ระบอบเทวนิยมของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยเฉพาะ IRGC และ IRGC-QF เป็นแหล่งภัยคุกคามต่อสหรัฐ พันธมิตรตะวันตก และอิสราเอล ผ่าน 4 กลไกหลัก คือ 1. การสนับสนุนเครือข่ายติดอาวุธ/ก่อการร้าย, 2. การโจมตีผ่านตัวแทน, 3. การลอบสังหาร-ลักพาตัว-ควบคุมตัวโดยมิชอบ, และ 4. ปฏิบัติการไซเบอร์กับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ. สหรัฐยังคงจัดให้อิหร่านเป็น “state sponsor of terrorism” และในปี 2026 ก็ประกาศให้อิหร่านเป็น “State Sponsor of Wrongful Detention” เพิ่มอีกชั้นหนึ่งด้วย
ในเชิง “โครงสร้างภัย” เอกสารทางการสหรัฐระบุซ้ำ ๆ ว่าอิหร่านสนับสนุน Hizballah, กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในกาซา, และเครือข่ายกองกำลังตัวแทนหลายกลุ่มในภูมิภาค. กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่ามีการเคลื่อนย้ายเงิน ระดับหลายสิบล้านดอลลาร์ ระหว่าง IRGC-QF กับแขนปฏิบัติการของ Hamas ในกาซา และในปี 2024–2025 OFAC ยังออกมาตรการลงโทษเครือข่ายการเงิน IRGC-QF/Hizballah ที่สร้างรายได้ ระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ จากการขายสินค้าอิหร่านและการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร. นี่หมายความว่า ภัยจากเตหะรานไม่ได้มีแค่คำขู่ แต่มี “ระบบการเงิน-ลอจิสติกส์-ตัวแทน” รองรับอย่างเป็นรูปธรรม
ถ้ามองย้อนระยะยาว ความเสียหายต่อสหรัฐเกิดขึ้นจริงมานานแล้ว. ตัวอย่างสำคัญคือ ระเบิดสถานทูตสหรัฐที่เบรุต 18 เมษายน 1983 ซึ่ง CIA ระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 63 คน รวมชาวอเมริกัน 17 คน และ CIA 8 นาย และชี้บริบทว่าในเวลานั้น “กลุ่มหัวรุนแรงที่อิหร่านหนุนหลัง” โดยเฉพาะ Hizballah และ Islamic Jihad Organization ต่อต้านการปรากฏตัวของตะวันตกในเลบานอน
อีกเหตุการณ์สำคัญคือ Khobar Towers ปี 1996. FBI ระบุว่าเหตุระเบิดครั้งนั้นทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิต 19 คน และบาดเจ็บ 372 คน; ผู้ถูกตั้งข้อหาเป็นสมาชิก “pro-Iran Saudi Hizballah” และเอกสารฟ้องระบุว่ารายงานการสอดแนมเป้าหมายอเมริกันถูกส่งต่อไปยัง เจ้าหน้าที่อิหร่าน ด้วย. กรณีนี้สำคัญเพราะมันแสดงรูปแบบที่เห็นซ้ำบ่อยมาก คือ ระบอบอิหร่านใช้เครือข่ายพันธมิตร/ตัวแทนเพื่อโจมตีผลประโยชน์อเมริกันโดยไม่ต้องเปิดหน้าเต็ม ๆ เอง
ในระลอกล่าสุดหลังสงครามกาซาปลายปี 2023 ภัยคุกคามต่อทหารสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน. กระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า ณ วันที่ 22 มกราคม 2024 มีการโจมตีต่อกองกำลังสหรัฐในตะวันออกกลางแล้ว 151 ครั้ง นับตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2023; Reuters รายงานต่อมาว่าจำนวนดังกล่าวเพิ่มเป็น 170 ครั้ง ในอิรักและซีเรีย และมากกว่า 160 ครั้ง เมื่อนับรวมจอร์แดนในช่วงต้นกุมภาพันธ์ 2024
