วิกฤตชาติคือโอกาสทองของจักรวรรดิปตท. และกลุ่มผลประโยชน์น้ำมัน???

การปล้นประชาชนในยามวิกฤติ : วิกฤตชาติคือโอกาสทองของจักรวรรดิปตท. และกลุ่มผลประโยชน์น้ำมัน

🔥 การปล้นประชาชนในยามวิกฤติ

วิกฤตชาติคือโอกาสทองของจักรวรรดิ ปตท. และกลุ่มผลประโยชน์น้ำมัน
จากต้นน้ำยันปลายน้ำ ประชาชนได้แต่ “อ้าปากหวอ” รอให้เขาลดความแรงนิดเดียว แล้วปล้นต่ออย่างเป็นระบบ

เขียนโดย “ปรมาจารย์พลังงานไทย” (ล้อเล่น)• 30 มีนาคม 2569 | อย่าเชื่อสิ่งที่อ่าน จงสืบค้นและยืนยันต่อไปด้วยตนเอง

วันที่ 24 มีนาคม 2569 คุณโสภณ สุภาพงษ์ หรือ Sally Wow อดีตรองผู้ว่าการ ปตท. และผู้ก่อตั้งบางจาก ออกมาเตือนตรง ๆ ว่า “ผู้กักตุนน้ำมันได้เงินประชาชนเพิ่มอีกแล้วครับ มากกว่า 16,000 ล้านบาท” เพราะรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมันโดยไม่ยอม “วัดถังสต็อก” ราคาเก่าเหมือนสมัยพลเอกเปรม

แค่สองวันถัดมา 26 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันทุกชนิดพุ่งพร้อมกัน 6 บาทต่อลิตร
ดีเซลทะลุ 38.94 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 แตะ 41 บาท
กองทุนน้ำมันติดลบ 35,000 ล้านบาท รัฐอ้างวิกฤตตะวันออกกลาง… แต่ใครกันที่ยิ้มร่า?

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันโลกแพงอีกต่อไป นี่คือโครงสร้างอำนาจที่ถูกออกแบบมาให้ “วิกฤตชาติ = โอกาสทอง” ของกลุ่มทุนน้ำมันใหญ่ โดยเฉพาะจักรวรรดิ ปตท. ที่ควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้แบบผูกขาดตั้งแต่ต้นจนจบ

ย้อนรอยระบบเก่า: ครั้งก่อนรัฐเคยปกป้องประชาชน

สมัยปี 2523 คุณโสภณนั่งกรรมการนโยบายน้ำมันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทุกครั้งที่ขึ้นราคา รัฐสั่งกรมการค้าภายในออกวัดถังสต็อกผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศทันที คำนวณส่วนต่าง แล้วเรียกคืนให้ประชาชนผ่านกองทุนน้ำมัน ไม่มีใครกล้ากักตุนเพราะกำไรลาภลอยถูกเก็บหมด

“ไม่มีนักการเมืองผู้ค้าน้ำมันคนไหนอยากกักตุน… เพราะรัฐเก็บคืนหมด” — โสภณ สุภาพงษ์

แต่ปี 2569 ระบบป้องกันหายไปไหน?

รัฐบาลขึ้นราคา 6 บาท/ลิตร แม้ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีสต็อกสำรองกว่า 100 วัน (กรมธุรกิจพลังงานยืนยัน 104 วัน) แต่ไม่มีการวัดสต็อกเก่า ไม่เรียกคืนแม้แต่บาทเดียว

จักรวรรดิ ปตท. : ครองทั้ง 3 ระยะของห่วงโซ่น้ำมันแบบผูกขาด

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่แค่รัฐวิสาหกิจธรรมดา มันคือจักรวรรดิที่ควบคุมห่วงโซ่อุปทานน้ำมันไทยทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ รัฐถือหุ้นใหญ่ แต่เน้นกำไรเพื่อผู้ถือหุ้น (รวมนักการเมืองและกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้อง)

