บทเรียน 70% หลังปฏิวัติสยาม: อำนาจปืนไม่เคยพาชาติไปข้างหน้า
บทความร้อยแก้วเชิงโครงสร้าง เพื่อให้คนไทย “รู้ทัน—มีหวัง—และแก้เกมได้” แม้เกมบางอย่างจะถูกล็อกไว้ก่อนวันหย่อนบัตรก็ตาม
บางที “ความจริง” ก็ไม่ได้มาพร้อมเสียงตะโกน แต่มาพร้อมตัวเลขเงียบ ๆ ที่ยืนอยู่กลางห้อง เหมือนกระจกบานหนึ่ง—
เราเดินผ่านมันทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดมองให้ตรง
ตัวเลขนั้นคือ 70%
หลังปี 2475 ประเทศไทยไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องและมั่นคง หากถูกขับเคลื่อนด้วยจังหวะ “ขึ้น–ลง” ของอำนาจที่ถือปืน รัฐประหารและอิทธิพลทหาร—ไม่ว่าจะมาในชื่อคณะใด สมัยใด หรือในเครื่องแบบรูปแบบใด—ได้ครอบงำการเมืองไทยเป็นสัดส่วนมากกว่ากึ่งหนึ่งอย่างยาวนาน จนมีคนสรุปสั้น ๆ ว่า เราอยู่กับการปกครองที่มาจากรัฐประหารหรือเงาของรัฐประหาร มากกว่า 70% ของเวลา
ถ้าอำนาจปืน “เก่งจริง” — ทำไมประเทศยังอยู่ที่เดิม?
ถ้าเขา “รู้จักชาติ” มากกว่าเรา — ทำไมประชาชนยังจนลงเรื่อย ๆ?
และถ้าเขา “รักความมั่นคง” จริง — ทำไมอนาคตจึงไม่มั่นคงสำหรับคนส่วนใหญ่?
คันฉ่องส่องไทยไม่ได้ตั้งคำถามเพื่อเหยียดใครเป็นรายคน แต่ตั้งคำถามต่อ “ระบบ” ที่ใช้คนไทยเป็นฉากหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า และใช้คำว่า “ความมั่นคง” เป็นผ้าคลุม เพื่อกลบความจริงว่า ประเทศไม่เคยถูกปลดล็อกให้เดินด้วยสองเท้าของตนเอง
ประเทศที่เคยเจ็บกว่าเรา… แต่เขายอมให้อนาคตชนะอำนาจปืน
คนไทยจำนวนมากเติบโตมากับความเชื่อว่า “ประเทศเราโดนโชคชะตากลั่นแกล้ง” หรือ “คนไทยนิสัยแบบนี้เลยไม่เจริญ” แต่ความจริงที่เจ็บกว่า คือ—หลายประเทศที่เคยแย่กว่าเรา เคยแตกสลายกว่าเรา เคยถูกกดทับหนักกว่าเรา กลับตัดสินใจครั้งสำคัญเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ เอาการเมืองกลับไปให้ประชาชน และเอาทหารกลับไปทำหน้าที่ทหาร
เกาหลีใต้
เคยผ่านรัฐทหารและความรุนแรงทางการเมือง แต่ยอมเปิดพื้นที่ให้พลเรือนและระบบแข่งขันเชิงนโยบาย จนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมขั้นสูง ส่งออกทั้งเทคโนโลยีและอิทธิพลทางวัฒนธรรมไปทั่วโลก
ไต้หวัน
เคยอยู่ใต้กฎอัยการศึกยาวนาน แต่เลือกเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยและรัฐที่เน้นประสิทธิภาพ จนวันนี้โลกต้องพึ่งพาห่วงโซ่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชิปของเขา
สิงคโปร์
ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่สร้างรัฐที่คุม “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่คุม “ประชาชน” วางระบบราชการและนโยบายเศรษฐกิจให้ทำงานจริง จนรายได้ประชาชนสูงติดอันดับโลก
จุดร่วมของพวกเขาไม่ใช่ความมหัศจรรย์ ไม่ใช่พันธุกรรม และไม่ใช่ “ผู้นำที่ฟ้าส่ง” แต่คือการยอมรับความจริงว่า ในโลกสมัยใหม่ ประเทศไม่ได้แข่งกันด้วยจำนวนรถถัง ประเทศแข่งกันด้วย คุณภาพคน—ระบบการศึกษา—นวัตกรรม—และความน่าเชื่อถือของกติกา
อำนาจปืนเก่งเรื่องอะไร… และไม่เก่งเรื่องอะไร
หากเราซื่อสัตย์กับความจริง เราจะเห็นว่าอำนาจปืนมีความสามารถเฉพาะทางอยู่จริง และปัญหาก็คือ—มันถูกใช้ผิดงานมาตลอด
อำนาจปืน “เก่ง” เรื่อง
- ยึดอำนาจได้ไว และ “เปลี่ยนกติกา” ได้เร็ว
- ทำให้สังคมกลัวความขัดแย้งมากกว่ากลัวความอยุติธรรม
- คุมจังหวะข่าว คุมวาทกรรม คุมอุณหภูมิการเมือง
- ทำให้การเมืองกลายเป็น “คดี” มากกว่า “นโยบาย”
แต่อำนาจปืน “ไม่เก่ง” เรื่อง
- บริหารเศรษฐกิจซับซ้อนให้แข่งขันได้ในโลกจริง
- สร้างการศึกษาที่ทำให้คนคิดเป็น ไม่ใช่เชื่อเป็น
- สร้างนวัตกรรมและระบบที่ให้คนเก่งทำงานได้เต็มศักยภาพ
- สร้างความน่าเชื่อถือของกติกา ที่ทำให้ต่างชาติและนักลงทุน “เชื่อมั่น” ระยะยาว
ประเทศไม่ได้พังเพราะ “คนไทยไม่เก่ง” แต่พังเพราะ “ความเก่งของคนไทย” ถูกขังอยู่ในระบบที่ไม่ยอมให้ความสามารถชนะอำนาจ
ก่อนเลือกตั้ง: ทำไม “สกัดดาวรุ่ง” จึงเป็นสูตรสำเร็จของคณาธิปไตย
เมื่อการแข่งขันเชิงผลงานเริ่มแพ้—ผู้เล่นบางกลุ่มจะไม่ลงแข่งในสนามผลงานอีกต่อไป เขาจะย้ายสนามไปอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนควบคุมไม่ได้ง่าย ๆ เช่น คดี ความหมายของกฎหมาย กติกาที่เปลี่ยนได้ และการตัดสินที่ “เกิดหลังเลือกตั้ง”
การสกัดดาวรุ่งจึงไม่ใช่เพราะฝ่ายใหม่ “ผิดมหันต์” แต่เพราะฝ่ายเก่า รู้ว่าตัวเองไม่ชนะในเกมอนาคต จึงต้องทำให้อนาคต “มาถึงไม่ได้”
เขาไม่ได้กลัวการเลือกตั้ง เขากลัว “ผลของการเลือกตั้ง” ที่แปลเป็นอำนาจบริหารได้จริง
และนี่คือเหตุผลที่คนไทยต้องไม่ยอมให้การเมืองจบลงหลังหย่อนบัตร เพราะเกมจริงของคณาธิปไตย มักเริ่ม “หลังประกาศผล” เสมอ
ความหวังไม่ใช่ความฝัน: แก้เกมด้วยความรู้ ปัญญา และการลงมือทำ
คันฉ่องส่องไทยไม่ชวนให้คนไทยฝันหวานว่าทุกอย่างจะง่าย แต่ชวนให้คนไทยเห็นว่า เรามีทางเลือกที่จับต้องได้ เพราะเผด็จการอยู่ได้ด้วย “ความเชื่อ 4 อย่าง” ที่ถูกปลูกให้เรารับไว้โดยไม่รู้ตัว: ว่าเราตัวเล็กเกินไป ว่าเขาใหญ่เกินไป ว่าเปลี่ยนไม่ได้ และว่าอย่าไปยุ่ง
แต่ประวัติศาสตร์โลกบอกเราตรงกันว่า ระบอบอำนาจที่ดูแข็งแรงที่สุด มักพังเพราะสิ่งเดียว— ประชาชนเลิกกลัว และเริ่มคิดเป็น
3 ขั้น “แก้เกม” ที่ทำได้จริง
- รู้ทัน: แยกให้ออกว่าอะไรคือ “ความมั่นคงของชาติ” และอะไรคือ “ความมั่นคงของคนมีอำนาจ”
- ยืนยัน: ไม่ยอมให้การเมืองถูกย้ายจากนโยบายไปเป็นคดีจนหมด ทั้งที่ประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย
- ลงมือทำ: ใช้สิทธิ เลือกตั้งอย่างมีข้อมูล เฝ้าดูหลังเลือกตั้ง และรวมพลังในทางสันติ
เราไม่ได้ต้องการชัยชนะที่ “สวยงาม” ในคืนเลือกตั้ง เราต้องการชัยชนะที่ “ยืนได้จริง” ในวันจัดตั้งรัฐบาล และยืนได้ต่อในทุกวันของการบริหารประเทศ
บทส่งท้าย: ถ้า 70% คือบทเรียนราคาแพง… 30% ที่เหลือคืออนาคตที่เราต้องไม่ยอมให้ถูกขโมย
การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดจบของเกม แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ทวงประเทศคืน” ด้วยความรู้และศักดิ์ศรีของพลเมือง
ประเทศไทยไม่ต้องการผู้ปกครองที่ถือปืน แต่ต้องการผู้นำและระบบที่กล้า ปลดปืนออกจากการเมือง เพื่อให้ความสามารถของคนไทยได้ทำงานเต็มที่—ไม่ใช่เต็มใจยอมจำนน
หากเรายอมรับว่า 70% ที่ผ่านมา คือกระจกบานใหญ่ เราก็ต้องกล้าส่อง และกล้าเปลี่ยนท่าทางของเราเอง เพราะกระจกไม่เปลี่ยนโลกให้เรา—แต่กระจกทำให้เรา “เห็น” ว่าโลกควรถูกเปลี่ยนอย่างไร
— คันฉ่องส่องไทย