จุดแตกหักคือ การโจมตีด้วยโดรนที่ฐานใกล้พรมแดนซีเรียในจอร์แดน 28 มกราคม 2024 ซึ่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐยืนยันว่าทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 3 นาย และบาดเจ็บ มากกว่า 40 นาย. Reuters รายงานว่าทางการสหรัฐประเมินว่าโดรนที่ใช้สังหารทหารอเมริกันครั้งนี้ “ผลิตในอิหร่าน”. นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนของ “ต้นทุนมนุษย์” ที่เครือข่ายอิหร่านสร้างต่อสหรัฐโดยตรง
ต่ออิสราเอล ภัยจากอิหร่านไม่ได้มีแค่การหนุน proxy แต่รวมถึง การโจมตีโดยตรงจากรัฐอิหร่านเอง. Reuters รายงานว่าในการโจมตีเดือนเมษายน 2024 อิหร่านยิงอาวุธเข้าใส่อิสราเอลมากกว่า 300 ลูก/ลำ และสหรัฐระบุว่ากองกำลังของตนช่วยสกัดทำลายโดรนโจมตีมากกว่า 80 ลำ และขีปนาวุธอย่างน้อย 6 ลูก ที่ยิงจากอิหร่านและเยเมนไปยังอิสราเอล. ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม 2024 เพนตากอนระบุว่าการยิงขีปนาวุธจากอิหร่านรอบนั้นมีขนาด “ประมาณสองเท่า” ของการโจมตีเดือนเมษายน และเรือพิฆาตสหรัฐยิงเครื่องสกัดกั้นราว หนึ่งโหล เพื่อช่วยป้องกันอิสราเอล. นี่แปลว่าอิหร่านไม่ได้เป็นแค่ “ผู้หนุนหลังทางการเมือง” แต่เป็นผู้ก่อภัยทางทหารโดยตรงต่ออิสราเอลและบังคับให้สหรัฐเข้ามาป้องกัน
อีกมิติหนึ่งที่สร้างความเสียหายต่อสหรัฐและเครือข่ายโลกเสรีคือแนวรบทางทะเลผ่าน Houthis. กระทรวงคมนาคมสหรัฐ (MARAD) ระบุว่า ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2023 มี อย่างน้อย 88 การโจมตี ต่อเรือพาณิชย์และมี 1 การยึดเรือพาณิชย์ ในทะเลแดง-บับอัลมันเดบ-อ่าวเอเดน โดยกระทบมากกว่า 55 ประเทศ. CENTCOM ระบุว่าหลายครั้งต้องทำลายขีปนาวุธและโดรนที่เป็น “ภัยคุกคามใกล้จะเกิดขึ้น” ต่อเรือพาณิชย์และเรือรบสหรัฐ. ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการทำให้ต้นทุนประกันภัย การเดินเรือ และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานของพันธมิตรสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ
บนแผ่นดินสหรัฐเอง หน่วยงานความมั่นคงสหรัฐยืนยันหลายคดีว่าระบอบอิหร่านพยายามใช้การลอบสังหารและลักพาตัวปิดปากฝ่ายตรงข้าม. FBI/DOJ ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านมีแผนลักพาตัว Masih Alinejad จากสหรัฐในปี 2020–2021; ปี 2025 มีคำพิพากษาลงโทษผู้ร่วมขบวนการสองคน และต้นปี 2026 มีการพิพากษาจำคุกผู้รับจ้างติดตาม-เตรียมสังหารเธอในนิวยอร์ก. นอกจากนี้ในเดือนกันยายน 2024 DOJ ฟ้อง Asif Merchant ซึ่งระบุว่าเป็น operative ของ IRGC ในคดีพยายามจ้างวานฆ่านักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐบนแผ่นดินอเมริกา และในเดือนมีนาคม 2026 คณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดแล้ว
