คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 1 | ประเทศไทยเป็นของประชาชนจริงหรือไม่

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 1 | ประเทศไทยเป็นของประชาชนจริงหรือไม่
คันฉ่องส่องไทย | Mirror on Thailand

ตอนที่ 1: ประเทศไทยเป็นของประชาชนจริงหรือไม่

ดร. เพียงดิน รักไทย | มหาวิทยาลัยประชาชน
บางประเทศมีประชาชนอยู่เต็มแผ่นดิน แต่ประชาชนกลับไม่เคยรู้สึกว่าเป็นเจ้าของประเทศจริง ๆ พวกเขาอาศัยอยู่ ทำงาน จ่ายภาษี ส่งลูกเรียนหนังสือ รับผลจากนโยบายรัฐ ทนผลจากความผิดพลาดของผู้มีอำนาจ แต่ในยามสำคัญกลับถูกทำให้รู้สึกว่า ประเทศนี้ไม่ใช่ของเขาอย่างแท้จริง

คำถามว่า “ประเทศไทยเป็นของประชาชนจริงหรือไม่” ฟังดูเหมือนคำถามใหญ่เกินไปสำหรับชีวิตประจำวัน แต่ถ้ามองให้ดี คำถามนี้อยู่ในทุกเรื่องที่คนไทยเผชิญ ตั้งแต่ราคาพืชผล หนี้ครัวเรือน โรงเรียนของลูก รถเมล์ที่ขึ้นทุกวัน โรงพยาบาลที่ต้องรอคิว ความยุติธรรมที่ราคาไม่เท่ากัน ไปจนถึงสิทธิที่จะวิจารณ์คนมีอำนาจโดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกเล่นงานภายหลัง

ถ้าประเทศเป็นของประชาชนจริง ประชาชนย่อมต้องไม่ใช่เพียงแรงงานที่หล่อเลี้ยงระบบ หรือเป็นเพียงผู้ถูกเรียกหาในวันเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม นั่นหมายถึงพวกเขาต้องมีสิทธิรู้ มีสิทธิตั้งคำถาม มีสิทธิคัดค้าน มีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเอง และมีสิทธิเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจเมื่อผู้นั้นล้มเหลว

ปัญหาของไทยอยู่ตรงที่คำว่า “ประเทศของประชาชน” ถูกกล่าวซ้ำมานาน แต่ในทางปฏิบัติ คนไทยจำนวนมากกลับถูกฝึกให้รู้สึกว่า ตนมีหน้าที่เชื่อฟังมากกว่าตรวจสอบ มีหน้าที่อดทนมากกว่าตั้งคำถาม และมีหน้าที่เสียสละให้โครงสร้างเดิมมากกว่าขอความรับผิดชอบจากผู้ที่ได้อภิสิทธิ์เหนือสังคม

ประเทศที่ประชาชนเป็นเจ้าของ กับประเทศที่ประชาชนถูกกันออกจากความเป็นเจ้าของ

ประเทศที่ประชาชนเป็นเจ้าของจริง ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องเป็นประเทศที่ยอมรับหลักการง่าย ๆ ว่า ผู้มีอำนาจทุกคนเป็นเพียง “ผู้รับใช้สาธารณะ” ไม่ใช่เจ้าของบ้านเมือง และเกียรติของรัฐไม่ได้อยู่ที่การทำให้ประชาชนเงียบ แต่อยู่ที่การทำให้ประชาชนพูดได้โดยไม่ถูกคุกคาม

ในทางกลับกัน ประเทศที่ประชาชนถูกกันออกจากความเป็นเจ้าของ มักมีอาการคล้ายกันเสมอ คือโครงสร้างอำนาจอยู่สูงเกินการตรวจสอบ ความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างถูกยกให้พ้นจากเหตุผล การใช้อำนาจไม่ต้องอธิบายมากเท่าที่ควร และเมื่อประชาชนทักท้วง ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นปัญหาแทนที่จะถามก่อนว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ใคร

สังคมแบบนี้จะค่อย ๆ ทำให้คนจำนวนมากยอมรับความผิดปกติราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ยอมรับว่าความยุติธรรมช้าเป็นเรื่องธรรมดา ยอมรับว่าคนบางกลุ่มพูดได้มากกว่าอีกกลุ่มเป็นเรื่องธรรมดา ยอมรับว่าคนบางตระกูล บางเครื่องแบบ บางเครือข่าย มีพื้นที่ยืนเหนือพลเมืองทั่วไปเป็นเรื่องธรรมดา และเมื่อความไม่ปกติถูกทำให้ดูปกติ ความเป็นเจ้าของประเทศของประชาชนก็ถูกบั่นทอนลงทุกวัน

คนไทยถูกทำให้รักประเทศ แต่ไม่ถูกสอนให้เป็นเจ้าของประเทศ

นี่คือปมสำคัญที่สุดข้อหนึ่งของสังคมไทย เรามีการสอนให้รักชาติ สอนให้ภูมิใจในแผ่นดิน สอนให้เคารพสัญลักษณ์ สอนให้เชื่อว่าความสงบคือคุณธรรม แต่เราไม่ได้สอนหนักแน่นพอว่า การเป็นเจ้าของประเทศหมายถึงอะไร และเจ้าของประเทศต้องมีสิทธิอะไรบ้าง

