เทียนอันเหมินที่ปักกิ่งอยากให้โลกลืม
แต่โลกยังไม่ลืม
ในวาระครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมิน
เขาย้ำว่า “ไม่มีการเซ็นเซอร์ใดที่จะลบล้างอดีตได้” และผู้ที่เสียสละเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมอย่างสันติ จะได้รับการพิสูจน์ความถูกต้องในวันหนึ่ง
ในเชิงเนื้อหา แถลงการณ์ดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นเพียงการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในอดีต แต่ในทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว นี่คือข้อความที่มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก
ตลอดระยะเวลากว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เหตุการณ์เทียนอันเหมินเลือนหายไปจากความทรงจำของประชาชนจีน การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวถูกจำกัดอย่างเข้มงวด หนังสือ บทความ ภาพถ่าย และแม้แต่การสนทนาในโลกออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับวันที่ 4 มิถุนายน ล้วนตกอยู่ภายใต้การเซ็นเซอร์อย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ การที่รัฐมนตรีต่างประเทศของมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกออกมาพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา จึงไม่ใช่เพียงการกล่าวถึงอดีต หากแต่เป็นการท้าทายความพยายามของปักกิ่งในการผูกขาดการเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์
ในโลกยุคปัจจุบัน การแข่งขันระหว่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือกำลังทหารเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในสนามของ “ความทรงจำ” และ “การตีความประวัติศาสตร์” อีกด้วย
ใครเป็นผู้กำหนดว่าเหตุการณ์หนึ่งควรถูกจดจำอย่างไร?
ใครเป็นผู้กำหนดว่าผู้เสียชีวิตเป็นวีรชน ผู้ก่อความวุ่นวาย หรือเพียงคนที่ไม่เคยมีตัวตน?
คำถามเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้เชิงอำนาจในศตวรรษที่ 21
สำหรับสหรัฐอเมริกา การรำลึกถึงเทียนอันเหมินยังเป็นการตอกย้ำกรอบแนวคิดหลักของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก นั่นคือการนำเสนอการแข่งขันระหว่าง “ระบอบประชาธิปไตย” กับ “ระบอบอำนาจนิยม”
ในช่วงเวลาที่จีนกำลังขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองไปทั่วภูมิภาคเอเชีย การย้ำเตือนถึงเทียนอันเหมินจึงมีนัยว่า สหรัฐฯ ยังต้องการรักษาภาพลักษณ์ของตนในฐานะผู้นำโลกเสรี และในเวลาเดียวกันก็ต้องการเตือนพันธมิตรในภูมิภาคว่า เบื้องหลังความสำเร็จทางเศรษฐกิจของจีน ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางการเมืองที่ไม่ได้รับคำตอบ
อีกด้านหนึ่ง แถลงการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นเทียนอันเหมินยังคงเป็นจุดอ่อนเชิงสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
แม้จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับสองของโลก มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างน่าทึ่ง และมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ แต่เหตุการณ์เมื่อปี 1989 ยังคงเป็นคำถามทางศีลธรรมที่รัฐบาลจีนไม่สามารถตอบต่อประชาคมโลกได้อย่างเปิดเผย
ทุกครั้งที่โลกพูดถึงเทียนอันเหมิน รัฐบาลจีนต้องกลับมารับมือกับคำถามเดิมอีกครั้ง
เหตุใดผู้ชุมนุมจึงถูกปราบปราม?
มีผู้เสียชีวิตจำนวนเท่าใดกันแน่?
และเหตุใดประชาชนจีนจึงยังไม่สามารถถกเถียงเรื่องนี้ได้อย่างเสรีภายในประเทศของตนเอง?
ในบริบทของการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่กำลังเข้มข้นขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยี การค้า ปัญหาไต้หวัน และอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แถลงการณ์ของรูบิโอจึงเป็นมากกว่าคำไว้อาลัย
มันคือการประกาศว่า สหรัฐฯ จะยังคงใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การถ่วงดุลอำนาจจีนต่อไป
โศกนาฏกรรมในปี 1989
ยังคงเป็นสมรภูมิทางความทรงจำที่ดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน
และตราบใดที่ยังมีผู้คนกล่าวถึงวันที่ 4 มิถุนายน ความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ก็จะยังไม่สมบูรณ์