เรื่อง “การคุมตัวคนอเมริกันโดยมิชอบ” ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง. กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเตือนว่าอเมริกัน โดยเฉพาะผู้มีสองสัญชาติ เสี่ยงถูกควบคุมตัวโดยมิชอบในอิหร่าน และเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐประกาศให้อิหร่านเป็น State Sponsor of Wrongful Detention อย่างเป็นทางการ. นี่สะท้อนว่าภัยจากระบอบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สนามรบหรือเครือข่ายติดอาวุธ แต่รวมถึงการใช้ตัวประกันและการคุมขังเป็นเครื่องมือรัฐ
ในมิติไซเบอร์ CISA และหน่วยงานพันธมิตรเตือนหลายครั้งเกี่ยวกับ actor ที่โยงกับอิหร่าน. Advisory ของ CISA ระบุว่า CyberAv3ngers ซึ่งเชื่อมโยงกับ IRGC ได้พุ่งเป้าอุปกรณ์ PLC ของ Unitronics ที่ใช้อยู่ใน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญหลายภาคส่วนในสหรัฐ ระหว่างปลายปี 2023 ถึงต้นปี 2024. อีก advisory หนึ่งระบุว่า actor จากอิหร่านได้ทำ การพยายามเจาะเครือข่ายจำนวนมาก ต่อองค์กรอเมริกัน และ advisory เดือนตุลาคม 2024 ก็เตือนถึงการโจมตีแบบ brute force ต่อองค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ. กล่าวอีกแบบคือ ระบอบนี้ไม่ได้คุกคามเฉพาะด้วยจรวดและตัวแทนติดอาวุธ แต่ยังคุกคามระบบน้ำ ไฟ อุตสาหกรรม และเครือข่ายดิจิทัลด้วย
กล่าวโดยสรุป อันตรายของรัฐบาลศาสนนิยมอิหร่านต่อสหรัฐและเครือข่ายไม่ได้อยู่ที่ “อิหร่านจะรบตรง ๆ อย่างเดียว” แต่คือการที่เตหะรานสร้างระบบผสมระหว่างรัฐ-กองกำลังตัวแทน-เครือข่ายการเงิน-การลักพาตัว-ไซเบอร์ ซึ่งทำให้สามารถสร้างความเสียหายต่อคนอเมริกัน อิสราเอล เรือพาณิชย์ และโครงสร้างพื้นฐานของพันธมิตรได้อย่างต่อเนื่องในหลายสมรภูมิพร้อมกัน. ข้อเท็จจริงที่ยกมาข้างต้นชี้ว่า ภัยนี้เป็นทั้งภัยทางทหาร ข่าวกรอง การก่อการร้าย การคมนาคมโลก และความมั่นคงภายในประเทศ ไม่ใช่เรื่องด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
Timeline: ระบอบเทวนิยมอิหร่านกับความเสียหายต่อสหรัฐ เครือข่ายตะวันตก และอิสราเอล
1979–1981 — วิกฤตตัวประกันสถานทูตสหรัฐในเตหะราน
วันที่ 4 พฤศจิกายน 1979 กลุ่มนักศึกษาผู้สนับสนุนการปฏิวัติอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐในเตหะราน และจับชาวอเมริกัน 52 คน เป็นตัวประกันนาน 444 วัน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงวิกฤตการทูต แต่เป็นสัญลักษณ์ตั้งต้นของระบอบใหม่ที่สร้างความเป็นศัตรูกับสหรัฐอย่างเปิดเผย และใช้การละเมิดบรรทัดฐานทางการทูตเป็นเครื่องมือการเมืองของรัฐ
1984 — สหรัฐจัดให้อิหร่านเป็น State Sponsor of Terrorism
สหรัฐระบุอย่างเป็นทางการว่าอิหร่านเป็นรัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้ายตั้งแต่ปี 1984 สถานะนี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าภัยจากอิหร่านไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะจุด แต่เป็น พฤติกรรมเชิงระบบของรัฐ ที่สนับสนุนความรุนแรงข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง และสถานะนี้ยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน
18 เมษายน 1983 — ระเบิดสถานทูตสหรัฐในเบรุต
CIA ระบุว่าเหตุระเบิดสถานทูตสหรัฐในกรุงเบรุตทำให้มีผู้เสียชีวิต 63 คน รวมถึงชาวอเมริกัน 17 คน และเจ้าหน้าที่ CIA 8 นาย เอกสารของ CIA อธิบายบริบทว่าขณะนั้นกลุ่มหัวรุนแรงที่อิหร่านหนุนหลัง โดยเฉพาะ Hizballah และ Islamic Jihad Organization ต่อต้านการปรากฏตัวของตะวันตกในเลบานอน เหตุนี้จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างแรก ๆ ของรูปแบบ “อิหร่านใช้เครือข่ายตัวแทนโจมตีผลประโยชน์สหรัฐ”
23 ตุลาคม 1983 — ระเบิดค่ายนาวิกโยธินสหรัฐในเบรุต
การโจมตีค่ายนาวิกโยธินสหรัฐในเบรุตคร่าชีวิตทหารอเมริกัน 241 นาย ได้แก่ Marines 220 นาย, Navy 18 นาย และ Army 3 นาย เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในการโจมตีชาวอเมริกันที่ร้ายแรงที่สุดในตะวันออกกลางก่อนยุค 9/11 และมักถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการก่อการร้ายแบบรถบรรทุกระเบิดขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายที่อิหร่านหนุนหลัง
25 มิถุนายน 1996 — ระเบิด Khobar Towers ในซาอุดีอาระเบีย
FBI ระบุว่าเหตุระเบิด Khobar Towers ทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิต 19 คน และบาดเจ็บ 372 คน โดยผู้ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวข้องกับกลุ่ม pro-Iran Saudi Hizballah และเอกสารฟ้องระบุว่าการสอดแนมเป้าหมายอเมริกันถูกส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่อิหร่าน กรณีนี้แสดงแบบแผนที่สำคัญมาก คืออิหร่านสามารถทำร้ายสหรัฐผ่านเครือข่ายพันธมิตรโดยไม่ต้องเปิดหน้าเป็นคู่สงครามตรง ๆ
2011–2013 — แผนลอบสังหารเอกอัครราชทูตซาอุฯ บนแผ่นดินสหรัฐ
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐประกาศในปี 2011 ว่ามีการตั้งข้อหาชายสองคนในแผนที่ “กำกับโดยองค์ประกอบของรัฐบาลอิหร่าน” เพื่อสังหารเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐด้วยวัตถุระเบิดขณะอยู่ในสหรัฐ ต่อมา Manssor Arbabsiar ถูกตัดสินจำคุก 25 ปี ในปี 2013 กรณีนี้สำคัญเพราะชี้ว่าอิหร่านไม่ได้คุกคามเฉพาะในตะวันออกกลาง แต่พร้อมนำปฏิบัติการสังหารมาถึงแผ่นดินอเมริกาเอง
8 เมษายน 2019 — สหรัฐขึ้นบัญชี IRGC เป็น Foreign Terrorist Organization
สหรัฐประกาศขึ้นบัญชี Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ โดยระบุชัดว่า IRGC เป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิหร่านที่ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือรัฐ นี่เป็นก้าวสำคัญเชิงนโยบาย เพราะเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า “เครื่องมือหลัก” ของระบอบอิหร่านไม่ใช่แค่กองทัพหรือการทูต แต่รวมถึงโครงสร้างการก่อการร้ายด้วย
