รายงานยุทธศาสตร์ชาติแบบ Dual Tracks แนวมดแดงล้มช้าง แก้โครงสร้างแต่ไม่ลืมปัญหาเฉพาะหน้าทุกด้าน

รายงานยุทธศาสตร์ชาติแบบ Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค เพื่อคลี่ “อำนาจ 70%” ให้กลับสู่รัฐสมัยใหม่ที่รับผิดรับชอบ

ประเทศไทยติดหล่มเพราะ “อำนาจจริง” ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเลือกตั้งเป็นหลัก แต่กระจายอยู่ในเครือข่ายคณาธิปไตยและรัฐความมั่นคง ซึ่งผลิตซ้ำการยึดกติกา การจัดสรรผลประโยชน์ และความไร้ความรับผิด (accountability) ผลคือเกิดปัญหาจุลภาคจำนวนมาก—หนี้ครัวเรือน ความยากจน ความหวาดกลัว ความไม่ไว้ใจรัฐ ความไม่ปลอดภัยชายแดน—ที่ถูก “รักษาแบบประคับประคอง” แต่ไม่เคยรักษา “รากโรค”
หัวใจของรายงานนี้: เยียวยาคนแบบทันที (Micro) ไปพร้อมกับปฏิรูปโครงสร้าง (Macro) มิฉะนั้นโรคเดิมจะกลับมาเสมอ

กรอบคิดและหลักการออกแบบนโยบาย

Dual Tracks คืออะไร?

จุลภาค (Micro) ชีวิตจริงของคน—รายได้ หนี้ งาน ความปลอดภัย ความยุติธรรม บริการรัฐ การศึกษา มหภาค (Macro) กติกาและสถาบัน—รัฐธรรมนูญ กลไกตรวจสอบ งบประมาณ โครงสร้างอำนาจความมั่นคง ระบบราชการ การกระจายอำนาจ

การแก้ปัญหาแบบ “รางเดียว” มักล้มเหลว: เยียวยาปากท้องโดยไม่แตะโครงสร้างอำนาจ → รักษาอาการ ปฏิรูปโครงสร้างโดยไม่เยียวยาคน → การเมืองที่ไร้มนุษยธรรม ดังนั้น ไทยต้องเดิน สองรางพร้อมกัน ให้เห็นผลทั้งวันนี้และระยะยาว

ยินดีให้ทุกพรรคการเมืองนำกรอบนี้ไปปรับใช้กับนโยบายหาเสียงของตนเอง โดยประชาชนควรใช้ “มาตรฐานเดียว” ตรวจสอบทุกพรรคเท่ากัน

8 เสาหลัก: สมุทัย (รากเหตุ) และมรรค (ทางแก้) แบบ Dual Tracks

เสาหลักที่ 1: นิติรัฐ–ความรับผิด

สมุทัย เลือกปฏิบัติ / impunity / ข้อมูลทึบ / ไม่มีหน่วยสอบสวนที่น่าเชื่อถือเมื่อรัฐเป็นคู่กรณี

Track A (Micro)

  • ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิประชาชน (จังหวัด + ออนไลน์)
  • คุ้มครองพยาน/ผู้ร้องเรียน พร้อมช่องทางปลอดภัย
  • SLA บริการรัฐตอบใน X วัน (มีตัวจับเวลาและรายงานผล)

KPI: เวลาปิดเรื่องร้องเรียน, จำนวนคดีช่วยเหลือสำเร็จ, คะแนนความเชื่อมั่นบริการรัฐ

Track B (Macro)

  • FOI “เปิดเป็นค่าเริ่มต้น” + บังคับเผยข้อมูลจัดซื้อ/สัญญา
  • Truth & Accountability Commission (กระบวนการค้นความจริง + รับผิด)
  • หน่วยสอบสวนอิสระเมื่อรัฐเป็นคู่กรณี

KPI: สัดส่วนข้อมูลเปิด, จำนวนคดีรัฐเข้าสู่กระบวนการอิสระ, benchmark นิติรัฐ/คอร์รัปชัน

เสาหลักที่ 2: Reset พลเรือน–ทหาร

สมุทัย งบสูงตรวจสอบต่ำ / โยกย้ายแบบเครือข่าย / กฎหมายพิเศษซ้อนทับโดยขาดการกำกับจากสภา

Track A (Micro)

  • งบกลาโหมแบบอ่านง่าย (หมวดซื้อ/ซ่อม/สัญญา/เจ้าของงบ)
  • ช่องทางร้องเรียนในพื้นที่ความมั่นคง (นอก chain of command)
  • มาตรการชายแดนเน้น human security: โปรโตคอลคุ้มครองชุมชน

Track B (Macro)

  • กฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน + audit จัดซื้อทุกโครงการเสี่ยง
  • ปฏิรูปแต่งตั้งโยกย้าย (เกณฑ์ผลงาน + เปิดเหตุผล)
  • กฎหมายพิเศษใส่ sunset clause + ต้องขออนุมัติสภาเมื่อเกิน X วัน

เสาหลักที่ 3: กติกาการเมืองเป็นธรรม

สมุทัย ช่องสืบทอดอำนาจ / การบังคับใช้กติกาไม่สม่ำเสมอ / พรรคอ่อนแอเพราะทุนมืดครอบงำ

Track A (Micro)

  • ลดช่องตีความเลือกปฏิบัติ (กติกาชัด + เหตุผลต้องเผย)
  • เปิดข้อมูลผู้สมัคร/ผลประโยชน์ทับซ้อนแบบค้นง่าย
  • สัญญาประชาคม “ไม่ใช้รัฐกำจัดคู่แข่ง” (มาตรฐานเดียว)

Track B (Macro)

  • แก้รัฐธรรมนูญให้เสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินจริง
  • ปฏิรูปองค์กรตรวจสอบให้โปร่งใสและรับผิด (มาตรฐานเดียว)
  • ตัดทุนมืด + เสริมพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน (finance transparency)

เสาหลักที่ 4: เศรษฐกิจครัวเรือน

สมุทัย หนี้สูง / รายได้โตช้า / แรงงานนอกระบบไร้กันชน / ผูกขาดและ rent extraction

Track A (Micro)

  • รีไฟแนนซ์/ปรับโครงสร้างหนี้แบบมีเงื่อนไข
  • สวัสดิการแรงงานนอกระบบ (กันชนรายได้ขั้นต่ำ)
  • งานชุมชนค่าแรงมาตรฐาน (ชั่วคราวแต่ยืนหยัดศักดิ์ศรี)

Track B (Macro)

  • ภาษีเพื่อสวัสดิการถ้วนหน้าแบบยั่งยืน
  • คุ้มครองการแข่งขันทางการค้า (เอาจริงกับผูกขาด)
  • SME + อุตสาหกรรมอนาคต + เข้าถึงทุนและตลาดรัฐแบบโปร่งใส

เสาหลักที่ 5: ชายแดนไทย–กัมพูชา (แพ็กเดียว)

สมุทัย อำนาจพิเศษ + ข้อมูลทึบ / เศรษฐกิจสีเทา / การปลุกชาตินิยมเพื่อปิดคำถามเรื่องความรับผิดและผลประโยชน์ทับซ้อน

Track A (Micro)

  • Hotline + incident protocol ลดปะทะและลดความเข้าใจผิด
  • คุ้มครองชุมชนชายแดน (เตือนภัย–อพยพ–ฟื้นรายได้)
  • ปราบอาชญากรรม “ตามเงิน” + ศูนย์ร้องเรียนเจ้าหน้าที่

Track B (Macro)

  • เปิดข้อมูลด่าน/รายได้/จัดซื้อ (border integrity dashboard)
  • หมุนเวียนตำแหน่ง + ตรวจสอบร่วม ลดผลประโยชน์ทับซ้อน
  • โซนเศรษฐกิจชายแดน “สีขาว” ลดแรงจูงใจเข้าสีเทา

เสาหลักที่ 6: รัฐบริการ–รัฐเปิด

สมุทัย รวมศูนย์สูง / ดุลพินิจมาก / งบไม่ผูกผล / ข้อมูลเข้าถึงยาก

Track A (Micro)

  • เปิดข้อมูลงบ–จัดซื้อ “ค้นง่าย”
  • บริการดิจิทัล 20 รายการที่คนใช้จริง + SLA
  • ลด time-to-permit ครึ่งหนึ่งในใบอนุญาตหลัก

Track B (Macro)

  • Outcome-based budgeting (งบผูกผลลัพธ์)
  • ลดดุลพินิจ + สุ่มตรวจ + บันทึกเหตุผลทุกครั้ง
  • กระจายอำนาจพร้อมงบและความรับผิด (ไม่โยนภาระ)

เสาหลักที่ 7: การศึกษา–สื่อ–พลเมืองคิดเป็น

สมุทัย ท่องจำ / ข่าวปลอม / สื่อถูกครอบงำ / ภูมิคุ้มกันทางปัญญาต่ำ

Track A (Micro)

