สหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: อธิปไตยเชิงอำนาจกับต้นทุนของระเบียบโลกพหุภาคี

สหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: อธิปไตยเชิงอำนาจกับต้นทุนของระเบียบโลกพหุภาคี

สหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: อธิปไตยเชิงอำนาจกับต้นทุนของระเบียบโลกพหุภาคี

วันที่อ้างอิงเหตุการณ์: 7–8 มกราคม 2026 ประเภท: วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ / ระเบียบโลก
อ่านบทความที่ฉีกแนวจากบทความนี้ ที่นี่

บทคัดย่อ — การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์ออกคำสั่งให้ถอนตัวจาก “66 องค์กรระหว่างประเทศ” (35 องค์กรที่ไม่ใช่สหประชาชาติ และ 31 หน่วยงาน/กลไกในเครือสหประชาชาติ) เป็นปรากฏการณ์เชิงโครงสร้างที่สะท้อนการ “หดตัว” ของบทบาทสหรัฐฯ ในเวทีพหุภาคี และการขยับไปสู่กรอบคิดแบบอธิปไตยนิยมเชิงอำนาจ (sovereigntist realism) บทความนี้สังเคราะห์ (1) องค์กรสำคัญที่ถูกระบุให้ถอนตัว (2) เหตุผลเชิงนโยบายของทำเนียบขาว (3) ผลกระทบทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ (4) ปฏิกิริยาของพันธมิตรและคู่แข่ง (5) ฉากทัศน์ต่อบทบาทสหรัฐฯ ในระเบียบโลก โดยชี้ให้เห็น “ข้อได้เปรียบระยะสั้น” ด้านงบประมาณและอิสระเชิงนโยบาย เทียบกับ “ต้นทุนระยะยาว” ด้านอิทธิพล การกำหนดกติกา และความชอบธรรมของผู้นำโลก

คำสำคัญ: สหรัฐอเมริกา, พหุภาคี, อธิปไตย, UNFCCC, IPCC, ระเบียบโลก, การทูต, อำนาจเชิงบรรทัดฐาน

1. บทนำ: จาก “ผู้ออกแบบกติกา” สู่ “ผู้ถอนตัวจากกติกา”

ตลอดหลายทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ไม่เพียง “เข้าร่วม” องค์กรระหว่างประเทศ แต่เป็น “ผู้ออกแบบ” โครงสร้างระเบียบโลก—ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การพัฒนา และบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี คำสั่งให้ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศในต้นปี 2026 เป็นการส่งสัญญาณชัดว่า วอชิงตันกำลังย้ายจุดยืนจาก “การบริหารระเบียบ” ไปสู่ “การเลือกเข้าร่วมเฉพาะสิ่งที่ให้ผลตอบแทนตรง” (selective engagement) โดยตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และผลต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ

ในภาษานโยบายของทำเนียบขาว การถอนตัวถูกจัดวางเป็นการ “ฟื้นฟูอธิปไตย” และ “หยุดการระดมงบประมาณภาษี” ไปยังสถาบันที่ “ไม่รับใช้ผลประโยชน์สหรัฐฯ” แต่ในภาษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR) นี่คือการปะทะกันของสองตรรกะ: (ก) ตรรกะอธิปไตยของรัฐ (sovereignty) และ (ข) ตรรกะความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาข้ามพรมแดน (collective action) ซึ่งมักต้องอาศัยเวทีพหุภาคีเพื่อสร้างความเชื่อถือและต้นทุนต่อการผิดสัญญา

2. ข้อเท็จจริงเชิงนโยบาย: สหรัฐฯ ถอนตัวจากอะไรบ้าง

เอกสารคำสั่งของทำเนียบขาวระบุชัดว่า หน่วยงานรัฐบาลต้อง “ยุติการเข้าร่วมและการให้เงินสนับสนุน” ต่อ 35 องค์กรที่ไม่ใช่ UN และ 31 หน่วยงาน/กลไกในเครือ UN โดยทันที “เท่าที่กฎหมายอนุญาต” รายการดังกล่าวมีทั้งเวทีสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความร่วมมือการย้ายถิ่น ความมั่นคง และมาตรฐานนโยบายสาธารณะ ซึ่งสะท้อนว่าเป้าหมายไม่ใช่เพียง “ลดรายจ่าย” แต่รวมถึง “ถอนตัวจากบรรทัดฐาน” ที่รัฐบาลมองว่าไม่สอดคล้องกับทิศทางประเทศ

2.1 องค์กร/กลไกสำคัญที่ถูกกล่าวถึงบ่อยในเชิงผลกระทบ

องค์กร/กลไก หมวด นัยเชิงนโยบาย (โดยสังเขป)
UNFCCC (UN Framework Convention on Climate Change) ภูมิอากาศ/เจรจาโลก ถอนตัวจาก “โต๊ะเจรจาหลัก” ที่เป็นฐานของการกำหนดทิศทางการเจรจาสภาพภูมิอากาศระดับโลก และช่องทางกำหนดกติกา/ตลาดที่เกี่ยวข้อง
IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) วิทยาศาสตร์/หลักฐานเชิงนโยบาย ลดการมีส่วนร่วมในกลไกสังเคราะห์องค์ความรู้ที่เป็นฐานให้การเจรจาและนโยบายภูมิอากาศจำนวนมาก
UN Women (UN Entity for Gender Equality and the Empowerment of Women) สิทธิมนุษยชน/สังคม ลดบทบาทในเวทีบรรทัดฐานด้านเพศสภาพและสิทธิสตรี ซึ่งอาจกระทบ “ภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำเชิงค่านิยม”
UNFPA (UN Population Fund) สาธารณสุข/การพัฒนา กระทบเครือข่ายความร่วมมือด้านสุขภาพแม่และเด็ก/การวางแผนครอบครัวในประเทศกำลังพัฒนา และอิทธิพลผ่านความช่วยเหลือ
Global Counterterrorism Forum ความมั่นคง/ต่อต้านก่อการร้าย ลดการประสานพหุภาคีด้านมาตรฐานและการประเมินภัย ซึ่งอาจเพิ่มภาระการทำงานทวิภาคีแทน
Global Forum on Migration and Development ย้ายถิ่น/นโยบายสังคม สะท้อนการถอยห่างจากการจัดการย้ายถิ่นเชิงระบบร่วมกับนานาชาติ และเน้นอำนาจอธิปไตยด้านพรมแดน

ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง: รายชื่อที่ถอนตัวมีสัดส่วนสูงใน “เวทีสร้างบรรทัดฐาน” (norm-setting) ไม่ใช่เฉพาะองค์กรที่ให้บริการโดยตรง นี่ทำให้ผลกระทบระยะยาวอาจหนักกว่า “ตัวเลขงบประมาณ” เพราะเกี่ยวข้องกับการครองพื้นที่ทางความคิด กติกา และความชอบธรรม.