8 มกราคม 2020 — อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ฐานที่มีทหารสหรัฐในอิรัก
หลังการสังหาร Qassem Soleimani อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐาน Al Asad และจุดอื่นในอิรักที่มีกำลังสหรัฐและพันธมิตรอยู่ แม้ CENTCOM ระบุในช่วงแรกว่าไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ต่อมามีทหารอเมริกันจำนวนมากได้รับผลกระทบจากแรงระเบิด และ AP รายงานโดยอ้างข้อมูลเพนตากอนว่าในเวลาต่อมามีการวินิจฉัย 109 ราย ว่าเป็น mild traumatic brain injury กรณีนี้พิสูจน์ว่าอิหร่านพร้อมโจมตีสหรัฐโดยตรงด้วยขีปนาวุธของรัฐ ไม่ใช่เพียงผ่าน proxy เท่านั้น
2019–2025 — ระบบการเงินสนับสนุน Hamas, Hizballah และเครือข่ายติดอาวุธ
กระทรวงการคลังสหรัฐระบุในปี 2019 ว่ามีเครือข่ายที่ขนย้ายเงิน ระดับหลายสิบล้านดอลลาร์ ระหว่าง IRGC-QF กับแขนปฏิบัติการของ Hamas ในกาซา ต่อมา Treasury ระบุอีกว่ามีเครือข่ายของ Hizballah/IRGC-QF ที่สร้างรายได้ ระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ จากการขายสินค้าอิหร่านและปฏิบัติการลักลอบต่าง ๆ และในเอกสารประเมินความเสี่ยงปี 2024 Treasury ระบุว่า Hizballah ได้รับเงินสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลอิหร่าน หลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี จุดนี้สำคัญมาก เพราะความเสียหายต่ออิสราเอลและผลประโยชน์สหรัฐไม่ได้เกิดจาก “คำประกาศทางอุดมการณ์” อย่างเดียว แต่มี ฐานทุนจริง ค้ำอยู่ตลอดเวลา
7 ตุลาคม 2023 เป็นต้นมา — อิหร่านยังคงถูกสหรัฐระบุว่าเป็น “รัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้ายรายสำคัญที่สุด”
รายงาน Country Reports on Terrorism 2023 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า ในปี 2023 อิหร่านยังคงเป็น “the leading state sponsor of terrorism” และยังสนับสนุน Hizballah, กลุ่มก่อการร้ายปาเลสไตน์ในกาซา, และเครือข่ายติดอาวุธหลายกลุ่มในภูมิภาค นี่คือการประเมินเชิงสถาบันล่าสุดที่ทำให้เห็นว่า พฤติกรรมของอิหร่านไม่ได้เป็นอดีตที่จบไปแล้ว แต่ยังดำเนินต่อเนื่องในยุคปัจจุบัน
พฤศจิกายน 2023–มกราคม 2024 — ภัยไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐ
CISA ระบุว่า actor ที่ใช้ชื่อ CyberAv3ngers ซึ่งเชื่อมโยงกับ IRGC ได้โจมตีอุปกรณ์ Unitronics PLC ในสหรัฐที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานหลายภาคส่วน ระหว่างปลายปี 2023 ถึงต้นปี 2024 และมีการเตือนโดยตรงเกี่ยวกับระบบน้ำและน้ำเสียด้วย นี่ทำให้เห็นว่าภัยจากอิหร่านไม่ได้อยู่แค่จรวดหรือกองกำลังตัวแทน แต่ขยายมาถึง critical infrastructure ภายในประเทศคู่ปรปักษ์ด้วย
ตุลาคม 2023–กุมภาพันธ์ 2024 — การโจมตีฐานและกำลังสหรัฐโดยกลุ่มอิหร่านหนุนหลัง