  • Critical thinking & media literacy ใช้ได้จริง (เครื่องมือถาม–ตรวจหลักฐาน)
  • คลัง fact sheets ตรวจสอบได้ (อัปเดตรายวัน)
  • ชุมชนเฝ้าระวังข้อมูลเท็จ + คู่มือแยกข่าวกับความเห็น

Track B (Macro)

  • ปฏิรูปการสอน: ถาม–คิด–ทำ (ลดท่องจำเป็นแกน)
  • คุ้มครองเสรีภาพสื่อ/ผู้เปิดโปง (whistleblower protection)
  • โปร่งใสโฆษณาการเมืองและทุนการเมือง

เสาหลักที่ 8: กลไกขับเคลื่อนให้เกิดจริง

สมุทัย แผนตายเพราะไม่มีเจ้าภาพ / ไม่มี KPI / ไม่มีงบผูกผล / ขาดความต่อเนื่อง

Track A (Micro)

  • War Room Dual Tracks (ข้ามหน่วย) + รายงานสาธารณะ
  • แผน 100 วัน ที่ “จับต้องได้”
  • Dashboard KPI รายเดือน (ประชาชนตรวจเองได้)

Track B (Macro)

  • กฎหมายผูก KPI กับงบ (performance-linked budgeting)
  • คณะกรรมการอิสระภาคประชาชน–ผู้เชี่ยวชาญตรวจ (มีสิทธิเข้าถึงเอกสาร)
  • พันธกรณีงบหลายปี (multi-year commitments)

Roadmap รวม

ช่วงเวลา สิ่งที่ต้องเกิด (ตัวอย่างแกน)
0–6 เดือน เปิดข้อมูลงบ/จัดซื้อ, ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิ, hotline ชายแดน, dashboard KPI, บริการรัฐเร่งด่วน
6–18 เดือน รีไฟแนนซ์หนี้มีเงื่อนไข, ปราบอาชญากรรมชายแดน “ตามเงิน”, ร่างกฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน, ยกระดับ FOI
18–36 เดือน แก้กติกาให้เสียงประชาชนเป็นตัวตัดสิน, outcome-based budgeting, ปฏิรูปโยกย้าย, โซนเศรษฐกิจชายแดนสีขาว
36–60 เดือน สถาปนามาตรฐานรัฐสมัยใหม่: ตรวจสอบได้ โปร่งใส กองทัพอยู่ใต้พลเรือน การศึกษาสร้างพลเมืองคิดเป็น

Dashboard KPI ระดับชาติ (ตัวอย่างชุดวัดผล)

  • ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม/บริการรัฐ (รายไตรมาส)
  • เหตุปะทะชายแดน + คะแนนความปลอดภัยชุมชน
  • สัดส่วนงบที่ “เปิดเผย + ตรวจผลลัพธ์ได้”
  • ดัชนีคอร์รัปชัน/นิติรัฐ (benchmark)
  • หนี้ครัวเรือน/หนี้เสีย + รายได้จริงต่อหัว
  • ทักษะคิดวิเคราะห์ (assessment ใหม่ ไม่ใช่ท่องจำ)
แก่นสรุป: เยียวยาคนวันนี้โดยไม่แตะโครงสร้าง → โรคเดิมกลับมา ปฏิรูปโครงสร้างโดยไม่เยียวยาคน → ไร้มนุษยธรรม ไทยต้องเดิน “สองราง” ไปพร้อมกันเท่านั้น
One More Page — 8 Pillars & Dual Tracks (Micro + Macro)

แผนผัง: 8 เสาหลัก & Dual Tracks (หน้าเดียวสำหรับสไลด์/แชร์)

Track A (Micro) = บำบัด/เยียวยาทันที ลดความเสี่ยงชีวิตคน Track B (Macro) = ปฏิรูปโครงสร้าง ปรับกติกาเพื่อไม่ให้โรคเดิมกลับมา
1
นิติรัฐ–ความรับผิดปิด impunity + เปิดข้อมูลรัฐ
Track A
  • ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิ
  • คุ้มครองพยาน/ผู้ร้องเรียน
  • SLA บริการรัฐ
Track B
  • FOI เปิดเป็นค่าเริ่มต้น
  • Truth & Accountability
  • สอบสวนอิสระคดีรัฐ
2
Reset พลเรือน–ทหารตรวจสอบงบ + ลดกฎหมายพิเศษ
Track A
  • งบกลาโหมอ่านง่าย
  • ร้องเรียนพื้นที่มั่นคง
  • ชายแดนเน้น human security
Track B
  • กฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน
  • ปฏิรูปโยกย้าย
  • sunset clause กฎหมายพิเศษ
3
กติกาการเมืองเป็นธรรมเสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินจริง
Track A
  • ลดช่องเลือกปฏิบัติ
  • เปิดข้อมูลผู้สมัคร
  • สัญญาประชาคมไม่ใช้รัฐกำจัดคู่แข่ง
Track B
  • แก้จุดสืบทอดอำนาจ
  • องค์กรตรวจสอบเชิงความรับผิด
  • ตัดทุนมืด/เสริมพรรค
4
เศรษฐกิจครัวเรือนหนี้–รายได้–โอกาส
Track A
  • รีไฟแนนซ์หนี้มีเงื่อนไข
  • กันชนแรงงานนอกระบบ
  • งานชุมชนค่าแรงมาตรฐาน
Track B
  • ภาษีเพื่อสวัสดิการยั่งยืน
  • เพิ่มการแข่งขัน ลดผูกขาด
  • SME + อุตสาหกรรมอนาคต
5
ชายแดนไทย–กัมพูชาอธิปไตย + เศรษฐกิจสีเทา + คน
Track A
  • Hotline + protocol
  • คุ้มครองชุมชนชายแดน
  • ปราบ “ตามเงิน”
Track B
  • เปิดข้อมูลด่าน/รายได้/จัดซื้อ
  • ตรวจสอบร่วม + หมุนเวียนตำแหน่ง
  • โซนเศรษฐกิจสีขาว
6
รัฐบริการ–รัฐเปิดลดดุลพินิจ เพิ่มผลลัพธ์
Track A
  • เปิดงบ/จัดซื้อค้นง่าย
  • บริการดิจิทัล 20 รายการ
  • ลด time-to-permit
Track B
  • Outcome-based budgeting
  • ลดดุลพินิจ + สุ่มตรวจ
  • กระจายอำนาจพร้อมงบ
7
การศึกษา–สื่อ–พลเมืองคิดเป็นภูมิคุ้มกันทางปัญญา
Track A
  • Critical thinking ใช้จริง
  • คลัง fact sheets
  • ชุมชนเฝ้าระวังข่าวเท็จ
Track B
  • ปฏิรูปการสอน ถาม–คิด–ทำ
  • คุ้มครองสื่อ/ผู้เปิดโปง
  • โปร่งใสทุนการเมือง
8
กลไกขับเคลื่อนเจ้าภาพ KPI งบผูกผล ต่อเนื่อง
Track A
  • War room
  • แผน 100 วัน
  • Dashboard รายเดือน
Track B
  • กฎหมายผูก KPI กับงบ
  • คกก.อิสระตรวจ
  • multi-year commitments

คำบรรยายขยายความ (ภาษาอังกฤษ) — สนใจโปรดคลิกเพื่ออ่าน

This appendix provides a prose-mode rendering of the Dual-Tracks scheme. It is collapsed by default; readers can click to expand sections and read deeper narrative explanations. It mirrors the 8 pillars, the roadmap, and the KPI logic—without requiring the reader to digest bullet points alone.

Contents
  1. Executive Logic: Why Dual Tracks
  2. Operating Principles (5)
  3. Eight Pillars in Prose (1–8)
  4. Roadmap (0–60 months) & National KPI Dashboard
  5. Implementation Discipline: How to make the plan real
1) Executive Logic — Why Dual Tracks (Micro + Macro)

The plan starts from a simple governance diagnosis: Thailand’s recurring crises are not merely the outcome of “bad policies”, but the predictable output of an institutional environment where power and accountability are misaligned. When real decision authority is distributed across opaque networks—security structures, patronage webs, gatekeeping bodies, and non-electoral influence—elected governments tend to operate as managers of symptoms rather than principals of the state.

This mismatch produces two kinds of harm simultaneously: (1) everyday injuries—household debt stress, income stagnation, administrative arbitrariness, insecurity, and normalization of injustice; and (2) systemic reproduction of those injuries, because the incentives and the allocation of real power remain untouched.

Dual Tracks is therefore a design commitment: relieve immediate burdens (Track A) while correcting institutional drivers that reproduce those burdens (Track B). Either track alone fails: micro-only becomes symptom treatment; macro-only becomes reform without humane legitimacy.