2.2 ภาพรวมรายการ: สิ่งที่ถูกลดทอนคือ “ช่องทางการกำหนดกติกา”

หากจัดกลุ่มอย่างเป็นระบบ รายการ 66 องค์กรสามารถอ่านได้เป็น “แผนที่ความไม่พอใจเชิงอุดมการณ์” ของรัฐบาล: กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ/สิ่งแวดล้อม (เช่น UNFCCC, IPCC, แพลตฟอร์มด้านความหลากหลายทางชีวภาพ), กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นและการพัฒนา, และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับค่านิยมสากลบางมิติ (เช่น ประเด็นสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน) จุดร่วมคือรัฐบาลมองว่าเวทีเหล่านี้ “แทรกแซงนโยบายภายใน” ผ่านแรงกดดันเชิงบรรทัดฐานมากกว่าการบังคับตามกฎหมายโดยตรง

3. เหตุผลของทำเนียบขาว: อธิปไตย ประสิทธิภาพ และการเมืองภายใน

เหตุผลที่ทำเนียบขาวยกขึ้นมามีสามชั้นซ้อนกัน: (1) อธิปไตยและความมั่นคง — มองว่าองค์กรบางแห่งขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติหรือก่อข้อผูกพันที่ไม่คุ้มค่า (2) ประสิทธิภาพและความคุ้มทุน — ชี้ว่าผู้เสียภาษีจ่าย “มาก” แต่ได้ผลตอบแทน “น้อย” (3) การเมืองเชิงอัตลักษณ์ — ใช้กรอบ “ต่อต้านวาระโลกนิยม/อุดมการณ์” ที่รัฐบาลมองว่าไม่สอดคล้องกับค่านิยมและทิศทางประเทศ

ในเชิงรัฐศาสตร์ นี่คือการเชื่อม “นโยบายต่างประเทศ” ให้เป็น “นโยบายภายใน” ผ่านการเล่าเรื่องว่า เงินภาษีควรถูกโยกจากเวทีโลกกลับไปสู่ความพร้อมรบ โครงสร้างพื้นฐาน และการคุมพรมแดน ทำให้การถอนตัวกลายเป็นนโยบายที่อธิบายง่ายและระดมฐานสนับสนุนได้สูง แม้ผลกระทบเชิงโครงสร้างจะซับซ้อนกว่ามาก

4. ผลกระทบทางการเงิน: ประหยัดได้จริง แต่ไม่เท่าต้นทุนเชิงอำนาจ

ด้านการเงิน การถอนตัว/ยุติการสนับสนุนย่อมมีผลลดรายจ่ายบางส่วน โดยเฉพาะเงินสมทบและเงินสนับสนุนโดยสมัครใจ (voluntary contributions) อย่างไรก็ดี การประเมิน “คุ้มค่า” ไม่ควรจำกัดที่งบประมาณ เพราะองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากทำหน้าที่เป็น “เวทีลงทุนเชิงอำนาจ” (power investment) กล่าวคือ สหรัฐฯ ใช้งบเพื่อซื้อ “ที่นั่ง” และ “สิทธิออกแบบกติกา” ซึ่งมีมูลค่าเชิงยุทธศาสตร์ต่อการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคงในระยะยาว

ต้นทุนที่มักถูกมองข้ามคือ ต้นทุนธุรกรรม (transaction costs) ที่เพิ่มขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ต้องทำงานทวิภาคีแทนพหุภาคีในหลายเรื่อง: การประสานข้อมูล การกำหนดมาตรฐาน การสร้างฉันทามติ และการจัดการปัญหาข้ามแดน เช่น ภูมิอากาศและการย้ายถิ่น เมื่อเวทีรวมถูกทำให้เล็กลง ภาระต่อการเจรจาแบบ “หนึ่งต่อหลาย” จะถูกย้ายไปเป็น “หลายครั้งของหนึ่งต่อหนึ่ง” ซึ่งกินทรัพยากรการทูตและเวลาอย่างมีนัยสำคัญ

5. ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์: ช่องว่างอำนาจและการเขียนกติกาใหม่

ผลกระทบที่หนักที่สุดอยู่ที่มิติภูมิรัฐศาสตร์: การถอนตัวทำให้เกิด ช่องว่างอำนาจ (power vacuum) ในเวทีที่เคยเป็นพื้นที่แข่งขันเชิงบรรทัดฐานและมาตรฐาน โดยเฉพาะด้านภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์นโยบาย และการพัฒนา หากสหรัฐฯ ถอนตัวจริงจาก UNFCCC และลดบทบาทใน IPCC ก็เท่ากับลดความสามารถในการ “กำกับทิศทางการเจรจา” และ “กำหนดความหมายของหลักฐาน” ที่ถูกใช้เป็นฐานของนโยบายโลก

ในตรรกะการเมืองโลก เมื่อมหาอำนาจถอย คู่แข่งไม่จำเป็นต้องชนะด้วยการปะทะตรง ๆ แต่ชนะด้วยการ “เข้ามาแทนที่” ในพื้นที่ว่าง: สนับสนุนงบ ส่งคนเข้าไปทำงาน สร้างเครือข่าย และสะสมความชอบธรรม ผลลัพธ์อาจเป็นการเลื่อนศูนย์กลางของการกำหนดกติกาไปสู่ผู้เล่นที่มีเป้าหมายและค่านิยมต่างจากสหรัฐฯ

6. ปฏิกิริยาของพันธมิตรและคู่แข่ง: ความไม่แน่นอนเชิงความน่าเชื่อถือ

แม้การตอบสนองของนานาชาติจะหลากหลาย แต่มีเส้นร่วมสำคัญคือ “ความไม่แน่นอน” (uncertainty) ต่อความต่อเนื่องของบทบาทสหรัฐฯ ในเวทีโลก พันธมิตรยุโรปมักให้คุณค่ากับการทำงานผ่านสถาบันพหุภาคี เพราะเป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยง ลดต้นทุนความขัดแย้ง และสร้างมาตรฐานร่วม ในขณะที่การถอยของสหรัฐฯ อาจทำให้ยุโรปต้องแบกภาระมากขึ้น ทั้งด้านงบประมาณและความเป็นผู้นำเชิงนโยบาย

สำหรับคู่แข่งหรือประเทศที่ต้องการปรับสมดุลอำนาจ การถอนตัวของสหรัฐฯ เป็น “โอกาส” ในการขยายอิทธิพลเชิงสถาบัน (institutional influence) มากกว่าการเผชิญหน้าเชิงทหารโดยตรง กล่าวอีกแบบคือ สหรัฐฯ อาจประหยัดงบประมาณ แต่กำลังทำให้พื้นที่การแข่งขันย้ายจาก “สนามที่สหรัฐฯ คุมเกม” ไปสู่ “สนามที่ยังไม่มีใครคุมได้เต็มที่”

7. ฉากทัศน์ (Scenarios): อเมริกาจะกลับมาเป็นผู้นำ หรือเป็นมหาอำนาจโดดเดี่ยว?