เพนตากอนระบุว่า ณ วันที่ 22 มกราคม 2024 มีการโจมตีต่อกองกำลังสหรัฐในตะวันออกกลางแล้ว 151 ครั้ง นับจากวันที่ 19 ตุลาคม 2023 และ Reuters รายงานว่า ณ 7 กุมภาพันธ์ 2024 จำนวนการโจมตีดังกล่าวเพิ่มเป็น มากกว่า 168 ครั้ง ในอิรัก ซีเรีย และจอร์แดน พร้อมทั้งทำให้ทหารอเมริกัน 143 นาย ได้รับบาดเจ็บบางระดับ เหตุการณ์ชุดนี้สะท้อน “สงครามกดดันแบบต่อเนื่อง” ที่อิหร่านใช้กองกำลังตัวแทนสร้างต้นทุนกับสหรัฐแบบไม่หยุดเป็นเดือน ๆ
28 มกราคม 2024 — โดรนโจมตีฐานสหรัฐในจอร์แดน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐยืนยันว่าการโจมตีด้วยโดรนที่ฐานใกล้พรมแดนซีเรียในจอร์แดนทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 3 นาย และบาดเจ็บ มากกว่า 40 นาย Reuters รายงานว่าทางการสหรัฐประเมินว่าโดรนที่ใช้โจมตีครั้งนี้ “ผลิตในอิหร่าน” นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างร่วมสมัยที่ชัดที่สุดของความเสียหายเชิงมนุษย์ที่เครือข่ายอิหร่านสร้างต่อสหรัฐโดยตรง
2–3 กุมภาพันธ์ 2024 — สหรัฐตอบโต้ด้วยการโจมตีมากกว่า 85 เป้าหมาย
หลังทหารสหรัฐเสียชีวิตในจอร์แดน สหรัฐเปิดฉากโจมตีตอบโต้ในอิรักและซีเรียต่อเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับ IRGC และกองกำลังที่อิหร่านสนับสนุน มากกว่า 85 เป้าหมาย การตอบโต้นี้มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะสะท้อนว่าภัยจากอิหร่านได้ยกระดับจนบังคับให้สหรัฐต้องใช้กำลังทางทหารขนาดใหญ่เพื่อลดความสามารถของเครือข่ายดังกล่าว
ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2023 — แนวรบทะเลแดงและการคุกคามการเดินเรือโลก
หน่วยงาน MARAD ของสหรัฐระบุว่า ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2023 มี อย่างน้อย 88 การโจมตี ต่อเรือพาณิชย์ และมี 1 การยึดเรือพาณิชย์ ในทะเลแดง บับอัลมันเดบ และอ่าวเอเดน โดยกระทบมากกว่า 55 ประเทศ ขณะเดียวกัน CENTCOM เรียก Houthis ว่าเป็น Iran-backed Houthis อย่างชัดเจน ความเสียหายตรงนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องความมั่นคงทางทหาร แต่รวมถึงค่าขนส่ง ประกันภัย ห่วงโซ่อุปทาน และการค้าโลกที่พันธมิตรสหรัฐพึ่งพา
13–14 เมษายน 2024 — อิหร่านโจมตีอิสราเอลโดยตรงครั้งใหญ่
Reuters รายงานว่าอิหร่านยิงอาวุธมากกว่า 300 ลูก/ลำ ใส่อิสราเอลในการโจมตีโดยตรงครั้งสำคัญ และ CENTCOM ระบุว่าสหรัฐช่วยสกัดทำลายโดรนโจมตี มากกว่า 80 ลำ กับขีปนาวุธอย่างน้อย 6 ลูก ที่ยิงจากอิหร่านและเยเมน เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันว่าอิหร่านไม่เพียงแต่หนุน proxy ต่อสู้อิสราเอล แต่พร้อมใช้กำลังของรัฐโจมตีอิสราเอลตรง ๆ จนสหรัฐต้องเข้ามามีบทบาทป้องกัน
1 ตุลาคม 2024 — การโจมตีอิสราเอลรอบใหม่ และสหรัฐช่วยยิงสกัด