2) Operating Principles — The Five Rules that Govern Every Pillar
  • Accountability follows power: where authority is exercised, responsibility must attach.
  • Transparency by default: openness is the cheapest anti-corruption tool and the fastest trust builder.
  • Civilian primacy: political decisions must not be subordinated to coercive institutions.
  • Border = Sovereignty + Grey Economy + Human Security: treat border risk as an integrated system.
  • Owner + KPI: every initiative needs an owner, a timeline, and measurable outputs/outcomes.
These principles are operational constraints. If a “security” project is not publicly auditable, it tends to become a rent channel. If border policy ignores the grey economy, it becomes expensive theatre rather than risk reduction.
3) The Eight Pillars in Prose (1–8)

Pillar 1 — Rule of Law & Accountability

Legitimacy collapses when citizens experience selective enforcement and impunity. Track A reduces vulnerability through accessible legal aid, whistleblower protection, and enforceable service standards. Track B makes impunity structurally harder by expanding FOI, ensuring independent investigation capacity whenever the state is a party, and creating credible truth-and-accountability mechanisms.

Pillar 2 — Civil–Military Reset

A modern state requires civilian control over coercive institutions. Track A starts with transparent budgets and grievance channels outside the chain of command. Track B codifies civilian primacy: auditable procurement, rule-based appointments, and time-limited emergency powers under legislative oversight.

Pillar 3 — Fair Political Rules

If elections do not reliably translate preferences into governing authority, citizens disengage. Track A reduces immediate distortions through transparent standards and conflict-of-interest disclosure. Track B closes non-electoral override pathways and enforces political-finance transparency.

Pillar 4 — Household Economy

Debt distress and stagnant income are democratic stability risks. Track A provides conditional refinancing and safety nets. Track B builds sustainability through competition enforcement, tax reform aligned with welfare durability, and SME/future-industry strategies.

Pillar 5 — Thai–Cambodia Border

Border tensions are not purely military. They are also rent environments: smuggling, fraud networks, trafficking, and money laundering thrive where information is opaque and oversight is weak. Track A prevents escalation via incident protocols and follows-the-money enforcement. Track B “sterilizes” rent channels by publishing border revenue/procurement, rotating key positions, and building legal economic zones that reduce dependence on grey markets.

Pillar 6 — Service State

High discretion and slow processes create corruption as a “service fee.” Track A opens budget/procurement and digitizes high-impact services. Track B introduces outcome-based budgeting, records reasons to reduce discretion, and decentralizes with capacity and accountability.

Pillar 7 — Thinking Citizen

Durable reform requires cognitive infrastructure. Track A provides practical critical thinking and media literacy tools with daily-updated fact sheets. Track B reforms education away from rote learning, protects press freedom, and mandates transparency in political advertising and funding.

Pillar 8 — Implementation Machinery

Reforms fail when ownership and KPI discipline are missing. Track A builds a dual-tracks war room and monthly dashboards. Track B ties budgets to KPI delivery, ensures independent oversight with real access, and creates multi-year commitments.

4) Roadmap (0–60 months) & National KPI Dashboard
  • 0–6 months: transparency surge, citizen-rights support, border hotlines, KPI dashboards, urgent services
  • 6–18 months: conditional debt relief, follow-the-money border enforcement, draft key governance laws
  • 18–36 months: rule fixes, outcome budgeting, appointment reforms, clean border economy zones
  • 36–60 months: consolidation into modern-state standards across security, education, bureaucracy, and accountability
KPI sets should include trust in justice/services, border incident rates and community security, share of budget that is transparent and outcome-audited, rule-of-law and corruption benchmarks, household debt distress, real income per capita, and measurable critical-thinking outcomes.
5) Implementation Discipline — Preventing “Just Another Document”
  • Budget as enforcement: link funding to KPI delivery and audit outcomes, not just spending.
  • Dashboards as anti-forgetting: publish monthly with comparable time-series metrics.
  • Rotation + transparency in rent-prone zones: borders and procurement-heavy agencies.
  • Independent oversight with real access: civic–expert bodies must access documents and publish findings.
  • Communication as governance: explain reforms as modern standards, not revenge narratives.
If the public can track results and budgets respond to results, the system’s default behavior changes. Reform becomes a habit, not a one-off heroic moment.

ทหารครองเมืองยาวนาน กับความล้มเหลวด้านอธิปไตย: เครือข่าย “สามพี่น้อง” ในโครงสร้างคณาธิปไตยไทยหลัง 2549

ทหารครองเมืองยาวนาน กับความล้มเหลวด้านอธิปไตย: เครือข่าย “สามพี่น้อง” ในโครงสร้างคณาธิปไตยไทยหลัง 2549

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อ “ประณามเป็นรายคน” แต่เพื่อทำให้คนอ่านเห็นภาพว่า อำนาจในไทยถูกผลิตซ้ำอย่างเป็นระบบ ผ่านการคุมกำลัง คุมกติกา และคุมพื้นที่ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ จนรัฐบาลพลเรือนที่อายุสั้นแทบไม่มีแรงพอจะกำกับ “รัฐความมั่นคง” ได้จริง และเมื่อเกิดความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา คำถามเรื่องความรับผิดจึงควรถูกหันกลับไปที่ “ผู้ถืออำนาจต่อเนื่อง” มากกว่าการโยนบาปให้รัฐบาลที่เข้ามาไม่นาน
ข้อระวังทางหลักฐาน: เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง (เช่น ปี 2553) มีข้อโต้แย้งจำนวนมาก บทความนี้จึงยืนอยู่บน “ข้อเท็จจริงระดับโครงสร้าง” และงานรายงานสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ไม่ฟันธงกล่าวหาเชิงปัจเจกโดยปราศจากหลักฐานเฉพาะราย [1]

1) “70% ของอำนาจ” คืออะไรในเชิงโครงสร้าง?

ภาพรวมแบบย่อยง่าย: สามชั้นของอำนาจที่ทับซ้อนกัน

หากเราพูดแบบภาษาบ้าน ๆ “อำนาจ” ไม่ได้มีแค่การชนะเลือกตั้งแล้วได้เป็นรัฐบาล แต่อยู่ที่การกำกับ สามทรัพยากร ที่เป็นหัวใจของรัฐ:

  • คุมกำลัง อำนาจใช้กำลัง (coercion) และการจัดวางกำลังพล/หน่วยยุทธศาสตร์
  • คุมกติกา อำนาจออกแบบกฎหมาย/รัฐธรรมนูญ/องค์กรที่จะตัดสินเกม
  • คุมผลประโยชน์ อำนาจคุมงบประมาณ โครงการ และพื้นที่เศรษฐกิจการเมืองที่มีเงินหมุนสูง

เมื่อสามอย่างนี้ถูกร้อยเข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย ย่อมเกิด “เครื่องจักรกลที่มีชีวิต” ที่สามารถ ปกป้องตัวเอง และ ผลิตซ้ำอำนาจ ได้ แม้รัฐบาลเลือกตั้งจะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ

2) ไทม์ไลน์ “คุมกองทัพ → คุมรัฐบาล → คุมกติกา”: เส้นทางอำนาจของเครือข่ายสามพี่น้อง

การอ่านเรื่องนี้แบบ “บุคคลนิยม” มักพลาดแก่น เพราะการคุมประเทศไม่ได้เกิดจากคนเก่งคนเดียว แต่เกิดจาก เครือข่ายที่ยึดตำแหน่งยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตำแหน่งในกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม

ช่วงเวลา จุดยึดอำนาจ นัยต่อ “โครงสร้างอำนาจ”
2547–2548 ประวิตรเป็น ผบ.ทบ.[2] การแต่งตั้ง–โยกย้ายเป็น “ทุนอำนาจ” ที่ยาวกว่าวาระรัฐบาล; วางเครือข่ายกำลังพลที่มีความจงรักภักดีต่อสายเดียวกัน
2550–2553 อนุพงษ์เป็น ผบ.ทบ.[3] ช่วงหลังรัฐประหาร 2549 การเมืองถูกดึงเข้าสู่กรอบ “ความมั่นคง”; กองทัพกลายเป็นผู้กำกับเกมที่อยู่เหนือการเลือกตั้ง
2553 วิกฤตการเมืองและการใช้กำลังต่อการชุมนุม (เสื้อแดง) เกิดคำถามเรื่องความรับผิดของรัฐต่อความสูญเสียจำนวนมาก; ปมค้างคาเชิงความยุติธรรมและการตรวจสอบถ่วงดุล [1]
2553–2557 ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ.[4] “คุมกำลัง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และเป็นสะพานไปสู่การยึดอำนาจโดยตรง
22 พ.ค. 2557 รัฐประหารและตั้ง คสช. การยึดรัฐแบบเต็มรูป: คุมฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และการออกแบบกติกาใหม่ [5]
2560–2562 รัฐธรรมนูญ 2560 + ส.ว.แต่งตั้ง 250 ร่วมเลือกนายกฯ การสืบทอดอำนาจเชิงสถาบัน: เปลี่ยน “อำนาจปืน” เป็น “อำนาจกติกา” ทำให้กลับมาเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ [6]
ข้อสรุปเชิงโครงสร้าง: หาก “คุมกำลัง” แล้วตามด้วย “คุมกติกา” การเลือกตั้งจะถูกทำให้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในระบบ ไม่ใช่เครื่องมือสูงสุดของอำนาจอธิปไตยของประชาชน