ฉากทัศน์ที่ 1: ถอนตัวเพื่อ “ต่อรองใหม่” แล้วกลับเข้ามาในรูปแบบที่คุมได้

รัฐบาลอาจใช้การถอนตัวเป็นเครื่องมือกดดันให้สถาบันปรับตัว ลด “วาระที่ขัดกับสหรัฐฯ” และเพิ่มความโปร่งใส หากเกิดเช่นนี้ สหรัฐฯ อาจกลับเข้ามาในฐานะผู้กำหนดเงื่อนไขที่แข็งขึ้น แต่ต้องแลกกับความเสียหายทางความเชื่อถือช่วงเปลี่ยนผ่าน

ฉากทัศน์ที่ 2: เดินหน้า “ทวิภาคีนิยม” อย่างเต็มรูปแบบ (Bilateralism-First)

สหรัฐฯ อาจหันไปใช้ข้อตกลงทวิภาคีเป็นหลักเพื่อคุมผลลัพธ์ให้ตรงประโยชน์ชาติ ข้อดีคือคุมเกมเร็วและชัด แต่ข้อเสียคือทำให้ภาระการทูตเพิ่มขึ้น และลดพื้นที่สร้างฉันทามติในปัญหาข้ามแดนที่ต้องการความร่วมมือวงกว้าง

ฉากทัศน์ที่ 3: การถอยเชิงสถาบันกลายเป็น “การถอยเชิงอิทธิพล” ระยะยาว

หากสหรัฐฯ เว้นว่างพื้นที่สถาบันต่อเนื่อง คู่แข่งจะค่อย ๆ ยึดหัวหาดเชิงบรรทัดฐานและมาตรฐาน เมื่อกติกาใหม่ถูกทำให้ “เป็นเรื่องปกติ” การกลับเข้ามาของสหรัฐฯ ในอนาคตจะมีต้นทุนสูงกว่าเดิม เพราะไม่ใช่แค่กลับมาจ่ายเงิน แต่ต้องกลับมาทวงอำนาจนิยามและความชอบธรรมที่ถูกจัดวางไปแล้ว

8. อภิปราย: “เงิน” ไม่ใช่หัวใจ—หัวใจคือ “สิทธิในการเขียนกติกา”

ประเด็นที่ควรย้ำคือ สถาบันพหุภาคีจำนวนมากไม่ได้มีมูลค่าหลักที่ “บริการ” แต่มีมูลค่าหลักที่ “กติกา” ประเทศที่อยู่ในโต๊ะย่อมมีสิทธิ์ตั้งวาระ แต่งตั้งคณะทำงาน ผลักดันถ้อยคำ และตีความหลักฐาน สิ่งเหล่านี้คืออำนาจแบบนุ่ม (soft power) และอำนาจเชิงบรรทัดฐาน (normative power) ที่สะสมได้ช้าแต่ทรงพลัง

การถอนตัวครั้งใหญ่จึงไม่ใช่เพียง “ลดภาษี” แต่คือการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ว่า สหรัฐฯ จะยอมให้โลกเดินต่อไปด้วยกติกาที่ตนไม่ได้ร่วมออกแบบหรือไม่ และหากตอบว่า “ยอม” สหรัฐฯ จะต้องชดเชยด้วยพลังแข็ง (hard power) มากขึ้นเพียงใดในอนาคต

9. บทสรุป

การถอนตัวของสหรัฐฯ จาก 66 องค์กรระหว่างประเทศในต้นปี 2026 เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลเลือก “อธิปไตยเชิงอำนาจ” เหนือ “ความร่วมมือเชิงสถาบัน” โดยหวังผลระยะสั้นด้านความคล่องตัวและงบประมาณ อย่างไรก็ดี ในโลกที่ปัญหาหลักเป็นปัญหาข้ามพรมแดน (ภูมิอากาศ การย้ายถิ่น โรคระบาด ความมั่นคงไซเบอร์) การถอยออกจากเวทีสถาบันอาจกลายเป็นการยอมลดอำนาจกำหนดทิศทางในระยะยาว

สิ่งควรคำนึงคือ อเมริกาอาจประหยัดเงินได้ แต่คำถามคือ อเมริกากำลังขายสิทธิในการเขียนกติกาอนาคตไปหรือไม่ และเมื่อกติกาใหม่ถูกเขียนโดยผู้อื่น ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทย จะต้องอ่านและปรับตัวต่อโลกแบบใหม่นี้อย่างไร แต่เราอาจจะมองต่อไปด้วยว่า สหรัฐอเมริกาจะตัดความสัมพันธ์จริง ๆ แค่ไหน แล้วจะใช้ความคล่องตัวและประสิทธิภาพแบบเน้นเป้าหมายที่จับต้องได้จริงเพื่อการใด และจะรับมือกับความเสี่ยงเชิงอำนาจในอนาคตอย่างไร

บรรณานุกรม

  • The White House. (2026, January 7). Fact Sheet: President Donald J. Trump Withdraws the United States from International Organizations that Are Contrary to the Interests of the United States. (เข้าถึงจากหน้า Fact Sheets ของทำเนียบขาว)
  • The White House. (2026, January). Withdrawing the United States from International Organizations, Conventions, and Treaties that Are Contrary to the Interests of the United States (Presidential Memorandum). (เอกสาร “Presidential Actions” พร้อมรายชื่อองค์กร)
  • Reuters. (2026, January 8). Trump withdraws US from dozens of international and UN entities.
  • Associated Press. (2026, January 7). US will exit 66 international organizations as it further retreats from global cooperation.
  • The Washington Post. (2026, January 7). Trump announces U.S. will leave dozens of international organizations.

หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: บทความนี้ใช้เอกสารคำสั่งและรายชื่อองค์กรจากทำเนียบขาวเป็นฐานข้อเท็จจริง และใช้รายงานสื่อเพื่อประกอบนัยเชิงผลกระทบ การประเมินผลลัพธ์ในอนาคตเป็นการวิเคราะห์เชิงฉากทัศน์ ไม่ใช่คำพยากรณ์

บทความจากมุมมองของนักยุทธศาสตร์ทำเนียบขาว

การถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูอธิปไตยอเมริกันที่คำนวณมาอย่างละเอียดรอบคอบวันที่อ้างอิงเหตุการณ์: 7–8 มกราคม 2026
ประเภท: วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ / ยุทธศาสตร์แห่งชาติ

บทคัดย่อ — ในฐานะนักยุทธศาสตร์จากทีมที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์ การถอนตัวของสหรัฐฯ จาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ (35 องค์กรอิสระและ 31 หน่วยงานในเครือสหประชาชาติ) ไม่ใช่การตัดสินใจ impulsively หรือการ "หดตัว" จากเวทีโลกอย่างที่นักวิจารณ์บางคนกล่าวหา แต่เป็นการปรับโครงสร้างเชิงรุก (strategic realignment) ที่ตั้งอยู่บนหลักการ "America First" โดยคำนวณถึงข้อได้เปรียบระยะสั้นและระยะยาวอย่างละเอียด เราไม่ได้ละทิ้งระเบียบโลก แต่กำลังสร้างระเบียบใหม่ที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดเงื่อนไข ไม่ใช่ถูกผูกมัดด้วยสถาบันที่ไร้ประสิทธิภาพและถูกครอบงำโดยคู่แข่ง บทความนี้จะโต้แย้งมุมมองที่มองแต่ "ต้นทุนระยะยาว" โดยชี้ให้เห็น (1) การวิเคราะห์ความคุ้มค่าที่ละเอียด (2) แผนจัดการช่องว่างอำนาจในอนาคต (3) ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริง และ (4) ฉากทัศน์ที่สหรัฐฯ จะกลับมาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องแบกภาระจากสถาบันที่ไม่ให้ผลตอบแทน
คำสำคัญ: สหรัฐอเมริกา, America First, อธิปไตย, ยุทธศาสตร์ realism, ทวิภาคีนิยม, การต่อรองอำนาจ, UNFCCC, IPCC1. บทนำ: จาก "ผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ" สู่ "ผู้กำหนดเกมใหม่"นักวิจารณ์มักวาดภาพว่าสหรัฐฯ กำลัง "ถอนตัวจากกติกา" ที่ตนเองเคยออกแบบ แต่จากมุมมองภายในทีม เรามองว่านี่คือการแก้ไขความผิดพลาดในอดีต สหรัฐฯ ไม่ได้เป็น "ผู้ออกแบบกติกา" อีกต่อไปในหลายสถาบันเหล่านี้ เพราะองค์กรพหุภาคีจำนวนมากถูกแทรกแซงโดยวาระ globalist ที่ไม่ align กับผลประโยชน์อเมริกัน หรือถูกครอบงำโดยประเทศอย่างจีน ซึ่งใช้เงินและบุคลากรยึดตำแหน่งสำคัญ การถอนตัวจึงเป็นการ "รีเซ็ต" เพื่อฟื้นฟูอธิปไตยและอิสระเชิงนโยบาย ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นการเลือกสนามรบที่เราได้เปรียบ
เราคำนวณแล้วว่าสถาบันเหล่านี้ให้ผลตอบแทนต่ำเกินไป: สหรัฐฯ จ่ายเงินสมทบสูงสุด (ราว 22-25% ของงบ UN ในหลายหน่วยงาน) แต่ได้คืนมาน้อย ทั้งในแง่ความมั่นคง เศรษฐกิจ และอิทธิพล การ selective engagement จึงเป็นทางออกที่ realistic โดยเราจะเข้าร่วมเฉพาะเมื่อคุ้มค่า และใช้เครื่องมืออื่นชดเชยช่องว่าง2. การวิเคราะห์ความคุ้มค่า: ประหยัดจริงและได้เปรียบเชิงอำนาจเอกสารคำสั่งจากทำเนียบขาวชัดเจน: เราถอนตัวจากองค์กรที่ "ขัดต่อผลประโยชน์สหรัฐฯ" "สิ้นเปลืองภาษี" และ "ถูกครอบงำโดยวาระ radical" ไม่ใช่การถอนแบบสุ่ม แต่ผ่านการทบทวนละเอียดตั้งแต่ช่วงหาเสียง โดยทีมยุทธศาสตร์ประเมินองค์กรแต่ละแห่งตามเกณฑ์: ประสิทธิภาพ, alignment กับ US priorities, และความเสี่ยงต่ออธิปไตย
2.1 ตัวอย่างองค์กรสำคัญและเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์
องค์กร/กลไก
หมวด
นัยเชิงยุทธศาสตร์ (จากมุมทีมทรัมพ์)
UNFCCC (UN Framework Convention on Climate Change)
ภูมิอากาศ/เจรจาโลก
เวทีนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันสหรัฐฯ ให้แบกภาระเศรษฐกิจโดยไม่ให้ผลตอบแทน เราประหยัดเงินพันล้านและหลีกเลี่ยงข้อผูกมัดที่ขัดขวางอุตสาหกรรมพลังงานอเมริกัน สหรัฐฯ สามารถจัดการ climate ผ่านเทคโนโลยีภายในและข้อตกลงทวิภาคีกับพันธมิตรที่เลือกได้
IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change)
วิทยาศาสตร์/หลักฐานเชิงนโยบาย
รายงาน IPCC มัก biased ต่อวาระ anti-fossil fuel ซึ่งจีนและรัสเซียใช้ประโยชน์ เราจะพัฒนาวิทยาศาสตร์ climate ของตัวเองผ่าน NASA และ DOE เพื่อกำหนด narrative ที่ align กับ economy first
UN Women (UN Entity for Gender Equality)
สิทธิมนุษยชน/สังคม
องค์กรนี้ promote วาระ progressive ที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมอเมริกัน เราจะ redirect เงินไปโปรแกรมภายในเพื่อ empower ผู้หญิงอเมริกัน โดยไม่เสียอิทธิพลเพราะ US aid ยังคงเป็นเครื่องมือหลัก
