงสถาบัน/โครงสร้าง

6.2 คำถามเรื่อง “เหตุผล” (Assess Reasoning & Evidence)

  • ข้อเสนออิงข้อมูลจริง หรืออิงความรู้สึก/ความนิยม
  • มีตัวชี้วัดความสำเร็จและความล้มเหลวชัดเจนหรือไม่
  • มีแผนรองรับผลข้างเคียง (trade-offs) หรือไม่

6.3 คำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” (Fair Standards)

  • พรรคนี้เสนอให้กติกาใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่
  • เขากล้าสร้างระบบตรวจสอบ “ตัวเอง” เท่ากับตรวจสอบ “คนอื่น” หรือไม่
  • เขาพูดเรื่องโปร่งใส แต่ยอมเปิดข้อมูลที่ทำให้ตรวจสอบเขาได้จริงหรือไม่

6.4 คำถามเรื่อง “Dual Tracks” (Short-term + Long-term)

  • Track A: 100 วันแรกจะทำอะไรให้คนรู้สึกได้จริง
  • Track B: 6–24 เดือนจะทำอะไรที่แตะโครงสร้าง (กติกา/งบ/ข้อมูล/ตรวจสอบ)
  • มี dashboard ให้ประชาชนตรวจสอบรายเดือนหรือไม่

6.5 คำถามเรื่อง “ความกล้าและความซื่อสัตย์ต่อความจริง” (Intellectual Integrity)

  • เมื่อข้อมูลจริงขัดกับคำสัญญา เขากล้าปรับท่าทีหรือยังดื้อรักษาหน้า
  • เขาอธิบายข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมาหรือขายฝัน
  • เขายอมรับความผิดพลาดและแก้ไขเชิงระบบหรือโทษคนอื่น

6.6 คำถามเรื่อง “อำนาจและความรับผิด” (Accountability Follows Power)

  • เขาชี้ให้เห็นศูนย์อำนาจจริงของรัฐ และเสนอให้ตรวจสอบได้อย่างไร
  • เขาจัดวางความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารในมาตรฐานรัฐสมัยใหม่อย่างไร
  • เขาจะทำให้ความรับผิด “เกาะติดอำนาจ” ได้จริงหรือไม่
คันฉ่องส่องไทย: ถ้าเราไม่ตั้งคำถามแบบนี้กับทุกพรรคเท่ากัน เรากำลังเปิดทางให้การเมืองกลับไปเป็นเกมอารมณ์—ซึ่งมักจบด้วยการที่อำนาจไม่ต้องรับผิด

7) บทสรุป: เลือกเหตุผล เลือกมาตรฐาน เลือกอนาคต

หากจะสรุปอย่างไม่เลือกข้างที่สุด เราอาจพูดได้ว่า คนจำนวนมากอยากเห็นพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ เพราะเขาอยากเห็นรัฐบาลที่ “แตะสมุทัย” มากกว่า ไม่ใช่รัฐบาลที่เก่งแค่ “บริหารอาการ”

นี่ไม่ใช่คำตัดสินว่าใครดีเลิศหรือเลวร้าย แต่เป็นคำถามต่อประเทศว่า เราจะยอมอยู่กับวงจรเดิมต่อไปหรือไม่: แจก–ประคอง–หาเสียง–วนซ้ำ หรือจะยกระดับให้การเมืองทำหน้าที่ที่ยากกว่า: ซ่อมกติกา ซ่อมสถาบัน ซ่อมความรับผิด และซ่อมความโปร่งใส

คันฉ่องส่องไทย: เราไม่จำเป็นต้องรักหรือเกลียดใครเป็นพิเศษ แต่เราจำเป็นต้องรักอนาคตของลูกหลานพอที่จะกล้าถามความจริงกับทุกฝ่าย

หน้าสรุป: Dual Tracks 8 เสา (Micro + Macro)

เหมาะสำหรับเลื่อนดูไว ๆ / ใช้เป็นสไลด์ HTML ต่อท้ายบทความ
Track A (Micro) = เยียวยาทันที ลดทุกข์ชีวิตคน Track B (Macro) = ปฏิรูปโครงสร้าง ป้องกันป่วยซ้ำ
1
นิติรัฐ–ความรับผิดยุติ impunity + เปิดข้อมูลรัฐ
Track A
  • ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิ + คุ้มครองผู้ร้องเรียน
  • SLA บริการรัฐตอบภายใน X วัน
  • ช่องทางร้องเรียนเข้าถึงง่าย
Track B
  • FOI เปิดเป็นค่าเริ่มต้น
  • ตรวจสอบอิสระคดีรัฐเป็นคู่กรณี
  • ระบบรายงานผลโครงการแบบวัดผลได้
2
Reset พลเรือน–ทหารมาตรฐานรัฐสมัยใหม่
Track A
  • งบกลาโหมอ่านง่าย + ช่องร้องเรียนพลเรือน
  • มาตรการความปลอดภัยชุมชนในพื้นที่เสี่ยง
  • สื่อสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบตรวจสอบได้
Track B
  • กฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน + audit จัดซื้อ
  • ปฏิรูปแต่งตั้งโยกย้ายตามผลงาน/เหตุผลเปิดเผย
  • กฎหมายพิเศษมี sunset + กำกับโดยสภา
3
กติกาการเมืองเป็นธรรมเสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินจริง
Track A
  • ลดช่องตีความเลือกปฏิบัติ
  • เปิดผลประโยชน์ทับซ้อน/ข้อมูลผู้สมัคร
  • มาตรการโปร่งใสการหาเสียง
Track B
  • ปิดช่องสืบทอดอำนาจผ่านกติกา
  • องค์กรตรวจสอบต้องโปร่งใสและรับผิด
  • ตัดทุนมืด/เสริมพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน
4
เศรษฐกิจครัวเรือนหนี้–รายได้–โอกาส
Track A
  • รีไฟแนนซ์/ปรับโครงสร้างหนี้แบบมีเงื่อนไข
  • กันชนแรงงานนอกระบบ
  • งานชุมชนค่าแรงมาตรฐาน
Track B
  • ภาษีเพื่อสวัสดิการถ้วนหน้าแบบยั่งยืน
  • ลดผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน
  • SME + อุตสาหกรรมอนาคต + เข้าถึงทุน
5
ชายแดนไทย–กัมพูชาอธิปไตย + สีเทา + ความปลอดภัยคน
Track A
  • Hotline + incident protocol ลดปะทะ
  • คุ้มครองชุมชนชายแดน (เตือนภัย–อพยพ–ฟื้นรายได้)
  • ปราบอาชญากรรม “ตามเงิน”
Track B
  • เปิดข้อมูลด่าน/รายได้/จัดซื้อ
  • หมุนเวียนตำแหน่ง ลดผลประโยชน์ทับซ้อน
  • โซนเศรษฐกิจชายแดน “สีขาว”
6
รัฐบริการ–รัฐเปิดลดดุลพินิจ เพิ่มผลลัพธ์
Track A
  • เปิดงบ/จัดซื้อค้นง่าย
  • บริการดิจิทัลที่คนใช้จริง
  • ลด time-to-permit ครึ่งหนึ่ง
Track B
  • Outcome-based budgeting
  • ลดดุลพินิจ + สุ่มตรวจ + บันทึกเหตุผล
  • กระจายอำนาจพร้อมงบและความรับผิด
7
การศึกษา–สื่อ–พลเมืองคิดเป็นภูมิคุ้มกันทางปัญญา
Track A
  • หลักสูตรคิดเชิงวิพากษ์/รู้เท่าทันสื่อใช้จริง
  • คลัง fact sheets ตรวจสอบได้
  • ชุมชนเฝ้าระวังข้อมูลเท็จ
Track B
  • ปฏิรูปการสอน: ถาม–คิด–ทำ
  • คุ้มครองสื่อ/ผู้เปิดโปง
  • โปร่งใสโฆษณาการเมืองและทุนการเมือง
8
กลไกขับเคลื่อนเจ้าภาพ–KPI–งบผูกผล–dashboard
Track A
  • War room + แผน 100 วัน
  • Dashboard รายเดือน
  • รายงานความคืบหน้าแบบอ่านง่าย
Track B
  • กฎหมายผูก KPI กับงบ
  • คกก.อิสระตรวจสอบ มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล
  • พันธกรณีงบหลายปี (multi-year)