3) รัฐบาลพลเรือนอายุสั้น: ปัญหาไม่ใช่ “คนไหน” แต่คือ “ระบบทำให้เปราะ”

ในช่วงหลัง 2549 ไทยมีรัฐบาลพลเรือนจำนวนมากที่อายุสั้น—บางชุดอยู่เพียงราวหนึ่งปี หรือสองปีเศษ—ซึ่งมีนัยสำคัญทางรัฐศาสตร์อย่างยิ่ง: รัฐบาลที่เปลี่ยนบ่อย ไม่สามารถกำกับโครงสร้างความมั่นคงที่ต่อเนื่องได้จริง

โดยเฉพาะเรื่องชายแดนและความมั่นคงซึ่งมีกลไกบังคับบัญชา งบประมาณ กำลังพล และข้อมูลข่าวกรองอยู่ในระบบราชการ/กองทัพที่ต่อเนื่อง การจะ “สร้างฐานอำนาจใหม่” หรือ “ปรับวัฒนธรรมองค์กร” ต้องใช้เวลาและความสามารถในการสั่งการที่มั่นคง แต่ระบบการเมืองไทยกลับผลิตรัฐบาลที่เปราะและถูกทำให้ติดหล่มด้วยกลไกนอกสภาอยู่ซ้ำ ๆ

นัยสำคัญ: เมื่อคนไทยเห็นชายแดนมีปัญหาแล้วรีบโทษรัฐบาลที่อยู่ไม่นาน คำถามที่ถูกต้องกว่าอาจเป็น: “ใครถืออำนาจต่อเนื่องในพื้นที่นั้นมาโดยตลอด?”

4) ชายแดนไทย–กัมพูชา: อำนาจโดยแท้ของใคร และใครต้องรับผิดตามหลักรัฐสมัยใหม่?

ในหลักรัฐสมัยใหม่ “ความรับผิด” ต้องผูกกับ “อำนาจ” ไม่ใช่ผูกกับ “ภาพลักษณ์” หากหน่วยงานใดมีอำนาจปฏิบัติการสูงสุดในพื้นที่ หน่วยงานนั้นย่อมต้องรับผิดสูงสุดเมื่อเกิดความล้มเหลว

4.1 อำนาจพิเศษในภาวะฉุกเฉิน

กลไกสำคัญที่ทำให้กองทัพมีบทบาทเหนือรัฐบาลพลเรือนในบางช่วง คือ กฎอัยการศึก และกฎหมายความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถูกอธิบายในรายงานสาธารณะและตัวบทแปลอังกฤษ (เพื่อความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบ) [7] [8]

นี่ไม่ได้แปลว่า “ทหารผิดทุกเรื่อง” แต่แปลว่า ข้ออ้างโยนบาปให้รัฐบาลพลเรือนอายุสั้น มักขัดกับตรรกะความรับผิด เพราะรัฐบาลเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้คุมกลไกทั้งหมดในพื้นที่ความมั่นคงอย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติม: ทำไม “โทษนักการเมือง” มักเป็นการตัดตอนความจริง?

เมื่อเกิดเหตุการณ์ชายแดนตึงเครียด คนไทยจำนวนไม่น้อยถูกชี้นำให้เชื่อว่า “รัฐบาลพลเรือนบริหารไม่เป็น” แต่หากย้อนดูตรรกะอย่างเป็นธรรม จะพบประเด็นสำคัญ 3 ข้อ:

  • เวลาไม่พอ: รัฐบาลอายุสั้นไม่มีเวลาปรับโครงสร้าง/วัฒนธรรมองค์กรความมั่นคงที่สั่งสมมานาน
  • อำนาจไม่เต็ม: ระบบความมั่นคงมีอำนาจเฉพาะทางสูงและมีช่องทางใช้อำนาจพิเศษได้ โดยเฉพาะในภาวะฉุกเฉิน [7]
  • ความต่อเนื่องของผู้คุมพื้นที่: ในหลายพื้นที่ ผู้มีอำนาจปฏิบัติการต่อเนื่องมักเป็นหน่วยงานความมั่นคงในระดับพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับเศรษฐกิจชายแดน

ดังนั้น การจะพูดว่า “ชายแดนพังเพราะนักการเมือง” ต้องอธิบายให้ได้ว่า นักการเมืองคนใด สั่งการอะไร มีอำนาจจริงแค่ไหน และทำไมกลไกความมั่นคงที่คุมพื้นที่ต่อเนื่องจึงไม่รับผิด

5) ขมวดท้าย: เมื่อทหารครองเมืองยาวนาน แต่ชายแดนยังเปราะ — เราควรถามอะไร?

ถ้ากองทัพคือผู้ถือ “อำนาจความมั่นคง” ต่อเนื่องยาวนาน ถ้ากองทัพสามารถยึดรัฐ ออกแบบกติกา และสืบทอดอำนาจผ่านสถาบันการเมืองได้ ถ้ากองทัพมีอำนาจพิเศษในภาวะฉุกเฉิน และคุมพื้นที่ชายแดนในทางปฏิบัติ

เมื่อเกิดความตึงเครียดไทย–กัมพูชา—ตั้งแต่การปะทะ การยกระดับความขัดแย้ง ไปจนถึงข้อสงสัยเรื่องความหละหลวมและผลประโยชน์ชายแดน— การจะโทษรัฐบาลพลเรือนอายุสั้นโดยอัตโนมัติ จึงไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ยุติธรรมและไม่ใช่ตรรกะรัฐสมัยใหม่

คำถามที่ “ตรงตัวอำนาจ” มากกว่า:
เราจะยังโทษนักการเมืองที่เข้ามาไม่นานต่อไป
หรือจะเริ่มตรวจสอบ “ผู้ถืออำนาจต่อเนื่อง” ในฐานะผู้รับผิดสูงสุดของความมั่นคงและอธิปไตย?

การตรวจสอบกองทัพไม่ใช่ความเกลียดชัง หากคือแก่นของประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ที่เรียกว่า Accountability — อำนาจอยู่ที่ใด ความรับผิดต้องอยู่ที่นั่น

คันฉ่องส่องไทย: มอนโรว์ไม่ใช่คนปกติ และทรัมพ์ก็ไม่ได้ผิดปกติ

คันฉ่องส่องไทย: มอนโรว์ไม่ใช่คนปกติ และทรัมพ์ก็ไม่ได้ผิดปกติ
คันฉ่องส่องไทย • การเมืองโลกแบบเห็นโครงสร้าง

มอนโรว์ไม่ใช่คนปกติ และทรัมพ์ก็ไม่ได้ผิดปกติ

หากเรายังตัดสินโลกด้วย “มารยาทของศตวรรษที่ 19” เราจะพลาดแก่นของอำนาจในศตวรรษที่ 21

แก่น: Monroe Doctrine คือ “ตรรกะรัฐ” ไม่ใช่ “นิสัยคน” เป้าหมาย: ขยายกรอบเข้าใจโลกปัจจุบันอย่างเป็นธรรม

ในวงสนทนาการเมืองช่วงหลัง มักมีถ้อยคำหนึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือคำกล่าวที่ว่า “มอนโรว์เป็นผู้นำที่ปกติ สุภาพ มีวิสัยทัศน์ แต่ทรัมพ์เป็นผู้นำที่ไม่ปกติ ก้าวร้าว และคาดเดาไม่ได้” ถ้อยคำนี้ฟังดูสมเหตุสมผล หากเรามองการเมืองผ่าน บุคลิกผู้นำ และ มารยาททางการทูต แต่หากเราขยับกรอบความคิดออกไปมองในระดับ โครงสร้างอำนาจโลก ข้อสรุปดังกล่าวจะไม่เพียงคลาดเคลื่อน หากยังทำให้เราเข้าใจโลกปัจจุบันผิดไปอย่างอันตราย

คันฉ่องตั้งกรอบ: Monroe Doctrine ไม่ใช่ผลผลิตของอุปนิสัยส่วนตัวของเจมส์ มอนโรว์ และการที่ผู้นำยุคใหม่หยิบมันกลับมาใช้ ไม่ได้สะท้อนความ “วิปลาส” ของบุคคลเป็นหลัก หากแต่สะท้อน ตำแหน่งของสหรัฐอเมริกาในระบบโลกที่เปลี่ยนไป

มอนโรว์: ความสุภาพที่เกิดจากความยังไม่พร้อม

ในปี ค.ศ.1823 สหรัฐอเมริกาเป็นรัฐใหม่ ยังไม่ใช่มหาอำนาจ และยังอ่อนแอทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ Monroe Doctrine ในยุคนั้นคือคำประกาศเชิงป้องกัน เป็นการบอกจักรวรรดินิยมยุโรปว่า “อย่ากลับมาล่าอาณานิคมในลาตินอเมริกา” เพราะนี่คือพื้นที่ที่รัฐใหม่อย่างสหรัฐกำลังตั้งหลัก

