กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”
งานวิเคราะห์เชิงนโยบาย (policy-oriented academic prose) • โฟกัส: การยับยั้ง (deterrence) และการปิดช่องว่างอำนาจ (power vacuum) ในอาร์กติก
บทความนี้เสนอการอ่านปัญหา “กรีนแลนด์” ในฐานะโจทย์ความมั่นคงเชิงโครงสร้างของระบบโลกยุค multipolar มากกว่าการถกเถียงเชิงศีลธรรมหรือภาพจำอาณานิคม โดยใช้กรอบสัจนิยมเชิงโครงสร้าง (structural realism) และตรรกะการยับยั้ง (deterrence) จากมุมมองนักวิเคราะห์ชาวอเมริกันที่สนับสนุนแนวทางของฝ่ายทรัมพ์: (1) กรีนแลนด์เป็น “ยุทธภูมิระดับสูง” (strategic high ground) เพราะเกี่ยวพันทั้งเส้นทางนิวเคลียร์ข้ามขั้วโลก ระบบเตือนภัยขีปนาวุธ และคอขวดทางเรือของแอตแลนติกเหนือ (GIUK Gap) (2) ข้อจำกัดเชิงขีดความสามารถของเดนมาร์กสร้างความเสี่ยงช่องว่างอำนาจที่จีน/รัสเซียสามารถฉวยโอกาสผ่านอิทธิพลทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี และ (3) แนวทาง “แข็ง” ของสหรัฐฯ ถูกมองโดยผู้สนับสนุนว่าเป็นการปิดฟิวส์ก่อนวิกฤตลุกลาม ซึ่งโดยตรรกะเชิงยุทธศาสตร์อาจลดความเสี่ยงของสงครามใหญ่ได้มากกว่าความคลุมเครือ ทั้งนี้ บทความย้ำหลักการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวกรีนแลนด์เป็นแกนกลางทางความชอบธรรมทางการเมืองและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ชี้ว่าความชอบธรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากไม่มีสถาปัตยกรรมความมั่นคงรองรับ 123
สารบัญ
- บทนำ: อาร์กติกไม่ใช่ชายขอบอีกต่อไป
- ข้อเท็จจริงเชิงสถิติ: เศรษฐกิจ–สังคม–การคลังของกรีนแลนด์
- โครงสร้างการปกครอง: อำนาจตนเอง + สิทธิเอกราช
- เหตุใด “ฐาน Pituffik” จึงเป็นแกนของการยับยั้งเชิงนิวเคลียร์
- GIUK Gap: คอขวดแอตแลนติกเหนือและตรรกะยุทธนาวี
- จีนในอาร์กติก: Polar Silk Road และการแข่งขันเชิงโครงสร้าง
- แร่หายาก: ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานตะวันตก
- เหตุใดฝ่ายอเมริกันบางส่วนมองว่า “แนวทางแข็ง” = ป้องกันสงคราม
- ข้อโต้แย้งสำคัญและกรอบทางออกที่ลดความเสี่ยงสงครามใหญ่
- เชิงอรรถ (Endnotes)
1) บทนำ: อาร์กติกไม่ใช่ชายขอบอีกต่อไป
หากอ่านโลกด้วยกรอบ “อำนาจ” มากกว่า “เจตนา” จะเห็นว่าอาร์กติกกำลังเปลี่ยนสถานะจากพื้นที่สุดขอบของการเมืองโลก เป็นสนามแข่งขันชั้นสูง (high-end competition) ที่เชื่อมกันทั้งมิติยุทโธปกรณ์ นิวเคลียร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี สิ่งที่ทำให้อาร์กติกแตกต่างจากภูมิภาคอื่น คือ “ภูมิศาสตร์” บังคับให้การแข่งขันถูกยกระดับอย่างรวดเร็ว: เส้นทางขีปนาวุธนิวเคลียร์จำนวนมากพาดผ่านขั้วโลกเหนือ และการเตือนภัยล่วงหน้า (early warning) มีผลต่อ “เวลาในการตัดสินใจ” ของผู้นำประเทศนิวเคลียร์ เมื่อเวลาเตือนภัยหดสั้นลง โอกาสคำนวณผิดพลาด (miscalculation) หรือการยกระดับโดยอุบัติเหตุ (accidental escalation) จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