UNFPA (UN Population Fund)
สาธารณสุข/การพัฒนา
ถูกกล่าวหาว่า support abortion agendas ซึ่งขัดนโยบาย pro-life เราประหยัดเงินและโฟกัส aid ทวิภาคีที่ควบคุมได้ 100%
Global Counterterrorism Forum
ความมั่นคง/ต่อต้านก่อการร้าย
เวทีนี้ redundant กับพันธมิตร NATO และ Five Eyes เราจะเสริม bilateral intel sharing เพื่อ efficiency สูงกว่า
Global Forum on Migration and Development
ย้ายถิ่น/นโยบายสังคม
สนับสนุน open borders ซึ่งขัด border security เราจะใช้ wall และ deportation เป็นเครื่องมือหลัก ไม่ต้องพึ่งเวทีที่ dilute อธิปไตย
ข้อสังเกต: เราประหยัดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี (จาก fact sheet ของทำเนียบขาว) ซึ่งจะถูก redirect ไป military modernization, infrastructure, และ tax cuts นี่ไม่ใช่ "ลดรายจ่าย" เฉยๆ แต่เป็นการลงทุนใน hard power ที่ให้ ROI สูงกว่า soft power จากสถาบันที่腐敗2.2 การคำนวณต้นทุน-ประโยชน์อย่างละเอียด
เราไม่ได้มองแค่งบ แต่ประเมิน transaction costs: การทำงานพหุภาคีมักช้าและ compromised โดย veto จากคู่แข่ง แต่ bilateral deals เร็วและ customizable เช่น ข้อตกลง trade กับ UK หรือ India ที่เรา dominate terms ได้ การถอนตัวจึงลด "ต้นทุนซ่อนเร้น" จาก bureaucracy และเพิ่ม agility
3. แผนจัดการในอนาคต: ไม่ใช่ vacuum แต่เป็นการ pivot เชิงรุกนักวิจารณ์กลัว "ช่องว่างอำนาจ" ที่จีนจะเข้ามาแทน แต่เราคำนวณแล้วว่านี่เป็นโอกาส: สหรัฐฯ จะไม่ปล่อย vacuum แต่จะ fill ด้วยเครื่องมือใหม่ที่เรา control
  • ทวิภาคีนิยมและ mini-multilateralism: เราจะสร้าง coalition of the willing เช่น AUKUS สำหรับ security หรือ USMCA สำหรับ trade เพื่อ bypass UN และโฟกัสพันธมิตรที่ align (e.g., Israel, Saudi สำหรับ Middle East) นี่ทำให้เรา negotiate จากตำแหน่ง strong ไม่ใช่ diluted ในเวทีใหญ่
  • การต่อรองใหม่ (re-engagement on our terms): การถอนตัวเป็น leverage เพื่อบังคับสถาบันปรับตัว เช่น เราอาจกลับเข้า UNFCCC ถ้าพวกเขาลดวาระ anti-US energy ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้ว (e.g., ถอนจาก WHO ในสมัยแรกเพื่อ reform)
  • เสริม hard power และ economic leverage: Redirect เงินไป Space Force, AI military, และ tariffs เพื่อ deter คู่แข่ง จีนอาจยึด IPCC แต่เรา dominate tech climate ผ่าน private sector (e.g., Tesla, carbon capture startups)
  • จัดการปัญหาข้ามแดนโดยไม่พึ่งพหุภาคี: สำหรับ migration เรามี border tech; สำหรับ climate เรามี domestic innovation; สำหรับ terrorism เรามี drone strikes และ intel networks การถอยจากสถาบันไม่แปลว่าไร้เครื่องมือ แต่หมายถึงใช้เครื่องมือ efficient กว่า
เราประเมินแล้วว่าคู่แข่งอย่างจีนจะ overextend ถ้าพยายาม fill vacuum เพราะพวกเขาขาด legitimacy และ soft power ที่สหรัฐฯ สะสมมานาน4. โต้แย้งปฏิกิริยานานาชาติ: ความไม่แน่นอนคืออาวุธพันธมิตรอาจ complain แต่พวกเขาต้องการสหรัฐฯ มากกว่าที่เราต้องการพวกเขา (e.g., Europe พึ่ง NATO ซึ่งเรายัง lead) การถอนตัวทำให้พวกเขาต้อง align กับเราใน bilateral deals มากขึ้น สำหรับคู่แข่ง นี่คือ trap: ถ้าพวกเขา invest ในสถาบัน เราจะ undermine ด้วย sanctions หรือ competing forums5. ฉากทัศน์: สหรัฐฯ จะแข็งแกร่งขึ้น ไม่โดดเดี่ยว
  • ฉากทัศน์ที่ 1: การต่อรองสำเร็จและ re-enter selectively — สถาบันปรับตัว เรากลับมา dominate ด้วยต้นทุนต่ำ
  • ฉากทัศน์ที่ 2: Bilateralism สุดขีด — เราสร้าง network ที่ efficient กว่า UN สหรัฐฯ กลายเป็น hub ของ alliances ที่จ่ายน้อยแต่ได้มาก
  • ฉากทัศน์ที่ 3: Long-term dominance — โดยไม่ติดกับดักพหุภาคี เราจะ lead ด้วย economy และ military ทำให้คู่แข่งตามไม่ทัน
6. อภิปราย: "สิทธิในการเขียนกติกา" ต้องมาจาก strength ไม่ใช่ membershipหัวใจไม่ใช่ "อยู่โต๊ะ" แต่ "คุมโต๊ะ" เราจะเขียนกติกาใหม่ผ่าน trade deals, tech standards (e.g., US-led AI governance) และ military alliances การถอนตัวคือการตัด fat เพื่อ lean muscle7. บทสรุปการถอนตัวนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่คิดละเอียด: คุ้มค่าเพราะประหยัดเงินพันล้าน Redirect ไป priorities จริง และมีแผนจัดการอนาคตผ่าน bilateralism, leverage, และ hard power สหรัฐฯ ไม่ได้ถอย แต่กำลัง advance ในรูปแบบใหม่ที่ทำให้เราเป็น superpower ที่แท้จริง ไม่ใช่ bankroller ของโลก