ความสุภาพของมอนโรว์จึงไม่ใช่เพียงคุณธรรมส่วนบุคคล แต่เป็นผลโดยตรงจาก ข้อจำกัดทางอำนาจของรัฐอเมริกันในเวลานั้น สหรัฐยังไม่สามารถบังคับใช้หลักการนี้ได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง และยังต้องพึ่งพาอำนาจทางทะเลของอังกฤษเป็นหลักประกันทางอ้อม

ข้อเท็จจริงที่ไม่โรแมนติก: มอนโรว์ “พูดสุภาพ” ส่วนหนึ่งเพราะสหรัฐในวันนั้น ยังไม่มีอำนาจมากพอจะพูดแรง

ทรัมพ์: ความตรงไปตรงมาในโลกที่ความลังเลมีต้นทุนสูง

ตัดภาพมาที่ศตวรรษที่ 21 สหรัฐอเมริกาไม่ได้อยู่ในสถานะรัฐเกิดใหม่ แต่เป็นมหาอำนาจเดิมที่กำลังถูกท้าทาย จีนขยายอิทธิพลเชิงโครงสร้าง ทั้งการเงิน เทคโนโลยี และพลังงาน รัสเซียใช้ยุทธศาสตร์รบกวน แทรกแซง และบั่นทอนเสถียรภาพ โลกไม่ได้เป็นสนามการทูตสุภาพแบบศตวรรษที่ 19 แต่เป็นสนามแข่งขันที่ ความอ่อนข้อและความลังเลมีต้นทุนสูงมาก

ในบริบทนี้ การที่ผู้นำอย่างทรัมพ์นำตรรกะ Monroe Doctrine กลับมาใช้ ไม่ใช่การย้อนอดีตแบบหลงยุค แต่คือการ ป้องกันการเสื่อมอำนาจในรอบบ้านของตนเอง เป้าหมายของ Monroe Doctrine ไม่เคยเปลี่ยน คือการไม่ยอมให้มหาอำนาจนอกภูมิภาค ฝังตัวและจัดระเบียบซีกโลกตะวันตก

เรากำลังใช้มาตรฐานโลกเก่าตัดสินโลกใหม่หรือไม่

เมื่อโลกหมุนเร็วขึ้น การเมืองกลายเป็นการเมืองมวลชน ข่าวสารแพร่กระจายในระดับวินาที ความชอบธรรมถูกทดสอบแบบเรียลไทม์ ผู้นำที่พูดช้า สุภาพ และคลุมเครือ อาจไม่ถูกมองว่า “มีวุฒิภาวะ” อีกต่อไป แต่ถูกมองว่า “ไม่จริงจัง” หรือ “ไม่กล้าตัดสินใจ”

ผู้นำอย่างทรัมพ์จึงไม่ใช่ “ผิดปกติ” ในเชิงรัฐศาสตร์ แต่เป็นผู้นำที่ สื่อสารตรงกับตรรกะอำนาจของโลกปัจจุบัน โดยไม่ห่อหุ้มด้วยภาษาการทูตแบบเก่า หากมอนโรว์มีชีวิตอยู่ในโลกที่มหาอำนาจสามารถท้าทายกัน “ต่อหน้าสาธารณะ” ผ่านสื่อโลก เขาก็ไม่อาจใช้ถ้อยคำสุภาพแบบปี 1823 ได้เช่นกัน

คันฉ่องส่องไทย: บทเรียนที่เราควรเรียนรู้

การกล่าวว่า “มอนโรว์ปกติ แต่ทรัมพ์ไม่ปกติ” จึงเป็นการใช้ มาตรฐานของโลกเก่า ไปตัดสิน ผู้นำในโลกใหม่ สิ่งที่สังคมไทยควรถกเถียงอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าผู้นำพูดจาไพเราะหรือหยาบกระด้าง แต่คือผลลัพธ์และความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น

  • การใช้ Monroe Doctrine ในยุคนี้ สร้างเสถียรภาพหรือเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว
  • ความแข็งกร้าว จะยับยั้งมหาอำนาจคู่แข่ง หรือผลักโลกเข้าสู่การเผชิญหน้าถาวร
  • ประเทศไทยควรวางตัวอย่างไร ในโลกที่มหาอำนาจ “ไม่เกรงใจ” กันอีกต่อไป

บทสรุป

Monroe Doctrine ไม่ใช่กระจกส่องนิสัยของผู้นำคนใด แต่เป็นกระจกสะท้อน ตำแหน่งของสหรัฐอเมริกาในระบบโลก มอนโรว์ไม่ได้ “ดีกว่า” ทรัมพ์ และทรัมพ์ก็ไม่ได้ “วิปลาส” เมื่อเทียบกับมอนโรว์ ทั้งสองคนเพียงแต่พูดภาษาของอำนาจในโลกคนละยุค

และหากสังคมไทยต้องการเข้าใจโลกปัจจุบันอย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องฟังภาษาใหม่นี้ โดยไม่เอาหูของศตวรรษที่ 19 ไปตัดสินศตวรรษที่ 21

คันฉ่องปิดท้าย: Monroe Doctrine คือ “ตรรกะรัฐ” และ “ตรรกะอำนาจ” ไม่ใช่เรื่องความสุภาพหรือความหยาบของผู้นำ

คันฉ่องส่องกองทัพไทย: เมื่อกองทัพสู้เกมมวลชนด้วยวาทกรรม

คันฉ่องส่องกองทัพไทย: เมื่อกองทัพสู้เกมมวลชนด้วยวาทกรรม
คันฉ่องส่องกองทัพไทย • ส่องวาทกรรม–ส่องโครงสร้าง

เมื่อกองทัพสู้เกมมวลชนด้วยวาทกรรม
แต่เลี่ยงคำถามเชิงโครงสร้าง

ข้อถกเถียงเรื่อง “ศักดิ์ศรีทหาร” กับ “สิทธิพลเมืองในการตรวจสอบ” ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน หากสังคมยืนยันเส้นแบ่งระหว่าง ทหารอาชีพ กับ อำนาจการเมือง ให้ชัดเจน

กระจกบานแรก: วาทกรรมคือ “อาวุธทางความคิด”

ถ้อยแถลงที่ยก “3 วาทกรรม” (มีทหารไว้ทำไม / ทหารไทยรบยังไงก็แพ้ / ทหารชั้นผู้น้อย) พยายามย้ายสนามรบจาก “คำถามเชิงสถาบัน” ไปเป็น “ความรู้สึกของกลุ่มอาชีพ” เพื่อให้การวิจารณ์ดูเหมือนการดูหมิ่น ทั้งที่ใจกลางของข้อวิพากษ์จำนวนมากคือ บทบาททางการเมืองของกองทัพในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่การปฏิเสธทหารชายแดน

หลักคิดคันฉ่อง: สังคมสามารถ “เคารพผู้เสียสละ” พร้อมกับ “ตรวจสอบสถาบันผู้ใช้อำนาจ” ได้ในเวลาเดียวกัน — และจำเป็นต้องทำ

1) “มีทหารไว้ทำไม” : สลับประเด็นจาก “สถาบัน” เป็น “ปัจเจก”

คำถามเชิงสาธารณะจำนวนมากไม่ได้ถามว่า “ทหารจำเป็นไหม” ในฐานะการป้องกันประเทศ แต่ถามว่า ทำไมกองทัพจึงมีบทบาททางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเหตุใดอำนาจนั้นจึงไม่ยึดโยงกับประชาชนเท่าที่ควร

การโต้ว่า “ทหารก็เหมือนอาชีพอื่น มีทั้งคนดีและไม่ดี” เป็นข้อเท็จจริงระดับมนุษย์ แต่ ไม่ตอบคำถามเดิม ซึ่งเป็นคำถามระดับสถาบัน:

  • กองทัพมีไว้เพื่อ “ป้องกันประเทศ” หรือ “แทรกแซงอำนาจอธิปไตยของประชาชน” ?
  • กลไกตรวจสอบกองทัพเพียงพอหรือยัง เมื่อเทียบกับองค์กรอื่นในรัฐ?
  • ความรับผิดเชิงสถาบันเกิดขึ้นจริงไหม เมื่อเกิดความผิดพลาดเชิงนโยบายหรือเชิงการเมือง?
จุดสังเกตสำคัญ: การเอา “พรรคการเมืองก็มีคนเลว” มาเทียบ คือการพยายามย้ายกรอบจาก อำนาจเชิงสถาบัน ไปสู่ ศีลธรรมรายบุคคล ซึ่งทำให้สังคมเถียงกันด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล

2) “ทหารไทยรบยังไงก็แพ้” : ชัยชนะเฉพาะหน้า ≠ ความชอบธรรมเชิงโครงสร้าง

ความกล้าหาญและความเป็นมืออาชีพในสนามรบสมควรได้รับการยกย่อง แต่การยก “ชัยชนะทางยุทธวิธี” มาเป็นคำตอบต่อคำถามเรื่อง “บทบาททางการเมือง” คือคนละมิติ

  • การรบชนะเฉพาะหน้า ไม่ใช่ใบอนุญาตให้หลุดพ้นจากการตรวจสอบทางประชาธิปไตย
  • การจัดหาอาวุธต้องตอบได้ทั้งด้านยุทธศาสตร์ ความคุ้มค่า และความโปร่งใส
  • ความมั่นคงสมัยใหม่ไม่ใช่แค่ชายแดน แต่รวมเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา และความชอบธรรมรัฐ

3) “ทหารชั้นผู้น้อย” : ความเป็นทีมไม่ลบล้างความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ

ประโยค “กระสุนไม่เลือกยศ” จริงและสะเทือนใจ แต่คำถามของสังคมจำนวนมากคือ อำนาจการตัดสินใจ และ ผลลัพธ์หลังเสียงปืน อยู่ที่ใคร

  • ใครเป็นผู้ตัดสินใจส่งกำลังพลไปแนวหน้า และภายใต้หลักประกันอะไร?
  • การดูแลทหารที่บาดเจ็บ/พิการ/มีภาวะหวาดกลัวหลังเหตุการณ์ ทำได้จริงแค่ไหน?
  • ความเป็นธรรมด้านสวัสดิการ โอกาสก้าวหน้า และความปลอดภัยในชีวิตราชการ เป็นระบบหรือเป็นวาทกรรม?

บทสรุปแบบคันฉ่อง

สังคมไทยไม่ได้ “ด้อยค่าทหาร” หากแต่กำลังทวงคืนเส้นแบ่งระหว่าง ทหารอาชีพที่ป้องกันประเทศ กับ สถาบันที่ใช้อำนาจการเมืองเหนือประชาชน

หากกองทัพต้องการศรัทธาระยะยาว คำตอบไม่ใช่การเล่นเกมวาทกรรม ไม่ใช่การเปรียบเทียบกับพรรคการเมือง และไม่ใช่การยกความสูญเสียมาเป็นเกราะ แต่คือการทำให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน และ ยอมรับการตรวจสอบเช่นเดียวกับสถาบันอื่น

คันฉ่องปิดท้าย: “นี่ไม่ใช่การด้อยค่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นมืออาชีพ แต่นี่คือการเคารพกองทัพในฐานะสถาบันของรัฐประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

20 ข้อคิดพัฒนาตนเอง | 20 Self-Development Principles

20 ข้อคิดพัฒนาตนเอง (เรียงจาก “ทำง่าย-ใกล้ตัว” ไป “ทำยาก-ไกลตัว”) สู่ “นิสัยของผู้ชนะ”

เวอร์ชันสองภาษา ไทย–อังกฤษ
Bilingual TH–EN

หลักคิดชุดนี้เน้น “ทำให้เป็นนิสัย” ไม่ใช่ “รู้แล้วปล่อยผ่าน” — เริ่มจากข้อเล็ก ๆ ให้ติดมือก่อน แล้วค่อยไต่ไปสู่สิ่งที่ยากกว่า มอบเป็นของขวัญปีใหม่แด่พี่น้องและลูกหลานไทยทุกท่าน จาก ดร. เพียงดิน รักไทย
Tip: เลือก 3 ข้อแรกที่ทำได้วันนี้ แล้วทำต่อเนื่อง 14 วัน
1

รักษาเวลา

Be punctual and respect time.

เวลาเป็นทุนชีวิตที่ไม่มีวันได้คืน คนที่รักษาเวลาคือคนที่รักษาคำพูดของตนเองและให้เกียรติผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มง่ายที่สุดด้วยการ “มาถึงก่อน” และ “ส่งงานตรงเวลา” ให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำของตัวเอง

Time is a nonrenewable asset. Punctuality signals reliability and respect. Start by arriving early and meeting deadlines—make it your personal minimum standard.

2

ยิ้มแย้มแจ่มใส

Maintain a positive and friendly attitude.

ความสำเร็จจำนวนมากเกิดจากความร่วมมือ ไม่ใช่ความเก่งล้วน ๆ สีหน้าและท่าทีเป็น “ประตูบานแรก” ที่ทำให้คนอยากร่วมทางกับเรา ความแจ่มใสไม่ใช่การฝืนยิ้ม แต่คือการวางอารมณ์ให้พร้อมรับมือโลกจริง

Many outcomes depend on collaboration. Your attitude is the first door people walk through. Positivity is not fake cheerfulness—it is emotional readiness for real life.

3

ใส่ใจภาพลักษณ์

Care about your personal image and professionalism.

ภาพลักษณ์คือภาษาที่พูดก่อนที่เราจะเปิดปาก ไม่ได้หมายถึงความหรูหรา แต่หมายถึงความเรียบร้อย ความเหมาะสม และความเคารพต่อบริบท คนที่จัดการตนเองได้ มักจัดการงานและความรับผิดชอบได้ดีตามไปด้วย

Your appearance speaks before your words. It is not about luxury—it's about appropriateness, neatness, and respect for context. Self-management often predicts work-management.

4

เป็นผู้ฟังที่ดี

Be a good and attentive listener.

การฟังที่ดีไม่ใช่แค่เงียบ แต่คือ “ฟังเพื่อเข้าใจ” ไม่ใช่ “ฟังเพื่อโต้แย้ง” ผู้ชนะมักได้ข้อมูลก่อน ได้ใจคนก่อน และเห็นปัญหาลึกกว่า เพราะเขาฟังจนได้ยินสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

Great listening means listening to understand, not to win an argument. Winners often gain better information, trust, and deeper insight because they hear what others miss.

5

ใช้คำพูดเชิงบวก

Use positive and constructive language.

คำพูดสร้างบรรยากาศ และบรรยากาศสร้างผลลัพธ์ พูดเชิงบวกไม่ได้แปลว่าโลกสวย แต่แปลว่าเราพูดแบบ “ชี้ทางออก” มากกว่า “ซ้ำเติมปัญหา” คนที่สื่อสารได้ดี มักนำทีมได้ดี

Language shapes atmosphere, and atmosphere shapes outcomes. Positive speech is not naïve optimism—it is solution-oriented communication that helps people move forward.

6

ให้เกียรติผู้อื่น

Treat others with respect.

การให้เกียรติคือการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ต่อให้เห็นต่างก็ไม่ดูถูก ไม่เหยียด ไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า คนที่ให้เกียรติเป็น มักได้รับความร่วมมือในเวลาที่ต้องการจริง ๆ

Respect protects human dignity—even in disagreement. Those who respect others gain cooperation and credibility when it matters most.

7

ไม่บ่น

Avoid complaining.

การบ่นทำให้สมองติดกับดัก “เหยื่อของสถานการณ์” ผู้ชนะไม่ปฏิเสธความจริง แต่เลือกตอบสนองด้วยการลงมือทำ ถ้าจำเป็นต้องวิจารณ์ ให้เปลี่ยนจาก “บ่น” เป็น “ระบุปัญหา + เสนอทางเลือก + ลงมือหนึ่งอย่างทันที”

Complaining traps you in a victim mindset. Winners face reality and respond with action. If you must critique, do it as: problem → options → one immediate step.

8

ควบคุมอารมณ์

Manage and control your emotions.

อารมณ์ที่ไม่ถูกจัดการจะเป็นคนจัดการเรา ผู้ชนะไม่ใช่คนไร้อารมณ์ แต่คือคนที่ “ไม่ยอมให้อารมณ์ชั่ววูบทำลายงาน ความสัมพันธ์ และชื่อเสียง” ฝึกหยุด 3 วินาทีก่อนตอบ และเลือกคำพูดที่ไม่เผาสะพานตัวเอง

Unmanaged emotions manage you. Winners are not emotionless—they prevent impulses from ruining work, relationships, and reputation. Pause before replying and speak without burning bridges.

9

มีน้ำใจ

Be kind, generous, and considerate.

น้ำใจคือทุนทางสังคมที่สะสมได้เรื่อย ๆ และคืนกำไรในวันที่เราไม่คาดคิด ช่วยเหลือแบบไม่สร้างภาระ ไม่ทำให้อีกฝ่ายอับอาย และไม่เอาไปทวงคืนทีหลัง น้ำใจที่ดีคือความเข้มแข็งในรูปแบบที่สุภาพ

Kindness is social capital. Give help without humiliating others or keeping score. True generosity is strength in a respectful form.

10

กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม

Express yourself confidently and appropriately.

คนจำนวนมากแพ้ ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง แต่เพราะไม่กล้าพูดในเวลาที่ควรพูด ความเหมาะสมคือรู้จังหวะ รู้ถ้อยคำ และรู้เป้าหมาย—พูดเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อเอาชนะอารมณ์

Many lose not from lack of skill, but lack of voice. Appropriate confidence means choosing the right moment, words, and purpose—speaking to solve, not to vent.