1. ต้นน้ำ (Upstream) : PTTEP ราชาแห่งการสำรวจและผลิต

PTTEP (ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) คือหัวหอก 50 โครงการใน 12 ประเทศ ผลิตน้ำมันดิบและก๊าซจากอ่าวไทย โอมาน มาเลเซีย แอฟริกา เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่ง PTTEP ได้กำไรตรง ๆ จากราคาขายดิบ พ.ศ. 2569 บริษัทวางแผนลงทุนมหาศาลกว่า 7,726 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 5 ปี เพื่อเพิ่มปริมาณผลิต แม้วิกฤตจะมา แต่ PTTEP กลับยิ้ม เพราะยอดขายปริมาณเพิ่ม (ตามแผน ปตท. ปี 2569 มุ่งเพิ่ม volume ทุกส่วน)

2. กลางน้ำ (Midstream) : โรงกลั่นและปิโตรเคมีที่กินส่วนต่างราคา

ปตท. ควบคุมโรงกลั่น 3 ใน 6 แห่งของไทย (62% ความจุทั้งประเทศ) ผ่าน

  • Thai Oil (TOP) – โรงกลั่นใหญ่ที่สุด
  • IRPC – ผสมปิโตรเคมี
  • PTT Global Chemical (GC) – ปตท. ถือหุ้น 45.18% ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่โอเลฟินส์ อะโรเมติกส์ ไปจนถึงพลาสติก

เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่ง “ค่าการกลั่น” (crack spread) พุ่งตาม กลุ่มนี้ขายสต็อกเก่าราคาต้นทุนต่ำด้วยราคาใหม่ทันที นอกจากนี้ยังมี PTT Tank ที่รวมศูนย์ถังเก็บและท่อส่ง – โครงสร้างพื้นฐานที่ใครก็เข้าไม่ได้

3. ปลายน้ำ (Downstream) : OR ราชาแห่งปั๊มและ Ecosystem

PTT Oil and Retail (OR) ครองตลาดปั๊ม 28.6% มี PTT Station กว่า 2,000 สาขา แต่ไม่ใช่แค่น้ำมันอีกต่อไป OR เปลี่ยนเป็น “ระบบนิเวศ” ผ่าน Café Amazon (4,600 สาขา) EV Station PluZ blueplus+ และไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ปี 2569 OR ตั้งเป้าผู้ใช้บริการวันละ 5 ล้านคน (จาก 3.9 ล้าน) โดยใช้ปั๊มเป็นฐาน

เมื่อราคาขึ้น ประชาชนตื่นตระหนกเติมเต็มถัง → ยอดขาย OR พุ่งทันที (เหมือนที่เกิดในเดือนมีนาคม 2569)

ส่วนของห่วงโซ่บริษัทหลักในกลุ่ม ปตท.ประโยชน์จากวิกฤต 2569
ต้นน้ำPTTEPราคาน้ำมันดิบพุ่ง → รายได้ตรงจาก E&P
กลางน้ำTOP, IRPC, GC, PTT Tankค่าการกลั่นสูง + stock gain จากสต็อกเก่า
ปลายน้ำOR (PTT Station)ยอดขายพุ่งจาก panic buying + non-oil ecosystem

กลุ่มผลประโยชน์อื่นที่ร่วมวง : ไม่ใช่แค่ ปตท. แต่เป็นเครือข่าย

นอกจาก ปตท. ยังมี “เสือรายอื่น” ที่กินส่วนแบ่งตลาดน้ำมันปลีก

  • บางจาก (BCP) – 25% ส่วนแบ่งตลาด ครบวงจรตั้งแต่กลั่นถึงปั๊ม (คุณโสภณเคยก่อตั้ง)
  • PTG (พีทีจี) – ปั๊ม PT ขวัญใจต่างจังหวัด ยอดขายพุ่งในวิกฤต

และที่สำคัญคือ “นักการเมืองบางคน” ที่มีหุ้นหรือผลประโยชน์ในธุรกิจน้ำมันโดยตรงหรือโดยอ้อม การไม่วัดสต็อกจึงเป็น “ของขวัญ” ที่รัฐบาลมอบให้พวกเขา