ในสมการนี้ กรีนแลนด์เป็น “จุดยุทธศาสตร์ที่มีค่ามหาศาล” ไม่ใช่เพราะประชากรหรือเศรษฐกิจใหญ่ แต่เพราะเป็นพื้นที่รองรับภารกิจเตือนภัยขีปนาวุธและภารกิจอวกาศของสหรัฐฯ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่คอขวดแอตแลนติกเหนือที่สัมพันธ์กับยุทธศาสตร์เรือดำน้ำ 45
2) ข้อเท็จจริงเชิงสถิติ: เศรษฐกิจ–สังคม–การคลังของกรีนแลนด์
ข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่นักยุทธศาสตร์อเมริกันมักเน้น: กรีนแลนด์มี “ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์” สูง แต่มี “ความหนาแน่นเชิงสถาบัน” (institutional density) ต่ำ—ทั้งด้านบุคลากร การคลัง และโครงสร้างพื้นฐาน การจะเดินสู่เอกราชเต็มรูปแบบจึงต้องมีแผนสร้างรายได้รัฐ (fiscal base) และขีดความสามารถการทูต/ความมั่นคง ไม่เช่นนั้น เอกราชที่ปราศจากฐานรองรับอาจกลายเป็นช่องโหว่ที่คู่แข่งมหาอำนาจใช้แทรกซึม 8
3) โครงสร้างการปกครอง: อำนาจตนเอง + สิทธิเอกราช
ในทางกฎหมายและการเมือง กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายในราชอาณาจักรเดนมาร์ก โดยเดนมาร์กยังคงมีบทบาทสำคัญในด้านการต่างประเทศและกลาโหม อย่างไรก็ดี รัฐบาลเดนมาร์กเองยืนยันว่า “ประชาชนกรีนแลนด์เป็นประชาชนที่มีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นฐานความชอบธรรมสำหรับการถกเถียงเรื่องเอกราชในอนาคต 9
แหล่งข้อมูลเชิงกฎหมายที่ใช้อ้างอิงบ่อยระบุว่า การเดินสู่เอกราชต้องผ่านการตัดสินใจของชาวกรีนแลนด์ (เช่น ประชามติ) และการจัดการกระบวนการทางรัฐสภาที่เกี่ยวข้อง นี่คือจุดที่ “ความชอบธรรม” กับ “ความมั่นคง” มักตึงเครียด: ฝ่ายอเมริกันที่สนับสนุนแนวทางเข้มแข็งมักย้ำว่า กระบวนการทางประชาธิปไตยต้องเดินคู่กับการลดช่องโหว่ที่จีน/รัสเซียอาจใช้แทรกซึมในช่วงเปลี่ยนผ่าน 810
4) เหตุใด “ฐาน Pituffik” จึงเป็นแกนของการยับยั้งเชิงนิวเคลียร์
หากต้องสรุปเหตุผลเดียวที่ทำให้สหรัฐฯ “ไม่สามารถเมินกรีนแลนด์ได้” เหตุผลนั้นคือภารกิจเตือนภัยและป้องกันขีปนาวุธ ฐาน Pituffik Space Base (เดิม Thule Air Base) เป็นฐานที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าเป็น “การติดตั้งที่อยู่เหนือสุด” ของ DoD และสนับสนุนภารกิจ Missile Warning, Missile Defense, Space Surveillance ผ่านเรดาร์ phased-array และหน่วยปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง 4
ในตรรกะการยับยั้ง (deterrence), “การเตือนภัยที่เชื่อถือได้” (credible early warning) ลดโอกาสเกิดการตัดสินใจแบบตื่นตระหนก หากฝ่ายนิวเคลียร์เห็นสัญญาณผิดพลาดแล้วตอบโต้ทันที ความเสี่ยงสงครามโดยอุบัติเหตุจะสูงขึ้น ดังนั้น การคงเสถียรภาพของระบบเตือนภัยและเครือข่ายประเมินการโจมตี (attack assessment) จึงเป็นฐานของ “การป้องกันสงคราม” มากกว่าการยั่วยุ 11
