Official Website of Snea Thinsan, Ph.D.: เทียนอันเหมิน 4 มิถุนายน ที่ปักกิ่งอยากให้โลกลืม แต่โลกยังไม่ลืม

เทียนอันเหมิน 4 มิถุนายน ที่ปักกิ่งอยากให้โลกลืม แต่โลกยังไม่ลืม

```html เทียนอันเหมินที่ปักกิ่งอยากให้โลกลืม แต่โลกยังไม่ลืม

เทียนอันเหมินที่ปักกิ่งอยากให้โลกลืม
แต่โลกยังไม่ลืม

บทวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จากแถลงการณ์ของ Marco Rubio
ในวาระครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมิน
Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุในแถลงการณ์เนื่องในวันที่ 4 มิถุนายนว่า โลกได้ระลึกถึงครบรอบ 37 ปี นับตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนสั่งให้กองทัพโจมตีผู้ชุมนุมอย่างสันติหลายพันคนในและรอบจัตุรัสเทียนอันเหมิน ผู้เสียชีวิตเหล่านั้นเป็นนักศึกษา คนงาน และประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิตามธรรมชาติของตน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย การปฏิรูป และความรับผิดชอบต่อปัญหาคอร์รัปชัน

เขาย้ำว่า “ไม่มีการเซ็นเซอร์ใดที่จะลบล้างอดีตได้” และผู้ที่เสียสละเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมอย่างสันติ จะได้รับการพิสูจน์ความถูกต้องในวันหนึ่ง

ในเชิงเนื้อหา แถลงการณ์ดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นเพียงการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในอดีต แต่ในทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว นี่คือข้อความที่มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก

ตลอดระยะเวลากว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เหตุการณ์เทียนอันเหมินเลือนหายไปจากความทรงจำของประชาชนจีน การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวถูกจำกัดอย่างเข้มงวด หนังสือ บทความ ภาพถ่าย และแม้แต่การสนทนาในโลกออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับวันที่ 4 มิถุนายน ล้วนตกอยู่ภายใต้การเซ็นเซอร์อย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ การที่รัฐมนตรีต่างประเทศของมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกออกมาพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา จึงไม่ใช่เพียงการกล่าวถึงอดีต หากแต่เป็นการท้าทายความพยายามของปักกิ่งในการผูกขาดการเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์

ในโลกยุคปัจจุบัน การแข่งขันระหว่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือกำลังทหารเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในสนามของ “ความทรงจำ” และ “การตีความประวัติศาสตร์” อีกด้วย

ใครเป็นผู้กำหนดว่าเหตุการณ์หนึ่งควรถูกจดจำอย่างไร?

ใครเป็นผู้กำหนดว่าผู้เสียชีวิตเป็นวีรชน ผู้ก่อความวุ่นวาย หรือเพียงคนที่ไม่เคยมีตัวตน?

คำถามเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้เชิงอำนาจในศตวรรษที่ 21

สำหรับสหรัฐอเมริกา การรำลึกถึงเทียนอันเหมินยังเป็นการตอกย้ำกรอบแนวคิดหลักของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก นั่นคือการนำเสนอการแข่งขันระหว่าง “ระบอบประชาธิปไตย” กับ “ระบอบอำนาจนิยม”

ในช่วงเวลาที่จีนกำลังขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองไปทั่วภูมิภาคเอเชีย การย้ำเตือนถึงเทียนอันเหมินจึงมีนัยว่า สหรัฐฯ ยังต้องการรักษาภาพลักษณ์ของตนในฐานะผู้นำโลกเสรี และในเวลาเดียวกันก็ต้องการเตือนพันธมิตรในภูมิภาคว่า เบื้องหลังความสำเร็จทางเศรษฐกิจของจีน ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางการเมืองที่ไม่ได้รับคำตอบ

อีกด้านหนึ่ง แถลงการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นเทียนอันเหมินยังคงเป็นจุดอ่อนเชิงสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

แม้จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับสองของโลก มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างน่าทึ่ง และมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ แต่เหตุการณ์เมื่อปี 1989 ยังคงเป็นคำถามทางศีลธรรมที่รัฐบาลจีนไม่สามารถตอบต่อประชาคมโลกได้อย่างเปิดเผย

ทุกครั้งที่โลกพูดถึงเทียนอันเหมิน รัฐบาลจีนต้องกลับมารับมือกับคำถามเดิมอีกครั้ง

เหตุใดผู้ชุมนุมจึงถูกปราบปราม?

มีผู้เสียชีวิตจำนวนเท่าใดกันแน่?

และเหตุใดประชาชนจีนจึงยังไม่สามารถถกเถียงเรื่องนี้ได้อย่างเสรีภายในประเทศของตนเอง?

ในบริบทของการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่กำลังเข้มข้นขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยี การค้า ปัญหาไต้หวัน และอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แถลงการณ์ของรูบิโอจึงเป็นมากกว่าคำไว้อาลัย

มันคือการประกาศว่า สหรัฐฯ จะยังคงใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การถ่วงดุลอำนาจจีนต่อไป

เทียนอันเหมิน
โศกนาฏกรรมในปี 1989
ยังคงเป็นสมรภูมิทางความทรงจำที่ดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน

และตราบใดที่ยังมีผู้คนกล่าวถึงวันที่ 4 มิถุนายน ความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ก็จะยังไม่สมบูรณ์
```

โพสต์ล่าสุด

เทียนอันเหมิน 4 มิถุนายน ที่ปักกิ่งอยากให้โลกลืม แต่โลกยังไม่ลืม

```html เทียนอันเหมินที่ปักกิ่งอยากให้โลกลืม แต่โลกยังไม่ลืม เทียนอันเหมินที่ปักกิ่งอยากให้โลกลืม แต่โลกยังไม่ลืม ...

Popular Posts