รายงานยุทธศาสตร์ชาติแบบ Dual Tracks แนวมดแดงล้มช้าง แก้โครงสร้างแต่ไม่ลืมปัญหาเฉพาะหน้าทุกด้าน

รายงานยุทธศาสตร์ชาติแบบ Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค เพื่อคลี่ “อำนาจ 70%” ให้กลับสู่รัฐสมัยใหม่ที่รับผิดรับชอบ

ประเทศไทยติดหล่มเพราะ “อำนาจจริง” ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเลือกตั้งเป็นหลัก แต่กระจายอยู่ในเครือข่ายคณาธิปไตยและรัฐความมั่นคง ซึ่งผลิตซ้ำการยึดกติกา การจัดสรรผลประโยชน์ และความไร้ความรับผิด (accountability) ผลคือเกิดปัญหาจุลภาคจำนวนมาก—หนี้ครัวเรือน ความยากจน ความหวาดกลัว ความไม่ไว้ใจรัฐ ความไม่ปลอดภัยชายแดน—ที่ถูก “รักษาแบบประคับประคอง” แต่ไม่เคยรักษา “รากโรค”
หัวใจของรายงานนี้: เยียวยาคนแบบทันที (Micro) ไปพร้อมกับปฏิรูปโครงสร้าง (Macro) มิฉะนั้นโรคเดิมจะกลับมาเสมอ

กรอบคิดและหลักการออกแบบนโยบาย

Dual Tracks คืออะไร?

จุลภาค (Micro) ชีวิตจริงของคน—รายได้ หนี้ งาน ความปลอดภัย ความยุติธรรม บริการรัฐ การศึกษา มหภาค (Macro) กติกาและสถาบัน—รัฐธรรมนูญ กลไกตรวจสอบ งบประมาณ โครงสร้างอำนาจความมั่นคง ระบบราชการ การกระจายอำนาจ

การแก้ปัญหาแบบ “รางเดียว” มักล้มเหลว: เยียวยาปากท้องโดยไม่แตะโครงสร้างอำนาจ → รักษาอาการ ปฏิรูปโครงสร้างโดยไม่เยียวยาคน → การเมืองที่ไร้มนุษยธรรม ดังนั้น ไทยต้องเดิน สองรางพร้อมกัน ให้เห็นผลทั้งวันนี้และระยะยาว

ยินดีให้ทุกพรรคการเมืองนำกรอบนี้ไปปรับใช้กับนโยบายหาเสียงของตนเอง โดยประชาชนควรใช้ “มาตรฐานเดียว” ตรวจสอบทุกพรรคเท่ากัน

8 เสาหลัก: สมุทัย (รากเหตุ) และมรรค (ทางแก้) แบบ Dual Tracks

เสาหลักที่ 1: นิติรัฐ–ความรับผิด

สมุทัย เลือกปฏิบัติ / impunity / ข้อมูลทึบ / ไม่มีหน่วยสอบสวนที่น่าเชื่อถือเมื่อรัฐเป็นคู่กรณี

Track A (Micro)

  • ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิประชาชน (จังหวัด + ออนไลน์)
  • คุ้มครองพยาน/ผู้ร้องเรียน พร้อมช่องทางปลอดภัย
  • SLA บริการรัฐตอบใน X วัน (มีตัวจับเวลาและรายงานผล)

KPI: เวลาปิดเรื่องร้องเรียน, จำนวนคดีช่วยเหลือสำเร็จ, คะแนนความเชื่อมั่นบริการรัฐ

Track B (Macro)

  • FOI “เปิดเป็นค่าเริ่มต้น” + บังคับเผยข้อมูลจัดซื้อ/สัญญา
  • Truth & Accountability Commission (กระบวนการค้นความจริง + รับผิด)
  • หน่วยสอบสวนอิสระเมื่อรัฐเป็นคู่กรณี

KPI: สัดส่วนข้อมูลเปิด, จำนวนคดีรัฐเข้าสู่กระบวนการอิสระ, benchmark นิติรัฐ/คอร์รัปชัน

เสาหลักที่ 2: Reset พลเรือน–ทหาร

สมุทัย งบสูงตรวจสอบต่ำ / โยกย้ายแบบเครือข่าย / กฎหมายพิเศษซ้อนทับโดยขาดการกำกับจากสภา

Track A (Micro)

  • งบกลาโหมแบบอ่านง่าย (หมวดซื้อ/ซ่อม/สัญญา/เจ้าของงบ)
  • ช่องทางร้องเรียนในพื้นที่ความมั่นคง (นอก chain of command)
  • มาตรการชายแดนเน้น human security: โปรโตคอลคุ้มครองชุมชน

Track B (Macro)

  • กฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน + audit จัดซื้อทุกโครงการเสี่ยง
  • ปฏิรูปแต่งตั้งโยกย้าย (เกณฑ์ผลงาน + เปิดเหตุผล)
  • กฎหมายพิเศษใส่ sunset clause + ต้องขออนุมัติสภาเมื่อเกิน X วัน

เสาหลักที่ 3: กติกาการเมืองเป็นธรรม

สมุทัย ช่องสืบทอดอำนาจ / การบังคับใช้กติกาไม่สม่ำเสมอ / พรรคอ่อนแอเพราะทุนมืดครอบงำ

Track A (Micro)

  • ลดช่องตีความเลือกปฏิบัติ (กติกาชัด + เหตุผลต้องเผย)
  • เปิดข้อมูลผู้สมัคร/ผลประโยชน์ทับซ้อนแบบค้นง่าย
  • สัญญาประชาคม “ไม่ใช้รัฐกำจัดคู่แข่ง” (มาตรฐานเดียว)

