Official Website of Snea Thinsan, Ph.D.

สภาประชาชน: ความจำเป็นของพลังประชาชนในยุคที่การเมืองในระบบถูกยึดครองโดยคณาธิปไตย

สภาประชาชน: ความจำเป็นของพลังประชาชนในยุคที่การเมืองในระบบถูกยึดครองโดยคณาธิปไตย
บทความภาคประชาชน

สภาประชาชน: ความจำเป็นของพลังประชาชนในยุคที่การเมืองในระบบถูกยึดครองโดยคณาธิปไตย

เมื่อโครงสร้างอำนาจไม่เปิดทางให้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง การสร้างพลังประชาชนที่มีรูปธรรม มีวินัย มีเป้าหมาย และไม่ผิดกฎหมาย ย่อมกลายเป็นทั้งสิทธิ ความชอบธรรม และความจำเป็น

ในยามที่การเมืองไทยยังวนเวียนอยู่กับข้อจำกัดเดิม ๆ คำถามที่ประชาชนต้องถามตนเองให้ลึกกว่าคำถามว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล ก็คือ แล้วประชาชนมีอำนาจจริงเพียงใดในประเทศของตนเอง เราอาจมีการเลือกตั้ง เราอาจมีรัฐสภา เราอาจมีรัฐบาลที่ผลัดกันขึ้นมาบริหาร แต่หากประชาชนยังไม่มีพลังที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ไม่มีความสามารถในการประสานความคิด ความรู้ ข่าวสาร ทรัพยากร และเจตจำนงร่วมของตนเองให้กลายเป็นอำนาจต่อรอง อำนาจกำกับ และอำนาจกำหนดทิศทางของบ้านเมืองได้จริง ประชาธิปไตยก็ยังเป็นเพียงถ้อยคำอันสวยงาม มากกว่าจะเป็นความจริงในชีวิตของคนส่วนใหญ่

ด้วยเหตุนี้เอง แนวคิดเรื่อง “สภาประชาชน” จึงมิใช่เรื่องฟุ้งฝัน มิใช่เรื่องส่วนเกิน มิใช่ของประดับทางอุดมการณ์ หากแต่เป็นกุศโลบายทางการเมืองภาคประชาชนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสภาพสังคมที่อำนาจจริงกับอำนาจตามตัวบทมักไม่ตรงกัน และในสภาพที่พลังของประชาชนซึ่งมีอยู่มากมาย กลับยังแตกกระจาย กระจัดกระจาย และถูกทำให้ไร้รูป ไร้น้ำหนัก และไร้ประสิทธิภาพอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า

ประชาชนจะเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงไม่ได้ หากยังไม่มีโครงสร้างของตนเองสำหรับการรวมพลัง คิดร่วม ทำร่วม ตรวจสอบร่วม และปกป้องผลประโยชน์ร่วม

สภาประชาชนคืออะไร

สภาประชาชนในความหมายที่แท้ ไม่ใช่เพียงเวทีพูดคุย ไม่ใช่เพียงกลุ่มไลน์ ไม่ใช่เพียงเครือข่ายที่รวมกันหลวม ๆ ตามอารมณ์ความพอใจ แต่คือการสร้างกลไกภาคประชาชนที่มีโครงสร้าง มีตัวแทน มีการประสานงาน มีวินัยร่วม มีจุดหมายร่วม และเติบโตจากรากฐานของสังคม ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับที่สามารถเชื่อมโยงกันทั้งประเทศได้

แก่นแท้ของมันอยู่ที่การทำให้ประชาชนจากที่เคยเป็นเพียงมวลชนผู้รอคอย กลายเป็นพลเมืองผู้มีบทบาท จากที่เคยเป็นเสียงอันกระจัดกระจาย กลายเป็นเสียงที่รวมกันอย่างมีน้ำหนัก จากที่เคยเป็นผู้ถูกกระทำโดยโครงสร้างอำนาจ กลายเป็นผู้มีพลังในการกำกับ ตรวจสอบ ต่อรอง และผลักดันทิศทางของสังคมด้วยตนเอง

กล่าวให้ถึงที่สุด สภาประชาชนคือเครื่องมือสำหรับแปลง “สิทธิในทางนามธรรม” ให้กลายเป็น “อำนาจในทางปฏิบัติ” เพราะสิทธิที่ไม่มีโครงสร้างรองรับ ย่อมอ่อนแรง และเสียงที่ไม่มีการจัดตั้ง ย่อมถูกกลบได้ง่ายเสมอ

เหตุใดการเมืองในระบบเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอ

ปัญหาสำคัญของการเมืองไทยมิใช่เพียงการมีนักการเมืองดีหรือไม่ดี มิใช่เพียงการมีรัฐบาลเก่งหรือไม่เก่ง แต่คือการที่ระบบโดยรวมยังเปิดช่องให้เจตจำนงของประชาชนถูกบิดเบือน ถูกสกัด หรือถูกลดทอนอยู่เสมอ เมื่อเป็นเช่นนี้ การหวังพึ่งการเมืองในระบบแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ เพราะระบบตัวแทนที่ดี จะต้องมีประชาชนที่จัดตั้งตัวเองได้ดีคอยกำกับอยู่ด้านล่างด้วย

ถ้าประชาชนมีหน้าที่เพียงเลือกตั้งทุกไม่กี่ปี แล้วปล่อยให้ผู้มีอำนาจ พรรคการเมือง กลุ่มทุน ระบบราชการ หรือเครือข่ายอิทธิพลต่าง ๆ เป็นผู้จัดการทุกอย่างที่เหลือ ประชาชนก็จะกลายเป็นเจ้าของประเทศเพียงในกระดาษ แต่ไม่ใช่เจ้าของอำนาจในความจริง การขาดองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็งจึงทำให้เกิดช่องว่างอย่างใหญ่หลวงระหว่างประชาธิปไตยตามทฤษฎีกับชีวิตจริงของประชาชน

นี่เองคือเหตุผลว่าทำไมสภาประชาชนจึงมิได้มาแทนที่รัฐสภา แต่มาเติมสิ่งที่รัฐสภาไม่สามารถทำได้ทั้งหมด มันเป็นพลังคู่ขนานที่ชอบธรรม ตราบเท่าที่ดำรงอยู่ในกรอบกฎหมายและศีลธรรมอันดี เป็นพลังเพื่อให้ประชาชนไม่ถูกลดเหลือเพียงผู้ชมการเมือง แต่เป็นผู้มีส่วนสร้างและคุมทิศทางของการเมืองด้วย

พลังที่ไม่จัดตั้ง ย่อมไม่ใช่พลังจริง

คนไทยจำนวนมากมีความคับข้องใจ มีความรักบ้านเมือง มีความต้องการเห็นประเทศเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ความหวังดีเหล่านี้มักแยกกันอยู่เป็นหย่อม ๆ อยู่ในหัว อยู่ในบ้าน อยู่ในความโกรธ อยู่ในการบ่น อยู่ในการโพสต์ และจบลงตรงนั้น พลังเช่นนี้แม้มีอยู่จริงในเชิงอารมณ์ แต่ยังไม่เป็นพลังในเชิงโครงสร้าง เพราะยังไม่ถูกจัดตั้ง ยังไม่ถูกประสาน ยังไม่ถูกหล่อหลอมให้เป็นกำลังร่วม

นี่คือความจริงที่แนวทางมดแดงล้มช้างมองเห็นมาโดยตลอดว่า มดแดงแต่ละตัวอาจดูเล็ก อาจดูไร้พิษสง อาจดูเหมือนไม่มีความหมาย หากต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อมดแดงจำนวนมากเรียนรู้ ริเริ่ม รวมใจ ประสานกันด้วยวินัยและยุทธศาสตร์ ความเป็นไปไม่ได้ก็เริ่มกลายเป็นความเป็นไปได้ พลังที่เคยไร้รูปก็เริ่มมีรูปร่าง และสิ่งที่เคยเป็นเพียงความฝันก็เริ่มเดินได้ในโลกของความจริง

สภาประชาชนจึงไม่ใช่ของหรูหราทางทฤษฎี แต่คือรูปธรรมของการทำให้ “มดแดง” ทั้งหลายมีรัง มีโครงข่าย มีการสื่อสาร มีการฝึกตน และมีการประสานพลังอย่างเป็นระบบ

ความชอบธรรมของการสร้างสภาประชาชน

ผู้ใดก็ตามที่ยังเชื่อจริงว่าประเทศนี้เป็นของประชาชน ย่อมยากจะปฏิเสธความชอบธรรมของการที่ประชาชนจะรวมตัวกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อยกระดับคุณภาพทางการเมืองของสังคม เพื่อป้องกันการฉกฉวยผลประโยชน์โดยผู้มีอำนาจ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนธรรมดา และเพื่อสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยจากฐานรากขึ้นมา

การรวมตัวลักษณะนี้ไม่ใช่การกบฏต่อประเทศ ตรงกันข้าม มันคือการคืนความหมายให้คำว่าประเทศ เพราะประเทศที่ไม่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ก็เหลือเพียงแผนที่ ธงชาติ และโครงสร้างอำนาจที่ลอยเหนือหัวผู้คน การสร้างสภาประชาชนจึงเป็นการยืนยันว่าประเทศนี้ต้องไม่เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องไม่ถูกผูกขาดโดยคนที่อาศัยระบบเพื่อผลประโยชน์ของตน และต้องไม่ปล่อยให้คนส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้รับกรรมจากการตัดสินใจของคนส่วนน้อย

สภาประชาชนจึงชอบธรรม เพราะมันตั้งอยู่บนฐานของสิทธิพลเมือง การมีส่วนร่วม การตรวจสอบ การรวมพลังเพื่อสาธารณะ และการยืนหยัดว่าประชาชนมิใช่ผู้อยู่ใต้ระบอบ แต่เป็นเจ้าของระบอบ

