Official Website of Snea Thinsan, Ph.D.: เราเข้าสู่ยุคหลังทักษิณ หรือยุคทักษิณหลังอำนาจ?

เราเข้าสู่ยุคหลังทักษิณ หรือยุคทักษิณหลังอำนาจ?

หลังทักษิณ หรือทักษิณหลังอำนาจ

หลังทักษิณ หรือทักษิณหลังอำนาจ

ปัญหาของทักษิณในปี 2569 อาจไม่ใช่การกลับมามีอำนาจ แต่เป็นการที่เขายังไม่สามารถเดินออกจากการเมืองได้ และการเมืองไทยกำลังพ้นจากศูนย์กลางเดิมจริงหรือ หรือเรากำลังอยู่ในห้วงเปลี่ยนผ่านระหว่างอำนาจเก่ากับความหวังชุดใหม่
บทวิเคราะห์เชิงการเมืองร่วมสมัย

หลังทักษิณ หรือทักษิณหลังอำนาจ: การเมืองไทยกำลังพ้นจากศูนย์กลางเดิมจริงหรือ

คำถามว่า “การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคหลังทักษิณแล้วหรือยัง” อาจไม่ควรถูกตอบอย่างรีบร้อนว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ดำรงอยู่ในการเมืองไทยเพียงฐานะบุคคลคนหนึ่ง หากแต่ดำรงอยู่พร้อมกันอย่างน้อยสามสถานะ คือ ผู้เล่นทางการเมือง สัญลักษณ์ของความขัดแย้ง และแบบจำลองของการเมืองแบบนโยบายมวลชน

หากมองในฐานะ “ผู้เล่น” ทักษิณปี 2569 ย่อมไม่ใช่ทักษิณปี 2548-2549 อีกต่อไป อำนาจต่อรองของพรรคเพื่อไทยลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด พรรคที่เคยเป็นแกนกลางของรัฐบาลและเป็นศูนย์กลางของการเมืองเลือกตั้ง กลับกลายเป็นพรรคที่ต้องประคองตัวอยู่ท่ามกลางโครงสร้างอำนาจใหม่ กลุ่มการเมืองสีน้ำเงินมีอำนาจเหนือกว่า ขณะที่เพื่อไทยตกอยู่ในสถานะที่ไม่อาจกำหนดเกมได้อย่างเป็นอิสระ

แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไป ทักษิณเองก็อาจไม่สามารถวางมือได้ง่ายนัก เพราะโจทย์เฉพาะหน้าของเขามิใช่เพียงการเอาตัวรอด หากยังรวมถึงการฟื้นพรรคเพื่อไทยจากภาวะตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ พรรคที่เคยผูกขาดความหวังของประชาชนจำนวนมาก กลับพ่ายแพ้ให้กับพรรคสีส้มถึงสองระลอก และที่สำคัญกว่านั้น คือพ่ายแพ้ต่อคนการเมืองรุ่นใหม่ถึงสองรุ่น

บาดแผลนี้ไม่ใช่เพียงบาดแผลเชิงเลือกตั้ง แต่เป็นบาดแผลเชิงประวัติศาสตร์ของ “ชายชื่อทักษิณ” ผู้เคยเชื่อว่าตนเองเข้าใจประชาชนมากกว่าใคร พรรคเพื่อไทยในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางอำนาจ หากเป็นมรดกทางการเมืองที่เขาอาจปล่อยให้ล่มสลายไม่ได้ ชนิดที่อาจเรียกได้ว่า “ตายตาไม่หลับ”

ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวชินวัตรก็ยังไม่หลุดพ้นจากแรงกดทับของโครงสร้างเดิม ลูกสาวที่เข้าสู่การเมืองก็มีชนักติดหลังจากเงื่อนไขทางอำนาจและการเมือง ส่วนน้องสาวก็ยังไม่สามารถกลับประเทศไทยได้โดยเสรี ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ การวางมือของทักษิณจึงมิใช่เพียงการตัดสินใจส่วนบุคคล แต่เป็นคำถามเรื่องครอบครัว พรรค มรดกทางการเมือง และพันธะต่อมวลชนที่ยังคาดหวังบางสิ่งจากเขา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทักษิณยังอยากเล่นการเมืองหรือไม่” แต่คือ “ทักษิณยังจำเป็นต้องเล่นการเมืองหรือไม่” และถ้ายังจำเป็น เขาจะเล่นแบบใด

ทางเลือกแรก คือเล่นแบบแตกหักกับระบอบอำนาจเดิม แต่ทางเลือกนี้แทบเป็นไปไม่ได้ในทางยุทธศาสตร์ เพราะทักษิณหลังพ้นเรือนจำมิได้มีทั้งอำนาจรัฐเต็มมือ ฐานพรรคที่มั่นคง หรือสถานะทางกฎหมายที่ปลอดภัยพอจะเปิดศึกโดยตรง เขายังถูกจับตา ยังมีคดี ยังมีครอบครัวเป็นตัวประกัน และยังต้องเผชิญกับกลไกอำนาจที่พิสูจน์มาแล้วว่ามีความสามารถสูงในการควบคุม กดดัน และเปลี่ยนเงื่อนไขทางการเมือง

ทางเลือกที่สอง คือเดินหน้าประนีประนอมกับระบอบ หรือถึงขั้น “รับใช้ระบอบ” ในบางจังหวะ เพื่อสร้างพื้นที่หายใจให้ตัวเอง ครอบครัว และพรรคเพื่อไทย ทางเลือกนี้อาจดูขมขื่นสำหรับผู้สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนมาก แต่ก็อาจเป็นทางเลือกที่ทักษิณประเมินว่าเหลืออยู่จริงในสนามที่ตนไม่ได้เป็นผู้กำหนดกติกาอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากทักษิณเลือกทางนี้ คำถามทางศีลธรรมและการเมืองจะตามมาทันทีว่า การประนีประนอมกับระบอบนั้นเป็นเพียงยุทธวิธีเพื่อฟื้นกำลัง แล้วกลับมาตอบแทนประชาชนในภายหลัง หรือเป็นการยอมจำนนต่อระบอบอย่างสมบูรณ์ คำถามนี้คือจุดคาใจที่สุดของผู้คนจำนวนมากที่ยังผูกพันกับทักษิณ เพราะเขาพูดเสมอเรื่องการตอบแทนประชาชนที่สนับสนุนเขา

ตรงนี้เองที่ทำให้ “ยุคหลังทักษิณ” มีความซับซ้อน ทักษิณในฐานะผู้บัญชาการเกมอาจสิ้นสุดลงแล้ว แต่ทักษิณในฐานะภาระทางประวัติศาสตร์ยังไม่จบ เขาไม่สามารถกลับไปเป็นศูนย์กลางแบบเดิมได้ แต่ก็ยังไม่สามารถหายไปจากสมการได้เช่นกัน

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทยเองก็อยู่ในภาวะย้อนแย้ง พรรคต้องการทักษิณเพื่อฟื้นความทรงจำ ความเชื่อมั่น และฐานเสียงเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน การมีทักษิณก็อาจกลายเป็นเพดานที่ทำให้พรรคไม่สามารถขยายไปสู่คนรุ่นใหม่ได้ เพื่อไทยจึงติดอยู่ระหว่างอดีตที่เคยรุ่งเรืองกับอนาคตที่ยังไปไม่ถึง

ส่วนพรรคสีส้มเติบโตขึ้นมาได้เพราะไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เอาทักษิณหรือไม่เอาทักษิณ” แต่เริ่มจากคำถามเรื่องโครงสร้างรัฐ รัฐธรรมนูญ กองทัพ ตำรวจ ทุนผูกขาด และความรับผิดของรัฐต่อประชาชนที่เห็นต่าง นี่คือโจทย์คนละชุดกับการเมืองยุคทักษิณโดยตรง

ดังนั้น การเมืองไทยอาจไม่ได้เข้าสู่ยุคหลังทักษิณอย่างสมบูรณ์ หากกำลังเข้าสู่ยุคหลังความขัดแย้งแบบ “ทักษิณ-ต่อต้านทักษิณ” กล่าวคือ ตัวทักษิณยังมีผลต่อเกม แต่ไม่ใช่แกนกลางเพียงหนึ่งเดียวของเกมอีกต่อไป สนามการเมืองได้เคลื่อนจากการต่อสู้รอบตัวบุคคล ไปสู่การต่อสู้เรื่องโครงสร้างอำนาจมากขึ้น

ถึงที่สุดแล้ว คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่ว่า “ทักษิณหมดอำนาจหรือยัง” แต่ควรถามว่า “อำนาจแบบทักษิณยังตอบโจทย์สังคมไทยปัจจุบันได้หรือไม่” หากคำตอบคือไม่ เพื่อไทยก็ต้องสร้างการเมืองแบบใหม่ที่พ้นจากเงาทักษิณให้ได้ แต่ถ้าคำตอบคือยังใช่บางส่วน ทักษิณก็อาจยังมีบทบาทในฐานะผู้ประคองซากปรักของยุคเก่า เพื่อรอว่าวันหนึ่งมันจะถูกซ่อม สร้างใหม่ หรือปล่อยให้พังลงอย่างถาวร

นี่คือภาวะก้ำกึ่งของการเมืองไทยในปัจจุบัน เราอาจอยู่ในยุคที่ทักษิณไม่อาจกลับมาเป็นศูนย์กลางได้อีกแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจประกาศได้เต็มปากว่าเราพ้นจากทักษิณแล้วจริง ๆ

เพราะตราบใดที่เพื่อไทยยังต้องฟื้นตัวผ่านชื่อทักษิณ ตราบใดที่ครอบครัวชินวัตรยังเป็นตัวแปรทางอำนาจ ตราบใดที่ผู้สนับสนุนยังรอคำตอบว่าเขาจะตอบแทนประชาชนอย่างไร และตราบใดที่ฝ่ายอำนาจเดิมยังระแวงเขาอยู่ ทักษิณก็ยังไม่ใช่อดีต

เขาอาจไม่ใช่อนาคตแล้วก็จริง แต่เขายังเป็นเงาขนาดใหญ่ของปัจจุบัน

บางคนอยู่ในประวัติศาสตร์เพราะครองอำนาจ แต่บางคนยังอยู่ในประวัติศาสตร์แม้วันที่อำนาจหมดไปแล้ว คำถามของทักษิณในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าเขาเหลืออำนาจเท่าใด หากคือเขาจะจัดการกับมรดกทางการเมืองของตนเองอย่างไร

หมายเหตุผู้เขียน
บทความนี้เป็นข้อเสนอเชิงวิเคราะห์ทางการเมือง มิได้มุ่งชี้ขาดความถูกผิดของบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใด หากแต่ต้องการชวนผู้อ่านพิจารณาความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจ และบทบาทของตัวแสดงทางการเมืองในบริบทไทยร่วมสมัย

โพสต์ล่าสุด

เราเข้าสู่ยุคหลังทักษิณ หรือยุคทักษิณหลังอำนาจ?

หลังทักษิณ หรือทักษิณหลังอำนาจ หลังทักษิณ หรือทักษิณหลังอำนาจ ปัญหาของทักษิณในปี 2569 อาจไม่ใช่การกลับมาม...

Popular Posts