Track B (Macro)

  • แก้รัฐธรรมนูญให้เสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินจริง
  • ปฏิรูปองค์กรตรวจสอบให้โปร่งใสและรับผิด (มาตรฐานเดียว)
  • ตัดทุนมืด + เสริมพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน (finance transparency)

เสาหลักที่ 4: เศรษฐกิจครัวเรือน

สมุทัย หนี้สูง / รายได้โตช้า / แรงงานนอกระบบไร้กันชน / ผูกขาดและ rent extraction

Track A (Micro)

  • รีไฟแนนซ์/ปรับโครงสร้างหนี้แบบมีเงื่อนไข
  • สวัสดิการแรงงานนอกระบบ (กันชนรายได้ขั้นต่ำ)
  • งานชุมชนค่าแรงมาตรฐาน (ชั่วคราวแต่ยืนหยัดศักดิ์ศรี)

Track B (Macro)

  • ภาษีเพื่อสวัสดิการถ้วนหน้าแบบยั่งยืน
  • คุ้มครองการแข่งขันทางการค้า (เอาจริงกับผูกขาด)
  • SME + อุตสาหกรรมอนาคต + เข้าถึงทุนและตลาดรัฐแบบโปร่งใส

เสาหลักที่ 5: ชายแดนไทย–กัมพูชา (แพ็กเดียว)

สมุทัย อำนาจพิเศษ + ข้อมูลทึบ / เศรษฐกิจสีเทา / การปลุกชาตินิยมเพื่อปิดคำถามเรื่องความรับผิดและผลประโยชน์ทับซ้อน

Track A (Micro)

  • Hotline + incident protocol ลดปะทะและลดความเข้าใจผิด
  • คุ้มครองชุมชนชายแดน (เตือนภัย–อพยพ–ฟื้นรายได้)
  • ปราบอาชญากรรม “ตามเงิน” + ศูนย์ร้องเรียนเจ้าหน้าที่

Track B (Macro)

  • เปิดข้อมูลด่าน/รายได้/จัดซื้อ (border integrity dashboard)
  • หมุนเวียนตำแหน่ง + ตรวจสอบร่วม ลดผลประโยชน์ทับซ้อน
  • โซนเศรษฐกิจชายแดน “สีขาว” ลดแรงจูงใจเข้าสีเทา

เสาหลักที่ 6: รัฐบริการ–รัฐเปิด

สมุทัย รวมศูนย์สูง / ดุลพินิจมาก / งบไม่ผูกผล / ข้อมูลเข้าถึงยาก

Track A (Micro)

  • เปิดข้อมูลงบ–จัดซื้อ “ค้นง่าย”
  • บริการดิจิทัล 20 รายการที่คนใช้จริง + SLA
  • ลด time-to-permit ครึ่งหนึ่งในใบอนุญาตหลัก

Track B (Macro)

  • Outcome-based budgeting (งบผูกผลลัพธ์)
  • ลดดุลพินิจ + สุ่มตรวจ + บันทึกเหตุผลทุกครั้ง
  • กระจายอำนาจพร้อมงบและความรับผิด (ไม่โยนภาระ)

เสาหลักที่ 7: การศึกษา–สื่อ–พลเมืองคิดเป็น

สมุทัย ท่องจำ / ข่าวปลอม / สื่อถูกครอบงำ / ภูมิคุ้มกันทางปัญญาต่ำ

Track A (Micro)

  • Critical thinking & media literacy ใช้ได้จริง (เครื่องมือถาม–ตรวจหลักฐาน)
  • คลัง fact sheets ตรวจสอบได้ (อัปเดตรายวัน)
  • ชุมชนเฝ้าระวังข้อมูลเท็จ + คู่มือแยกข่าวกับความเห็น

Track B (Macro)

  • ปฏิรูปการสอน: ถาม–คิด–ทำ (ลดท่องจำเป็นแกน)
  • คุ้มครองเสรีภาพสื่อ/ผู้เปิดโปง (whistleblower protection)
  • โปร่งใสโฆษณาการเมืองและทุนการเมือง

เสาหลักที่ 8: กลไกขับเคลื่อนให้เกิดจริง

สมุทัย แผนตายเพราะไม่มีเจ้าภาพ / ไม่มี KPI / ไม่มีงบผูกผล / ขาดความต่อเนื่อง

Track A (Micro)

  • War Room Dual Tracks (ข้ามหน่วย) + รายงานสาธารณะ
  • แผน 100 วัน ที่ “จับต้องได้”
  • Dashboard KPI รายเดือน (ประชาชนตรวจเองได้)

Track B (Macro)

  • กฎหมายผูก KPI กับงบ (performance-linked budgeting)
  • คณะกรรมการอิสระภาคประชาชน–ผู้เชี่ยวชาญตรวจ (มีสิทธิเข้าถึงเอกสาร)
  • พันธกรณีงบหลายปี (multi-year commitments)

Roadmap รวม

ช่วงเวลา สิ่งที่ต้องเกิด (ตัวอย่างแกน)
0–6 เดือน เปิดข้อมูลงบ/จัดซื้อ, ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิ, hotline ชายแดน, dashboard KPI, บริการรัฐเร่งด่วน
6–18 เดือน รีไฟแนนซ์หนี้มีเงื่อนไข, ปราบอาชญากรรมชายแดน “ตามเงิน”, ร่างกฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน, ยกระดับ FOI
18–36 เดือน แก้กติกาให้เสียงประชาชนเป็นตัวตัดสิน, outcome-based budgeting, ปฏิรูปโยกย้าย, โซนเศรษฐกิจชายแดนสีขาว
36–60 เดือน สถาปนามาตรฐานรัฐสมัยใหม่: ตรวจสอบได้ โปร่งใส กองทัพอยู่ใต้พลเรือน การศึกษาสร้างพลเมืองคิดเป็น

Dashboard KPI ระดับชาติ (ตัวอย่างชุดวัดผล)

  • ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม/บริการรัฐ (รายไตรมาส)
  • เหตุปะทะชายแดน + คะแนนความปลอดภัยชุมชน
  • สัดส่วนงบที่ “เปิดเผย + ตรวจผลลัพธ์ได้”
  • ดัชนีคอร์รัปชัน/นิติรัฐ (benchmark)
  • หนี้ครัวเรือน/หนี้เสีย + รายได้จริงต่อหัว
  • ทักษะคิดวิเคราะห์ (assessment ใหม่ ไม่ใช่ท่องจำ)
แก่นสรุป: เยียวยาคนวันนี้โดยไม่แตะโครงสร้าง → โรคเดิมกลับมา ปฏิรูปโครงสร้างโดยไม่เยียวยาคน → ไร้มนุษยธรรม ไทยต้องเดิน “สองราง” ไปพร้อมกันเท่านั้น
One More Page — 8 Pillars & Dual Tracks (Micro + Macro)

แผนผัง: 8 เสาหลัก & Dual Tracks (หน้าเดียวสำหรับสไลด์/แชร์)