ประโยชน์ที่แท้จริงของสภาประชาชน

ประโยชน์ของสภาประชาชนไม่ได้มีแค่การระดมคน แต่คือการยกระดับคุณภาพของสังคมทั้งผืน ประการแรก มันทำให้ประชาชนมีที่ทางสำหรับการสะท้อนปัญหาอย่างเป็นระบบ ปัญหาของชุมชนที่เคยสลายไปกับความเงียบ จะเริ่มถูกยกขึ้นมาพูด ถูกบันทึก ถูกผลักดัน และถูกติดตามอย่างจริงจัง ประการที่สอง มันสร้างการตรวจสอบจากประชาชนต่อผู้แทน ต่อหน่วยงานรัฐ และต่อผู้ใช้อำนาจทุกระดับ เมื่อมีสายตาของพลเมืองที่ตื่นรู้คอยจับจ้อง การคดโกง การละเลย และการใช้อำนาจโดยไม่เกรงใจประชาชนย่อมทำได้ยากขึ้น

ประการที่สาม สภาประชาชนเป็นโรงเรียนของประชาธิปไตยที่มีชีวิตจริง ผู้คนได้ฝึกคิด ฝึกฟัง ฝึกถกเถียง ฝึกเคารพความเห็นต่าง ฝึกจัดการความขัดแย้ง ฝึกเลือกตัวแทน ฝึกทำงานเพื่อส่วนรวม สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าการเรียนทฤษฎีการเมืองในตำราเสียอีก เพราะประชาธิปไตยจะยั่งยืนได้ ไม่ใช่ด้วยพิธีกรรมเลือกตั้งเท่านั้น แต่ด้วยนิสัยพลเมืองที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นในสังคม

ประการที่สี่ มันเพิ่มอำนาจต่อรองให้ประชาชนอย่างแท้จริง คนธรรมดาที่แยกกันอยู่มักถูกมองข้าม แต่ประชาชนที่รวมกันอย่างมีข้อมูล มีระเบียบ มีข้อเสนอ และมีเครือข่าย ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าความบ่นที่กระจัดกระจายหลายหมื่นเท่า และประการสุดท้าย สภาประชาชนช่วยเชื่อมปริมาณกับคุณภาพเข้าหากัน ไม่ใช่แค่มีคนมาก แต่มีคนที่เข้าใจเป้าหมาย เข้าใจข้อจำกัด เข้าใจวิธีทำงาน และพร้อมรักษาวินัยร่วมด้วย

เงื่อนไขสำคัญ: ต้องไม่ผิดกฎหมาย และต้องไม่แตกจากภายใน

อย่างไรก็ดี การสร้างสภาประชาชนจะเดินหน้าอย่างมีความหมายได้ ก็ต้องยืนอยู่บนหลักสำคัญที่ละทิ้งไม่ได้เลย นั่นคือ ต้องไม่ผิดกฎหมาย และต้องไม่ปล่อยให้แตกจากภายใน หลักสองข้อนี้มิใช่เรื่องรอง แต่คือหัวใจของความอยู่รอดและความชอบธรรม

ต้องไม่ผิดกฎหมาย เพราะเมื่อใดที่พลังประชาชนเดินหลุดจากกรอบกฎหมาย เมื่อนั้นฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ประชาชนเข้มแข็งก็จะมีข้ออ้างพร้อมในการปราบ ป้ายสี ทำลายความชอบธรรม และทำให้สังคมส่วนกลางหวาดกลัวพลังประชาชน การยืนในร่องรอยที่ถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรมจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความฉลาดเชิงยุทธศาสตร์ และคือการรักษาพลังระยะยาว

ส่วนการไม่แตกจากภายในนั้น สำคัญไม่แพ้กัน เพราะระบอบที่ประชาชนต้องเผชิญมักไม่จำเป็นต้องชนะด้วยกำลังเสมอไป บ่อยครั้งมันชนะด้วยการทำให้ฝ่ายประชาชนทะเลาะกันเอง แย่งกันเด่น แย่งกันนำ เอาเรื่องส่วนตัวมาทับเรื่องส่วนรวม ปล่อยให้อัตตาเข้าแทนอุดมการณ์ และปล่อยให้ความหวาดระแวงกัดกร่อนความไว้วางใจต่อกันไปทีละน้อย จนสุดท้ายโครงสร้างภายในพังลงก่อนที่ศัตรูภายนอกจะลงมือจริงจังเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ สภาประชาชนจึงต้องสร้างวัฒนธรรมภายในที่ตรงข้ามกับพิษของอำนาจเก่า ต้องเน้นความโปร่งใส ความเท่าเทียม ความเคารพกัน ความเสียสละ ความรอบคอบ ความสุภาพในวิธีสื่อสาร และการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง คนที่เข้ามาต้องเรียนรู้ว่ามาที่นี่เพื่อสร้างพลังประชาชน มิใช่มาสร้างบารมีส่วนตัว มิใช่มาหาผลประโยชน์ มิใช่มาเล่นการเมืองแบบเดิมในฉากใหม่

สภาประชาชนไม่ใช่การเผชิญหน้าอย่างไร้สติ แต่คือการเตรียมสังคมให้มีพลังอย่างมีสติ

บางคนอาจได้ยินคำว่าสภาประชาชนแล้วหวาดระแวง คิดว่าเป็นเรื่องอันตราย เป็นเรื่องนอกระบบ เป็นเรื่องพาไปสู่ความแตกหัก แต่ความเข้าใจเช่นนี้มักเกิดจากการมองสั้นเกินไป หรือมองด้วยสายตาของผู้ที่คุ้นชินกับสภาพที่ประชาชนต้องอ่อนแออยู่เสมอ แท้จริงแล้ว สภาประชาชนที่ยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย กฎหมาย และศีลธรรม คือกลไกเพื่อลดความเสี่ยงจากการระเบิดทางสังคมเสียด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ความคับข้องใจมีช่องทางจัดการ มีเวทีพูด มีระบบประสาน มีพื้นที่เรียนรู้ และมีการระบายออกอย่างสร้างสรรค์

เมื่อประชาชนไม่มีพื้นที่จัดตั้ง พลังย่อมไปออกในรูปแบบสะเปะสะปะ อารมณ์ย่อมพุ่งนำเหตุผล และความอึดอัดย่อมพร้อมปะทุแบบไร้ทิศทาง แต่เมื่อมีสภาประชาชนที่ทำงานเป็นระบบ ความไม่พอใจจะถูกแปรเป็นข้อเสนอ ความคับแค้นจะถูกแปรเป็นการศึกษา ความกระจัดกระจายจะถูกแปรเป็นการประสานงาน และความรู้สึกว่าตนไร้พลังจะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในชะตากรรมของบ้านเมือง

งานใหญ่ของสภาประชาชนคือการสร้างคน

ถ้ามองให้ลึกที่สุด งานใหญ่ของสภาประชาชนมิใช่เพียงสร้างองค์กร แต่คือสร้างคน สร้างพลเมืองที่เข้าใจสิทธิ เข้าใจหน้าที่ เข้าใจประโยชน์ส่วนรวม เข้าใจการทำงานร่วมกัน เข้าใจระเบียบวินัย และเข้าใจว่าชาติบ้านเมืองจะดีขึ้นไม่ได้ด้วยการหวังพึ่งผู้กล้าคนเดียวหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการตื่นรู้และการลงมืออย่างต่อเนื่องของประชาชนจำนวนมาก

สภาประชาชนที่แท้จึงมิใช่เครื่องจักรปลุกระดม แต่คือสถาบันฝึกพลเมืองของสังคมไทยในอีกรูปแบบหนึ่ง มันทำให้ชาวบ้าน ครู นักศึกษา คนทำงาน ผู้สูงอายุ คนรุ่นใหม่ และคนทุกหมู่เหล่ามีโอกาสฝึกตนในการทำประโยชน์แก่ส่วนรวม และเมื่อคนเช่นนี้เพิ่มจำนวนขึ้น ประเทศก็จะไม่ได้เปลี่ยนแค่รัฐบาล แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนคุณภาพของฐานประชาชนไปพร้อมกันด้วย

การล้มช้างไม่ได้เกิดจากความโกรธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่มดแดงทั้งหลายมีรัง มีระบบ มีวินัย มีปัญญา และรู้จักรวมพลังอย่างต่อเนื่อง

บทสรุป: นี่ไม่ใช่ของเลือกทำ แต่เป็นของจำเป็นต้องทำ

ในเงื่อนไขทางการเมืองไทยที่ระบบยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าประชาชนจะเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง การสร้างสภาประชาชนจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งท่ามกลางทางเลือกอื่น ๆ แต่มันคือความจำเป็น หากเราไม่สร้างโครงสร้างภาคประชาชนที่เข้มแข็ง เราก็จะปล่อยให้ประชาชนอ่อนแออยู่เช่นเดิม หากเราไม่ร้อยพลังของผู้คนเข้าด้วยกัน เราก็จะเห็นพลังนั้นสูญเปล่าอยู่เรื่อยไป และหากเราไม่สร้างพื้นที่ให้ประชาชนเรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมกำหนดชะตากรรมของตนเอง เราก็จะพูดเรื่องประชาธิปไตยไปอีกนาน โดยที่ประชาธิปไตยยังไม่ลงถึงรากของแผ่นดิน

สภาประชาชนจึงเป็นทั้งเครื่องมือและเป้าหมาย เป็นทั้งสะพานและปลายทาง เป็นทั้งกระบวนการรวมพลัง และกระบวนการสร้างพลเมือง มันช่วยทำให้ประชาชนไม่เป็นเพียงผู้ร้องขอความเป็นธรรม แต่เป็นผู้มีพลังพอจะปกป้องและผลักดันความเป็นธรรมนั้นด้วยตนเอง และตราบใดที่มันตั้งอยู่บนหลักการที่ชอบธรรม ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ตกเป็นเหยื่อของความแตกแยกจากภายใน และไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาบ่อนทำลาย สภาประชาชนก็จะเป็นหนึ่งในกุศโลบายที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างประชาธิปไตยที่หยั่งรากอยู่ในพลังของประชาชนจริง ๆ

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องเลิกถามเพียงว่า ใครจะมาช่วยประชาชน และเริ่มถามอย่างจริงจังเสียทีว่า ประชาชนจะจัดตั้งตัวเองขึ้นมาอย่างไร เพื่อช่วยประเทศของตนเอง เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง และเพื่อสร้างอนาคตที่ไม่ต้องฝากไว้กับความเมตตาของผู้มีอำนาจ

หากประชาชนยังแยกกันอยู่ ประชาชนก็จะยังอ่อนแออยู่ แต่เมื่อประชาชนเรียนรู้ที่จะรวมพลังอย่างมีวินัย มีความชอบธรรม และมีจุดหมายร่วม เมื่อนั้นเอง คำว่า “เจ้าของประเทศ” จึงจะเริ่มมีความหมายในโลกแห่งความจริง

ด้วยศรัทธาในพลังประชาชน และความหวังต่ออนาคตของบ้านเมือง


_________________

สภาประชาชน

เพื่อการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์


โดย ดร. เพียงดิน รักไทย

เพื่อเป็นแนวทางให้ปวงชนไทยพิจารณาและนำไปประยุกต์ใช้



ทำไมจึงต้องมีสภาประชาชน”?