วิกฤตชาติคือโอกาสทองของพวกเขา
ประชาชนอ้าปากหวอ รอให้ “ลดความแรงของการปล้นนิดหน่อย” แล้วพวกเขาก็ปล้นต่ออย่างเป็นโครงสร้าง

ตัวเลขที่ประชาชนต้องจ่าย: ลาภลอยหลายหมื่นล้าน

บริโภคน้ำมันเฉลี่ย 120-160 ล้านลิตร/วัน (ดีเซล + เบนซิน) สต็อก 50-100 วัน × 6 บาท = เงินที่ไหลจากกระเป๋าประชาชนไปกลุ่มทุนหลายหมื่นล้านบาทในชั่วข้ามคืน

กองทุนน้ำมันติดลบ → ลดชดเชย → ราคาขึ้นอีก → วงจรนี้จะวนซ้ำไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีใครกล้าแตะ “โครงสร้าง” ที่เอื้อพวกเขา

ทำไมรัฐไม่กล้าวัดสต็อก? เพราะโครงสร้างผลประโยชน์

ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ เน้น EBITDA และปันผลผู้ถือหุ้น ปี 2569 ปตท. เร่งปรับโครงสร้าง เพิ่มพันธมิตรระดับโลก มุ่งขายปริมาณให้มากขึ้นในทุกส่วนของห่วงโซ่ วิกฤตยิ่งช่วยให้ “volume” พุ่ง

นักการเมืองที่เกี่ยวข้องรู้ดีว่า ถ้าวัดสต็อก = เสียกำไรลาภลอยทันที ดังนั้นจึงไม่มีใครอยากทำ

“ไม่มีนักการเมืองที่กักตุนอยากให้วัดสต็อกน้ำมันครับ!!!”
— โสภณ สุภาพงษ์ (Sally Wow)

สรุปแบบปรมาจารย์

วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันโลกแพง แต่คือการเปิดโอกาสให้จักรวรรดิ ปตท. และเครือข่ายผลประโยชน์ ฉกฉวยกำไรจากต้นน้ำยันปลายน้ำอย่างเป็นระบบ ประชาชนไม่ได้ขอให้รัฐผลิตน้ำมัน เราขอแค่ความเป็นธรรม ไม่ให้ถูกปล้นในยามที่ทุกคนลำบาก

ถ้ารัฐบาลยังไม่กล้ากลับไปใช้วิธีสมัยเปรม — วัดถังสต็อก เรียกคืนเงินประชาชน — ก็เท่ากับยอมรับว่า นี่คือ “การปล้นที่ถูกกฎหมายและถูกโครงสร้าง”

และมันจะเกิดซ้ำอีก… เพราะวิกฤตชาติคือโอกาสทองของพวกเขา

ข้อมูลอ้างอิงจากประกาศกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กรมธุรกิจพลังงาน รายงานผลประกอบการ ปตท. ปี 2568-2569 และข้อสังเกตของผู้เชี่ยวชาญพลังงานไทย ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569

เขียนด้วยความรู้สึกจากประชาชนคนหนึ่ง
ที่ยังเชื่อว่าไทยเราสามารถมีพลังงานที่เป็นธรรมได้

บทความนี้เผยแพร่เพื่อความรู้และกระตุ้นการรับรู้ ไม่มีเจตนาทางการเมืองใด ๆ

แชร์ต่อได้ ถ้าคุณรู้สึกเหมือนกัน 🔥

โพสต์ล่าสุด

ทำไมกองทุนน้ำมันถึงล้มละลายเรื่อย ๆ : การขูดรีดตามระเบียบรัฐ

ทำไมกองทุนน้ำมันถึงล้มละลายเรื่อย ๆ : การขูดรีดตามระเบียบรัฐ 🔥 ทำไมกองทุนน้ำมันถึงล้มละล...

Popular Posts