Official Website of Snea Thinsan, Ph.D.: เมื่อการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองอีกต่อไป บทความกึ่งวิชาการ คันฉ่องส่องไทย

เมื่อการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองอีกต่อไป บทความกึ่งวิชาการ คันฉ่องส่องไทย

เมื่อการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองอีกต่อไป
บทความวิเคราะห์ · Political Analysis

เมื่อการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองอีกต่อไป

มองผ่านวิกฤติรัฐบาลแพทองธาร สู่คำถามเรื่องโครงสร้างอำนาจไทยร่วมสมัย
ดร. เสน่ห์ ถิ่นแสน (Piangdin Rakthai) · Education for Peace Foundation · 2569
บทคัดย่อ / Abstract
บทความนี้วิเคราะห์โครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทยร่วมสมัยโดยอาศัยกรอบทฤษฎีห้าชุด ได้แก่ ทฤษฎีชนชั้นนำ (Elite Theory), แนวคิด Deep State, Competitive Authoritarianism, Network Monarchy, และ Veto Players Theory เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่พรรคการเมืองซึ่งชนะการเลือกตั้งมิอาจแปลงคะแนนเสียงให้กลายเป็นอำนาจปกครองที่แท้จริงได้ ข้อเสนอหลักของบทความคือ การเมืองไทยในยุคปัจจุบันมิได้เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นกระบวนการต่อรองระหว่างเครือข่ายชนชั้นนำที่ดำรงอยู่เหนือกลไกการเลือกตั้ง

หมายเหตุ: แต่ละส่วนผู้เขียนแค่เขียนเป็นเชิงสรุปแนะนำ สามารถเจาะลึกและลงรายละเอียดได้อีกมาก เหมาะสำหรับศึกษาต่อหรือนำไปเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยวิชาการในระดับที่สูงขึ้น

คำสำคัญ: ชนชั้นนำ, อำนาจซ่อนเร้น, ประชาธิปไตยที่มีเงื่อนไข, เครือข่ายราชา, ผู้มีอำนาจยับยั้ง

1. บทนำ: การเลือกตั้งในฐานะกิจกรรม ไม่ใช่กลไก

การเมืองไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มักถูกอธิบายผ่านการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง บุคคลทางการเมือง หรือขั้วอำนาจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายทหาร ฝ่ายทุน หรือฝ่ายประชาชน ทว่าหากพิจารณาเหตุการณ์หลังการเลือกตั้งปี 2566 อย่างละเอียด เราอาจกำลังเผชิญความจริงอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ การเมืองไทยอาจมิได้เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองเป็นหลักอีกต่อไป หากแต่เป็นการแข่งขันและการต่อรองภายในเครือข่ายอำนาจที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก

ข้อสังเกตดังกล่าวมิใช่เรื่องใหม่ในทางทฤษฎีการเมือง Gaetano Mosca (1939) เสนอมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ว่าในสังคมมนุษย์ทุกสังคม ย่อมมีกลุ่มชนชั้นนำที่มีอำนาจจริงและกลุ่มมวลชนที่ถูกปกครอง1 ไม่ว่าระบอบนั้นจะเรียกตนเองว่าอะไรก็ตาม Vilfredo Pareto (1935) เพิ่มมิติว่าชนชั้นนำย่อมหมุนเวียนแต่มิได้หายไป ขณะที่ C. Wright Mills (1956) ศึกษาสหรัฐอเมริกาและพบว่าอำนาจแท้จริงกระจุกตัวอยู่ใน "สามเหลี่ยมอำนาจ" ระหว่างผู้นำทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ2 คำถามสำหรับกรณีไทยคือ ใครอยู่ในสามเหลี่ยมนั้น และสามเหลี่ยมนั้นมีหน้าตาอย่างไร

2. ทฤษฎีชนชั้นนำ: รัฐบาลในฐานะส่วนปลายของโครงสร้าง

กรอบทฤษฎี: Elite Theory (Pareto, Mosca, Mills)
ทฤษฎีชนชั้นนำ (Elite Theory) เสนอว่าในสังคมทุกสังคม อำนาจทางการเมืองมิได้กระจายอยู่ทั่วไปในประชาชน หากแต่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อยที่มีทรัพยากร ความเชื่อมโยง และความสามารถในการประสานงานระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกตั้งในมุมมองนี้จึงเป็นเพียงกลไกในการคัดเลือกว่าชนชั้นนำกลุ่มใดจะได้ขึ้นมาบริหาร ไม่ใช่กลไกในการโอนอำนาจจากมวลชนสู่ผู้ปกครองอย่างแท้จริง

กรณีความตึงเครียดระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยในรัฐบาลผสมหลังปี 2566 สามารถอ่านได้ผ่านกรอบนี้อย่างตรงไปตรงมา แม้ทั้งสองพรรคจะมีความขัดแย้งในบางประเด็น แต่เมื่อเกิดกระแสข่าวว่าหากพรรคหนึ่งถอนตัว อีกพรรคหนึ่งก็พร้อมเข้ามาแทนที่ได้ทันที คำถามที่ควรถูกตั้งจึงไม่ใช่ว่า "ใครจะเป็นรัฐบาล" หากแต่เป็นว่า "ใครคือผู้กำหนดว่ารัฐบาลควรมีหน้าตาอย่างไร"3

ในกรอบของ Mills ปรากฏการณ์ดังกล่าวมิใช่ความผิดปกติ แต่เป็นการทำงานของระบบตามปกติ นั่นคือชนชั้นนำที่สนิทชิดเชื้อกันอาจสลับหน้าที่กันได้ราวกับผู้เล่นสำรอง เพราะสิ่งที่ดำรงความต่อเนื่องมิใช่บุคคล หากแต่เป็นเครือข่ายที่บุคคลเหล่านั้นเป็นส่วนประกอบ (Mills, 1956, หน้า 18–20)4

3. แนวคิด Deep State: โครงสร้างที่ไม่มีวาระ

กรอบทฤษฎี: Deep State
แนวคิด Deep State หมายถึงกลุ่มเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ นักกฎหมาย ทหาร หน่วยงานความมั่นคง หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลอย่างต่อเนื่องต่อนโยบายของรัฐโดยไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล นักวิชาการอย่าง Mike Lofgren (2016) และ Peter Dale Scott (2015) แยกแยะระหว่าง "visible state" ที่ประชาชนเห็นและเลือกตั้ง กับ "deep state" ที่ดำเนินงานในระดับลึกกว่านั้น

ในบริบทไทย แนวคิดนี้มีความเป็นรูปธรรมเป็นพิเศษ Thitinan Pongsudhirak (2012) ตั้งข้อสังเกตว่าสถาบันราชการไทยบางประเภท โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่ถูกสถาปนาขึ้นหลังการรัฐประหาร 2549 และ 2557 มีลักษณะของ "เครื่องมือถาวร" ที่สามารถทำงานโดยอิสระจากอำนาจบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง5 กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถผลักดันแนวทางที่ตนต้องการได้อย่างเต็มที่แม้จะอยู่ในฝ่ายบริหาร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปรากฏการณ์นี้

สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่คำถามทางรัฐศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง: อำนาจในการเปลี่ยนกติกาสูงสุดของประเทศนั้นอยู่ที่ใครกันแน่ หากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังไม่สามารถแก้ไขกติกาที่ใช้ปกครองประเทศได้อย่างอิสระ? แนวคิด Deep State เสนอคำตอบว่าอำนาจดังกล่าวอาจฝังตัวอยู่ใน "ห้วงเวลาที่ยาวกว่า" ของสถาบันที่ไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง

4. Competitive Authoritarianism: การเลือกตั้งที่ไม่เท่าเทียม

กรอบทฤษฎี: Competitive Authoritarianism (Levitsky & Way, 2002)
Steven Levitsky และ Lucan Way เสนอแนวคิด Competitive Authoritarianism เพื่ออธิบายระบอบที่มีการเลือกตั้งจริง มีพรรคฝ่ายค้านจริง และมีสื่อที่ทำงานได้ในระดับหนึ่ง แต่กลไกเหล่านี้ดำเนินการบนสนามที่ไม่เสมอกัน ผู้ดำรงอำนาจใช้ทรัพยากรรัฐ กฎหมาย และสถาบันตุลาการเป็นเครื่องมือในการรักษาความได้เปรียบเชิงระบบ

Levitsky และ Way (2002) ระบุว่าสัญญาณสำคัญของ Competitive Authoritarianism คือการที่ผู้ดำรงอำนาจแพ้การเลือกตั้งได้จริง แต่ผู้ชนะอาจไม่ได้รับอำนาจที่สมบูรณ์ตามที่เลือกมา6 กรณีของพรรคก้าวไกลในปี 2566 ซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และต่อมาถูกยุบพรรคโดยองค์กรอิสระ เป็นตัวอย่างที่ตรงกับแนวคิดนี้อย่างน่าตกใจ

ประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือสถานะของพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากประชาชนในการเลือกตั้งปี 2566 แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ในหลายประเทศภายใต้เงื่อนไขบางประการ แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบริบทไทย ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง "ชัยชนะในการเลือกตั้ง" กับ "การเข้าถึงอำนาจรัฐ" นั้นเป็นความสัมพันธ์แบบเดียวกันจริงหรือไม่7

5. Network Monarchy: สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะโครงข่ายอำนาจ

กรอบทฤษฎี: Network Monarchy (McCargo, 2005)
Duncan McCargo เสนอแนวคิด "Network Monarchy" เพื่ออธิบายกระบวนการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทำหน้าที่ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของรัฐ แต่เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายอำนาจที่แผ่ขยายออกไปผ่านบุคคล สถาบัน และองค์กรต่าง ๆ ที่มีความใกล้ชิดหรือจงรักภักดีต่อสถาบัน แนวคิดนี้ไม่ได้มองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ "สั่งการ" โดยตรง แต่ว่าความใกล้ชิดกับสถาบันให้ทั้งทรัพยากรเชิงสัญลักษณ์และอำนาจที่แปลงเป็นผลประโยชน์ทางการเมืองได้

McCargo (2005) ชี้ว่ากลุ่มองคมนตรี นายทหารระดับสูงบางส่วน และเทคโนแครตบางกลุ่มล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายนี้ ซึ่งมีผลต่อกระบวนการสรรหาและถอดถอนรัฐบาลผ่านช่องทางทางการและไม่เป็นทางการ8 ในบริบทของยุคแพทองธาร คำถามที่น่าสนใจคือโครงข่ายดังกล่าวมีพลวัตอย่างไรในยุคที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในช่วงเปลี่ยนรัชกาลและกำลังอยู่ในช่วงสร้างรูปแบบความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ใหม่

การเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร หลังได้รับอิสรภาพและกลับมามีบทบาทนั้นก็อ่านได้ผ่านกรอบนี้ ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทักษิณมักถูกมองว่าเป็นผู้ท้าทาย Network ดังกล่าว แต่ในปัจจุบัน บทบาทของเขาดูคล้ายผู้ที่ถูกรวมเข้าสู่เครือข่ายมากกว่าผู้เปลี่ยนแปลงระบบ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ Pareto (1935) เรื่อง "การหมุนเวียนของชนชั้นนำ" ที่ระบบดูดซับผู้ท้าทายเข้ามาแทนที่จะถูกทำลายโดยพวกเขา9

6. Veto Players Theory: โครงสร้างของอำนาจกีดขวาง

กรอบทฤษฎี: Veto Players Theory (Tsebelis, 2002)
George Tsebelis เสนอ Veto Players Theory เพื่อวัดความสามารถในการเปลี่ยนแปลงนโยบาย (policy change capacity) ของระบบการเมือง "Veto player" คือผู้กระทำการทางการเมืองที่จำเป็นต้องให้ความเห็นชอบก่อนที่การเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะเกิดขึ้นได้ ยิ่งมี veto players มากและมีความแตกต่างกันสูง ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม (status quo) ก็ยิ่งต่ำ

Tsebelis (2002) แยกแยะระหว่าง "institutional veto players" เช่น วุฒิสภาหรือศาลรัฐธรรมนูญ กับ "partisan veto players" เช่น พรรคร่วมรัฐบาล10 ในระบบการเมืองไทย กลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ได้สถาปนา veto players จำนวนมากอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสมาชิกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 250 คนที่มีบทบาทในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี (ในช่วงเฉพาะกาล 5 ปี) องค์กรอิสระที่สามารถยุบพรรคหรือตัดสิทธิ์นักการเมือง และกลไกรัฐธรรมนูญที่กำหนดเงื่อนไขการแก้ไขซึ่งซับซ้อนจนยากจะดำเนินการได้จริง

ด้วยเหตุนี้ การเมืองไทยในปัจจุบันจึงอาจอธิบายได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ หากใช้กรอบคิดแบบเดิม Tsebelis (2002, หน้า 36) เตือนว่าระบบที่มี veto players หนาแน่นจะสร้างภาพลวงตาของพลวัตทางการเมือง เพราะผู้กระทำการบนเวทีเปลี่ยนบ่อย แต่สถานะเดิมของนโยบายกลับแทบไม่เคลื่อนไหว11 ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับความรู้สึกที่คนไทยจำนวนมากมีต่อการเมืองของตน

