เมื่อการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองอีกต่อไป
หมายเหตุ: แต่ละส่วนผู้เขียนแค่เขียนเป็นเชิงสรุปแนะนำ สามารถเจาะลึกและลงรายละเอียดได้อีกมาก เหมาะสำหรับศึกษาต่อหรือนำไปเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยวิชาการในระดับที่สูงขึ้น
1. บทนำ: การเลือกตั้งในฐานะกิจกรรม ไม่ใช่กลไก
การเมืองไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มักถูกอธิบายผ่านการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง บุคคลทางการเมือง หรือขั้วอำนาจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายทหาร ฝ่ายทุน หรือฝ่ายประชาชน ทว่าหากพิจารณาเหตุการณ์หลังการเลือกตั้งปี 2566 อย่างละเอียด เราอาจกำลังเผชิญความจริงอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ การเมืองไทยอาจมิได้เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองเป็นหลักอีกต่อไป หากแต่เป็นการแข่งขันและการต่อรองภายในเครือข่ายอำนาจที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก
ข้อสังเกตดังกล่าวมิใช่เรื่องใหม่ในทางทฤษฎีการเมือง Gaetano Mosca (1939) เสนอมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ว่าในสังคมมนุษย์ทุกสังคม ย่อมมีกลุ่มชนชั้นนำที่มีอำนาจจริงและกลุ่มมวลชนที่ถูกปกครอง1 ไม่ว่าระบอบนั้นจะเรียกตนเองว่าอะไรก็ตาม Vilfredo Pareto (1935) เพิ่มมิติว่าชนชั้นนำย่อมหมุนเวียนแต่มิได้หายไป ขณะที่ C. Wright Mills (1956) ศึกษาสหรัฐอเมริกาและพบว่าอำนาจแท้จริงกระจุกตัวอยู่ใน "สามเหลี่ยมอำนาจ" ระหว่างผู้นำทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ2 คำถามสำหรับกรณีไทยคือ ใครอยู่ในสามเหลี่ยมนั้น และสามเหลี่ยมนั้นมีหน้าตาอย่างไร
2. ทฤษฎีชนชั้นนำ: รัฐบาลในฐานะส่วนปลายของโครงสร้าง
กรณีความตึงเครียดระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยในรัฐบาลผสมหลังปี 2566 สามารถอ่านได้ผ่านกรอบนี้อย่างตรงไปตรงมา แม้ทั้งสองพรรคจะมีความขัดแย้งในบางประเด็น แต่เมื่อเกิดกระแสข่าวว่าหากพรรคหนึ่งถอนตัว อีกพรรคหนึ่งก็พร้อมเข้ามาแทนที่ได้ทันที คำถามที่ควรถูกตั้งจึงไม่ใช่ว่า "ใครจะเป็นรัฐบาล" หากแต่เป็นว่า "ใครคือผู้กำหนดว่ารัฐบาลควรมีหน้าตาอย่างไร"3
ในกรอบของ Mills ปรากฏการณ์ดังกล่าวมิใช่ความผิดปกติ แต่เป็นการทำงานของระบบตามปกติ นั่นคือชนชั้นนำที่สนิทชิดเชื้อกันอาจสลับหน้าที่กันได้ราวกับผู้เล่นสำรอง เพราะสิ่งที่ดำรงความต่อเนื่องมิใช่บุคคล หากแต่เป็นเครือข่ายที่บุคคลเหล่านั้นเป็นส่วนประกอบ (Mills, 1956, หน้า 18–20)4
3. แนวคิด Deep State: โครงสร้างที่ไม่มีวาระ
ในบริบทไทย แนวคิดนี้มีความเป็นรูปธรรมเป็นพิเศษ Thitinan Pongsudhirak (2012) ตั้งข้อสังเกตว่าสถาบันราชการไทยบางประเภท โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่ถูกสถาปนาขึ้นหลังการรัฐประหาร 2549 และ 2557 มีลักษณะของ "เครื่องมือถาวร" ที่สามารถทำงานโดยอิสระจากอำนาจบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง5 กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถผลักดันแนวทางที่ตนต้องการได้อย่างเต็มที่แม้จะอยู่ในฝ่ายบริหาร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปรากฏการณ์นี้
สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่คำถามทางรัฐศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง: อำนาจในการเปลี่ยนกติกาสูงสุดของประเทศนั้นอยู่ที่ใครกันแน่ หากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังไม่สามารถแก้ไขกติกาที่ใช้ปกครองประเทศได้อย่างอิสระ? แนวคิด Deep State เสนอคำตอบว่าอำนาจดังกล่าวอาจฝังตัวอยู่ใน "ห้วงเวลาที่ยาวกว่า" ของสถาบันที่ไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง
4. Competitive Authoritarianism: การเลือกตั้งที่ไม่เท่าเทียม
Levitsky และ Way (2002) ระบุว่าสัญญาณสำคัญของ Competitive Authoritarianism คือการที่ผู้ดำรงอำนาจแพ้การเลือกตั้งได้จริง แต่ผู้ชนะอาจไม่ได้รับอำนาจที่สมบูรณ์ตามที่เลือกมา6 กรณีของพรรคก้าวไกลในปี 2566 ซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และต่อมาถูกยุบพรรคโดยองค์กรอิสระ เป็นตัวอย่างที่ตรงกับแนวคิดนี้อย่างน่าตกใจ
ประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือสถานะของพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากประชาชนในการเลือกตั้งปี 2566 แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ในหลายประเทศภายใต้เงื่อนไขบางประการ แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบริบทไทย ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง "ชัยชนะในการเลือกตั้ง" กับ "การเข้าถึงอำนาจรัฐ" นั้นเป็นความสัมพันธ์แบบเดียวกันจริงหรือไม่7
5. Network Monarchy: สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะโครงข่ายอำนาจ
McCargo (2005) ชี้ว่ากลุ่มองคมนตรี นายทหารระดับสูงบางส่วน และเทคโนแครตบางกลุ่มล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายนี้ ซึ่งมีผลต่อกระบวนการสรรหาและถอดถอนรัฐบาลผ่านช่องทางทางการและไม่เป็นทางการ8 ในบริบทของยุคแพทองธาร คำถามที่น่าสนใจคือโครงข่ายดังกล่าวมีพลวัตอย่างไรในยุคที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในช่วงเปลี่ยนรัชกาลและกำลังอยู่ในช่วงสร้างรูปแบบความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ใหม่
การเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร หลังได้รับอิสรภาพและกลับมามีบทบาทนั้นก็อ่านได้ผ่านกรอบนี้ ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทักษิณมักถูกมองว่าเป็นผู้ท้าทาย Network ดังกล่าว แต่ในปัจจุบัน บทบาทของเขาดูคล้ายผู้ที่ถูกรวมเข้าสู่เครือข่ายมากกว่าผู้เปลี่ยนแปลงระบบ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ Pareto (1935) เรื่อง "การหมุนเวียนของชนชั้นนำ" ที่ระบบดูดซับผู้ท้าทายเข้ามาแทนที่จะถูกทำลายโดยพวกเขา9
6. Veto Players Theory: โครงสร้างของอำนาจกีดขวาง
Tsebelis (2002) แยกแยะระหว่าง "institutional veto players" เช่น วุฒิสภาหรือศาลรัฐธรรมนูญ กับ "partisan veto players" เช่น พรรคร่วมรัฐบาล10 ในระบบการเมืองไทย กลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ได้สถาปนา veto players จำนวนมากอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสมาชิกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 250 คนที่มีบทบาทในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี (ในช่วงเฉพาะกาล 5 ปี) องค์กรอิสระที่สามารถยุบพรรคหรือตัดสิทธิ์นักการเมือง และกลไกรัฐธรรมนูญที่กำหนดเงื่อนไขการแก้ไขซึ่งซับซ้อนจนยากจะดำเนินการได้จริง