Track A (Micro) = บำบัด/เยียวยาทันที ลดความเสี่ยงชีวิตคน Track B (Macro) = ปฏิรูปโครงสร้าง ปรับกติกาเพื่อไม่ให้โรคเดิมกลับมา
1
นิติรัฐ–ความรับผิดปิด impunity + เปิดข้อมูลรัฐ
Track A
  • ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิ
  • คุ้มครองพยาน/ผู้ร้องเรียน
  • SLA บริการรัฐ
Track B
  • FOI เปิดเป็นค่าเริ่มต้น
  • Truth & Accountability
  • สอบสวนอิสระคดีรัฐ
2
Reset พลเรือน–ทหารตรวจสอบงบ + ลดกฎหมายพิเศษ
Track A
  • งบกลาโหมอ่านง่าย
  • ร้องเรียนพื้นที่มั่นคง
  • ชายแดนเน้น human security
Track B
  • กฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน
  • ปฏิรูปโยกย้าย
  • sunset clause กฎหมายพิเศษ
3
กติกาการเมืองเป็นธรรมเสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินจริง
Track A
  • ลดช่องเลือกปฏิบัติ
  • เปิดข้อมูลผู้สมัคร
  • สัญญาประชาคมไม่ใช้รัฐกำจัดคู่แข่ง
Track B
  • แก้จุดสืบทอดอำนาจ
  • องค์กรตรวจสอบเชิงความรับผิด
  • ตัดทุนมืด/เสริมพรรค
4
เศรษฐกิจครัวเรือนหนี้–รายได้–โอกาส
Track A
  • รีไฟแนนซ์หนี้มีเงื่อนไข
  • กันชนแรงงานนอกระบบ
  • งานชุมชนค่าแรงมาตรฐาน
Track B
  • ภาษีเพื่อสวัสดิการยั่งยืน
  • เพิ่มการแข่งขัน ลดผูกขาด
  • SME + อุตสาหกรรมอนาคต
5
ชายแดนไทย–กัมพูชาอธิปไตย + เศรษฐกิจสีเทา + คน
Track A
  • Hotline + protocol
  • คุ้มครองชุมชนชายแดน
  • ปราบ “ตามเงิน”
Track B
  • เปิดข้อมูลด่าน/รายได้/จัดซื้อ
  • ตรวจสอบร่วม + หมุนเวียนตำแหน่ง
  • โซนเศรษฐกิจสีขาว
6
รัฐบริการ–รัฐเปิดลดดุลพินิจ เพิ่มผลลัพธ์
Track A
  • เปิดงบ/จัดซื้อค้นง่าย
  • บริการดิจิทัล 20 รายการ
  • ลด time-to-permit
Track B
  • Outcome-based budgeting
  • ลดดุลพินิจ + สุ่มตรวจ
  • กระจายอำนาจพร้อมงบ
7
การศึกษา–สื่อ–พลเมืองคิดเป็นภูมิคุ้มกันทางปัญญา
Track A
  • Critical thinking ใช้จริง
  • คลัง fact sheets
  • ชุมชนเฝ้าระวังข่าวเท็จ
Track B
  • ปฏิรูปการสอน ถาม–คิด–ทำ
  • คุ้มครองสื่อ/ผู้เปิดโปง
  • โปร่งใสทุนการเมือง
8
กลไกขับเคลื่อนเจ้าภาพ KPI งบผูกผล ต่อเนื่อง
Track A
  • War room
  • แผน 100 วัน
  • Dashboard รายเดือน
Track B
  • กฎหมายผูก KPI กับงบ
  • คกก.อิสระตรวจ
  • multi-year commitments

คำบรรยายขยายความ (ภาษาอังกฤษ) — สนใจโปรดคลิกเพื่ออ่าน

This appendix provides a prose-mode rendering of the Dual-Tracks scheme. It is collapsed by default; readers can click to expand sections and read deeper narrative explanations. It mirrors the 8 pillars, the roadmap, and the KPI logic—without requiring the reader to digest bullet points alone.

Contents
  1. Executive Logic: Why Dual Tracks
  2. Operating Principles (5)
  3. Eight Pillars in Prose (1–8)
  4. Roadmap (0–60 months) & National KPI Dashboard
  5. Implementation Discipline: How to make the plan real
1) Executive Logic — Why Dual Tracks (Micro + Macro)

The plan starts from a simple governance diagnosis: Thailand’s recurring crises are not merely the outcome of “bad policies”, but the predictable output of an institutional environment where power and accountability are misaligned. When real decision authority is distributed across opaque networks—security structures, patronage webs, gatekeeping bodies, and non-electoral influence—elected governments tend to operate as managers of symptoms rather than principals of the state.

This mismatch produces two kinds of harm simultaneously: (1) everyday injuries—household debt stress, income stagnation, administrative arbitrariness, insecurity, and normalization of injustice; and (2) systemic reproduction of those injuries, because the incentives and the allocation of real power remain untouched.

Dual Tracks is therefore a design commitment: relieve immediate burdens (Track A) while correcting institutional drivers that reproduce those burdens (Track B). Either track alone fails: micro-only becomes symptom treatment; macro-only becomes reform without humane legitimacy.

2) Operating Principles — The Five Rules that Govern Every Pillar
  • Accountability follows power: where authority is exercised, responsibility must attach.
  • Transparency by default: openness is the cheapest anti-corruption tool and the fastest trust builder.
  • Civilian primacy: political decisions must not be subordinated to coercive institutions.
  • Border = Sovereignty + Grey Economy + Human Security: treat border risk as an integrated system.
  • Owner + KPI: every initiative needs an owner, a timeline, and measurable outputs/outcomes.
These principles are operational constraints. If a “security” project is not publicly auditable, it tends to become a rent channel. If border policy ignores the grey economy, it becomes expensive theatre rather than risk reduction.
3) The Eight Pillars in Prose (1–8)

Pillar 1 — Rule of Law & Accountability

Legitimacy collapses when citizens experience selective enforcement and impunity. Track A reduces vulnerability through accessible legal aid, whistleblower protection, and enforceable service standards. Track B makes impunity structurally harder by expanding FOI, ensuring independent investigation capacity whenever the state is a party, and creating credible truth-and-accountability mechanisms.

Pillar 2 — Civil–Military Reset

A modern state requires civilian control over coercive institutions. Track A starts with transparent budgets and grievance channels outside the chain of command. Track B codifies civilian primacy: auditable procurement, rule-based appointments, and time-limited emergency powers under legislative oversight.

Pillar 3 — Fair Political Rules

If elections do not reliably translate preferences into governing authority, citizens disengage. Track A reduces immediate distortions through transparent standards and conflict-of-interest disclosure. Track B closes non-electoral override pathways and enforces political-finance transparency.

Pillar 4 — Household Economy

Debt distress and stagnant income are democratic stability risks. Track A provides conditional refinancing and safety nets. Track B builds sustainability through competition enforcement, tax reform aligned with welfare durability, and SME/future-industry strategies.

Pillar 5 — Thai–Cambodia Border

Border tensions are not purely military. They are also rent environments: smuggling, fraud networks, trafficking, and money laundering thrive where information is opaque and oversight is weak. Track A prevents escalation via incident protocols and follows-the-money enforcement. Track B “sterilizes” rent channels by publishing border revenue/procurement, rotating key positions, and building legal economic zones that reduce dependence on grey markets.

Pillar 6 — Service State

High discretion and slow processes create corruption as a “service fee.” Track A opens budget/procurement and digitizes high-impact services. Track B introduces outcome-based budgeting, records reasons to reduce discretion, and decentralizes with capacity and accountability.

Pillar 7 — Thinking Citizen

Durable reform requires cognitive infrastructure. Track A provides practical critical thinking and media literacy tools with daily-updated fact sheets. Track B reforms education away from rote learning, protects press freedom, and mandates transparency in political advertising and funding.

Pillar 8 — Implementation Machinery

Reforms fail when ownership and KPI discipline are missing. Track A builds a dual-tracks war room and monthly dashboards. Track B ties budgets to KPI delivery, ensures independent oversight with real access, and creates multi-year commitments.

4) Roadmap (0–60 months) & National KPI Dashboard
  • 0–6 months: transparency surge, citizen-rights support, border hotlines, KPI dashboards, urgent services
  • 6–18 months: conditional debt relief, follow-the-money border enforcement, draft key governance laws
  • 18–36 months: rule fixes, outcome budgeting, appointment reforms, clean border economy zones
  • 36–60 months: consolidation into modern-state standards across security, education, bureaucracy, and accountability
KPI sets should include trust in justice/services, border incident rates and community security, share of budget that is transparent and outcome-audited, rule-of-law and corruption benchmarks, household debt distress, real income per capita, and measurable critical-thinking outcomes.
5) Implementation Discipline — Preventing “Just Another Document”
  • Budget as enforcement: link funding to KPI delivery and audit outcomes, not just spending.
  • Dashboards as anti-forgetting: publish monthly with comparable time-series metrics.
  • Rotation + transparency in rent-prone zones: borders and procurement-heavy agencies.
  • Independent oversight with real access: civic–expert bodies must access documents and publish findings.
  • Communication as governance: explain reforms as modern standards, not revenge narratives.
If the public can track results and budgets respond to results, the system’s default behavior changes. Reform becomes a habit, not a one-off heroic moment.

ทหารครองเมืองยาวนาน กับความล้มเหลวด้านอธิปไตย: เครือข่าย “สามพี่น้อง” ในโครงสร้างคณาธิปไตยไทยหลัง 2549

ทหารครองเมืองยาวนาน กับความล้มเหลวด้านอธิปไตย: เครือข่าย “สามพี่น้อง” ในโครงสร้างคณาธิปไตยไทยหลัง 2549

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อ “ประณามเป็นรายคน” แต่เพื่อทำให้คนอ่านเห็นภาพว่า อำนาจในไทยถูกผลิตซ้ำอย่างเป็นระบบ ผ่านการคุมกำลัง คุมกติกา และคุมพื้นที่ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ จนรัฐบาลพลเรือนที่อายุสั้นแทบไม่มีแรงพอจะกำกับ “รัฐความมั่นคง” ได้จริง และเมื่อเกิดความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา คำถามเรื่องความรับผิดจึงควรถูกหันกลับไปที่ “ผู้ถืออำนาจต่อเนื่อง” มากกว่าการโยนบาปให้รัฐบาลที่เข้ามาไม่นาน
ข้อระวังทางหลักฐาน: เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง (เช่น ปี 2553) มีข้อโต้แย้งจำนวนมาก บทความนี้จึงยืนอยู่บน “ข้อเท็จจริงระดับโครงสร้าง” และงานรายงานสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ไม่ฟันธงกล่าวหาเชิงปัจเจกโดยปราศจากหลักฐานเฉพาะราย [1]

1) “70% ของอำนาจ” คืออะไรในเชิงโครงสร้าง?

ภาพรวมแบบย่อยง่าย: สามชั้นของอำนาจที่ทับซ้อนกัน

หากเราพูดแบบภาษาบ้าน ๆ “อำนาจ” ไม่ได้มีแค่การชนะเลือกตั้งแล้วได้เป็นรัฐบาล แต่อยู่ที่การกำกับ สามทรัพยากร ที่เป็นหัวใจของรัฐ:

  • คุมกำลัง อำนาจใช้กำลัง (coercion) และการจัดวางกำลังพล/หน่วยยุทธศาสตร์
  • คุมกติกา อำนาจออกแบบกฎหมาย/รัฐธรรมนูญ/องค์กรที่จะตัดสินเกม
  • คุมผลประโยชน์ อำนาจคุมงบประมาณ โครงการ และพื้นที่เศรษฐกิจการเมืองที่มีเงินหมุนสูง

เมื่อสามอย่างนี้ถูกร้อยเข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย ย่อมเกิด “เครื่องจักรกลที่มีชีวิต” ที่สามารถ ปกป้องตัวเอง และ ผลิตซ้ำอำนาจ ได้ แม้รัฐบาลเลือกตั้งจะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ

2) ไทม์ไลน์ “คุมกองทัพ → คุมรัฐบาล → คุมกติกา”: เส้นทางอำนาจของเครือข่ายสามพี่น้อง

การอ่านเรื่องนี้แบบ “บุคคลนิยม” มักพลาดแก่น เพราะการคุมประเทศไม่ได้เกิดจากคนเก่งคนเดียว แต่เกิดจาก เครือข่ายที่ยึดตำแหน่งยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตำแหน่งในกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม

ช่วงเวลา จุดยึดอำนาจ นัยต่อ “โครงสร้างอำนาจ”
2547–2548 ประวิตรเป็น ผบ.ทบ.[2] การแต่งตั้ง–โยกย้ายเป็น “ทุนอำนาจ” ที่ยาวกว่าวาระรัฐบาล; วางเครือข่ายกำลังพลที่มีความจงรักภักดีต่อสายเดียวกัน
2550–2553 อนุพงษ์เป็น ผบ.ทบ.[3] ช่วงหลังรัฐประหาร 2549 การเมืองถูกดึงเข้าสู่กรอบ “ความมั่นคง”; กองทัพกลายเป็นผู้กำกับเกมที่อยู่เหนือการเลือกตั้ง
2553 วิกฤตการเมืองและการใช้กำลังต่อการชุมนุม (เสื้อแดง) เกิดคำถามเรื่องความรับผิดของรัฐต่อความสูญเสียจำนวนมาก; ปมค้างคาเชิงความยุติธรรมและการตรวจสอบถ่วงดุล [1]
2553–2557 ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ.[4] “คุมกำลัง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และเป็นสะพานไปสู่การยึดอำนาจโดยตรง
22 พ.ค. 2557 รัฐประหารและตั้ง คสช. การยึดรัฐแบบเต็มรูป: คุมฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และการออกแบบกติกาใหม่ [5]
2560–2562 รัฐธรรมนูญ 2560 + ส.ว.แต่งตั้ง 250 ร่วมเลือกนายกฯ การสืบทอดอำนาจเชิงสถาบัน: เปลี่ยน “อำนาจปืน” เป็น “อำนาจกติกา” ทำให้กลับมาเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ [6]
ข้อสรุปเชิงโครงสร้าง: หาก “คุมกำลัง” แล้วตามด้วย “คุมกติกา” การเลือกตั้งจะถูกทำให้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในระบบ ไม่ใช่เครื่องมือสูงสุดของอำนาจอธิปไตยของประชาชน