7. การสังเคราะห์: ห้าเลนส์ หนึ่งภาพ

เมื่อนำกรอบทฤษฎีทั้งห้ามาพิจารณาร่วมกัน ภาพที่ปรากฏคือระบบการเมืองไทยมีลักษณะ "multi-layered power architecture" หรือโครงสร้างอำนาจหลายชั้น ที่ชั้นนอกสุดคือพรรคการเมืองและการเลือกตั้งซึ่งประชาชนมองเห็น ชั้นถัดมาคือองค์กรอิสระและกลไกทางกฎหมายที่เป็น institutional veto players ชั้นลึกกว่านั้นคือ Deep State ในรูปแบบของข้าราชการ ทหาร และเทคโนแครตที่ดำรงความต่อเนื่องข้ามรัฐบาล และชั้นที่ลึกที่สุดคือ Network Monarchy และเครือข่ายชนชั้นนำที่ McCargo และ Mills บรรยายไว้

"การเลือกตั้งไทยมิได้เป็นกลไกโอนอำนาจ แต่เป็นกลไกคัดสรรผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในระดับบนของโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่แล้ว"

ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่พัฒนาแล้ว รัฐบาลย่อมขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนผ่านผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้ง แต่ในบริบทไทย หลายเหตุการณ์กลับสะท้อนว่าแม้ตัวผู้เล่นจะเปลี่ยนไป โครงสร้างอำนาจพื้นฐานกลับยังดำรงอยู่ในลักษณะเดิมอย่างน่าประหลาด พรรคการเมืองอาจสลับบทบาทกันได้ รัฐมนตรีอาจเปลี่ยนหน้าได้ แต่กลไกที่กำหนดขอบเขตของสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้จริงกลับดูมีความต่อเนื่องสูง ซึ่งเป็นลักษณะที่ทั้ง Mosca, Deep State scholarship, และ Tsebelis ต่างพยากรณ์ไว้ในแง่มุมที่แตกต่างกัน

8. บทสรุป: คำถามที่สำคัญที่สุด

หากอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจริง การเปลี่ยนแปลงกติกาของประเทศก็ควรเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ผ่านกลไกประชาธิปไตยตามปกติ แต่หากมีองค์กร กลุ่มบุคคล หรือเครือข่ายอำนาจอื่นที่สามารถยับยั้งกระบวนการดังกล่าวได้ คำอธิบายเรื่องประชาธิปไตยไทยก็จำเป็นต้องซับซ้อนกว่าที่ปรากฏในตำราทั่วไป

บทความนี้เสนอว่าคำถามที่สำคัญที่สุดของการเมืองไทยร่วมสมัยอาจไม่ใช่ว่า "ใครจะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า" แต่คือ "โครงสร้างอำนาจที่อยู่เหนือการแข่งขันเลือกตั้งนั้นมีลักษณะอย่างไร และใครเป็นผู้รักษาให้มันคงอยู่" กรอบทฤษฎีทั้งห้าที่นำเสนอในบทความนี้มิได้ให้คำตอบสุดท้าย แต่ให้เลนส์ที่จำเป็นในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง

เพราะตราบใดที่ประชาชนยังมองเห็นเพียงตัวละครบนเวที แต่ไม่เห็นเวทีที่ตัวละครเหล่านั้นกำลังแสดงอยู่ ความเข้าใจต่อการเมืองไทยก็อาจยังไม่ลึกพอที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึกว่าการเมืองเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แต่ประเทศกลับเหมือนไม่เคยเปลี่ยนไปไหนเลย