ฟังเรื่องการเมืองไทย ต้องทำความเข้าใจทั้งระบบ และอย่าหลงเชื่อง่าย


พี่น้องที่เคารพครับ ในยุคสมัยที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยความเห็นทางการเมือง เรามักจะเจอโพสต์แบบหนึ่งที่พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม ใช้ถ้อยคำแรงๆ และดูเหมือนผู้เขียนเข้าใจกลไกการเมืองไทยลึกซึ้งยิ่งนัก ตัวอย่างที่เห็นบ่อยๆ คือประโยคทำนองว่า
“ประเทศไทยไม่เคยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรอก เพราะประชาชนขายเสียง นักการเมืองเลวทรามต่ำช้า ทหารจึงต้องออกมาจัดระเบียบสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ฟังเผินๆ คำพูดนี้ดูมีเหตุมีผล มีน้ำหนัก และหลายคนก็พยักหน้าตามโดยไม่คิดอะไรเพิ่ม แต่สำหรับนักวิชาการทางการเมือง คำถามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่า “พูดเก่งหรือเปล่า” หรือ “ฟังแล้วสะใจไหม” แต่คือคำอธิบายนี้มันครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ มันเล่าเรื่องเพียงด้านเดียว หรือมีการปกปิดบางส่วนที่สำคัญไว้ วันนี้ ผมอยากชวนทุกท่านมาสำรวจคำอธิบายแบบนี้กันอย่างใจเย็น ไม่ได้มาตำหนิหรือด่าทอใคร แต่จะชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรที่ถูกมองข้ามไป และอะไรที่ถูกซ่อนไว้โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจส่วนที่ 1: แยกข้อเท็จจริงออกจากการเหมารวมก่อนอื่น เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยมีปัญหาการซื้อเสียงจริง มีนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันจริง และมีพรรคการเมืองบางพรรคที่ฉวยประโยชน์จากความยากจนของประชาชนเพื่อแลกกับคะแนนเสียงจริง ไม่มีใครปฏิเสธข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้
แต่สิ่งที่นักวิชาการจะตั้งคำถามต่อทันทีคือ ถ้าปัญหาทั้งหมดเกิดจาก “ประชาชนขายเสียง” และ “นักการเมืองเลว” จริง แล้วทำไมประเทศที่ประชาชนยากจนกว่าประเทศไทย เช่น อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ กลับสามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและก้าวหน้าได้ไกลกว่าเรา
คำตอบที่ลึกซึ้งกว่าคือ ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่พฤติกรรมส่วนบุคคลของคนบางคน แต่เกิดจากโครงสร้างอำนาจและสถาบันทางการเมืองที่เปิดช่องให้พฤติกรรมไม่ดีเหล่านั้น “คุ้มค่า” และเกิดขึ้นซ้ำๆ ได้โดยไม่ได้รับการลงโทษที่เพียงพอ กล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงสร้างที่บิดเบี้ยวต่างหากที่เป็นรากเหง้าของวงจรอุบาทว์ ไม่ใช่ตัวประชาชนหรือนักการเมืองเพียงลำพังส่วนที่ 2: สิ่งที่โพสต์แบบนี้มัก “เลือกที่จะเงียบ”โพสต์ที่วิพากษ์ประชาธิปไตยในลักษณะนี้ มักจะไม่พูดถึงประเด็นสำคัญหลายอย่างที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ประการแรก รัฐประหารในอดีตไม่เคยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้จริง ถ้าการทำรัฐประหารเป็น “ยารักษาโรค” อย่างที่บางคนเชื่อ เราควรเห็นว่านักการเมืองที่ทุจริตถูกลดน้อยลง ระบบการเมืองสะอาดขึ้น แต่ความจริงที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม นักการเมืองเก่าที่รอดจากการรัฐประหารมักกลับมามีอำนาจมากกว่าเดิม กลไกการตรวจสอบถูกล้มล้างหรืออ่อนแอลงอย่างมาก การซื้อเสียงไม่ได้หายไป แต่กลับแพงขึ้นและซับซ้อนขึ้น นี่ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว แต่เป็นข้อสรุปจากงานวิจัยและข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน ประการที่สอง องค์กรอิสระที่หลายคนหวังว่าจะเป็น “ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม” นั้น ในความเป็นจริงมักไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมักมาจากเครือข่ายอำนาจเดิม และไม่มีกลไกที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อองค์กรเหล่านี้ไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง มันก็กลายเป็น “อำนาจที่ไม่มีใครตรวจสอบได้” โดยปริยาย ซึ่งอันตรายยิ่งกว่าอำนาจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเสียอีกส่วนที่ 3: กับดักทางตรรกะที่อันตรายที่สุดกับดักที่ใหญ่ที่สุดของคำอธิบายแบบนี้คือ การสรุปว่า “เพราะมีคนไม่ดี ประชาธิปไตยจึงใช้ไม่ได้ในประเทศไทย” แต่ในความเป็นจริง ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีนักการเมืองดีพร้อมเพรียงกันทุกคน ประชาธิปไตยไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรอให้มีแต่ “คนดี” มาปกครอง แต่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราสามารถถอดถอนหรือเปลี่ยนแปลง “คนไม่ดี” ได้ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรืออาวุธ เมื่อเราเลือกทางลัดด้วยการทำรัฐประหาร เรากำลังส่งสัญญาณว่า “ถ้ามีคนไม่ดี เราจะยกเลิกกติกาทั้งหมด แทนที่จะซ่อมแซมหรือปรับปรุงกติกาให้ดีขึ้น” นี่เท่ากับเป็นการทำลายระบบทั้งระบบ เพียงเพราะเราไม่พอใจผู้เล่นบางคนในสนาม ส่วนที่ 4: ประชาชนมีส่วนผิดจริงหรือไม่แน่นอนครับ ประชาชนเราทุกคนมีส่วนรับผิดชอบต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ แต่ความรับผิดชอบนั้นไม่ใช่ในแบบที่โพสต์วิพากษ์วิจารณ์มักกล่าวหา คือ “โง่ ขายเสียง ง่ายต่อการซื้อ” ความผิดที่แท้จริงของเราอยู่ที่เราเคยถูกทำให้เชื่อว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก ที่คนดีไม่ควรยุ่ง” ถูกปลูกฝังให้กลัวความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่ากลัวความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริง และถูกทำให้รู้สึกไร้พลังว่า “ไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่ดี”
นี่ไม่ใช่ความโง่เขลาโดยธรรมชาติของคนไทย แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบโครงสร้างอำนาจที่ต้องการให้ประชาชนรู้สึกเช่นนั้นมานานหลายทศวรรษบทสรุป: ทางออกที่แท้จริงคืออะไรดังนั้น เมื่อใดที่เราเห็นโพสต์ที่สรุปว่า “คนไทยไม่เหมาะกับประชาธิปไตย” หรือ “ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยไม่ได้” มุมมองจากนักวิชาการจะตอบอย่างสุภาพและหนักแน่นว่า ไม่ใช่ว่าคนไทยหรือประเทศไทย “ไม่เหมาะ” กับประชาธิปไตย
แต่เป็นเพราะโครงสร้างอำนาจบางส่วนในสังคมไทย ไม่ยอมให้ประชาธิปไตยทำงานได้อย่างเต็มที่ และยังคงได้ประโยชน์จากการที่ระบบล้มเหลวซ้ำซาก
ตราบใดที่เรายังคงโทษประชาชนเพียงฝ่ายเดียว เราก็จะไม่มีวันมองเห็นว่า ใครคือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงจากวงจรอุบาทว์นี้
ประชาธิปไตยไม่เคยสมบูรณ์แบบในทุกที่ทั่วโลก มันไม่ใช่เหตุผลที่เราจะยกเลิกหรือยอมแพ้ต่อมัน แต่เป็นเหตุผลที่เราต้องปกป้อง ซ่อมแซม และพัฒนามันให้ดีขึ้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
บันทึก

ขบวนการชายแดนไทย–พม่า: โครงสร้างอำนาจชาติพันธุ์ สงครามยืดเยื้อ และแรงสะเทือนต่อไทย

ขบวนการชายแดนไทย–พม่า: โครงสร้างอำนาจชาติพันธุ์ สงครามยืดเยื้อ และแรงสะเทือนต่อไทย
คันฉ่องส่องโลก · วิเคราะห์ชายแดนไทย–เมียนมา

ขบวนการชายแดนไทย–พม่า: โครงสร้างอำนาจชาติพันธุ์ สงครามยืดเยื้อ และแรงสะเทือนต่อไทย

“ขบวนการชายแดนไทย–พม่า” ไม่ใช่กลุ่มเดียว แต่เป็นระบบนิเวศของกองกำลังชาติพันธุ์ (EAOs) เครือข่ายอำนาจพื้นที่ และความขัดแย้งหลังรัฐประหารเมียนมา 2021 ที่กำลังเปลี่ยนสมการความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของไทยตามแนวชายแดนกว่า 2,400 กิโลเมตร

