🔥 ทำไมกองทุนน้ำมันถึงล้มละลายเรื่อย ๆ
การปล้นประชาชนอย่างต่อเนื่องตามระเบียบรัฐ
วิกฤตชาติกลายเป็นเครื่องมือขูดรีดที่ถูกกฎหมาย
เขียนโดย “ปรมาจารย์พลังงานไทย” • 30 มีนาคม 2569
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบอีกแล้ว... และติดลบหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า ยังติดลบ 12,605 ล้าน → 28,109 ล้าน → 35,000 ล้าน
เงินไหลออกวันละ 1,300–2,500 ล้านบาท ขึ้นกับราคาน้ำมันโลก
รัฐบาลอ้าง “ช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ” ด้วยการใช้กองทุนชดเชยราคาน้ำมัน แต่ความจริงคือกลไกนี้กลายเป็น การขูดรีดประชาชนตามระเบียบรัฐ อย่างเป็นระบบ วิกฤตทุกครั้งกลายเป็นโอกาสให้กลุ่มทุนน้ำมัน (โดยเฉพาะจักรวรรดิ ปตท.) ได้กำไรลาภลอย ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายแพงในที่สุด
กองทุนน้ำมันคืออะไร และทำงานอย่างไร?
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เกิดจาก พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มีหน้าที่ “รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน” โดย
- ช่วงราคาน้ำมันโลกต่ำ → เก็บเงินส่งเข้ากองทุน (จากผู้ค้าน้ำมัน)
- ช่วงราคาน้ำมันโลกสูง → นำเงินชดเชยส่วนต่างให้ผู้ค้าน้ำมัน เพื่อตรึงราคาขายปลีก
ฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติ กลายเป็น “กับดัก” ที่รัฐบาลทุกชุดใช้เป็นเครื่องมือประชานิยม ตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร แม้ต้นทุนจริงจะพุ่งทะลุ 60 บาทก็ตาม
ทำไมกองทุนถึงล้มละลายเรื่อย ๆ? มิติที่แท้จริง
1. ราคาน้ำมันโลกผันผวนรุนแรง + วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์
สงครามตะวันออกกลางปี 2569 ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง (ทะลุ 200 ดอลลาร์/บาร์เรล ในบางช่วง) ดีเซลในตลาดโลกแพงจนกองทุนต้องชดเชยวันละกว่า 2,000 ล้านบาท บัญชีก๊าซ LPG ก็ติดลบหนักสะสมมานาน (กว่า 37,000 ล้านบาท) เพราะตรึงราคาก๊าซหุงต้มมานานเกินไป
2. การตรึงราคาแบบประชานิยมที่ไม่ยั่งยืน
รัฐบาลทุกชุดกลัวประชาชนด่า จึงเลือก “ตรึง” ดีเซลไว้ต่ำกว่าต้นทุนจริง กองทุนต้องแบกภาระแทน ผลคือเงินไหลออกเร็ว เมื่อกองทุนใกล้ล้ม ก็ขึ้นราคาแบบก้าวกระโดด (เช่น ขึ้น 6 บาท/ลิตร เมื่อ 26 มี.ค. 2569) แล้วอ้างว่า “ช่วยประชาชนแล้ว”
• ชดเชยดีเซลสูงสุดเกือบ 27 บาท/ลิตร ก่อนลดเหลือ 16-19 บาท
• เงินไหลออกวันละ 1,300–2,500 ล้านบาท
• บัญชีน้ำมันยังพอมีบวก แต่บัญชี LPG ดูดเงินไม่หยุด
• ฐานะสุทธิติดลบทะลุ 42,000 ล้านบาท และยังไหลต่อเนื่อง
3. โครงสร้างผลประโยชน์ที่เอื้อกลุ่มทุนน้ำมัน