11

ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

Respect and accept differing opinions.

ผู้ชนะไม่กลัวความคิดต่าง เพราะความคิดต่างคือแหล่งข้อมูลใหม่ ยิ่งเราฟังมาก เราจะยิ่งแยก “คน” ออกจาก “ความเห็น” ได้ดีขึ้น ความสามารถนี้ทำให้เราทำงานกับคนหลากหลาย และอยู่รอดในโลกจริง

Winners don’t fear disagreement; they treat it as data. Learn to separate the person from the opinion—this skill enables collaboration in the real world.

12

วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์

Offer constructive criticism.

วิจารณ์ให้เกิดประโยชน์ต้องชัดเจนและยุติธรรม: บอกสิ่งที่เห็น (ข้อเท็จจริง) → ผลกระทบ → ข้อเสนอที่ทำได้จริง พร้อมเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายอธิบาย ผู้ชนะวิจารณ์เพื่อยกระดับมาตรฐาน ไม่ใช่เพื่อกดคน

Constructive critique is fair and specific: observation → impact → workable suggestion, plus room for response. Winners critique to raise standards, not to shame people.

13

ไม่คิดเล็กคิดน้อย

Do not be petty or overly sensitive.

คนที่คิดเล็กคิดน้อยจะเสียพลังไปกับการตีความและสะสมความขุ่นมัว ผู้ชนะเลือกโฟกัสที่เป้าหมายและข้อเท็จจริง แทนการยึดติดกับคำพูดเล็ก ๆ ฝึกถามตัวเองว่า “เรื่องนี้สำคัญพอจะเอาเวลาชีวิตไปแลกไหม?”

Pettiness wastes energy on interpretations and resentment. Winners focus on goals and facts. Ask: “Is this worth my life minutes?”

14

รักษาสัญญา

Keep your promises.

ชื่อเสียงถูกสร้างจากการทำซ้ำของเรื่องเล็ก ๆ การรักษาสัญญาคือการยืนยันว่าคำพูดของเรามีน้ำหนัก ถ้าทำไม่ได้ให้รีบสื่อสารล่วงหน้า เสนอทางเลือก และรับผิดชอบผลกระทบ—นี่คือมาตรฐานของมืออาชีพ

Reputation is built from repeated small actions. Keeping promises gives weight to your words. If you can’t deliver, communicate early, offer options, and own the impact.

15

ซื่อสัตย์สุจริต

Act with honesty and integrity.

ความเก่งทำให้เราไปได้เร็ว แต่ความซื่อสัตย์ทำให้เราไปได้ไกล ความสุจริตคือการทำสิ่งที่ถูกแม้ไม่มีใครเห็น และไม่แลกความถูกต้องกับผลประโยชน์ระยะสั้น ผู้ชนะรักษาหลัก เพราะรู้ว่าค่าของคนอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ

Skill may get you fast results, but integrity gets you long-term trust. Do what’s right even when unseen, and don’t trade ethics for short-term gains.

16

เห็นอกเห็นใจผู้อื่น

Show empathy and compassion.

ความเห็นอกเห็นใจทำให้เราอ่านคนออก เข้าใจแรงจูงใจ และสื่อสารได้ตรงจุด ในโลกจริง “คน” ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลอย่างเดียว ผู้ชนะที่แท้จริงจึงชนะใจคนก่อนชนะงาน

Empathy improves communication and leadership. People are not driven by logic alone. Real winners win people first, then win outcomes.

17

มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย

Stay committed to your goals.

ความมุ่งมั่นคือการเลือกทำสิ่งสำคัญแม้ไม่สนุกในวันนั้น จัดเป้าหมายให้ชัด (อะไร-เมื่อไร-วัดผลอย่างไร) แล้วทำแบบสม่ำเสมอ ผู้ชนะไม่ได้ชนะด้วยแรงฮึด แต่ชนะด้วยวินัยที่ทำซ้ำได้

Commitment means doing what matters even when it isn’t fun. Define the goal clearly and execute consistently. Winners win through repeatable discipline, not hype.

18

อดทน

Practice patience and perseverance.

งานที่มีคุณค่ามักต้องใช้เวลา ความอดทนไม่ใช่การทนแบบเจ็บปวด แต่คือการมีความสามารถ “อยู่กับความไม่แน่นอน” โดยไม่ล้มเลิกง่าย ๆ ผู้ชนะมองความเหนื่อยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง ไม่ใช่สัญญาณให้หยุด

Meaningful work takes time. Patience is the ability to stay with uncertainty without quitting. Winners treat fatigue as part of the path, not a stop sign.

19

พัฒนาตนเองอยู่เสมอ

Continuously improve yourself.

โลกเปลี่ยนเร็ว คนที่หยุดเรียนรู้จะถูกโลกทิ้งไว้ข้างหลัง เลือกพัฒนาหนึ่งทักษะหลักต่อไตรมาส และฝึกให้เห็นผลจริง ผู้ชนะไม่รอให้พร้อม แต่สร้างความพร้อมด้วยการฝึกอย่างมีระบบ

The world changes fast. Choose one core skill per quarter and train until it shows results. Winners don’t wait to feel ready—they build readiness systematically.

20

มองหาโอกาส

Look for opportunities in every situation.

ขั้นสูงสุดของนิสัยผู้ชนะคือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นช่องทางเติบโต มองหา “บทเรียน–เครือข่าย–ทางเลือกใหม่” ในทุกสถานการณ์ และกล้าลงมือในจังหวะที่คนอื่นยังลังเล โอกาสไม่ได้รอคนพร้อม แต่มักเข้าข้างคนที่เตรียมตัว

At the highest level, winners turn disruption into leverage—lessons, networks, and new options. Opportunities favor those who prepare and act while others hesitate.

คันฉ่องส่องไทย | บทเรียน 70% หลังปฏิวัติสยาม: อำนาจปืนไม่เคยพาชาติไปข้างหน้า

คันฉ่องส่องไทย | บทเรียน 70% หลังปฏิวัติสยาม: อำนาจปืนไม่เคยพาชาติไปข้างหน้า
คันฉ่องส่องไทย | ก่อนเลือกตั้ง: บทเรียนที่ไม่ควรลืม

บทเรียน 70% หลังปฏิวัติสยาม: อำนาจปืนไม่เคยพาชาติไปข้างหน้า

บทความร้อยแก้วเชิงโครงสร้าง เพื่อให้คนไทย “รู้ทัน—มีหวัง—และแก้เกมได้” แม้เกมบางอย่างจะถูกล็อกไว้ก่อนวันหย่อนบัตรก็ตาม

เผยแพร่โดย: คันฉ่องส่องไทย ธีม: อำนาจ–กติกา–ศักยภาพชาติ โทน: ปัญญา ไม่สิ้นหวัง

บางที “ความจริง” ก็ไม่ได้มาพร้อมเสียงตะโกน แต่มาพร้อมตัวเลขเงียบ ๆ ที่ยืนอยู่กลางห้อง เหมือนกระจกบานหนึ่ง— เราเดินผ่านมันทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดมองให้ตรง

ตัวเลขนั้นคือ 70%

หลังปี 2475 ประเทศไทยไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องและมั่นคง หากถูกขับเคลื่อนด้วยจังหวะ “ขึ้น–ลง” ของอำนาจที่ถือปืน รัฐประหารและอิทธิพลทหาร—ไม่ว่าจะมาในชื่อคณะใด สมัยใด หรือในเครื่องแบบรูปแบบใด—ได้ครอบงำการเมืองไทยเป็นสัดส่วนมากกว่ากึ่งหนึ่งอย่างยาวนาน จนมีคนสรุปสั้น ๆ ว่า เราอยู่กับการปกครองที่มาจากรัฐประหารหรือเงาของรัฐประหาร มากกว่า 70% ของเวลา

ถ้าอำนาจปืน “เก่งจริง” — ทำไมประเทศยังอยู่ที่เดิม?
ถ้าเขา “รู้จักชาติ” มากกว่าเรา — ทำไมประชาชนยังจนลงเรื่อย ๆ?
และถ้าเขา “รักความมั่นคง” จริง — ทำไมอนาคตจึงไม่มั่นคงสำหรับคนส่วนใหญ่?