ประเด็นหลัก: EAOs · PDF · ผู้ลี้ภัย · การค้าชายแดน · อาชญากรรมข้ามชาติ

สาระสรุปโดยย่อ

แนวชายแดนไทย–เมียนมาเป็นพื้นที่ที่รัฐส่วนกลางเมียนมาไม่อาจผนึกอำนาจได้เต็มที่มานานกว่า 70 ปี จึงเกิดและคงอยู่ของ Ethnic Armed Organizations (EAOs) หลายกลุ่มที่มีเป้าหมายต่างกัน ตั้งแต่การปกครองตนเองจนถึงเอกราช หลังรัฐประหารปี 2021 สงครามปะทุเป็นหลายแนวรบพร้อมกัน ทำให้รัฐอ่อนแรงและพื้นที่ชายแดนจำนวนมากถูกกำหนดโดย “อำนาจพื้นที่” ของ EAOs และกองกำลังประชาชนต่อต้านรัฐประหาร (PDF) มากขึ้น

ความจริงข้อ 1 ชายแดนคือ “พื้นที่อำนาจ” มากกว่า “เส้นแบ่งรัฐ” ความจริงข้อ 2 EAOs แตกเป็นหลายขั้ว ไม่ใช่เอกภาพ ความจริงข้อ 3 การค้าชายแดน “เปลี่ยนเส้นทาง” มากกว่า “หยุดชะงัก” ความจริงข้อ 4 อาชญากรรมข้ามชาติเป็นตัวเร่งแรงกดดันต่อไทย

1) ชายแดน 2,400 กิโลเมตร กับสงครามยืดเยื้อ 70+ ปี

แนวชายแดนไทย–เมียนมาทอดยาวจากเชียงรายถึงระนอง ผ่านภูมิประเทศภูเขา ป่า และลำน้ำ ซึ่งทำให้การควบคุมพื้นที่ของรัฐส่วนกลางยากโดยธรรมชาติ เมื่อผนวกกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และความทรงจำทางการเมืองในพื้นที่ชายขอบ (periphery) จึงเกิด “ศูนย์อำนาจคู่ขนาน” ที่รัฐเมียนมามักต่อรองได้เพียงบางช่วงเวลา

แก่นสาร

ชายแดนไทย–เมียนมาไม่ใช่แค่ “พื้นที่ติดต่อ” แต่เป็น “โครงสร้างอำนาจพื้นที่” (territorial power structure) ที่มีกลไกการจัดเก็บรายได้ การรักษาความปลอดภัย และการปกครองแบบไม่เป็นทางการซ้อนทับกับรัฐ

เมื่อสงครามยืดเยื้อ ความชอบธรรมและอำนาจของรัฐส่วนกลางจะถูกท้าทายโดยกลุ่มที่ “ปกครองได้จริง” ในพื้นที่ และในหลายช่วงเวลา กลุ่มเหล่านี้กลายเป็นผู้กำหนดการค้าชายแดน การเคลื่อนย้ายคน และสมดุลกำลังตามแนวปะทะมากกว่ารัฐ

2) EAOs คือใคร และสู้เพื่ออะไร

Ethnic Armed Organizations (EAOs) คือกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาที่ถือกำเนิดจากความขัดแย้งด้านอำนาจรัฐ การปกครองตนเอง และอัตลักษณ์ทางการเมือง เป้าหมายของ EAOs ไม่เหมือนกัน และความสัมพันธ์กับกองทัพเมียนมาก็เปลี่ยนได้ตามผลประโยชน์และแรงกดดัน

กลุ่ม/เครือข่าย พื้นที่หลักที่เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย เป้าหมาย/ลักษณะการเมือง นัยต่อไทย
KNU / KNLA
กะเหรี่ยง
รัฐกะเหรี่ยง (Kayin) ติดตาก–กาญจนบุรี และบางส่วนรัฐมอญ ปกครองตนเอง ต่อต้านหลัง 2021 ต่อสู้ยาวนานตั้งแต่ 1949 อุดมการณ์ “กอทูเล (Kawthoolei)” และการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนในหลายแนว ผู้ลี้ภัย การค้าชายแดน แนวปะทะใกล้จุดผ่านแดนสำคัญ ส่งผลต่อการค้า แรงงาน และการเคลื่อนย้ายคน
KA / KNDF
กะเรนนี
รัฐกะเรนนี (Kayah) ติดแม่ฮ่องสอน–ตาก ปกครองตนเอง แนวรบเดือด หลัง 2021 กลายเป็นพื้นที่สู้รบเข้มข้นและมีเครือข่ายต่อต้านหลายกลุ่ม ผู้ลี้ภัย ความเสี่ยงปะทะข้ามแดน กระทบงานมนุษยธรรมและความปลอดภัยชายแดน
SSA (South / North)
ไทใหญ่
รัฐฉาน ติดเชียงใหม่–เชียงราย–แม่ฮ่องสอน หลายขั้ว ต่อรอง/แตกแยก บางส่วนต่อต้าน บางส่วนเป็นพันธมิตรหรือทำข้อตกลงกับรัฐ/กองทัพตามช่วงเวลา เส้นทางการค้า ยาเสพติด พื้นที่รัฐฉานเป็นโหนดเศรษฐกิจมืดและการคมนาคมเชื่อมหลายประเทศ
PNLA
ปะโอ
รัฐฉานใต้ การเมืองท้องถิ่น บทบาทสัมพันธ์กับสมดุลกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐฉานและการจัดวางกำลังในพื้นที่เฉพาะ ความผันผวนเส้นทาง กระทบเสถียรภาพการเดินทาง/การค้าในบางช่วงเวลา
DKBA / MNLA / BGF
กลุ่มย่อย/กองกำลังชายแดน
กะเหรี่ยง–มอญ และพื้นที่ปริมณฑลแนวชายแดน แตกแขนง เปลี่ยนขั้วได้ บางกลุ่มเคยเป็นกบฏก่อนเข้าสู่โครงสร้างกึ่งรัฐ/กึ่งกองกำลังร่วมกับกองทัพเมียนมา ความซับซ้อนการคัดกรอง เพิ่มความยากต่อการประเมินว่า “ใครคุมพื้นที่จริง” และความเสี่ยงกิจกรรมผิดกฎหมาย
UWSA
ว้า (รัฐฉาน)
รัฐฉานตอนเหนือ/ตะวันออก (ใกล้โครงข่ายชายแดนภูมิภาค) อำนาจพื้นที่สูง เศรษฐกิจมืด ถูกกล่าวถึงบ่อยในบริบทยาเสพติด/เศรษฐกิจผิดกฎหมายและการจัดตั้งพื้นที่อิทธิพล ยาเสพติด/อาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มแรงกดดันต่อไทยทั้งด้านสังคม ความมั่นคง และภาพลักษณ์ประเทศ
แก่นสาร