สภาประชาชน เป็นหนึ่งในกลไกหรือกุศโลบายในการขับเคลื่อนทางการเมืองภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีพลังอันจับต้องได้ที่นำไปสู่การเป็นเจ้าของอำนาจในเชิงปฏิบัติได้จริงแล้วได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริหารอำนาจอธิปไตย (นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ)อย่างแท้จริง  
โดยประชาชนในระดับหมู่บ้านต้องมีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนไปใช้อำนาจทั้งสามได้โดยไม่มีกลไกเถื่อนใด เข้ามาทำให้ผลการเลือกตั้งบิดเบือนไปจากเจตนารมย์ที่แท้จริงของประชาชน ให้ประชาชนสามารถมีส่วนในการกำกับควบคุมการใช้อำนาจการเมืองการปกครองของตัวแทนของพวกเขา สะท้อนปัญหาของประชาชนด้านต่าง ป้องกันการคอรัปชั่นทุกรูปแบบ และมีส่วนในการต่อรองเพื่อการได้รับประโยชน์อันชอบธรรมจากรัฐตามหลักการประชาธิปไตย

  1. สิทธิอันชอบธรรมในฐานะเจ้าของประเทศ
  1. ความจำเป็นในเชิงโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์
  1. ความจำเป็นในเชิงปฏิบัติของการใช้อำนาจและรับผลประโยชน์
  1. การรวมพลังเท่านั้น คือคำตอบที่ยั่งยืนสำหรับการขับไล่ล้มล้างระบอบเผด็จการและสร้างชาติ
  1. การรวมพลังทำให้เกิดความเป็นไปได้เชิงสร้างสรรค์ได้จริงและมากมาย
  1. หากไม่มีการสถาปนาและจัดการ พลังประชาชนจะไม่เกิดขึ้นได้จริงและจะไม่สามารถทำอะไรได้จริง
  1. การสถาปนาและรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นทั้งเครื่องมือและเป้าหมายของการสร้างประชาธิปไตย


การสร้างสภาประชาชน


ระยะที่หนึ่ง : กระจายความคิด

ระยะที่สอง : ลิขิตแก่นแกน (โครงสร้างองค์การ จว.​ อำเภอ ตำบล และขยายลงทุกหมู่บ้าน)

ระยะที่สาม : สร้างตัวแทนทำงานทุกระดับ

ระยะที่สี่ : สอดประสานสร้างสรรค์ (เติบโตยั่งยืน เปี่ยมด้วยปริมาณและคุณภาพ)

ระยะที่ห้า : สู่วันล้มช้าง สร้างชาติ

ทุกระยะ การแลกเปลี่ยนข่าวสารและรับความคิดเพื่อการต่อสู้ รับ ยัน รุก และรุกฆาตคือน้ำมันหล่อลื่น


สร้างตัวแทนทำงาน โดยถือหลักต่อไปนี้


  1. ปรับทุกข์ปลูกมิดร แลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมและเคารพสิทธิและเสรีภาพของกันและกัน
  2. เน้นความสามัคคีและการขยายฐานอย่างมีคุณภาพและยืนยง
  3. ร่วมทุกข์ร่วมสุข
  4. สานสัมพันธ์พี่น้อง
  5. ร้อยด้วยอุดมการณ์อันประเสริฐ
  6. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นประชาธิปไตย
  7. สร้างประโยชน์แก่สาธารณะ
  8. ไม่ผิดกฏหมายและศีลธรรมอันดี
  9. โปร่งใส มีคุณธรรม และสร้างอารยชนตามระบอบประชาธิปไตย


กิจกรรมที่ทำได้ในระยะต่อ ไป

  • รายงานข่าวที่มีสาระ สร้างคุณภาพในกลุ่ม สมดุลย์ระหว่างบรรยากาศและสาระ
  • เปิดเวทีไฮปาร์ค-เสวนาออนไลน์
  • เชิญแขกร่วมเสวนา-แลกเปลี่ยน
  • ทำโพลล์เชิงสร้างสรรค์
  • ผ้าป่าและกิจกรรมทางวัฒนธรรรม
  • ค่ายประชาธิปไตย
  • พบปะสังสรรค์-กลุ่มย่อย
  • รายงานการประชุม/ วารสารข่าวประจำเดือน
  • ทุนการศึกษา
  • โครงการช่วยเหลือสมาชิกด้านต่าง


วินัยของสมาชิกสภาประชาชนในระยะตั้งต้น


มีพี่น้องถามว่า เมื่อได้เข้าร่วมกลุ่มแล้ว จะช่วยได้อย่างไร จะทำอะไรต่อดี?  ขอให้จำไว้ว่า เราต้องการรวมประชาชนทุกหมู่บ้านเข้าด้วยกันแล้วสานเป็นโครงสร้างทุกตำบลและอำเภอ เพื่อไปรวมกันเป็นสภาประชาชนระดับจังหวัด แต่หัวใจสำคัญที่สุดเวลานี้คือ รักษากลุ่มไลน์พวกเราไว้ให้เหนียวแน่น อย่าให้ใครเข้ามาทำลายได้ การโพสต์และการตอบโพสต์จึงเป็นกิจกรรมสำคัญยิ่ง สิ่งที่พี่น้องสามารถทำได้ในขณะที่ยังไม่ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานทุกระดับอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในตอนนี้คือ


  1. ทำทุกอย่างเพื่อให้กลุ่มมีบรรยากาศบวก อบอุ่น เป็นมิตร เคารพกันและกัน ไว้ใจกัน เข้าใจกัน และให้อภัยกัน กลุ่มเป็นสมบัติของทุกคนและจะเป็นมรดกให้ลูกหลาน ดังนั้น ท่านต้องช่วยกันสร้างและขยายอย่างตั้งใจดี
  2. การโพสต์ควรมีสาระประโยชน์เสมอ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ละเมิดมาตรฐานศีลธรรมอันดี ไม่สร้างความรำคาญให้พี่น้องร่วมกลุ่ม ไม่ก่อความขัดแย้ง หลีกเลี่ยงการก้าวล่วงกันและกัน อย่าเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องจนเกินงาม อย่าให้ความสำคัญกับตัวเอง จงแสวงจุดร่วม-สงวนจุดต่าง และเมื่อมีการเลือกตั้งแกนนำเพื่อทำหน้าที่รับใช้กลุ่มแล้ว สิ่งเหล่านี้สามารถร่างเป็นธรรมนูญกลุ่ม หรือข้อตกลงร่วม (วินัยกลุ่ม) ต่อไป
  3. อธิบายให้คนรู้จักเข้าใจอุดมการณ์การสร้างพลังประชาชนผ่านกุศโลบายสภาประชาชน แล้วเชิญญาติสนิทมิตรสหายเข้ามาร่วมกลุ่ม ระยะแรกนี้ขอให้ช่วยคัดกรองคนที่รู้เรื่องและศรัทธาในอุดมการณ์นี้ ต้องหาคนที่มีศรัทธาในการทำเพื่อส่วนร่วม ไม่ใช่เพื่อตนเอง
  4. ทำความรู้จักกัน แนะนำตัวคร่าว เพื่อให้ทราบว่ามีตัวแทนทุกอำเภอแล้วหรือยัง เมื่อครบแล้ว ให้ประชุมเพื่อหาคณะประสานงานชั่วคราว (ประธาน รองประธาน เลขานุการ ประชาสัมพันธ์ เหรัญญิกฯ เพื่อให้การดำเนินการของกลุ่มรอบคอบและมีคุณภาพในการขยายแนวร่วมลงสู่ระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

มารยาทพื้นฐานกลุ่มจัดตั้งสภาประชาชน


ในระยะที่เรายังตั้งคณะทำงานด้านต่าง เป็นรูปเป็นร่างยังไม่ได้ การอยู่ในกลุ่มไลน์เราควรพยายามช่วยกันดูแลและสร้างให้สภาประชาชนจังหวัดของท่านเกิดขึ้นจากกลุ่มไลน์ให้ได้เร็วที่สุดและอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยอาจจะยึดหลัก 10 อย่า ดังนี้


  1. อย่าสร้างความเด่นดังส่วนตน
  2. อย่าสัปดนไร้สาระ
  3. อย่ามุ่งจะหาประโยชน์
  4. อย่าโกรธทุกกรณี
  5. อย่าจู๋จี๋ฉันท์ชู้สาว
  6. อย่าต่อความยาวชวนทะเลาะ
  7. อย่ามุ่งเสาะความร้าวฉาน
  8. อย่าโพสต์พาลผิดกฎหมาย
  9. อย่าดูดายคอยแต่อ่าน
  10. อย่าเกียจคร้านหามิตรเพิ่ม




สภาประชาชน People’s Assembly of Thailand (PAT)


หลักการเหตุผล


  1. สิทธิอันชอบธรรมในฐานะเจ้าของประเทศ
  2. ความจำเป็นในเชิงโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์
  3. ความจำเป็นในเชิงปฏิบัติของการใช้อำนาจและรับผลประโยชน์
  4. การรวมพลังเท่านั้น คือคำตอบที่ยั่งยืน
  5. การรวมพลังทำให้เกิดความเป็นไปได้เชิงสร้างสรรค์มากมาย
  6. หากไม่มีการสถาปนาและจัดการ พลังประชาชนจะไม่เกิดขึ้นได้จริง
  7. การสถาปนาและรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นทั้งเครื่องมือและเป้าหมาย