คันฉ่องส่องไทยไม่ได้ตั้งคำถามเพื่อเหยียดใครเป็นรายคน แต่ตั้งคำถามต่อ “ระบบ” ที่ใช้คนไทยเป็นฉากหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า และใช้คำว่า “ความมั่นคง” เป็นผ้าคลุม เพื่อกลบความจริงว่า ประเทศไม่เคยถูกปลดล็อกให้เดินด้วยสองเท้าของตนเอง

ประเทศที่เคยเจ็บกว่าเรา… แต่เขายอมให้อนาคตชนะอำนาจปืน

คนไทยจำนวนมากเติบโตมากับความเชื่อว่า “ประเทศเราโดนโชคชะตากลั่นแกล้ง” หรือ “คนไทยนิสัยแบบนี้เลยไม่เจริญ” แต่ความจริงที่เจ็บกว่า คือ—หลายประเทศที่เคยแย่กว่าเรา เคยแตกสลายกว่าเรา เคยถูกกดทับหนักกว่าเรา กลับตัดสินใจครั้งสำคัญเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ เอาการเมืองกลับไปให้ประชาชน และเอาทหารกลับไปทำหน้าที่ทหาร

เกาหลีใต้

เคยผ่านรัฐทหารและความรุนแรงทางการเมือง แต่ยอมเปิดพื้นที่ให้พลเรือนและระบบแข่งขันเชิงนโยบาย จนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมขั้นสูง ส่งออกทั้งเทคโนโลยีและอิทธิพลทางวัฒนธรรมไปทั่วโลก

ไต้หวัน

เคยอยู่ใต้กฎอัยการศึกยาวนาน แต่เลือกเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยและรัฐที่เน้นประสิทธิภาพ จนวันนี้โลกต้องพึ่งพาห่วงโซ่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชิปของเขา

สิงคโปร์

ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่สร้างรัฐที่คุม “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่คุม “ประชาชน” วางระบบราชการและนโยบายเศรษฐกิจให้ทำงานจริง จนรายได้ประชาชนสูงติดอันดับโลก

จุดร่วมของพวกเขาไม่ใช่ความมหัศจรรย์ ไม่ใช่พันธุกรรม และไม่ใช่ “ผู้นำที่ฟ้าส่ง” แต่คือการยอมรับความจริงว่า ในโลกสมัยใหม่ ประเทศไม่ได้แข่งกันด้วยจำนวนรถถัง ประเทศแข่งกันด้วย คุณภาพคน—ระบบการศึกษา—นวัตกรรม—และความน่าเชื่อถือของกติกา

อำนาจปืนเก่งเรื่องอะไร… และไม่เก่งเรื่องอะไร

หากเราซื่อสัตย์กับความจริง เราจะเห็นว่าอำนาจปืนมีความสามารถเฉพาะทางอยู่จริง และปัญหาก็คือ—มันถูกใช้ผิดงานมาตลอด

อำนาจปืน “เก่ง” เรื่อง

  • ยึดอำนาจได้ไว และ “เปลี่ยนกติกา” ได้เร็ว
  • ทำให้สังคมกลัวความขัดแย้งมากกว่ากลัวความอยุติธรรม
  • คุมจังหวะข่าว คุมวาทกรรม คุมอุณหภูมิการเมือง
  • ทำให้การเมืองกลายเป็น “คดี” มากกว่า “นโยบาย”

แต่อำนาจปืน “ไม่เก่ง” เรื่อง

  • บริหารเศรษฐกิจซับซ้อนให้แข่งขันได้ในโลกจริง
  • สร้างการศึกษาที่ทำให้คนคิดเป็น ไม่ใช่เชื่อเป็น
  • สร้างนวัตกรรมและระบบที่ให้คนเก่งทำงานได้เต็มศักยภาพ
  • สร้างความน่าเชื่อถือของกติกา ที่ทำให้ต่างชาติและนักลงทุน “เชื่อมั่น” ระยะยาว

ประเทศไม่ได้พังเพราะ “คนไทยไม่เก่ง” แต่พังเพราะ “ความเก่งของคนไทย” ถูกขังอยู่ในระบบที่ไม่ยอมให้ความสามารถชนะอำนาจ

ก่อนเลือกตั้ง: ทำไม “สกัดดาวรุ่ง” จึงเป็นสูตรสำเร็จของคณาธิปไตย

เมื่อการแข่งขันเชิงผลงานเริ่มแพ้—ผู้เล่นบางกลุ่มจะไม่ลงแข่งในสนามผลงานอีกต่อไป เขาจะย้ายสนามไปอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนควบคุมไม่ได้ง่าย ๆ เช่น คดี ความหมายของกฎหมาย กติกาที่เปลี่ยนได้ และการตัดสินที่ “เกิดหลังเลือกตั้ง”

การสกัดดาวรุ่งจึงไม่ใช่เพราะฝ่ายใหม่ “ผิดมหันต์” แต่เพราะฝ่ายเก่า รู้ว่าตัวเองไม่ชนะในเกมอนาคต จึงต้องทำให้อนาคต “มาถึงไม่ได้”

เขาไม่ได้กลัวการเลือกตั้ง เขากลัว “ผลของการเลือกตั้ง” ที่แปลเป็นอำนาจบริหารได้จริง

และนี่คือเหตุผลที่คนไทยต้องไม่ยอมให้การเมืองจบลงหลังหย่อนบัตร เพราะเกมจริงของคณาธิปไตย มักเริ่ม “หลังประกาศผล” เสมอ

ความหวังไม่ใช่ความฝัน: แก้เกมด้วยความรู้ ปัญญา และการลงมือทำ

คันฉ่องส่องไทยไม่ชวนให้คนไทยฝันหวานว่าทุกอย่างจะง่าย แต่ชวนให้คนไทยเห็นว่า เรามีทางเลือกที่จับต้องได้ เพราะเผด็จการอยู่ได้ด้วย “ความเชื่อ 4 อย่าง” ที่ถูกปลูกให้เรารับไว้โดยไม่รู้ตัว: ว่าเราตัวเล็กเกินไป ว่าเขาใหญ่เกินไป ว่าเปลี่ยนไม่ได้ และว่าอย่าไปยุ่ง

แต่ประวัติศาสตร์โลกบอกเราตรงกันว่า ระบอบอำนาจที่ดูแข็งแรงที่สุด มักพังเพราะสิ่งเดียว— ประชาชนเลิกกลัว และเริ่มคิดเป็น

3 ขั้น “แก้เกม” ที่ทำได้จริง

  • รู้ทัน: แยกให้ออกว่าอะไรคือ “ความมั่นคงของชาติ” และอะไรคือ “ความมั่นคงของคนมีอำนาจ”
  • ยืนยัน: ไม่ยอมให้การเมืองถูกย้ายจากนโยบายไปเป็นคดีจนหมด ทั้งที่ประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย
  • ลงมือทำ: ใช้สิทธิ เลือกตั้งอย่างมีข้อมูล เฝ้าดูหลังเลือกตั้ง และรวมพลังในทางสันติ

เราไม่ได้ต้องการชัยชนะที่ “สวยงาม” ในคืนเลือกตั้ง เราต้องการชัยชนะที่ “ยืนได้จริง” ในวันจัดตั้งรัฐบาล และยืนได้ต่อในทุกวันของการบริหารประเทศ

บทส่งท้าย: ถ้า 70% คือบทเรียนราคาแพง… 30% ที่เหลือคืออนาคตที่เราต้องไม่ยอมให้ถูกขโมย

การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดจบของเกม แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ทวงประเทศคืน” ด้วยความรู้และศักดิ์ศรีของพลเมือง

ประเทศไทยไม่ต้องการผู้ปกครองที่ถือปืน แต่ต้องการผู้นำและระบบที่กล้า ปลดปืนออกจากการเมือง เพื่อให้ความสามารถของคนไทยได้ทำงานเต็มที่—ไม่ใช่เต็มใจยอมจำนน

หากเรายอมรับว่า 70% ที่ผ่านมา คือกระจกบานใหญ่ เราก็ต้องกล้าส่อง และกล้าเปลี่ยนท่าทางของเราเอง เพราะกระจกไม่เปลี่ยนโลกให้เรา—แต่กระจกทำให้เรา “เห็น” ว่าโลกควรถูกเปลี่ยนอย่างไร

หมายเหตุเชิงวิธีคิด: ตัวเลข “70%” ในบทความนี้ใช้เพื่อสื่อสารเชิงโครงสร้างว่าไทยมีช่วงเวลายาวนานภายใต้อำนาจรัฐประหาร/อิทธิพลทหารอย่างต่อเนื่อง หากต้องการทำเป็นบทวิชาการพร้อมตารางเวลาและการอ้างอิงเชิงประจักษ์ (รายชื่อรัฐบาล/ช่วงเวลา) สามารถขอ “เวอร์ชันเชิงเอกสาร” เพิ่มเติมได้ เพื่อความแม่นยำและตรวจสอบย้อนกลับได้

— คันฉ่องส่องไทย

พลเมือง 300+ ต้องลงมือทำงานจริงจัง เพื่อสกัดแผนของคณาธิปไตยไทยให้ได้ผล ก่อนที่ประเทศไทยจะถูกปู้ยี่ปู้ยำจนเกินเยียวยากว่าที่เป็นอยู่

โพสต์ล่าสุด

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการอยู่แบบเดิม

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการอยู่แบบเดิม บทอ่านเตือนใจก่อนเลือกตั้ง อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จ...

Popular Posts