เด็กจำนวนมากจึงเติบโตมาโดยเข้าใจว่าความเป็นพลเมืองที่ดีคือการไม่สร้างปัญหา การไม่ถามมาก การไม่ขัดแย้งกับผู้ใหญ่ การยอมรับชะตา และการทำหน้าที่ของตนไปเงียบ ๆ ทั้งที่ในประเทศที่ประชาธิปไตยมีชีวิต พลเมืองที่ดีไม่ใช่พลเมืองที่เชื่องที่สุด แต่คือพลเมืองที่รู้ทันอำนาจ รู้คุณค่าของสิทธิ และพร้อมปกป้องประโยชน์สาธารณะจากการฉกฉวยของคนไม่กี่กลุ่ม

เมื่อประชาชนถูกปลูกฝังให้รักประเทศในเชิงอารมณ์ แต่ไม่ได้รับการปลูกฝังให้ถือครองประเทศในเชิงสิทธิและหลักการ ความรักชาติก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือย้อนกลับมาควบคุมประชาชนเอง คนที่ถามมากอาจถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติ ทั้งที่ความจริงเขาอาจกำลังปกป้องชาติจากคนที่ใช้ชาติบังหน้าเพื่อรักษาอำนาจของตน

สภาพที่มองเห็นได้ในชีวิตจริง

ลองมองชีวิตของคนธรรมดาในประเทศไทย คนส่วนใหญ่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อซื้อสิ่งพื้นฐานเดิมในราคาที่แพงกว่าเดิม ต้องแข่งขันในระบบการศึกษาที่ไม่เคยยุติธรรมจริง ต้องแบกหนี้ในระดับครัวเรือน ต้องพึ่งบริการสาธารณะที่คุณภาพไม่เท่ากันตามพื้นที่และฐานะ และยังต้องอยู่กับระบบการเมืองที่หลายครั้งทำให้เสียงของประชาชนมีน้ำหนักไม่เต็มที่เมื่อเทียบกับอำนาจนอกระบบหรือกลไกที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง

พูดอีกอย่างคือ คนไทยรับภาระของประเทศเต็มมือ แต่ไม่ได้ถือสิทธิความเป็นเจ้าของประเทศเต็มมือเท่าไรนัก พวกเขารับผิดชอบต่อรัฐมาก แต่รัฐจำนวนไม่น้อยกลับไม่รับผิดชอบต่อพวกเขาในระดับที่ควรเป็น

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาความรู้สึก แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะเมื่อประชาชนไม่รู้สึกว่าประเทศเป็นของตนจริง พวกเขาจะถอยออกจากสาธารณะทีละน้อย บางคนเลิกหวัง บางคนไม่ไปเลือกตั้ง บางคนไม่เชื่อว่าพูดอะไรไปก็ไม่เปลี่ยน บางคนหันไปเอาตัวรอดเป็นรายบุคคล ปล่อยให้สังคมส่วนรวมทรุดโทรมต่อไป

ประเทศจะกลับมาเป็นของประชาชนได้อย่างไร

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำสวยหรู แต่อยู่ที่การเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองและโครงสร้างอำนาจพร้อมกัน ประชาชนต้องเลิกมองตนเองเป็นเพียงผู้อาศัยชั่วคราวในประเทศของคนอื่น และต้องกลับมายืนยันหลักการพื้นฐานว่า ภาษีของประชาชนไม่ใช่เครื่องบรรณาการ เสียงของประชาชนไม่ใช่พิธีกรรม และกฎหมายไม่ควรเป็นอาวุธเลือกใช้กับบางคน

ประเทศจะเป็นของประชาชนได้ ต่อเมื่ออำนาจทุกส่วนต้องตอบคำถามได้ ต่อเมื่อประวัติศาสตร์เปิดให้ถกเถียงได้ ต่อเมื่อการวิจารณ์ไม่ถูกตีความเป็นอาชญากรรมทางความคิด ต่อเมื่อเด็กถูกสอนให้คิด ไม่ใช่เพียงให้เชื่อ และต่อเมื่อคนธรรมดาเริ่มรู้สึกว่า สิ่งสาธารณะเป็นเรื่องของตนเอง ไม่ใช่เรื่องของชนชั้นนำที่ไหนสักแห่ง

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่ได้เกิดในคืนเดียว แต่มันเริ่มได้ทันทีที่คนไทยเลิกพูดว่า “บ้านเมืองเขา” แล้วเริ่มพูดอย่างเต็มปากว่า “บ้านเมืองของเรา” ไม่ใช่ในเชิงคำขวัญ แต่ในเชิงสิทธิ หน้าที่ และศักดิ์ศรีของความเป็นเจ้าของร่วมกัน

ประเทศที่ประชาชนเป็นเจ้าของจริง ไม่ได้วัดจากจำนวนธงที่โบกอยู่กลางแดด แต่วัดจากว่าประชาชนยืนอยู่ใต้ธงนั้นอย่างมีศักดิ์ศรีเพียงใด ถ้าคนไทยยังต้องกระซิบในเรื่องที่ควรพูด ยังต้องยอมในเรื่องที่ควรถาม และยังต้องกลัวในเรื่องที่ควรตรวจสอบ คำถามนี้ก็ยังต้องถูกถามต่อไปว่า ประเทศไทยเป็นของประชาชนจริงหรือไม่

Series: 90 วัน 90 ประเด็น เพื่อมองข่าว มองสังคม และมองโครงสร้างไทยให้ลึกกว่าที่เห็น

โพสต์ล่าสุด

สรุปแถลงการณ์ White House: Ceasefire สหรัฐฯ-อิหร่าน

สรุปแถลงการณ์ White House: Ceasefire สหรัฐฯ-อิหร่าน สรุปแถลงการณ์ White House การเฉลิมฉลองหยุ...

Popular Posts