Reuters รายงานว่าในการโจมตีรอบ 1 ตุลาคม 2024 เพนตากอนระบุว่าการยิงขีปนาวุธจากอิหร่านครั้งนี้มีขนาด ประมาณสองเท่า ของการโจมตีเดือนเมษายน และเรือพิฆาตสหรัฐยิงเครื่องสกัดกั้นราว หนึ่งโหล เพื่อช่วยป้องกันอิสราเอล จุดนี้ทำให้เห็นว่าอิหร่านไม่เพียงคงภัยคุกคามไว้ แต่ยังสามารถ ยกระดับขนาดการโจมตี ได้อีก
2024–2026 — แผนลอบสังหารและสังหารชาวอเมริกัน/ผู้พำนักในต่างแดน
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุในเดือนธันวาคม 2024 ว่าเจ้าหน้าที่ IRGC ชื่อ Mohammad Reza Nouri ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการวางแผนสังหาร Stephen Troell ชาวอเมริกันในแบกแดดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2022 โดย DOJ กล่าวชัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของระบอบอิหร่านในการแก้แค้นให้ Soleimani นอกจากนี้ คดี Asif Merchant ซึ่ง DOJ ระบุว่าเป็น operative ของ IRGC ในแผนจ้างวานฆ่านักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐบนแผ่นดินอเมริกา ถูกนำขึ้นฟ้องในปี 2024 และคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดเมื่อ 6 มีนาคม 2026 แสดงให้เห็นว่าระบอบนี้ยังคงพยายามใช้การลอบสังหารเป็นเครื่องมือถึงปัจจุบัน
2025–2026 — การคุกคามฝ่ายตรงข้ามและการคุมขังโดยมิชอบยังดำเนินต่อ
ในคดี Masih Alinejad กระทรวงยุติธรรมและ FBI ระบุว่าเครือข่ายที่รัฐบาลอิหร่านว่าจ้างถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 2025 และในเดือนมกราคม 2026 ผู้ร่วมแผนอีกคนถูกพิพากษาจำคุก 15 ปี สะท้อนว่ารัฐอิหร่านยังคงพยายามปิดปากผู้เห็นต่างในสหรัฐผ่านการตามล่าและจ้างมือปืน ขณะเดียวกันวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐได้ประกาศให้อิหร่านเป็น State Sponsor of Wrongful Detention อย่างเป็นทางการ แปลว่าภัยจากอิหร่านไม่ได้มีแค่ระเบิดและจรวด แต่รวมถึงการจับตัวประกันเชิงรัฐด้วย
ข้อสรุปที่เห็นจาก timeline นี้
ถ้ามองตลอดเส้นเวลา จะเห็นรูปแบบซ้ำชัดมากว่า ระบอบศาสนนิยมอิหร่านไม่ได้สร้างภัยแบบเดียว แต่ใช้ หลายชั้นพร้อมกัน ได้แก่
-
การโจมตีโดยตรง เช่น ขีปนาวุธใส่ฐานสหรัฐและการยิงถล่มอิสราเอลโดยตรง
-
การใช้ตัวแทน เช่น Hizballah, กลุ่มติดอาวุธในอิรัก-ซีเรีย, และ Houthis เพื่อโจมตีสหรัฐ พันธมิตร และเส้นทางการค้าโลก
-
การใช้เงินและเครือข่ายการเงิน เพื่อหล่อเลี้ยงกลุ่มติดอาวุธอย่างต่อเนื่อง
-
การลอบสังหาร/จับตัว/คุกคามฝ่ายตรงข้าม ทั้งในต่างประเทศและบนแผ่นดินสหรัฐเอง
-
การโจมตีทางไซเบอร์ ต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ดังนั้น หากจะสรุปอย่างเป็นภาษาวิชาการให้เป็นกลางและตรงความจริงก็อาจกล่าวได้ว่า ระบอบนี้เป็นภัยต่อสหรัฐและเครือข่ายของสหรัฐไม่ใช่เพราะ “มีท่าทีต่อต้านอเมริกา” เฉย ๆ แต่เพราะมันได้พัฒนา สถาปัตยกรรมแห่งการคุกคาม ที่รวมรัฐ, กองกำลังปฏิวัติ, proxy, การเงินเถื่อน, ไซเบอร์, และการลักพาตัว/ลอบสังหาร เข้าไว้ด้วยกันอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ

