นักการเมืองที่พลเมืองไม่ควรสนับสนุนให้มีอำนาจ ไม่ใช่แค่คนที่เราส่วนตัวไม่ชอบ ไม่ใช่แค่คนที่พูดไม่ถูกหู หรืออยู่คนละพรรคกับเรา แต่คือคนที่เมื่อได้อำนาจแล้ว อำนาจนั้นจะกลายเป็นเครื่องมือทำร้ายส่วนรวม ทำลายมาตรฐานบ้านเมือง และบิดเบือนอนาคตของประชาชนเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
คนประเภทแรกที่พลเมืองไม่ควรสนับสนุน คือ นักการเมืองฉ้อฉล คนที่เข้าสู่อำนาจแล้วรวยเอา รวยผิดปกติ รวยจนประชาชนต้องตั้งคำถามว่าเงินมาจากไหน แต่แทนที่จะชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา กลับใช้ฐานอำนาจ ฐานมวลชน หรือเครือข่ายอิทธิพลมาปกป้องตนเอง นักการเมืองเช่นนี้ไม่ได้มองตำแหน่งเป็นความรับผิดชอบ แต่เห็นตำแหน่งเป็นบันไดสู่ทรัพย์สินและอำนาจ เมื่อคนแบบนี้ได้รับการยกย่อง สังคมจะค่อย ๆ ส่งสัญญาณว่า “โกงได้ ถ้าโกงแล้วเก่งพอจะสร้างภาพ” และนั่นคือจุดเริ่มของความเสื่อมทั้งระบบ
คนประเภทที่สอง คือ นักการเมืองที่พูดเก่งแต่ไร้ผลงาน เขาอาจมีวาทศิลป์ดี ปลุกอารมณ์เก่ง ทำให้ผู้คนรู้สึกฮึกเหิม รู้สึกว่ามีความหวัง แต่เมื่อดูให้ลึกกลับไม่พบผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ชีวิตประชาชนไม่ได้ดีขึ้นจริง ปัญหาหลักของประเทศไม่ได้ถูกแก้ ไม่น้อยคนสร้างชื่อจากการกล่าวโทษคนอื่น การขายฝัน หรือการตลาดทางการเมือง แต่ไม่เคยพิสูจน์ว่าตนเองสามารถแปลงคำพูดให้เป็นระบบงานที่มีประสิทธิภาพได้ นักการเมืองแบบนี้อาจเป็นนักแสดงชั้นดี แต่ไม่ควรเป็นผู้ถืออำนาจรัฐ
คนประเภทที่สาม คือ นักการเมืองที่เห็นประชาชนเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ได้เห็นประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เขาจะเข้าหาประชาชนตอนหาเสียง ยกคำว่าประชาชนขึ้นมาพูดอย่างสวยงาม แต่เมื่อมีอำนาจแล้วทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป เขาใช้มวลชนเพื่อปกป้องตนเอง ใช้ความศรัทธาของผู้สนับสนุนเป็นโล่กำบังความผิด และใช้ความขัดแย้งเป็นเชื้อเพลิงเพื่อรักษาพื้นที่ของตน คนแบบนี้ไม่ได้รักประชาชน เขารักอำนาจที่ได้จากประชาชนต่างหาก และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็พร้อมแลกผลประโยชน์ของบ้านเมืองกับความอยู่รอดของกลุ่มตน
คนประเภทที่สี่ คือ นักการเมืองที่ไม่เคารพกติกา เคารพกฎหมายเฉพาะเวลาที่กฎหมายเป็นประโยชน์แก่ตน แต่เมื่อกฎหมายย้อนกลับมาตรวจสอบตนเอง ก็กล่าวหาว่าถูกกลั่นแกล้งทันที คนแบบนี้ชอบพูดเรื่องประชาธิปไตยเมื่ออยู่ในฐานะเสียเปรียบ แต่เมื่อได้อำนาจแล้วกลับใช้อำนาจแบบเลือกปฏิบัติ ใช้เครือข่าย ใช้ตำแหน่ง ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อยืนเหนือกติกา นักการเมืองเช่นนี้อันตรายมาก เพราะเขาไม่ได้ทำลายแค่คู่แข่ง แต่ทำลายความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อความยุติธรรมทั้งระบบ