หัวใจของสภาประชาชนเพื่อความยั่งยืนและสำเร็จ


  1. ความเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ใด  
  2. การเอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นเป้าหมายหลักสูงสุด 
  3. การเอาความเสียสละเป็นน้ำมันหล่อลื่น ไม่ใช่การสร้างบารมีและเครือประโยชน์ส่วนตน
  4. การยืนบนหลักการประชาธิปไตย โดยเชิดชูเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
  5. การจัดการที่เป็นปชต. เน้นการมีส่วนรร่วม โปร่งใส ปลอดภัย และรอบคอบ คือวงล้อของขบวน
  6. ความเข้มแข็งของสภาจังหวัดและความร่วมมือภายในจังหวัดคือฐานสำคัญของสภาประชาชนแห่งชาติ
  7. การพัฒนาศักยภาพของประชาชนคือภารกิจประจำ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์

กฏระเบียบ

  1. ต้องเอาเสรีภาพในการสื่อสารระหว่างกันเป็นที่ตั้ง 
  2. การเงินและการจัดการต้องตรวจสอบได้ และอย่าเน้นการใช้เงินทอง แต่ให้เน้นสาระที่ทำได้โดยไม่สิ้นเปลือง
  3. ต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง
  4. การดำเนินงานใด ในนามสภาฯ จะต้องผ่านการอนุมัติโดยคณะกรรมการกลางแล้วเท่านั้น แม้ว่าสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลจะยังถูกสงวนไว้สำหรับทุกคน
  5. ร่างกฏระเบียบกันภายในจังหวัด ให้เป็นเหมือนฉันทามติของผู้เข้าร่วมทุกระดับ

บัญญัติสิบประการ "มดแดงล้มช้าง"

The Ten Commandments of Red Ants' Revolution

 

ในรายการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 พฤษภาคม 2554) ผมได้นำเสนอแนวทางสำหรับการปฎิบัติตัวของพี่น้องเสื้อแดง บนรากฐานความเชื่อว่าเกมการเลือกตั้งเป็นแค่กิจกรรมหนึ่งในการเดินเข้าสู่โค้งอันตรายของประเทศไทย เพราะแก็งค์ทรราชย์จะไม่มีทางยอม และมีดัชนีบ่งชี้ที่สำคัญ เช่น การจับแกนนำแดงสยาม การถอนประกันคุณจตุพรและคุณนิสิต การเร่งคดีหมิ่น การสังหารนักการเมืองเสื้อแดง ฯลฯ 


สิ่งเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่า แนวรบรัฐสภาโดยพรรคเพื่อไทยที่เป็นหัวหอกให้เสื้อแดงนั้น จะต้องไปพบกับเล่ห์เหลี่ยมทุกด้านของฝ่ายมาร ที่จะงัดออกมาทำความชั่วร้ายและนำไปสู่ความเสียหาย รุนแรง และการติดขัดตีบตัน   และเมื่อคนเสื้อแดงถึงจุดหมดความอดทน การเผชิญหน้าจะเกิดขึ้น เพราะต่อให้ได้เป็นรัฐบาล เสื้อแดงก็จะไม่ยอมหยุดการต่อสู้ และฝ่ายตรงข้ามก็จะไม่หยุดในอันที่จะทำลายการเติบโตของเสรี ประชาธิปไตยเช่นกัน 


ความหวังในการสร้างประเทศผ่านรัฐสภาอย่างเบ็ดเสร็จ จึงเป็นสิ่งริบหรี่ 


สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในภาวะเช่นนี้ก็คือ ประชาชนต้องเข้มแข็ง ประชาชนต้องผันตัวเองเป็นมดแดง ที่แต่ละตัวอาจจะเหมือนไม่มีพิษสงฆ่าช้างได้ แต่เมื่อเราทุกคนเชื่อว่าเราจะล้มช้างได้ เมื่อเรารวมตัวกัน หากเราพัฒนาตัวเอง พัฒนาความเป็นกลุ่มก้อน และพัฒนาศักยภาพทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธี 


บัญญัติสิบประการต่อไปนี้ คือสิ่งที่จะเตรียมพี่น้องเสื้อแดงให้กลายเป็นมดแดง (ผู้ไม่ยอมนิ่งเฉย) ที่จะลุกมาล้มช้างได้ในวันที่สิ่งต่าง ในระบอบตอแหลมันไม่ทำงานอีกต่อไป หรือเมื่อเราถึงทางตันและต้องก้าวไปสู่การเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

* เรียนรู้ * ริเริ่ม * รวมใจ * รื่นเริง * รุกรับ * ระวัง * ร้องเรียน * รังควาน * รัก * รุกฆาต

 

1. เรียนรู้


ปัญหาของบ้านเมืองเราที่มีปมอันยุ่งเหยิง มีกลุ่มผลประโยชน์ร่วมมือ โยงใย และวางแผนกระทำการมานาน และยิ่งเพิ่มดีกรีความเลว เล่ห์กล ความรุนแรง และอันตรายต่อบ้านเมือง พร้อมกับการสร้างภาพที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากสับสน เบื่อหน่าย เฉื่อยชา หรือตามืดบอด 


และนับวันต่อแต่นี้ไป ดีกรีหรือระดับของมันจะยิ่งเพิ่มขึ้น ดังนั้น ประชาชนคนไทยที่ห่วงใยบ้านเมือง อยากเข้าใจปัญหา และอยากมีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหา จะต้องหมั่นเรียนรู้ ศึกษา ทำความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น และข่าวสารความรู้อยู่เสมอทุกวัน 


สิ่งที่ประชาชนคนไทยควรเรียนรู้หรือทำความเข้าใจรวมถึงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและผลประโยชน์ในฐานะพลเมือง นโยบายของราชการและพรรคการเมือง ข่าวสารบ้านเมือง ฯลฯ  ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่มีวัฒนธรรมบริโภคความรู้เหมือนสังคมตะวันตก และห้องสมุดชุมชนยังไม่ได้รับการพัฒนาดีพอ ผู้ที่มีความรู้และเวลา เช่น นิสิตนักศึกษา ครูบาอาจารย์ นักวิชาการ พระสงฆ์และนักบวช ควรที่ยื่นมือออกไปช่วยเหลือในการให้ความรุ้และการศึกษาแก่ชุมชนรอบ ตัว

 

2. ริเริ่ม


ริเริ่ม หมายถึงการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ที่ดีกว่า สร้างสรรค์กว่า ได้ผลดีกว่า ตรงประเด็นปัญหาในชีวิตมากกว่าเสมอในทุกวันใหม่ สิ่งเก่า ที่เคยกระทำก็ควรตั้งคำถามและหาทางปรับปรุงเสมอ 


การต่อสู้ของคนเสื้อแดง ต้องเผชิญกับความซับซ้อนของกลไกอำนาจ การเคลื่อนไหว เล่ห์กล และข้อมูลข่าวสารที่สับสน ดังนั้น คนเสื้อแดงและประชาชนที่อยากพัฒนาประเทศไทยให้พ้นจากวงจรอุบาทว์ จะต้องหัดคิดใหม่ ทำใหม่ และหาทางที่สร้างสรรค์ 


การบ่น ด่า ประนาม หรือการทำกิจกรรมแบบเดิม หากผ่านมาสี่ห้าปีแล้วไม่ได้ผล หรือได้ผลแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาใหม่ได้ ก็ควรได้รับการทบทวน และการพูดคุยเพื่อระดมสมอง เพื่อสิ่งใหม่ ความคิดใหม่ และกิจกรรมใหม่ควรเกิดขึ้นในระหว่างผู้คนรอบข้าง

 

3. รวมใจ


หากต้องการให้ประเทศไทยเปลี่ยนไปสู่ภาวะที่มีเงื่อนไขที่ดีสำหรับการเป็นประเทศที่ดีดังฝัน มีประชาชนเป็นหัวใจของการพัฒนา มีกิจกรรมการเมืองที่เป็นของประชาชน ดำเนินการโดยประชาชนผ่านตัวแทนของพวกเขาอย่างแท้จริง และเพื่อผลอันมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประชาชนจะต้องมีอำนาจเพียงพอสำหรับการต่อรองและคานอำนาจกับกลุ่มผลประโยชน์ อื่น ที่รวมหัวกันยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติ อันมีทรัพยากรต่าง และเงินภาษีของประชาชน ไปแบ่งกันอย่างไม่เกรงใจประชาชน   


กลุ่มเหล่านี้มีทหารตำรวจ นักธูรกิจกินรวบ เช่นธนาคารและธุรกิจที่มีอำนาจระดับสูงหนุนอยู่ เจ้าหน้าที่รัฐอันรวมถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ด้านขบวนการยุติธรรม สื่อสารมวลชนที่ขายจิตวิญญาณ นักการเมืองที่ทรยศประชาชน พวกนี้ได้กระทำการอันชั่วร้ายต่อบ้านเมืองและประชาชน ดังที่เราได้เห็นมาแล้วในช่วงสี่ห้าปีนี้ ที่พวกเขาทำอะไรได้ดั่งใจ บิดเบือนหลักการ เลี่ยงกฎหมาย โกหกตอแหล สร้างสองมาตรฐาน กดขี่ข่มเหงประชาชนที่ต่อต้านและเรียกร้องสิทธิ ถึงขนาดมีการเข่นฆ่าประชาชนอย่างเย้ยกฎหมายและศีลธรรม 


การร้องขอไม่มีทางเป็นไปได้ การรอให้เขาลดหย่อนการทำบาปไม่ใช่เรื่องเป็นไปได้ ดังนั้น ประชาชนทุกหมู่เหล่าจะต้องเข้าใจในความจำเป็นของการตื่นและลุกมารวมตัวกัน เป็นกองกำลังประชาชน ที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพที่เพียงพอที่จะต่อต้าน ชัดขื้น เรียกร้อง บังคับ จัดการ และใช้สิทธิตามกฎหมายทุกอย่างเพื่อให้บ้านเมืองเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นในที่สุด 


อนึ่ง การรวมตัวกันเฉพาะคนเสื้อแดง แบ่งสี แบ่งแยกกับหมู่คนไทยร่วมชะตากรรมด้วยกัน แล้วไม่ได้เพิ่มยอดจำนวน หรือขยายไปรับเอาคนไทยที่ยังไม่ตื่นรู้เข้ามาร่วมขบวนการ จะทำให้เราไม่สามารถต่อสู้เพื่อช่วงชิงสิทธิในการแบ่งประโยชน์อย่างสมควรจากกลุ่มผลประโยชน์อื่น ที่กล่าวข้างต้น 