เชิงอรรถ / Footnotes

1 Mosca, G. (1939). The Ruling Class (แปลโดย H. D. Kahn). McGraw-Hill. (งานต้นฉบับ ตีพิมพ์ปี 1896) Mosca เรียกกลุ่มนี้ว่า "political class" ที่จัดระเบียบตนเองและปฏิบัติหน้าที่ทางการเมืองในสังคม
2 Mills, C. W. (1956). The Power Elite. Oxford University Press. Mills วิเคราะห์สหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามและพบว่าการตัดสินใจระดับชาติที่แท้จริงกระจุกตัวอยู่ใน "inner circle" ที่ย้ายตัวระหว่างโลกทหาร การเมือง และธุรกิจขนาดใหญ่
3 กรอบนี้ชวนให้นึกถึงข้อเสนอของ Putnam, R. D. (1976). The Comparative Study of Political Elites. Prentice-Hall. ซึ่งระบุว่าการศึกษาชนชั้นนำควรเน้นที่ "เครือข่าย" ไม่ใช่ที่ "ตัวบุคคล"
4 Mills, C. W. (1956). อ้างแล้ว. หน้า 18–20. สำหรับการประยุกต์ใช้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดู Rodan, G. (2018). Participation Without Democracy: Containing Conflict in Southeast Asia. Cornell University Press.
5 Thitinan Pongsudhirak. (2012). Thailand's uneasy equilibrium. Journal of Democracy, 23(2), 48–58. ดูเพิ่มเติม Hewison, K. (2010). Thaksin Shinawatra and the reshaping of Thai politics. Contemporary Politics, 16(2), 119–133.
6 Levitsky, S., & Way, L. A. (2002). The rise of competitive authoritarianism. Journal of Democracy, 13(2), 51–65. หน้า 53: "Although incumbents in competitive authoritarian regimes may routinely manipulate formal democratic rules, they are unable to eliminate them or reduce them to a mere façade."
7 สำหรับกรณีไทยโดยเฉพาะ ดู Dressel, B., & Ivarola, L. (2016). Governance trajectories in Southeast Asia. Asian Survey, 56(4), 624–649. และ Kongkirati, P. (2016). Thailand's failed 2014 election: the anti-election movement, violence and democratic breakdown. Journal of Contemporary Asia, 46(3), 467–485.
8 McCargo, D. (2005). Network monarchy and legitimacy crises in Thailand. The Pacific Review, 18(4), 499–519. McCargo ระบุว่า Network Monarchy ในยุครัชกาลที่ 9 ทำหน้าที่เป็น "referee" ในความขัดแย้งทางการเมือง โดยมีองคมนตรีเป็นผู้ส่งสารระหว่างสถาบันกับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ
9 Pareto, V. (1935). The Mind and Society (แปลโดย A. Livingston). Harcourt, Brace. (งานต้นฉบับ ตีพิมพ์ปี 1916) Pareto เสนอว่าชนชั้นนำที่ครองอำนาจสามารถดำรงความมั่นคงได้โดยการรวมเอาคู่แข่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบแทนที่จะต่อต้านโดยตรง
10 Tsebelis, G. (2002). Veto Players: How Political Institutions Work. Princeton University Press. หน้า 19–36. Tsebelis นิยาม veto player ว่าคือ "individual or collective actors whose agreement is necessary for a change of the status quo."
11 Tsebelis, G. (2002). อ้างแล้ว. หน้า 36. สำหรับการประยุกต์ใช้กับประเทศกำลังพัฒนา ดู Schleiter, P., & Morgan-Jones, E. (2009). Review of Tsebelis's veto players in developing democracies. Comparative Political Studies, 42(4), 520–549.

บรรณานุกรม / References

Dressel, B., & Ivarola, L. (2016). Governance trajectories in Southeast Asia. Asian Survey, 56(4), 624–649. https://doi.org/10.1525/as.2016.56.4.624
Hewison, K. (2010). Thaksin Shinawatra and the reshaping of Thai politics. Contemporary Politics, 16(2), 119–133. https://doi.org/10.1080/13569771003783031
Kongkirati, P. (2016). Thailand's failed 2014 election: The anti-election movement, violence and democratic breakdown. Journal of Contemporary Asia, 46(3), 467–485. https://doi.org/10.1080/00472336.2016.1151917
Levitsky, S., & Way, L. A. (2002). The rise of competitive authoritarianism. Journal of Democracy, 13(2), 51–65. https://doi.org/10.1353/jod.2002.0026
Lofgren, M. (2016). The deep state: The fall of the Constitution and the rise of a shadow government. Viking.
McCargo, D. (2005). Network monarchy and legitimacy crises in Thailand. The Pacific Review, 18(4), 499–519. https://doi.org/10.1080/09512740500338937
Mills, C. W. (1956). The power elite. Oxford University Press.
Mosca, G. (1939). The ruling class (H. D. Kahn, Trans.). McGraw-Hill. (Original work published 1896)
Pareto, V. (1935). The mind and society (A. Livingston, Trans.). Harcourt, Brace. (Original work published 1916)
Putnam, R. D. (1976). The comparative study of political elites. Prentice-Hall.
Rodan, G. (2018). Participation without democracy: Containing conflict in Southeast Asia. Cornell University Press.
Scott, P. D. (2015). The American deep state: Wall Street, big oil, and the attack on U.S. democracy. Rowman & Littlefield.
Thitinan Pongsudhirak. (2012). Thailand's uneasy equilibrium. Journal of Democracy, 23(2), 48–58. https://doi.org/10.1353/jod.2012.0026
Tsebelis, G. (2002). Veto players: How political institutions work. Princeton University Press.

โพสต์ล่าสุด

เมื่อการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองอีกต่อไป บทความกึ่งวิชาการ คันฉ่องส่องไทย

เมื่อการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองอีกต่อไป บทความวิเคราะห์ · Political Analysis เมื่อการเมือง...

Popular Posts