คนประเภทที่ห้า คือ นักการเมืองที่ปลุกปั่นอารมณ์แทนการใช้เหตุผล เขาไม่ต้องการให้ประชาชนคิดลึก เพราะยิ่งประชาชนคิดลึก เขายิ่งควบคุมยาก เขาจึงใช้คำง่าย ๆ ใช้ศัตรูสมมุติ ใช้ความโกรธ ใช้ความกลัว ใช้ความสะใจ เพื่อทำให้มวลชนรู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องของการเชียร์ทีม ไม่ใช่เรื่องของหลักการและผลประโยชน์สาธารณะ คนแบบนี้ทำให้สังคมค่อย ๆ เสพติดความมันทางการเมือง แต่สูญเสียความสามารถในการพิจารณาความจริงอย่างมีสติ
คนประเภทที่หก คือ นักการเมืองที่ไร้ความกล้าทางจริยธรรม คนที่เงียบเสมอเมื่อความถูกต้องถูกเหยียบย่ำ เงียบเมื่อพวกพ้องทำผิด เงียบเมื่อระบบบิดเบี้ยว แต่จะพูดเสียงดังทันทีเมื่อเป็นเรื่องที่ช่วยคะแนนนิยมให้ตนเอง นักการเมืองเช่นนี้อาจดูสุภาพ ดูประนีประนอม ดูไม่ขัดแย้งกับใคร แต่ในความจริง เขาอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความอยุติธรรมดำรงอยู่ต่อไป เพราะบ้านเมืองไม่ได้พังลงแค่จากคนชั่วที่ลงมือทำ แต่ยังพังจากคนที่รู้ว่าผิดแล้วไม่ยอมยืนหยัดด้วย
และยังมีนักการเมืองอีกประเภทหนึ่งที่อันตรายไม่แพ้กัน คือ คนที่สร้างภาพความดีขึ้นมาปกปิดความล้มเหลวหรือความสกปรกของตนเอง บางคนใช้คำว่ารักชาติ บางคนใช้คำว่าทำเพื่อประชาชน บางคนสร้างบุคลิกเรียบง่าย บางคนสร้างภาพนักสู้ แต่ทั้งหมดนั้นไม่มีความหมายเลยถ้าข้างในเต็มไปด้วยการเอื้อพวกพ้อง การสะสมผลประโยชน์ การไม่รับผิดชอบต่อคำพูด และการไม่เคยยอมให้สาธารณะตรวจสอบอย่างจริงจัง พลเมืองต้องจำไว้ให้แม่นว่า ภาพลักษณ์ไม่ใช่คุณธรรม คำพูดไม่ใช่ผลงาน และความนิยมไม่ใช่ข้อพิสูจน์แห่งความดี
เพราะฉะนั้น หากจะสรุปให้ชัด นักการเมืองที่พลเมืองไม่ควรสนับสนุนให้มีอำนาจ คือ คนโกง คนไร้ผลงาน คนใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ คนไม่เคารพกติกา คนปลุกปั่นอารมณ์แทนเหตุผล คนไม่กล้ายืนข้างความถูกต้อง และคนที่สร้างภาพเก่งกว่าสร้างประโยชน์จริง คนเหล่านี้อาจมาด้วยใบหน้าต่างกัน ภาษาต่างกัน พรรคต่างกัน หรือฐานเสียงต่างกัน แต่แก่นแท้เหมือนกัน คือ เมื่อได้อำนาจแล้ว ประเทศจะอ่อนแอลง มาตรฐานสังคมจะต่ำลง และประชาชนจะถูกใช้มากกว่าถูกรับใช้
ในทางกลับกัน พลเมืองที่มีวุฒิภาวะต้องกล้าทำสิ่งที่ยาก นั่นคือไม่หลงรักนักการเมืองจนตาบอด และไม่เกลียดนักการเมืองจนปฏิเสธความดีของเขาทุกเรื่อง เราต้องกล้าตรวจสอบคนที่เราชอบให้เข้มพอ ๆ กับคนที่เราไม่ชอบ ต้องกล้ายอมรับว่าบางคนแม้ไม่เก่งสร้างภาพ แต่มีความซื่อสัตย์และทำงานจริง และต้องกล้าปฏิเสธคนที่พูดเก่งแต่กินบ้านกินเมือง แม้เขาจะเป็นขวัญใจของผู้คนจำนวนมากก็ตาม
บ้านเมืองจะไม่ดีขึ้นเพราะประชาชนเลือกคนที่พูดถูกใจที่สุด แต่จะดีขึ้นเมื่อประชาชนหยุดให้รางวัลแก่คนฉ้อฉล และเริ่มมอบความไว้วางใจแก่คนที่มีคุณธรรม มีความสามารถ และเคารพประชาชนจริง ๆ อำนาจทางการเมืองไม่ควรเป็นของคนที่เก่งเอาตัวรอดที่สุด แต่ควรเป็นของคนที่เมื่อได้อำนาจแล้ว ส่วนรวมจะปลอดภัยขึ้น เป็นธรรมขึ้น และมีอนาคตมากขึ้น
นี่คือความชัดเจนที่พลเมืองต้องมี หากไม่อยากให้ประเทศถูกพาไปข้างหน้าโดยคนที่ยิ้มเก่ง พูดเก่ง สร้างภาพเก่ง แต่ทำลายบ้านเมืองอย่างเงียบงัน