วันนี้ คนไทยจะต้องพูดคุย สร้างกัลยาณมิตรกับคนรอบข้าง แบ่งปันข้อมูลและทำความเข้าใจ เพื่อสร้างกลุ่มคนตาสว่างทั่วแผ่นดิน นับตังแต่ระดับหมุ่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด เพื่อประสานกับกลุ่มต่าง ทั่วประเทศ และสร้างกิจกรรมร่วมกันให้ทันการณ์สำหรับการแตกหักกับกลุ่มอำนาจโบราณที่ ครองอำนาจอยู่ขณะนี้ในอนาคต การสร้างองค์กรเช่น สภาประชาชน หรือชื่ออื่นใดที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อช่วยเสริมพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนแต่ได้ถูกกลุ่มผลประโยชน์ อื่น กดไว้ ในความพยายามสร้างชาติใหม่

 

4. รื่นเริง


การต่อสู้ของประชาชนเป็นสิ่งชอบธรรม เพราะประชาชนเรียกร้องและต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อเสรีประชาธิปไตย และสิ่งดีงามของบ้านเมืองที่เป็นอารยธรรมอันน่าภูมิใจและสุขใจที่ได้อยู่ร่วมกันของคนไทยทุกหมู่เหล่า การอยู่ในร่องรอยที่ถูกกฎหมายและศีลธรรมจรรยาจะทำให้เราอยุ่ได้อย่างเป็นปกติสุข ร่มเย็น และไม่ทุกข์ร้อนเหมือนบรรดาผู้ที่ก่อกรรมที่เป็นบาป เพราะผลกรรมจักตามทันพวกเขาเสมอ ไม่ช้าก็เร็ว 


ดังนั้น ประชาชนต้องสู้ไป แล้วต้องทำใจให้เบิกบานให้เป็นนิจ เราอาจจะต้องจริงจังและดุดันในบางกรณี ในบางเวลา แต่เราควรทำตัวให้มีจิตใจผ่องใส ไร้กิเลส ไร้สิ่งขุ่นมัว ใช้สติในการผลักดันการก้าวไปข้างหน้า 


การแก้ปัญหามีหลายทาง และมีทางที่ดีกว่าเสมอ และทางเหล่านั้น หากเป็นไปได้ ต้องให้ถูกหลักกฎหมายและศีลธรรมเสมอ . มื่อทำได้ในแนวทางนี้แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องทุกข์ร้อนหรือเร่าร้อน จงมุ่งมั่นแก้ปัญหาด้วยสติ แล้วทำตัวให้เบิกบาน น่าเลื่อมใส น่าอิจฉา น่าคบ น่าสนับสนุน คนเสื้อแดงเรา ไม่จำเป็นต้องโกหกก็ดูดีได้ ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจเถื่อนก็มีพลังได้     


ดังนั้น จงต่อสู้ด้วยสติและปัญญา ด้วยความผ่องใสของจิตวิญญาณ แล้วเราจะสำเร็จแน่นอน

 

5. รุกรับ


ในการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจและความได้เปรียบกับแก็งค์ที่ปล้นอำนาจและ ฉกฉวยผลประโยชน์ แล้วสร้างเครือข่ายอำนาจทรราชย์อย่างยิ่งใหญ่นั้น เหมือนเราเป็นมดแดงไปสู้กับช้างสาร เราจะรวมพลยกกองมดไปยืนเผชิญหน้ากับช้างตรง และหนุนเนื่องกันไปทื่อ ไม่มีหยุด ไม่มีถอย ไม่มีและหลอกล่อ ย่อมไม่ได้ เพราะรังแต่จะถูกงวงช้างฟาดและเท้าเหยียบย่ำตายเป็นเบือ 


การต่อสู้กับอำนาจมืดอันยิ่งใหญ่และอันตรายนี้ เราต้องมีแผนสำหรับการหยั่งเชิง ถอย หลบ และรุก ตามจังหวะที่เหมาะสม ดังนั้น การวางแผนจะต้องอยุ่บนพื้นฐานการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบ และระดมสมองเพื่อให้เกิดแนวทางที่รอบคอบ หลากหลาย และได้ผลดีที่สุด 


ในกรณีของ นปช. ที่เราเคยฝากความหวังไว้มากมาย มาบัดนี้ เราได้รับทราบแล้วว่า บางจังหวะเราเร่งให้ได้ดั่งใจไม่ได้ เพราะแค่ขยับก็จะถูกสกัดและทำลายโดยฝ่ายตรงข้าม เราต้องเข้าใจข้อจำกัดของฝ่ายเรา และดูจังหวะของฝ่ายตรงกันข้าม แล้วก็ปรับยุทธศาสตร์ระดับต่าง และยุทธวิธีของขบวนการเสื้อแดงให้ทัน

 

6. ระวัง


เราทราบดีอยู่แล้วว่า อำนาจเถื่อนที่แก็งค์ผู้ปกครองเถื่อนที่ครอบงำเมืองไทยในช่วงสี่ห้าปีนี้ ทั้งบาปช้า หน้าด้าน ตอแหล และโหดร้ายเพียงใด การต่อสู้กับกฎหมายและอำนาจรัฐเป็นสิ่งที่ยากอยู่แล้ว แต่การต่อสู้กับอำนาจกระบอกปืน และกลไกสื่อ ศาล คนพาลและพรรคการเมืองเหี้ย นั้น พวกเราต้องเสี่ยงกับการถูกรังแกและฆ่าฟันอย่างง่ายกว่าปกติ 


การต่อสู้ของพี่น้องประชาชนคนมือเปล่า จะต้องระมัดระวัง บางกิจกรรมและความคิดต้องซ่อนไว้ใต้ดิน บางกิจกรรมต้องรอเวลา บางเรื่องต้องทำกันแบบไม่ให้ตั้งตัว เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงหรือสะท้อนกลับที่เป็นอันตรายกับเรา โดยได้ไม่คุ้มเสีย ขอให้พี่น้องสู้อย่างมีสติและมีเชิงเสมอ รุกรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เตรียมการให้พร้อม และทำทุกอย่างด้วยความมุ่งมั่น ไม่ท้อแท้ ไม่หย่อนยาน และรอบคอบเสมอ

 

7. ร้องเรียน


ด้วยเหตุที่ฝ่ายที่ยึดอำนาจประชาชนไปครองอย่างไม่ชอบธรรมแล้วทำบาปกรรมเพื่อสานต่ออำนาจ ย่อมมีการทำผิดกฎหมายและศีลธรรมมากมาย สิ่งที่ประชาชนทุกระดับควรทำก็คือ ต้องร้องเรียน ฟ้องร้อง และประนามการกระทำของสมาชิกของแก็งค์กลืนเมืองทุกระดับ 

คนผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกฟ้องร้องด้วยกฎหมาย คนผิดศีลธรรมก็ต้องได้รับการประนามหรือประจานต่อสาธารณชน 

ดังนั้น การฟ้องร้อง ร้องเรียน หรือประนาม เพื่อให้เกิดกระแสแห่งการแบ่งแยกคนดีคนเลวในสังคม ให้พี่น้องทั่วประเทศได้เห็นผลเสียของวงจรอุบาทว์นั้น พี่น้องที่เป็นนักกฎหมายหรือรู้สึกว่าสิ่งที่ฝ่ายทรราชได้ทำต่อประชาชนนั้นผิด กฎหมายหรือศีลธรรม จะต้องสร้างคณะทำงานเพื่อติดตามฟ้องร้องดำเนินคดี เอาผิด หรือประนามหรือประจานทุกบาปกรรมของพวกเขา หากการกระทำเดี่ยว เป็นการเสี่ยง ก็ให้ทำกันในนามคณะหรือกลุ่มบุคคล 


การกระทำภายใต้ข้อบัญญัตินี้ จะทำให้คนชั่วต้องได้รับผลกรรม ต้องรู้สึกถึงความเดือดร้อนและผลบาปกรรมของพวกเขาในชาตินี้ ให้หลาบจำ ให้เป็นบทเรียนกับพวกเขา วงศ์ตระกูล และไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อสังคมทั่ว ไปอีกด้วย

 

8. รังควาน


ฝ่ายตรงข้ามพยายามใช้การกดขี่ กำหราบ ทำร้าย กดดัน และแม้แต่การฆ่าฟัน ดังนั้น สิ่งที่เราทำ ต้องยกระดับมากกว่าการร้องเรียนในข้อเจ็ด ประชาชนมีสิทธิป้องกันตนเอง ปกป้องตัวเองจากอันตราย และตอบโต้ตามสิทธิอันชอบธรรม 


การรังควาน คือการทำให้คนที่ทำร้ายต่อประชาชน คนที่คดโกง คนที่ใช้อำนาจเถื่อนเป็นพิษภัยกับสังคมเหล่านี้อยู่ไม่เป็นสุข เป็นการยกระดับมาจากการร้องเรียน เป็นเชิงรุกมากกว่าการร้องเรียน 


การทำให้คนทำบาปรู้สึกว่าเราไม่พอใจ ให้เขารู้สึกผลบาป อย่างน้อยก็ทางใจและทางกายในกรอบที่สมควร และการลงโทษพวกเขาในทุกทางที่เป็นไปได้ในกรอบกฎหมายและศีลธรรม ประชาชนจะต้องพยายามทำสิ่งต่าง อย่างเป็นระบบ โดยไม่กลัว ไม่ประมาท ไม่ท้อ ไม่เป็นบาปที่หยาบ และไม่หยุดหย่อน จนในที่สุด สมุนก๊กมารจะไม่กล้าทำผิดเพิ่มเติม หรือไม่กล้าทำได้ดังใจอย่างย่ามใจ และไม่กล้าทำรุนแรงกับประชาชนอีก จนในที่สุด ก็จำต้องยอมให้กับประชาชนในที่สุด นำไปสู่ชัยชนะที่เด็ดขาดของประชาชนในที่สุด

 

9. รัก


ในขณะที่เราต้องต่อสู้ เพราะหากไม่สู้ก็ไม่มีทางได้มาซึ่งสิ่งที่สมควรเป็นของประชาชน และเราต้องรุนแรงเมื่อจำเป็น ในกรอบกฎหมายและศีลธรรม แต่เราก็ควรไม่ลืมว่า คนที่เรากำลังต่อสู้ด้วยนี้เป็นพี่น้องร่วมแผ่นดิน เป็นเหมือนพี่น้องร่วมชายคา และบ้านเมืองเราก็เป็นเหมือนบ้านหลังเดียวกันที่เราทุกคนเป็นเจ้าของ จะทำร้ายกันเอง ทำลายข้าวของ หรือเผาบ้าน ก็จะตกเป็นภาระของพวกเราทั้งหมด เราต้องไม่ลืมว่า เราเป็นสัตว์ร่วมโลก ที่ผิดพลาดได้ ที่มีทุกช์ร่วมกัน มีสุขพร้อมกันได้ และในเบื้องลึกที่สุดแล้วเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ 


หากสามารถแก้ไขส่วนประกอบและกลไกที่เป็นอันตราย หรือเป็นที่มาหรือตัวเอื้อให้เกิดกรรมอันเลวร้ายของสมาชิกที่หลงผิดของบ้านหลังนี้ การแก้ปัญหาใด ในที่สุดแล้ว สิ่งที่ดีที่สุด ควรเกิดด้วยความรัก ความปรารถนาดี การสร้างสรรค์ การมองกันในแง่บวก การให้โอกาส การพยายามฟังและเข้าใจ การให้โอกาส และอะไรที่ ดี อีกมากมาย อันเป็นสัญลักษณ์ของความรัก 


ความรักเป็นพื้นฐานของความเข้าใจ การให้อภัย และการให้โอกาสแก้ไข 


ทางข้างหน้า ความรักควรเป็นรากฐานของการใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกันของผู้คนทุกหมู่เหล่าในชาติ และเมื่อเราสามารถบรรลุซึ่งเป้าหมาย หลักการ และกลไกสังคมใหม่ได้แล้ว สันติสุขและความวัฒนาถาวรก็จะเป็นของคนไทยอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

 

10. รุกฆาต

ถึงเวลาที่สุด การชิงชัยก็ต้องมีจุดจบ เพราะการยืดเยื้อมันจะทำให้เกิด ปัญหาวนเวียน เหมือนพายเรือในอ่าง หรือการเลี้ยงหัวฝี ซึ่งจะเป็นอันตราย เรื้อรัง และอาจถึงแก่ชีวิตได้ 


ดังนั้น พี่น้องคนไทยต้องคิดถึงวันที่จะต้องกำจัดปัญหาให้สิ้นซาก จุดจบของปัญหา จุดเริ่มต้นของวิถีสังคมใหม่ และความฝันใหม่ การจะไปถึงจุดนั้น มีทั้งทางที่สงบที่สุดและทางที่รุนแรงที่สุด ทางที่แข็งที่สุด กับทางที่โอนอ่อนที่สุด และทางที่อยู่ในระหว่างกรอบความรักกับกรอบการล้างแค้น ฯลฯ เป็นสองขั้วให้เราได้เลือกเสมอ 


เพราะฉะนั้น เราจะต้องรุกฆาตให้เด็ดขาด แต่จะรุนแรง แข็ง โหด หรือยืดเยื้อเพียงใด ก็ต้องขึ้นอยู่กับทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายทรราช 


หากสองฝ่ายมายืนใกล้กัน หรือหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีกำลังเหนือกว่ามาก หรือมียุทธวิธีที่ดีกว่ามาก การจบก็จะง่ายลง 


ประชาชนต้องกำหนดเงื่อน ไขการรุกฆาตให้ได้ ถึงเวลาสำคัญแล้ว ต้องรุกแล้วปิดบัญชีให้เร็ว แล้วก้าวไปข้างหน้าได้เลย 


นั่นหมายความว่า แผนของประชาชนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะปลาย จะต้องเป็นไปเพื่อเตรียมความพร้อม และสร้างชัยชนะสำหรับทุกแนวรบ ทุกภารกิจ เพื่อนำไปสู่ความสุกงอมของสภาวการณ์ที่ทำให้การรุกฆาตเป็นไปโดยง่าย สั้นกระชับ และเสียหายน้อยที่สุด พร้อมกับเดินหน้าต่อได้โดยไม่สะดุดนานเกินไป


โชคดีเถิด พี่น้องประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่า

โชคดีประเทศไทยและคนไทยที่รัก


หมายเหตุ : ปรับแก้การสะกดคำและวรรคตอนโดยไม่เปลี่ยนสาระล่าสุด September 28, 2021 โดย ดร. เพียงดิน รักไทย

Jiang Xueqin Prediction - English / Thai คำทำนายสงครามอิหร่าน ของศาสตราจารย์เก๊ Jiang Xueqin

Jiang Xueqin Prediction - English / Thai

Jiang Xueqin’s Prediction on U.S. vs Iran

Currently showing: English

The Viral Rise of “Professor” Jiang Xueqin

In late March 2026, an English-speaking influencer based in Beijing suddenly became a sensation in American media circles. His name: Jiang Xueqin, quickly nicknamed “Professor Jiang” by his fans.

Within days of his interview with Tucker Carlson on March 20, 2026, and appearances on independent shows like Breaking Points, his content surpassed 8 million views. A high school teacher with experience at elite Chinese institutions, Jiang had been posting long-form lectures on YouTube for years. Though he never held a university professorship, the “Professor” title stuck.

In a classroom video from May 29, 2024, he made three bold predictions:

  1. Donald Trump would win the 2024 U.S. election.
  2. The U.S. would enter a war with Iran shortly afterward.
  3. The United States would ultimately lose that war.

The first two predictions came true. This turned Jiang into “China’s Nostradamus” in the eyes of many. His third prediction — still unfolding — claims America will get trapped in a long, costly war of attrition against Iran and its proxies.

Critique of the “Professor’s” Prediction

Jiang’s claim that the U.S. will “lose” to Iran is pretentious overreach. While his first two predictions were accurate, the third relies on selective analogies and doom-laden economics rather than rigorous analysis.

“Losing” is never clearly defined. The U.S. possesses overwhelming air, naval, cyber, and technological superiority. Iran’s cheap drones and missiles create cost asymmetry, but the U.S. has repeatedly adapted to such threats. Iran’s economy is crippled by sanctions, and its military is technologically outmatched.

Comparisons to Vietnam or Afghanistan ignore key differences: the U.S. is unlikely to commit to large-scale ground occupation again. Standoff strikes and alliances can degrade Iran’s capabilities far more efficiently. Economic doomsaying about America’s debt and the petro-dollar has been predicted for decades — yet the dollar remains dominant.

Blending these arguments with conspiracy theories (Zionist control, Illuminati, Great Replacement) makes the narrative more sensational than scholarly. A real analysis acknowledges risks and costs of war, but declaring inevitable U.S. defeat is fan fiction, not foresight.

การประหารชีวิตทางการเมืองผ่านกระบวนการกฎหมาย: กรณี 44 ส.ส.

การประหารชีวิตทางการเมืองผ่านกระบวนการกฎหมาย: กรณี 44 ส.ส.
Ed4Peace คันฉ่องส่องไทย | บทความวิเคราะห์เชิงวิชาการ

การประหารชีวิตทางการเมืองผ่านกระบวนการกฎหมาย:
กรณี 44 ส.ส. กับวิกฤตหลักนิติธรรมในระบอบกึ่งประชาธิปไตยไทย

เมื่อการเสนอแก้ไขกฎหมาย—ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายนิติบัญญัติ—อาจนำไปสู่การหยุดปฏิบัติหน้าที่และการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะรอดหรือไม่รอด” แต่คือ “ระบบการเมืองไทยกำลังถือว่าการใช้อำนาจแทนประชาชนเป็นความผิดหรือไม่” บทความนี้วิเคราะห์กรณี 44 อดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล/เครือข่ายพรรคสืบทอด ผ่านกรอบหลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญนิยม ความได้สัดส่วนของโทษ และการทำให้ศาล/องค์กรอิสระกลายเป็นสนามจัดการคู่แข่งทางการเมือง

ปรับปรุงตามข้อมูลสาธารณะล่าสุดถึงวันที่ 2 เมษายน 2026

บทคัดย่อ

ต้นปี 2026 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลกรณีอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล 44 คน จากการร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในปี 2021 และเตรียมส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่1 การพัฒนานี้ต่อเนื่องจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 31 มกราคม 2024 ที่เห็นว่าการผลักดันแก้มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิเพื่อล้มล้างการปกครอง และจากคำวินิจฉัยยุบพรรคเมื่อ 7 สิงหาคม 20242 บทความนี้เสนอว่า หากระบบกฎหมายลงโทษการเสนอแก้ไขกฎหมายด้วยโทษระดับ “ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต” ย่อมสะท้อนความผิดปกติเชิงโครงสร้างอย่างน้อยสี่ประการ ได้แก่ (1) การลดทอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ (2) การแปลงความขัดแย้งเชิงนโยบายให้เป็นความผิดเชิงศีลธรรม/กฎหมาย (3) การใช้มาตรฐานจริยธรรมเป็นอาวุธทางการเมือง และ (4) การทำลายความหมายของการเลือกตั้งในระบอบตัวแทน

1) ปัญหาที่แท้จริงของคดีนี้

แก่นของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าคนจำนวนหนึ่ง “เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย” กับการแก้มาตรา 112 แต่คือว่า ในระบบรัฐสภา การเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่โดยเนื้อแท้ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ หากคำตอบคือใช่—และในระบอบประชาธิปไตยคำตอบควรเป็นใช่—แล้วการลงโทษผู้แทนราษฎรอย่างรุนแรงเพียงเพราะใช้อำนาจดังกล่าว ย่อมทำให้หลักการผู้แทนปวงชนทั้งระบบสั่นคลอน

ในมิติของกฎหมายมหาชน การอภิปราย เสนอร่างกฎหมาย และลงมติ คือหัวใจของ “representation” หรือการทำให้เจตจำนงที่หลากหลายของสังคมถูกแปลเป็นกระบวนการสาธารณะอย่างสันติ หากการเสนอแก้กฎหมายในเรื่องที่อ่อนไหวกลายเป็นฐานของการกำจัดผู้แทนออกจากสนามการเมือง ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการลงโทษบุคคล แต่คือการประกาศโดยปริยายว่ามีเขตหวงห้ามบางประเภทที่ผู้แทนประชาชนห้ามแตะต้อง แม้โดยวิธีการที่อยู่ในระบบก็ตาม

เมื่อ “การเสนอแก้กฎหมาย” ถูกตีความจนเสี่ยงกลายเป็น “ความผิดร้ายแรงทางจริยธรรม” ระบบก็ไม่ได้แค่กำกับพฤติกรรมของนักการเมือง แต่กำลังกำหนดเพดานของสิ่งที่ประชาชนมีสิทธิ์ให้ผู้แทนของตนพูดในสภา

2) ข้อเท็จจริงสาธารณะและลำดับเหตุการณ์

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้จากรายงานข่าวและแถลงสาธารณะล่าสุดมีแกนสำคัญดังนี้ ประการแรก คดีนี้สืบเนื่องจากการที่อดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล 44 คนร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 เมื่อปี 20213 ประการที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2024 วินิจฉัยว่าการรณรงค์แก้กฎหมายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ พร้อมสั่งให้เลิกการกระทำ4 ประการที่สาม วันที่ 7 สิงหาคม 2024 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี โดยโยงเหตุผลจากการผลักดันแก้มาตรา 1125 ประการที่สี่ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่ามีมูลความผิดฐานฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง และปลายเดือนมีนาคม 2026 มีรายงานว่า ป.ป.ช. เห็นชอบร่างคำร้องเพื่อส่งต่อศาลฎีกาแล้ว6

วัน/ช่วงเวลา เหตุการณ์ นัยสำคัญทางหลักการ
กุมภาพันธ์ 2021 44 ส.ส. ร่วมเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เป็นการใช้กลไกนิติบัญญัติตามปกติของ ส.ส.
31 มกราคม 2024 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการผลักดันดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ ยกระดับข้อถกเถียงเชิงนโยบายให้กลายเป็นข้อกล่าวหาเชิงระบอบ
7 สิงหาคม 2024 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกล การลงโทษเชิงองค์กรจากแนวนโยบายเลือกตั้ง
9 กุมภาพันธ์ 2026 ป.ป.ช. ชี้มูล 44 อดีต ส.ส. เปลี่ยนการกระทำเชิงนิติบัญญัติเป็นคดีจริยธรรมส่วนบุคคล
31 มีนาคม 2026 มีรายงานว่า ป.ป.ช. เห็นชอบร่างคำร้องส่งศาลฎีกา เพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดปฏิบัติหน้าที่/ตัดสิทธิ์ของผู้ที่ยังเป็น ส.ส.

3) กรอบทฤษฎี

3.1 หลักนิติธรรม (Rule of Law) กับการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ (Rule by Law)

หลักนิติธรรมในความหมายสมัยใหม่ไม่ได้แปลเพียงว่ารัฐใช้อำนาจผ่านตัวบทกฎหมาย แต่หมายถึงการใช้อำนาจอย่างจำกัด มีเหตุผล คาดหมายได้ และเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานด้วย หากตัวบทหรือกระบวนการถูกใช้เพื่อปิดกั้นคู่แข่งทางการเมืองโดยเฉพาะ ย่อมเข้าใกล้สิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า rule by law นั่นคือ ใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือของอำนาจ มากกว่าจะใช้อำนาจภายใต้กรอบของกฎหมาย7

กรณี 44 ส.ส. น่าตั้งคำถามในจุดนี้อย่างยิ่ง เพราะพฤติกรรมที่ถูกลงโทษไม่ใช่การแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช่การทุจริต และไม่ใช่การใช้อำนาจบริหารโดยมิชอบ แต่เป็นการเสนอแก้ไขตัวบทกฎหมายผ่านระบบรัฐสภา การขยับจาก “การเสนอร่าง” ไปสู่ “ความผิดจริยธรรมร้ายแรง” จึงเป็นการกระโดดทางความหมายที่มีเดิมพันทางระบอบสูงมาก

3.2 รัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) กับขอบเขตของฝ่ายนิติบัญญัติ

รัฐธรรมนูญนิยมที่แท้จริงไม่ใช่การทำให้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือคุ้มกันพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จากการอภิปราย แต่คือการจัดวางดุลอำนาจระหว่างสถาบันต่าง ๆ โดยยังรักษาพื้นที่ของการถกเถียงสาธารณะไว้ ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติไม่อาจเสนอเปลี่ยนแปลงกฎหมายสำคัญได้โดยไม่เสี่ยงถูกกำจัด ความหมายของรัฐสภาจะหดเหลือเพียงพื้นที่บริหารจัดการเรื่องที่อำนาจเดิมอนุญาตเท่านั้น

3.3 Judicialization of Politics และการทำให้การเมืองกลายเป็นคดี

แนวคิด judicialization of politics อธิบายภาวะที่ศาลหรือองค์กรกึ่งตุลาการเข้ามาตัดสินประเด็นทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งในทางสร้างเสถียรภาพประชาธิปไตยและในทางลดทอนประชาธิปไตย ถ้าองค์กรเหล่านี้คุ้มครองสิทธิ เสริม checks and balances และขวางการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ บทบาทดังกล่าวอาจเป็นคุณูปการ แต่หากองค์กรดังกล่าวกลายเป็นช่องทางจัดการพรรคฝ่ายค้าน ตัดสิทธิ์ผู้แทน และตีความความเห็นต่างเชิงนโยบายให้เป็นภัยต่อระบอบ บทบาทนั้นย่อมเปลี่ยนจาก “ผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” เป็น “ผู้จัดการผลลัพธ์ทางการเมือง”

4) เหตุใดกรณีนี้จึงผิดปกติในเชิงประชาธิปไตย

4.1 ความไม่สมส่วนของโทษ (Disproportionality)

หลักสำคัญของนิติรัฐคือโทษต้องได้สัดส่วนกับพฤติกรรม การทุจริต การติดสินบน การยักยอกทรัพย์สาธารณะ หรือการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ล้วนเป็นฐานที่สังคมยอมรับได้มากกว่าว่าควรมีบทลงโทษรุนแรง แต่การเสนอแก้กฎหมายผ่านช่องทางรัฐสภา—even when controversial—โดยหลักแล้วควรถูกตอบโต้ด้วยการถกเถียง การคว่ำร่าง การไม่รับหลักการ หรือการลงคะแนนแพ้ มากกว่าการตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต

เมื่อโทษสูงสุดชนิดนี้ถูกโยงเข้ากับการกระทำที่เป็นแก่นของงานนิติบัญญัติ ระบบจึงส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองทุกคนว่า การแตะเรื่องต้องห้ามบางประเภทอาจพาคุณไปสู่ความพินาศทางการเมืองได้ แม้คุณจะทำผ่านช่องทางที่กฎหมายกำหนดก็ตาม นี่คือการสร้าง chilling effect อย่างเข้มข้นต่อการใช้อำนาจแทนประชาชน

4.2 การทำให้สิทธิของผู้แทนกลายเป็นความผิด

ในระบอบรัฐสภา ผู้แทนไม่ได้มีหน้าที่เพียงยกมือเห็นชอบในสิ่งที่ปลอดภัย แต่มีหน้าที่เปิดพื้นที่ให้ข้อเสนอที่สังคมส่วนหนึ่งมองว่าสำคัญถูกหยิบเข้าสู่กระบวนการสาธารณะ การเอาผิดผู้แทนเพราะเสนอให้แก้ไขกฎหมายจึงทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “การใช้อำนาจตามหน้าที่” กับ “การละเมิดจริยธรรม” ถูกทำให้พร่าเลือนอย่างอันตราย

4.3 การใช้มาตรฐานจริยธรรมเป็นอาวุธทางการเมือง

มาตรฐานจริยธรรมในตัวมันเองไม่ได้เป็นปัญหา หากใช้เพื่อควบคุมผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้งบผิดวัตถุประสงค์ หรือการประพฤติที่ทำลายความไว้วางใจของสาธารณะ แต่เมื่อมาตรฐานดังกล่าวถูกนำมาใช้ลงโทษการผลักดันนโยบายที่ประกาศต่อประชาชนอย่างเปิดเผยตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ความชอบธรรมของกลไกย่อมถูกตั้งคำถามทันที เพราะมันมีลักษณะคล้ายการลงโทษ “แนวคิด” มากกว่าการลงโทษ “พฤติกรรมทุจริต”

กล่าวให้ตรงที่สุด: หาก ส.ส. เสี่ยงถูกทำลายอนาคตทางการเมืองเพราะทำในสิ่งที่ผู้แทนราษฎรพึงทำ นั่นย่อมไม่ใช่ภาวะปกติของประชาธิปไตยที่มั่นคง แต่เป็นอาการของระบบที่ต้องการกำหนดผลลัพธ์ล่วงหน้าว่า “การเมืองแบบไหน” เท่านั้นที่ได้รับอนุญาต

4.4 การลดคุณค่าของการเลือกตั้ง

เมื่อผู้แทนที่ประชาชนเลือกมาอาจถูกถอดถอนหรือตัดสิทธิ์จากการใช้กลไกนิติบัญญัติ ประชาชนจำนวนมากย่อมสรุปว่า การเลือกตั้งไม่ได้เป็นช่องทางกำหนดอนาคตประเทศอย่างแท้จริงอีกต่อไป เพราะถึงเลือกไปแล้ว ผู้แทนก็อาจถูกสกัดด้วยกลไกที่ไม่ได้ผ่านฉันทามติสาธารณะโดยตรง ความชอบธรรมของระบบโดยรวมจึงค่อย ๆ กร่อนลงจากภายใน

5) มุมเทียบเคียงนานาชาติ

ในประชาธิปไตยเสรีนิยมส่วนใหญ่ เสรีภาพในการอภิปรายและเสนอร่างกฎหมายของสมาชิกสภาได้รับความคุ้มครองสูงมาก แม้แต่ข้อเสนอที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็ถูกตอบโต้ภายในเวทีนิติบัญญัติ มิใช่ด้วยการห้ามพูดหรือทำลายอาชีพการเมืองของผู้เสนอ ประเทศอย่างสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และเยอรมนีต่างให้ภูมิคุ้มกันเชิงสถาบันแก่การอภิปรายในสภา เพราะถือว่านี่คือเงื่อนไขขั้นต่ำของระบอบตัวแทน

ตรงกันข้าม ในระบบลูกผสมหรือระบอบกึ่งเผด็จการ มักพบการใช้ศาล องค์กรกำกับ หรือกฎหมายคุณธรรม/จริยธรรมเพื่อกำจัดคู่แข่งโดยยังรักษาภาพภายนอกของความเป็นนิติรัฐไว้ ผลคือระบอบดูเหมือนมีกระบวนการ แต่กระบวนการนั้นถูกออกแบบหรือใช้ตีความเพื่อจำกัดพหุนิยมทางการเมือง

คุณลักษณะ ประชาธิปไตยที่เสถียร ระบอบกึ่งประชาธิปไตย/แข่งขันไม่เสรี
การเสนอแก้กฎหมายที่อ่อนไหว ถกเถียง ลงมติ แพ้หรือชนะในสภา ถูกทำให้เป็นคดีหรือโยงเป็นภัยต่อระบอบ
บทบาทองค์กรอิสระ/ศาล คุ้มครองสิทธิและกติกา ชี้ขาดทิศทางการเมืองแทนประชาชน
ผลต่อฝ่ายค้าน แข่งกันด้วยนโยบาย เสี่ยงถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ์ หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่
ความหมายของการเลือกตั้ง เป็นกลไกหลักกำหนดอำนาจ เป็นเพียงด่านแรกก่อนถูกกลไกอื่นกรองซ้ำ

6) ผลกระทบเชิงระบบต่อไทย

6.1 สภาจะอ่อนแรงลงอย่างเงียบ ๆ

หากคดีลักษณะนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน นักการเมืองทุกพรรคจะเรียนรู้ว่าการเสนอประเด็นโครงสร้างที่แตะฐานอำนาจเดิมอาจมีต้นทุนสูงเกินรับไหว ผลลัพธ์คือสภาอาจยังเปิดประชุม ยังมีการอภิปราย ยังมีกรรมาธิการ แต่เนื้อในของมันจะค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ที่กลัวความหมายแท้ของตนเอง

6.2 ความเชื่อมั่นต่อองค์กรยุติธรรมและองค์กรอิสระจะลดลง

เมื่อสาธารณะเห็นความต่างชัดระหว่างคดีทุจริตที่กินเวลายาวนานกับคดีการเมืองที่เดินหน้าอย่างเข้มข้น คำถามเรื่องสองมาตรฐานย่อมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความชอบธรรมขององค์กรไม่ได้เสื่อมเพียงเพราะถูกวิจารณ์ แต่เสื่อมเมื่อประชาชนจำนวนมากเชื่อว่าองค์กรบางแห่งพร้อมใช้อำนาจหนักกับฝ่ายหนึ่ง และอ่อนแรงกับอีกฝ่ายหนึ่ง

6.3 ความขัดแย้งจะไม่หาย แต่จะย้ายรูป

การปิดช่องทางในระบบไม่ได้ทำให้ความต้องการเปลี่ยนแปลงหายไป มันเพียงเปลี่ยนรูปจากการต่อสู้ผ่านสถาบันไปเป็นความคับข้องใจสะสม หากผู้คนเชื่อว่าสภาเสนออะไรไม่ได้ พรรคฝ่ายค้านชนะเลือกตั้งก็ถูกสกัด และองค์กรกำกับทำงานแบบเลือกข้าง ความไว้วางใจในระบอบจะถอยลงอย่างต่อเนื่อง แม้ภายนอกจะดูสงบก็ตาม

6.4 ประเทศจะสูญเสียความสามารถในการปฏิรูปตนเองอย่างสันติ

ระบอบที่มั่นคงต้องมีความสามารถในการดูดซับข้อเรียกร้องใหม่ ๆ และแปลงมันเป็นการปฏิรูปตามกติกา หากประเด็นบางอย่างถูกห้ามแตะโดยเด็ดขาด ระบบก็จะค่อย ๆ สูญเสียกลไกปรับตัว เมื่อโลกภายนอกเปลี่ยนเร็วกว่าสถาบันภายใน ประเทศนั้นจะยิ่งเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองรุนแรงขึ้นในระยะยาว

7) บทสรุปเชิงสังเคราะห์

ถามว่าเรื่องนี้ “ปกติไหม” คำตอบขึ้นกับว่าเราใช้มาตรฐานของระบอบใดเป็นเกณฑ์ หากใช้มาตรฐานประชาธิปไตยแบบรัฐสภา คำตอบคือไม่ปกติอย่างชัดเจน เพราะการเสนอแก้กฎหมายเป็นหัวใจของงานนิติบัญญัติ และไม่ควรถูกตีความจนกลายเป็นฐานของการประหารชีวิตทางการเมือง แต่ถ้าใช้มาตรฐานของระบอบกึ่งประชาธิปไตยที่ยอมให้กลไกนอกการเลือกตั้งทำหน้าที่กำหนดขอบเขตของการเมืองแทนประชาชน เรื่องนี้กลับ “ปกติ” ในความหมายที่น่ากังวลที่สุด คือเป็นปกติของระบบที่คุ้นชินกับการคัดกรองฝ่ายที่ท้าทายโครงสร้างเดิม

ดังนั้น กรณี 44 ส.ส. ไม่ใช่เพียงคดีของคน 44 คน หากเป็นคดีทดสอบว่า ประเทศไทยยังเชื่ออยู่หรือไม่ว่าผู้แทนของประชาชนมีสิทธิ์เสนอให้กฎหมายเปลี่ยนได้โดยสันติ ถ้าคำตอบของระบบคือ “เสนอได้ แต่ถ้าเสนอเรื่องนี้อาจถูกทำลาย” นั่นแปลว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้แทนเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ระบอบซึ่งกำลังบอกประชาชนว่า เสียงของพวกเขามีผลได้เพียงเท่าที่อำนาจเดิมยอมให้มีผล

หมายเหตุเชิงวิชาการ: บทความนี้วิเคราะห์จากข้อมูลสาธารณะและกรอบหลักการประชาธิปไตยเชิงเปรียบเทียบ มิได้ตัดสินข้อกฎหมายแทนศาล แต่ชี้ให้เห็นนัยเชิงโครงสร้างของการนำมาตรฐานจริยธรรมมาใช้กับการกระทำที่เป็นแก่นของอำนาจนิติบัญญัติ

เชิงอรรถ

  1. Bangkok Post รายงานเมื่อ 1 เมษายน 2026 ว่าพรรคประชาชนกำลังเตรียมคำชี้แจงในคดีจริยธรรม และ Nation Thailand รายงานเมื่อ 31 มีนาคม 2026 ว่า ป.ป.ช. ได้เห็นชอบร่างคำร้องเพื่อส่งศาลฎีกาแล้ว โดย 10 คนยังเป็น ส.ส. อยู่ในขณะนี้
  2. คำวินิจฉัยวันที่ 31 มกราคม 2024 และคำวินิจฉัยยุบพรรควันที่ 7 สิงหาคม 2024 เป็นสองจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การผลักดันแก้มาตรา 112 ถูกยกระดับจากนโยบายหาเสียง/ข้อเสนอทางนิติบัญญัติไปเป็นข้อกล่าวหาเชิงระบอบ
  3. Reuters รายงานเมื่อ 30 สิงหาคม 2024 ว่าการสอบสวนของ ป.ป.ช. ครอบคลุม 44 สมาชิกที่สนับสนุนร่างแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งยื่นในปี 2021
  4. Reuters วันที่ 31 มกราคม 2024 รายงานว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการผลักดันแก้กฎหมายดังกล่าว “tantamount to overthrowing” ระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  5. Reuters วันที่ 7 สิงหาคม 2024 รายงานว่าศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกลจากเหตุผลว่าการรณรงค์แก้มาตรา 112 เสี่ยงบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  6. ข้อมูลล่าสุด ณ ต้นเดือนเมษายน 2026 จาก Bangkok Post และ Nation Thailand บ่งชี้ว่าคดีขยับจากชั้นไต่สวน ป.ป.ช. ไปสู่การเตรียมยื่นศาลฎีกา ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการระงับหน้าที่และการตัดสิทธิ์ของผู้ที่ยังดำรงตำแหน่ง
  7. กรอบคิดเรื่อง rule of law, constitutionalism และ judicialization of politics เป็นกรอบมาตรฐานในวิชากฎหมายมหาชนและรัฐศาสตร์เปรียบเทียบ; ในบทความนี้ใช้เพื่อวิเคราะห์นัยของคดี ไม่ใช่เพื่อสรุปข้อกฎหมายเฉพาะหน้าแทนองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัย

เอกสารอ้างอิง

  1. Bangkok Post. (2026, April 1). People's Party preparing defence in ethics case.
  2. Bangkok Post. (2026, March 30). NACC nears decision on MFP case.
  3. Human Rights Watch. (2024, August 7). Thailand: Constitutional Court dissolves opposition party.
  4. Nation Thailand. (2026, February 9). NACC faults 44 ex–Move Forward MPs, to Supreme Court over Section 112 bill.
  5. Nation Thailand. (2026, March 31). NACC advances Article 112 case against 44 ex-Move Forward MPs; 10 People’s Party MPs at risk.
  6. Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights. (2024, August 12). Thailand: UN experts seriously concerned about dissolution of main political opposition party and increasing use of lèse-majesté laws.
  7. Reuters. (2024, January 31). Thai court orders election winners to abandon plan to change royal insults law.
  8. Reuters. (2024, August 7). Thai court orders dissolution of anti-establishment election winner Move Forward.
  9. Reuters. (2024, August 30). Thailand's anti-graft body opens new probe into embattled political opposition.
  10. Verfassungsblog. (2024, September 6). A standoff between the monarchy and the people: The banning of Thailand’s Move Forward Party.

โพสต์ล่าสุด

อีโบล่าในคองโก: จะเป็นโรคระบาดใหญ่ของโลก หรือเป็นสัญญาณเตือนยุคโรคระบาดถาวร?

คันฉ่องส่องโลก | โรคระบาดโลก อีโบล่าในคองโก: สัญญาณเตือนจากโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคโรคระบาดถี่ขึ้น ข่าวการระบาดของอีโบล่าในสาธารณรัฐประ...

Popular Posts