5) GIUK Gap: คอขวดแอตแลนติกเหนือและตรรกะยุทธนาวี
การพูดถึงกรีนแลนด์โดยไม่พูดถึง GIUK Gap (Greenland–Iceland–United Kingdom) คือการตัดหัวใจยุทธศาสตร์ทะเลออกไป แหล่งวิเคราะห์ด้านยุทธศาสตร์ระบุว่า GIUK Gap เป็น “naval chokepoint” ที่เชื่อมทะเลนอร์เวย์/ทะเลเหนือกับมหาสมุทรแอตแลนติก และมีความสำคัญทางทหารมานาน โดยเฉพาะในบริบทการเคลื่อนไหวของกองเรือ/เรือดำน้ำ 512
ทำไมคอขวดทางทะเลจึงโยงกับความเสี่ยงสงครามโลก? เพราะในโลกที่มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ (SSBN) ความสามารถในการ “หลุดออกสู่แอตแลนติก” หรือ “ถูกสกัด” มีผลต่อสมดุลการข่มขู่ (second-strike capability) และเมื่อสมดุลนี้สั่นคลอน ความตึงเครียดจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ อธิบายง่าย ๆ: ยุทธศาสตร์เรือดำน้ำไม่ใช่แค่เรื่องกองทัพเรือ แต่เป็นกลไกค้ำยันไม่ให้สงครามเย็นกลายเป็นสงครามร้อน 13
6) จีนในอาร์กติก: Polar Silk Road และการแข่งขันเชิงโครงสร้าง
จีนประกาศอย่างเป็นทางการในเอกสารนโยบายอาร์กติกปี 2018 ว่าต้องการ “สร้าง Polar Silk Road” โดยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในโครงสร้างพื้นฐานและการเดินเรือเส้นทางอาร์กติก และเน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ–ดิจิทัล–โครงสร้างพื้นฐาน 14
ในสายตานักวิเคราะห์อเมริกัน แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการค้า แต่เป็น “สถาปัตยกรรมอิทธิพล” (influence architecture): เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน โลจิสติกส์ และข้อมูล (digital connectivity) ถูกผูกเข้าด้วยกัน ความสามารถในการสร้างอำนาจเชิงโครงสร้าง (structural power) จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับพื้นที่สถาบันเล็ก—เช่น กรีนแลนด์—ที่ต้องการเงินลงทุนสูงมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ 147
ผู้สนับสนุนแนวทางแข็งของสหรัฐฯ จึงมองว่า “ความเสี่ยงของจีน” ในอาร์กติกเป็นความเสี่ยงแบบค่อยเป็นค่อยไป (creeping influence) ที่เมื่อสะสมจนถึงจุดหนึ่งจะย้อนกลับยากและทำให้คู่แข่งมี leverage ทางการเมือง/เศรษฐกิจ ซึ่งท้ายสุดอาจถูกแปลงเป็น leverage ทางความมั่นคง
7) แร่หายาก: ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานตะวันตก
ประเด็น “แร่หายาก” (rare earths) เป็นแกนสำคัญที่ทำให้ฝ่ายอเมริกันยกกรีนแลนด์ขึ้นมาอยู่ในระดับยุทธศาสตร์ เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่จำนวนมาก (ทั้งพลเรือนและทหาร) พึ่งพาวัตถุดิบกลุ่มนี้ ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกมีการกระจุกตัวสูง
ข้อมูลของ USGS (Mineral Commodity Summaries 2025) ระบุว่า ในช่วง 2020–2023 แหล่งนำเข้าของสหรัฐฯ สำหรับ “rare-earth compounds and metals” มีจีนเป็นสัดส่วนราว 70% 15 กล่าวอย่างเป็นระบบ นี่คือ “ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์” เพราะการพึ่งพิงในสัดส่วนสูงทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถสร้างแรงกดดันผ่านมาตรการควบคุมการส่งออกหรือการกำหนดโควตา
ในฝั่งกรีนแลนด์เอง หน่วยงานของสหรัฐฯ ที่จัดทำคู่มือการค้าประเทศ (trade guide) ระบุว่า ทรัพยากรใต้ดินของกรีนแลนด์มีความหลากหลาย และทรัพยากร rare earth ถูกประเมินว่า “มีนัยสำคัญในระดับโลก” หากพัฒนาได้อาจติดอันดับต้น ๆ ของโลก แม้ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านภูมิอากาศ โลจิสติกส์ และความคุ้มทุนของเหมือง 16
ตรงนี้เองที่มุมมองสหรัฐฯ แยกออกเป็น 2 ชั้น: (1) ชั้นเศรษฐกิจ/อุตสาหกรรม: ลดความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ และ (2) ชั้นยุทธศาสตร์: ไม่ให้คู่แข่งสร้าง “จุดยึด” (foothold) ผ่านเหมือง โครงสร้างพื้นฐาน และการเงินในพื้นที่ที่ผูกกับภารกิจนิวเคลียร์/อวกาศของสหรัฐฯ
8) เหตุใดฝ่ายอเมริกันบางส่วนมองว่า “แนวทางแข็ง” = ป้องกันสงคราม
แกนเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนแนวทางแข็งคือความเชื่อว่า “ความชัดเจน” (clarity) และ “ขีดความสามารถจริง” (credible capability) สร้างสันติภาพได้ดีกว่า “ความคลุมเครือ” ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพราะความคลุมเครือทำให้คู่แข่ง “ลองเชิง” ได้ และเมื่อการลองเชิงเกิดขึ้นบ่อย ความเสี่ยงเหตุปะทะ (incident) จะเพิ่มขึ้น
กล่าวเชิงวิชาการ นี่คือการมองผ่านตรรกะของการยับยั้ง: การแสดงออกเชิงนโยบายของมหาอำนาจอาจไม่สวยงามทางการทูต แต่ถูกออกแบบเพื่อ “ส่งสัญญาณ” ว่าไม่ควรทดสอบเส้นแดง จุดสำคัญคือ ฝ่ายสนับสนุนแนวทางนี้เชื่อว่า “แรงกดดันทางเศรษฐกิจ/การเมือง” ยังถูกกว่าสงครามโดยตรงอย่างมหาศาล และหากการยับยั้งล้มเหลว ผลลัพธ์สุดโต่งอาจเป็นสงครามที่มีนิวเคลียร์เป็นฉากหลัง
อย่างไรก็ดี มุมมองนี้ยืนอยู่บนเงื่อนไขสำคัญ: ต้องไม่ละเมิดหลักการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวกรีนแลนด์ เพราะหากขาดความชอบธรรม ความร่วมมือจะยั่งยืนไม่ได้ และอาจย้อนกลายเป็นเชื้อเพลิงความขัดแย้ง ประเด็นสิทธิเอกราชผ่านกระบวนการประชาธิปไตยจึงเป็นทั้ง “เสาหลักทางการเมือง” และ “กลไกทางยุทธศาสตร์” ที่ลดแรงต้าน 1718
9) ข้อโต้แย้งสำคัญและกรอบทางออกที่ลดความเสี่ยงสงครามใหญ่
9.1 ข้อโต้แย้ง: “เดนมาร์กไม่ใช่หมาหวงก้าง—แต่คือผู้ค้ำจุนรัฐสวัสดิการ”
หากดูจากข้อมูลการคลัง กรีนแลนด์พึ่งพา block grant จากเดนมาร์กในระดับสูง เงินอุดหนุนดังกล่าวทำหน้าที่เป็นเสาหลักของรัฐสวัสดิการและเสถียรภาพทางสังคม การตัดสินว่าเดนมาร์ก “หวง” จึงอาจง่ายเกินไป เพราะในความเป็นจริง เดนมาร์กจ่ายต้นทุนเพื่อให้ระบบภายในกรีนแลนด์เดินได้ 1920