3) รัฐบาลพลเรือนอายุสั้น: ปัญหาไม่ใช่ “คนไหน” แต่คือ “ระบบทำให้เปราะ”

ในช่วงหลัง 2549 ไทยมีรัฐบาลพลเรือนจำนวนมากที่อายุสั้น—บางชุดอยู่เพียงราวหนึ่งปี หรือสองปีเศษ—ซึ่งมีนัยสำคัญทางรัฐศาสตร์อย่างยิ่ง: รัฐบาลที่เปลี่ยนบ่อย ไม่สามารถกำกับโครงสร้างความมั่นคงที่ต่อเนื่องได้จริง

โดยเฉพาะเรื่องชายแดนและความมั่นคงซึ่งมีกลไกบังคับบัญชา งบประมาณ กำลังพล และข้อมูลข่าวกรองอยู่ในระบบราชการ/กองทัพที่ต่อเนื่อง การจะ “สร้างฐานอำนาจใหม่” หรือ “ปรับวัฒนธรรมองค์กร” ต้องใช้เวลาและความสามารถในการสั่งการที่มั่นคง แต่ระบบการเมืองไทยกลับผลิตรัฐบาลที่เปราะและถูกทำให้ติดหล่มด้วยกลไกนอกสภาอยู่ซ้ำ ๆ

นัยสำคัญ: เมื่อคนไทยเห็นชายแดนมีปัญหาแล้วรีบโทษรัฐบาลที่อยู่ไม่นาน คำถามที่ถูกต้องกว่าอาจเป็น: “ใครถืออำนาจต่อเนื่องในพื้นที่นั้นมาโดยตลอด?”

4) ชายแดนไทย–กัมพูชา: อำนาจโดยแท้ของใคร และใครต้องรับผิดตามหลักรัฐสมัยใหม่?

ในหลักรัฐสมัยใหม่ “ความรับผิด” ต้องผูกกับ “อำนาจ” ไม่ใช่ผูกกับ “ภาพลักษณ์” หากหน่วยงานใดมีอำนาจปฏิบัติการสูงสุดในพื้นที่ หน่วยงานนั้นย่อมต้องรับผิดสูงสุดเมื่อเกิดความล้มเหลว

4.1 อำนาจพิเศษในภาวะฉุกเฉิน

กลไกสำคัญที่ทำให้กองทัพมีบทบาทเหนือรัฐบาลพลเรือนในบางช่วง คือ กฎอัยการศึก และกฎหมายความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถูกอธิบายในรายงานสาธารณะและตัวบทแปลอังกฤษ (เพื่อความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบ) [7] [8]

นี่ไม่ได้แปลว่า “ทหารผิดทุกเรื่อง” แต่แปลว่า ข้ออ้างโยนบาปให้รัฐบาลพลเรือนอายุสั้น มักขัดกับตรรกะความรับผิด เพราะรัฐบาลเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้คุมกลไกทั้งหมดในพื้นที่ความมั่นคงอย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติม: ทำไม “โทษนักการเมือง” มักเป็นการตัดตอนความจริง?

เมื่อเกิดเหตุการณ์ชายแดนตึงเครียด คนไทยจำนวนไม่น้อยถูกชี้นำให้เชื่อว่า “รัฐบาลพลเรือนบริหารไม่เป็น” แต่หากย้อนดูตรรกะอย่างเป็นธรรม จะพบประเด็นสำคัญ 3 ข้อ:

  • เวลาไม่พอ: รัฐบาลอายุสั้นไม่มีเวลาปรับโครงสร้าง/วัฒนธรรมองค์กรความมั่นคงที่สั่งสมมานาน
  • อำนาจไม่เต็ม: ระบบความมั่นคงมีอำนาจเฉพาะทางสูงและมีช่องทางใช้อำนาจพิเศษได้ โดยเฉพาะในภาวะฉุกเฉิน [7]
  • ความต่อเนื่องของผู้คุมพื้นที่: ในหลายพื้นที่ ผู้มีอำนาจปฏิบัติการต่อเนื่องมักเป็นหน่วยงานความมั่นคงในระดับพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับเศรษฐกิจชายแดน

ดังนั้น การจะพูดว่า “ชายแดนพังเพราะนักการเมือง” ต้องอธิบายให้ได้ว่า นักการเมืองคนใด สั่งการอะไร มีอำนาจจริงแค่ไหน และทำไมกลไกความมั่นคงที่คุมพื้นที่ต่อเนื่องจึงไม่รับผิด

5) ขมวดท้าย: เมื่อทหารครองเมืองยาวนาน แต่ชายแดนยังเปราะ — เราควรถามอะไร?

ถ้ากองทัพคือผู้ถือ “อำนาจความมั่นคง” ต่อเนื่องยาวนาน ถ้ากองทัพสามารถยึดรัฐ ออกแบบกติกา และสืบทอดอำนาจผ่านสถาบันการเมืองได้ ถ้ากองทัพมีอำนาจพิเศษในภาวะฉุกเฉิน และคุมพื้นที่ชายแดนในทางปฏิบัติ

เมื่อเกิดความตึงเครียดไทย–กัมพูชา—ตั้งแต่การปะทะ การยกระดับความขัดแย้ง ไปจนถึงข้อสงสัยเรื่องความหละหลวมและผลประโยชน์ชายแดน— การจะโทษรัฐบาลพลเรือนอายุสั้นโดยอัตโนมัติ จึงไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ยุติธรรมและไม่ใช่ตรรกะรัฐสมัยใหม่

คำถามที่ “ตรงตัวอำนาจ” มากกว่า:
เราจะยังโทษนักการเมืองที่เข้ามาไม่นานต่อไป
หรือจะเริ่มตรวจสอบ “ผู้ถืออำนาจต่อเนื่อง” ในฐานะผู้รับผิดสูงสุดของความมั่นคงและอธิปไตย?

การตรวจสอบกองทัพไม่ใช่ความเกลียดชัง หากคือแก่นของประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ที่เรียกว่า Accountability — อำนาจอยู่ที่ใด ความรับผิดต้องอยู่ที่นั่น

คันฉ่องส่องไทย: มอนโรว์ไม่ใช่คนปกติ และทรัมพ์ก็ไม่ได้ผิดปกติ

คันฉ่องส่องไทย: มอนโรว์ไม่ใช่คนปกติ และทรัมพ์ก็ไม่ได้ผิดปกติ
คันฉ่องส่องไทย • การเมืองโลกแบบเห็นโครงสร้าง

มอนโรว์ไม่ใช่คนปกติ และทรัมพ์ก็ไม่ได้ผิดปกติ

หากเรายังตัดสินโลกด้วย “มารยาทของศตวรรษที่ 19” เราจะพลาดแก่นของอำนาจในศตวรรษที่ 21

แก่น: Monroe Doctrine คือ “ตรรกะรัฐ” ไม่ใช่ “นิสัยคน” เป้าหมาย: ขยายกรอบเข้าใจโลกปัจจุบันอย่างเป็นธรรม

ในวงสนทนาการเมืองช่วงหลัง มักมีถ้อยคำหนึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือคำกล่าวที่ว่า “มอนโรว์เป็นผู้นำที่ปกติ สุภาพ มีวิสัยทัศน์ แต่ทรัมพ์เป็นผู้นำที่ไม่ปกติ ก้าวร้าว และคาดเดาไม่ได้” ถ้อยคำนี้ฟังดูสมเหตุสมผล หากเรามองการเมืองผ่าน บุคลิกผู้นำ และ มารยาททางการทูต แต่หากเราขยับกรอบความคิดออกไปมองในระดับ โครงสร้างอำนาจโลก ข้อสรุปดังกล่าวจะไม่เพียงคลาดเคลื่อน หากยังทำให้เราเข้าใจโลกปัจจุบันผิดไปอย่างอันตราย

คันฉ่องตั้งกรอบ: Monroe Doctrine ไม่ใช่ผลผลิตของอุปนิสัยส่วนตัวของเจมส์ มอนโรว์ และการที่ผู้นำยุคใหม่หยิบมันกลับมาใช้ ไม่ได้สะท้อนความ “วิปลาส” ของบุคคลเป็นหลัก หากแต่สะท้อน ตำแหน่งของสหรัฐอเมริกาในระบบโลกที่เปลี่ยนไป

มอนโรว์: ความสุภาพที่เกิดจากความยังไม่พร้อม

ในปี ค.ศ.1823 สหรัฐอเมริกาเป็นรัฐใหม่ ยังไม่ใช่มหาอำนาจ และยังอ่อนแอทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ Monroe Doctrine ในยุคนั้นคือคำประกาศเชิงป้องกัน เป็นการบอกจักรวรรดินิยมยุโรปว่า “อย่ากลับมาล่าอาณานิคมในลาตินอเมริกา” เพราะนี่คือพื้นที่ที่รัฐใหม่อย่างสหรัฐกำลังตั้งหลัก

ความสุภาพของมอนโรว์จึงไม่ใช่เพียงคุณธรรมส่วนบุคคล แต่เป็นผลโดยตรงจาก ข้อจำกัดทางอำนาจของรัฐอเมริกันในเวลานั้น สหรัฐยังไม่สามารถบังคับใช้หลักการนี้ได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง และยังต้องพึ่งพาอำนาจทางทะเลของอังกฤษเป็นหลักประกันทางอ้อม

ข้อเท็จจริงที่ไม่โรแมนติก: มอนโรว์ “พูดสุภาพ” ส่วนหนึ่งเพราะสหรัฐในวันนั้น ยังไม่มีอำนาจมากพอจะพูดแรง

ทรัมพ์: ความตรงไปตรงมาในโลกที่ความลังเลมีต้นทุนสูง

ตัดภาพมาที่ศตวรรษที่ 21 สหรัฐอเมริกาไม่ได้อยู่ในสถานะรัฐเกิดใหม่ แต่เป็นมหาอำนาจเดิมที่กำลังถูกท้าทาย จีนขยายอิทธิพลเชิงโครงสร้าง ทั้งการเงิน เทคโนโลยี และพลังงาน รัสเซียใช้ยุทธศาสตร์รบกวน แทรกแซง และบั่นทอนเสถียรภาพ โลกไม่ได้เป็นสนามการทูตสุภาพแบบศตวรรษที่ 19 แต่เป็นสนามแข่งขันที่ ความอ่อนข้อและความลังเลมีต้นทุนสูงมาก

ในบริบทนี้ การที่ผู้นำอย่างทรัมพ์นำตรรกะ Monroe Doctrine กลับมาใช้ ไม่ใช่การย้อนอดีตแบบหลงยุค แต่คือการ ป้องกันการเสื่อมอำนาจในรอบบ้านของตนเอง เป้าหมายของ Monroe Doctrine ไม่เคยเปลี่ยน คือการไม่ยอมให้มหาอำนาจนอกภูมิภาค ฝังตัวและจัดระเบียบซีกโลกตะวันตก

เรากำลังใช้มาตรฐานโลกเก่าตัดสินโลกใหม่หรือไม่

เมื่อโลกหมุนเร็วขึ้น การเมืองกลายเป็นการเมืองมวลชน ข่าวสารแพร่กระจายในระดับวินาที ความชอบธรรมถูกทดสอบแบบเรียลไทม์ ผู้นำที่พูดช้า สุภาพ และคลุมเครือ อาจไม่ถูกมองว่า “มีวุฒิภาวะ” อีกต่อไป แต่ถูกมองว่า “ไม่จริงจัง” หรือ “ไม่กล้าตัดสินใจ”

ผู้นำอย่างทรัมพ์จึงไม่ใช่ “ผิดปกติ” ในเชิงรัฐศาสตร์ แต่เป็นผู้นำที่ สื่อสารตรงกับตรรกะอำนาจของโลกปัจจุบัน โดยไม่ห่อหุ้มด้วยภาษาการทูตแบบเก่า หากมอนโรว์มีชีวิตอยู่ในโลกที่มหาอำนาจสามารถท้าทายกัน “ต่อหน้าสาธารณะ” ผ่านสื่อโลก เขาก็ไม่อาจใช้ถ้อยคำสุภาพแบบปี 1823 ได้เช่นกัน

คันฉ่องส่องไทย: บทเรียนที่เราควรเรียนรู้

การกล่าวว่า “มอนโรว์ปกติ แต่ทรัมพ์ไม่ปกติ” จึงเป็นการใช้ มาตรฐานของโลกเก่า ไปตัดสิน ผู้นำในโลกใหม่ สิ่งที่สังคมไทยควรถกเถียงอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าผู้นำพูดจาไพเราะหรือหยาบกระด้าง แต่คือผลลัพธ์และความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น

  • การใช้ Monroe Doctrine ในยุคนี้ สร้างเสถียรภาพหรือเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว
  • ความแข็งกร้าว จะยับยั้งมหาอำนาจคู่แข่ง หรือผลักโลกเข้าสู่การเผชิญหน้าถาวร
  • ประเทศไทยควรวางตัวอย่างไร ในโลกที่มหาอำนาจ “ไม่เกรงใจ” กันอีกต่อไป