ด้วยเหตุนี้ การเมืองไทยในปัจจุบันจึงอาจอธิบายได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ หากใช้กรอบคิดแบบเดิม Tsebelis (2002, หน้า 36) เตือนว่าระบบที่มี veto players หนาแน่นจะสร้างภาพลวงตาของพลวัตทางการเมือง เพราะผู้กระทำการบนเวทีเปลี่ยนบ่อย แต่สถานะเดิมของนโยบายกลับแทบไม่เคลื่อนไหว11 ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับความรู้สึกที่คนไทยจำนวนมากมีต่อการเมืองของตน
7. การสังเคราะห์: ห้าเลนส์ หนึ่งภาพ
เมื่อนำกรอบทฤษฎีทั้งห้ามาพิจารณาร่วมกัน ภาพที่ปรากฏคือระบบการเมืองไทยมีลักษณะ "multi-layered power architecture" หรือโครงสร้างอำนาจหลายชั้น ที่ชั้นนอกสุดคือพรรคการเมืองและการเลือกตั้งซึ่งประชาชนมองเห็น ชั้นถัดมาคือองค์กรอิสระและกลไกทางกฎหมายที่เป็น institutional veto players ชั้นลึกกว่านั้นคือ Deep State ในรูปแบบของข้าราชการ ทหาร และเทคโนแครตที่ดำรงความต่อเนื่องข้ามรัฐบาล และชั้นที่ลึกที่สุดคือ Network Monarchy และเครือข่ายชนชั้นนำที่ McCargo และ Mills บรรยายไว้
"การเลือกตั้งไทยมิได้เป็นกลไกโอนอำนาจ แต่เป็นกลไกคัดสรรผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในระดับบนของโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่แล้ว"
ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่พัฒนาแล้ว รัฐบาลย่อมขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนผ่านผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้ง แต่ในบริบทไทย หลายเหตุการณ์กลับสะท้อนว่าแม้ตัวผู้เล่นจะเปลี่ยนไป โครงสร้างอำนาจพื้นฐานกลับยังดำรงอยู่ในลักษณะเดิมอย่างน่าประหลาด พรรคการเมืองอาจสลับบทบาทกันได้ รัฐมนตรีอาจเปลี่ยนหน้าได้ แต่กลไกที่กำหนดขอบเขตของสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้จริงกลับดูมีความต่อเนื่องสูง ซึ่งเป็นลักษณะที่ทั้ง Mosca, Deep State scholarship, และ Tsebelis ต่างพยากรณ์ไว้ในแง่มุมที่แตกต่างกัน
8. บทสรุป: คำถามที่สำคัญที่สุด
หากอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจริง การเปลี่ยนแปลงกติกาของประเทศก็ควรเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ผ่านกลไกประชาธิปไตยตามปกติ แต่หากมีองค์กร กลุ่มบุคคล หรือเครือข่ายอำนาจอื่นที่สามารถยับยั้งกระบวนการดังกล่าวได้ คำอธิบายเรื่องประชาธิปไตยไทยก็จำเป็นต้องซับซ้อนกว่าที่ปรากฏในตำราทั่วไป
บทความนี้เสนอว่าคำถามที่สำคัญที่สุดของการเมืองไทยร่วมสมัยอาจไม่ใช่ว่า "ใครจะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า" แต่คือ "โครงสร้างอำนาจที่อยู่เหนือการแข่งขันเลือกตั้งนั้นมีลักษณะอย่างไร และใครเป็นผู้รักษาให้มันคงอยู่" กรอบทฤษฎีทั้งห้าที่นำเสนอในบทความนี้มิได้ให้คำตอบสุดท้าย แต่ให้เลนส์ที่จำเป็นในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง
เพราะตราบใดที่ประชาชนยังมองเห็นเพียงตัวละครบนเวที แต่ไม่เห็นเวทีที่ตัวละครเหล่านั้นกำลังแสดงอยู่ ความเข้าใจต่อการเมืองไทยก็อาจยังไม่ลึกพอที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึกว่าการเมืองเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แต่ประเทศกลับเหมือนไม่เคยเปลี่ยนไปไหนเลย