กองทุนไม่ได้ช่วยประชาชนล้วน ๆ แต่ช่วย “ผู้ค้าน้ำมัน” ให้ขายสต็อกเก่าราคาถูกด้วยราคาใหม่ที่แพงขึ้น (โดยไม่วัดสต็อกเรียกคืนเหมือนสมัยเปรม) ปตท. และกลุ่มโรงกลั่นใหญ่ได้ “stock gain” มหาศาล ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายแพงในรอบถัดไป
นอกจากนี้ ยังมีปัญหา cross-subsidy (อุดหนุนข้ามกลุ่ม) และการลักลอบส่งออกน้ำมันราคาถูกไปประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้กองทุนเสียเงินโดยไม่จำเป็น
4. วงจรอุบาทว์ที่ไม่มีวันจบ
กองทุนติดลบ → รัฐขึ้นราคาน้ำมัน → ประชาชนเจ็บ → กองทุนมีเงินเข้ามานิดหน่อย → ราคาน้ำมันโลกพุ่งอีก → ติดลบใหม่ → ขึ้นราคาอีก
นี่คือ “การปล้นอย่างต่อเนื่องตามระเบียบรัฐ” ประชาชนถูกขูดรีดสองชั้น: จ่ายแพงตอนขึ้นราคา และต้องช่วยเติมกองทุนในอนาคตผ่านภาษีหรือราคาที่สูงขึ้น
| ช่วงเวลา | ฐานะกองทุน (ล้านบาท) | เหตุการณ์หลัก |
|---|---|---|
| ต้นมี.ค. 2569 | ติดลบเล็กน้อย (~786) | เริ่มตรึงดีเซล |
| 15 มี.ค. | ติดลบ 12,605 | ชดเชยพุ่ง |
| 22 มี.ค. | ติดลบ 28,109 | เงินไหลหนัก |
| 29 มี.ค. | ติดลบ 42,148 | ขึ้นราคา 6 บาทแล้วยังลบต่อ |
ทางออกที่รัฐไม่กล้าแตะ: โครงสร้างผลประโยชน์
รัฐสามารถแก้ปัญหาได้หลายทาง เช่น
- วัดสต็อกเรียกคืนเงินประชาชนเหมือนสมัยเปรม
- ลดการอุดหนุนข้ามกลุ่มและป้องกันส่งออกเถื่อน
- ปล่อยราคาลอยตัวตามตลาดมากขึ้น (แต่กลัวเสียคะแนนนิยม)
- ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและพัฒนาพลังงานทางเลือกจริงจัง
แต่รัฐเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด: ขึ้นราคาแบบก้าวกระโดด แล้วให้กองทุน “หายใจ” นิดหน่อย ก่อนวนกลับไปขูดรีดรอบใหม่
— ปรมาจารย์พลังงานไทย
สรุปแบบไม่กั๊ก
กองทุนน้ำมันล้มละลายเรื่อย ๆ เพราะถูกออกแบบมาให้เป็น “กันชน” ที่รัฐบาลใช้ประชานิยม แต่สุดท้ายกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกทั้งทางตรง (ราคาน้ำมันแพง) และทางอ้อม (หนี้สาธารณะที่จะตามมาเมื่อรัฐต้องกู้เงินค้ำประกัน)
วิกฤตทุกครั้งคือโอกาสทองของกลุ่มทุนน้ำมันใหญ่ ขณะที่ประชาชนได้แต่ “อ้าปากหวอ” รอรัฐลดความแรงของการขูดรีดนิดหน่อย แล้วปล้นต่ออย่างเป็นโครงสร้าง
ถ้าไม่ปฏิรูปโครงสร้างผลประโยชน์ที่แท้จริง กองทุนน้ำมันจะล้มละลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า... และประชาชนคือผู้จ่ายค่าปรับทุกครั้ง
ข้อมูลอ้างอิงจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงพลังงาน รายงานฐานะกองทุน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 และการวิเคราะห์โครงสร้างพลังงานไทย