บทสรุป

Monroe Doctrine ไม่ใช่กระจกส่องนิสัยของผู้นำคนใด แต่เป็นกระจกสะท้อน ตำแหน่งของสหรัฐอเมริกาในระบบโลก มอนโรว์ไม่ได้ “ดีกว่า” ทรัมพ์ และทรัมพ์ก็ไม่ได้ “วิปลาส” เมื่อเทียบกับมอนโรว์ ทั้งสองคนเพียงแต่พูดภาษาของอำนาจในโลกคนละยุค

และหากสังคมไทยต้องการเข้าใจโลกปัจจุบันอย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องฟังภาษาใหม่นี้ โดยไม่เอาหูของศตวรรษที่ 19 ไปตัดสินศตวรรษที่ 21

คันฉ่องปิดท้าย: Monroe Doctrine คือ “ตรรกะรัฐ” และ “ตรรกะอำนาจ” ไม่ใช่เรื่องความสุภาพหรือความหยาบของผู้นำ

คันฉ่องส่องกองทัพไทย: เมื่อกองทัพสู้เกมมวลชนด้วยวาทกรรม

คันฉ่องส่องกองทัพไทย: เมื่อกองทัพสู้เกมมวลชนด้วยวาทกรรม
คันฉ่องส่องกองทัพไทย • ส่องวาทกรรม–ส่องโครงสร้าง

เมื่อกองทัพสู้เกมมวลชนด้วยวาทกรรม
แต่เลี่ยงคำถามเชิงโครงสร้าง

ข้อถกเถียงเรื่อง “ศักดิ์ศรีทหาร” กับ “สิทธิพลเมืองในการตรวจสอบ” ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน หากสังคมยืนยันเส้นแบ่งระหว่าง ทหารอาชีพ กับ อำนาจการเมือง ให้ชัดเจน

กระจกบานแรก: วาทกรรมคือ “อาวุธทางความคิด”

ถ้อยแถลงที่ยก “3 วาทกรรม” (มีทหารไว้ทำไม / ทหารไทยรบยังไงก็แพ้ / ทหารชั้นผู้น้อย) พยายามย้ายสนามรบจาก “คำถามเชิงสถาบัน” ไปเป็น “ความรู้สึกของกลุ่มอาชีพ” เพื่อให้การวิจารณ์ดูเหมือนการดูหมิ่น ทั้งที่ใจกลางของข้อวิพากษ์จำนวนมากคือ บทบาททางการเมืองของกองทัพในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่การปฏิเสธทหารชายแดน

หลักคิดคันฉ่อง: สังคมสามารถ “เคารพผู้เสียสละ” พร้อมกับ “ตรวจสอบสถาบันผู้ใช้อำนาจ” ได้ในเวลาเดียวกัน — และจำเป็นต้องทำ

1) “มีทหารไว้ทำไม” : สลับประเด็นจาก “สถาบัน” เป็น “ปัจเจก”

คำถามเชิงสาธารณะจำนวนมากไม่ได้ถามว่า “ทหารจำเป็นไหม” ในฐานะการป้องกันประเทศ แต่ถามว่า ทำไมกองทัพจึงมีบทบาททางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเหตุใดอำนาจนั้นจึงไม่ยึดโยงกับประชาชนเท่าที่ควร

การโต้ว่า “ทหารก็เหมือนอาชีพอื่น มีทั้งคนดีและไม่ดี” เป็นข้อเท็จจริงระดับมนุษย์ แต่ ไม่ตอบคำถามเดิม ซึ่งเป็นคำถามระดับสถาบัน:

  • กองทัพมีไว้เพื่อ “ป้องกันประเทศ” หรือ “แทรกแซงอำนาจอธิปไตยของประชาชน” ?
  • กลไกตรวจสอบกองทัพเพียงพอหรือยัง เมื่อเทียบกับองค์กรอื่นในรัฐ?
  • ความรับผิดเชิงสถาบันเกิดขึ้นจริงไหม เมื่อเกิดความผิดพลาดเชิงนโยบายหรือเชิงการเมือง?
จุดสังเกตสำคัญ: การเอา “พรรคการเมืองก็มีคนเลว” มาเทียบ คือการพยายามย้ายกรอบจาก อำนาจเชิงสถาบัน ไปสู่ ศีลธรรมรายบุคคล ซึ่งทำให้สังคมเถียงกันด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล

2) “ทหารไทยรบยังไงก็แพ้” : ชัยชนะเฉพาะหน้า ≠ ความชอบธรรมเชิงโครงสร้าง

ความกล้าหาญและความเป็นมืออาชีพในสนามรบสมควรได้รับการยกย่อง แต่การยก “ชัยชนะทางยุทธวิธี” มาเป็นคำตอบต่อคำถามเรื่อง “บทบาททางการเมือง” คือคนละมิติ

  • การรบชนะเฉพาะหน้า ไม่ใช่ใบอนุญาตให้หลุดพ้นจากการตรวจสอบทางประชาธิปไตย
  • การจัดหาอาวุธต้องตอบได้ทั้งด้านยุทธศาสตร์ ความคุ้มค่า และความโปร่งใส
  • ความมั่นคงสมัยใหม่ไม่ใช่แค่ชายแดน แต่รวมเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา และความชอบธรรมรัฐ

3) “ทหารชั้นผู้น้อย” : ความเป็นทีมไม่ลบล้างความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ

ประโยค “กระสุนไม่เลือกยศ” จริงและสะเทือนใจ แต่คำถามของสังคมจำนวนมากคือ อำนาจการตัดสินใจ และ ผลลัพธ์หลังเสียงปืน อยู่ที่ใคร

  • ใครเป็นผู้ตัดสินใจส่งกำลังพลไปแนวหน้า และภายใต้หลักประกันอะไร?
  • การดูแลทหารที่บาดเจ็บ/พิการ/มีภาวะหวาดกลัวหลังเหตุการณ์ ทำได้จริงแค่ไหน?
  • ความเป็นธรรมด้านสวัสดิการ โอกาสก้าวหน้า และความปลอดภัยในชีวิตราชการ เป็นระบบหรือเป็นวาทกรรม?

บทสรุปแบบคันฉ่อง

สังคมไทยไม่ได้ “ด้อยค่าทหาร” หากแต่กำลังทวงคืนเส้นแบ่งระหว่าง ทหารอาชีพที่ป้องกันประเทศ กับ สถาบันที่ใช้อำนาจการเมืองเหนือประชาชน

หากกองทัพต้องการศรัทธาระยะยาว คำตอบไม่ใช่การเล่นเกมวาทกรรม ไม่ใช่การเปรียบเทียบกับพรรคการเมือง และไม่ใช่การยกความสูญเสียมาเป็นเกราะ แต่คือการทำให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน และ ยอมรับการตรวจสอบเช่นเดียวกับสถาบันอื่น

คันฉ่องปิดท้าย: “นี่ไม่ใช่การด้อยค่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นมืออาชีพ แต่นี่คือการเคารพกองทัพในฐานะสถาบันของรัฐประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

>กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”

กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่” กรีนแลนด์ในสมการความมั่น...