9.2 ข้อโต้แย้ง: “แต่เดนมาร์กมีข้อจำกัดเชิงขีดความสามารถด้านความมั่นคง”
ฝ่ายอเมริกันจำนวนหนึ่งไม่ปฏิเสธบทบาทเดนมาร์ก แต่ชี้ว่าความมั่นคงอาร์กติกยุคใหม่ต้องใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงความสามารถในการปฏิบัติการระยะไกล และความพร้อมของระบบอวกาศ/เรดาร์/เครือข่ายเตือนภัย ซึ่งสหรัฐฯ มีอยู่แล้วในพื้นที่ผ่าน Pituffik และข้อตกลงร่วมป้องกัน 21
9.3 กรอบทางออกที่ “ลดความเสี่ยงสงครามโลก” มากที่สุด (เชิงหลักการ)
- (A) ความชอบธรรมต้องมาก่อน: ยืนยันสิทธิการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวกรีนแลนด์เป็นหลัก—ทั้งเชิงการเมืองและกฎหมาย 22
- (B) ลด power vacuum ในช่วงเปลี่ยนผ่าน: ขยายกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงแบบ “ไม่บังคับผนวก” โดยยึดภารกิจเตือนภัย/อวกาศ/ป้องกันภัยคุกคามเป็นแกน 23
- (C) ปิดช่องโหว่เชิงโครงสร้าง: กำหนดเกณฑ์คัดกรองการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ลดความเสี่ยงอิทธิพลค่อยเป็นค่อยไปที่ผูกการเงิน–ข้อมูล–โลจิสติกส์เข้าด้วยกัน 24
- (D) สร้างฐานรายได้รัฐ: ลดการพึ่งพิงเศรษฐกิจเดี่ยว (ประมง 90% ของส่งออก) ด้วยการเพิ่มมูลค่าห่วงโซ่ประมง การท่องเที่ยวคุณภาพ และการพัฒนาแร่/พลังงานอย่างรอบคอบ 2526
- (E) แผน “deterrence without domination”: ทำให้การยับยั้งแข็งแรงพอจะป้องกันคู่แข่ง แต่ไม่ทำลายความชอบธรรมของท้องถิ่น—เพราะความชอบธรรมคือทุนทางยุทธศาสตร์
หากทำได้ตามกรอบนี้ “ความเสี่ยงสงครามใหญ่” จะลดลงจากสองทางพร้อมกัน: (1) ลดโอกาสที่จีน/รัสเซียจะได้ foothold ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ระดับสูง และ (2) ลดโอกาสเหตุปะทะที่ยกระดับจากความคลุมเครือในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เชิงอรรถ (Endnotes)
- กรอบ “structural realism / anarchy / self-help” เป็นพื้นฐานทั่วไปของการอ่านการเมืองมหาอำนาจในระบบระหว่างประเทศ (ในงานนี้ใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายเดียวของโลก) ↩ กลับ
- ข้อมูลรายได้รัฐ/เงินอุดหนุนและโครงสร้างเศรษฐกิจของกรีนแลนด์ถูกใช้เพื่อชี้ “ข้อจำกัดเชิงสถาบัน” ที่สัมพันธ์กับความมั่นคงช่วงเปลี่ยนผ่าน ↩ กลับ
- สำหรับการประเมินเชิงยุทธศาสตร์อาร์กติก สหรัฐฯ มักผูกประเด็น “ภูมิศาสตร์ + เตือนภัย + อวกาศ” เข้าด้วยกัน ซึ่งสะท้อนในข้อมูลของหน่วยงานทางการทหาร/อวกาศ ↩ กลับ
- Peterson-Schriever Space Force Base, “Pituffik SB, Greenland” (หน้าแนะนำฐาน/ภารกิจ) ระบุภารกิจสนับสนุน Missile Warning, Missile Defense และ Space Surveillance รวมถึงรายละเอียดหน่วยที่เกี่ยวข้อง แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
- “GIUK gap” (ภาพรวมและคำอธิบายเชิงแนวคิดว่าเป็น naval chokepoint ในแอตแลนติกเหนือ) แหล่งข้อมูล. (ใช้เพื่ออธิบายคอนเซ็ปต์คอขวด ไม่ใช่เพื่ออ้างรายละเอียดเชิงลับทางทหาร) ↩ กลับ
- Associated Press, “Greenland in facts and figures” (ข้อมูลประชากร เมืองหลัก เศรษฐกิจ ประมง 90% ของส่งออก งานภาครัฐ >40% ผู้โดยสารต่างชาติ 2023 และเงินอุดหนุนจากเดนมาร์กปี 2023 = 4.144 พันล้านโครน) แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
- International Trade Administration (U.S. Department of Commerce), “Denmark – Other Areas in the Kingdom of Denmark” ระบุ block grant ให้กรีนแลนด์ราว DKK 3.9 พันล้าน/ปี และสัดส่วนต่อ GDP/งบสาธารณะ รวมทั้งบริบทเศรษฐกิจและศักยภาพทรัพยากร แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
- Council on Foreign Relations (CFR), อธิบายกรอบสิทธิเอกราชภายใต้ Self-Government Act และนัยต่อผลประโยชน์สหรัฐฯ แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
- เว็บไซต์ทางการของรัฐบาลเดนมาร์ก (Prime Minister’s Office) ระบุว่าในบทนำของ Self-Government Act รับรองประชาชนกรีนแลนด์เป็นประชาชนที่มีสิทธิ self-determination ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
- Library of Congress (Law Library blog) สรุป Act on Self-Government (2009) ว่าประเด็นเอกราชต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจของชาวกรีนแลนด์และขั้นตอนรัฐสภาที่เกี่ยวข้อง แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
- Buckley Space Force Base Fact Sheet: “12th Space Warning Squadron” อธิบายบทบาท UEWR/BMEWS และเครือข่าย Integrated Tactical Warning and Attack Assessment แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
- CSIS Nuclear Network (2024) อธิบาย GIUK Gap ในบริบทยุทธศาสตร์และการป้องปราม/เรือดำน้ำ (ใช้เพื่อเสริมกรอบความสำคัญเชิงแนวคิด) แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
- ในบริบทนิวเคลียร์ สมรรถนะ second-strike และการเคลื่อนไหวของเรือดำน้ำเชิงยุทธศาสตร์เป็นหนึ่งในปัจจัยค้ำยันไม่ให้การยกระดับเกิดง่าย (อธิบายเชิงแนวคิดโดยเชื่อม GIUK gap กับตรรกะการป้องปราม) ↩ กลับ
- The State Council Information Office of China, “Full text: China’s Arctic Policy” (Jan 26, 2018) ระบุแนวคิด “Polar Silk Road” และการสนับสนุนบทบาทภาคธุรกิจ/โครงสร้างพื้นฐาน/การเดินเรือ แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
- USGS, Mineral Commodity Summaries 2025 – Rare Earths (PDF) ระบุ import sources ของสหรัฐฯ ช่วง 2020–2023: จีนราว 70% (สำหรับ rare-earth compounds and metals) แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.