EAOs คือ “ผู้เล่นอำนาจพื้นที่” ที่มีทั้งมิติการเมือง อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจ (ถูกกฎหมาย/ผิดกฎหมาย) ดังนั้นการวิเคราะห์ต้องดูทั้ง แรงจูงใจ และ กลไกหารายได้/คุมพื้นที่ ไม่ใช่ดูเฉพาะคำประกาศเชิงอุดมการณ์

3) จุดเปลี่ยนหลังรัฐประหาร 2021: รัฐอ่อนแอและ “อำนาจพื้นที่” โตขึ้น

รัฐประหารปี 2021 ทำให้เมียนมาเข้าสู่สงครามหลายแนวรบพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ EAOs ดั้งเดิม แต่รวมถึงกองกำลังประชาชนต่อต้านรัฐประหาร (PDF) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นเชิงโครงสร้างคือ “ต้นทุนการควบคุมประเทศ” ของรัฐส่วนกลางพุ่งสูง ขณะที่ความสามารถในการส่งกำลัง บริหารพื้นที่ และรักษาเสถียรภาพลดลง

สิ่งที่เปลี่ยนจริงในสนาม

  • แนวชายแดนหลายจุดเปลี่ยนจาก “รัฐคุม” เป็น “ต่อรอง/แข่งขันอำนาจ”
  • เส้นทางการค้าและการลำเลียง “กระจายตัว” ไปสู่จุดข้ามรองและเครือข่ายท้องถิ่น
  • พื้นที่สู้รบใกล้จุดผ่านแดนสำคัญ ทำให้การอพยพข้ามแดนเกิดเป็นระยะ

สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

  • บางกลุ่มเลือก “หยุดยิง/ประนีประนอม” เพื่อรักษาพื้นที่และรายได้
  • ความแตกแยกภายในชาติพันธุ์เดียวกันเกิดได้ และทำให้ภาพรวมซับซ้อน
  • เศรษฐกิจผิดกฎหมาย (ยาเสพติด/สแกม/ค้าเถื่อน) เป็นตัวเร่งการทุจริตและความรุนแรง
แก่นสาร

หลัง 2021 “สมการความมั่นคง” ของไทยเปลี่ยนจากการรับมือรัฐเพื่อนบ้านที่รวมศูนย์ ไปสู่การรับมือระบบผู้เล่นหลายศูนย์ (multi-actor border) ซึ่งต้องใช้ข้อมูลข่าวกรองเชิงพื้นที่และการบริหารความเสี่ยงแบบยืดหยุ่นมากขึ้น

4) ภาพสถานการณ์ต้นปี 2026: เดือดต่อเนื่อง และกระทบไทยแบบจับต้องได้

ต้นปี 2026 สถานการณ์ชายแดนยังคงมีแรงปะทะต่อเนื่องในหลายช่วงเวลา โดยเฉพาะรัฐกะเหรี่ยงและกะเรนนีที่มีแนวปะทะใกล้เขตไทย ผลกระทบที่ไทยรับรู้ชัดเจนมักมาใน 4 ช่องทางหลักต่อไปนี้

1) ผู้ลี้ภัยและมนุษยธรรม

  • การสู้รบทำให้เกิดการข้ามแดนชั่วคราวเป็นระยะ
  • ต้องแยก “ผู้หนีภัยการสู้รบ” ออกจาก “การเคลื่อนย้ายเพื่อเศรษฐกิจ/เครือข่ายอาชญากรรม” อย่างรัดกุม

2) การค้าชายแดน

  • การปิดด่าน/สะพานอาจเกิดขึ้นเพื่อกดดันรายได้ฝ่ายตรงข้าม
  • แต่การค้าโดยรวมมัก “ย้ายเส้นทาง” ไปสู่ท่าข้ามรองหรือช่องทางที่ผู้คุมพื้นที่อนุญาต

3) อาชญากรรมข้ามชาติ

  • ยาเสพติดและสแกมเซ็นเตอร์ผูกกับพื้นที่อิทธิพลและการคุ้มครอง
  • ส่งผลต่อความมั่นคงภายในไทย (เหยื่อสแกม การฟอกเงิน การค้ามนุษย์)

4) ความมั่นคงชายแดน

  • ไทยต้องตรึงกำลังและเฝ้าระวังการรุกล้ำ/การปะทะหลงทิศ
  • ต้องทำงานเชิงป้องกันร่วมกับกลไกพลเรือน (สาธารณสุข ท้องถิ่น ด่านตรวจ)
แก่นสาร

สำหรับไทย ประเด็นไม่ใช่ “ใครถูกใครผิด” ในการเมืองเมียนมา แต่คือการกันไม่ให้ความไร้เสถียรภาพชายแดน ลุกลามเป็น ต้นทุนสังคม–เศรษฐกิจ–ความมั่นคงภายในประเทศ

5) โครงสร้างความแตกแยก: ทำไมไม่ใช่ “ขบวนการเดียว” และทำไมสงครามยืดเยื้อ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการมอง EAOs เป็น “ฝ่ายเดียวกัน” ทั้งหมด ความจริงคือโครงสร้างชายแดนประกอบด้วยหลายชั้น: ชาติพันธุ์–พื้นที่–ผลประโยชน์–เครือข่ายเศรษฐกิจ (ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย) ทำให้เกิดทั้งพันธมิตรชั่วคราวและความขัดแยกภายใน

สามเหตุผลที่ทำให้สงครามยืดเยื้อ

  • แรงจูงใจหลากหลาย: บางกลุ่มต้องการสหพันธรัฐ บางกลุ่มต้องการอำนาจปกครองตนเองในพื้นที่เฉพาะ และบางกลุ่มต้องการรักษาระบบรายได้
  • ภูมิประเทศและเครือข่ายชายแดน: ทำให้การควบคุมของรัฐส่วนกลางมีต้นทุนสูงและเกิดพื้นที่หลบซ่อน/ลำเลียงได้
  • เศรษฐกิจความขัดแย้ง (conflict economy): รายได้จากภาษีพื้นที่ การค้าชายแดน และกิจกรรมผิดกฎหมายบางประเภททำให้ “สันติภาพ” มีต้นทุนสำหรับผู้ได้ประโยชน์
แก่นสาร

ชายแดนคือระบบผู้เล่นหลายศูนย์: หากอ่านผิดว่าเป็น “กลุ่มเดียว” นโยบายไทยจะผิดตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การสื่อสารสาธารณะ ไปจนถึงการจัดสรรทรัพยากรป้องกันปัญหา

6) ผลกระทบต่อไทย: ความมั่นคง–เศรษฐกิจ–สังคม (แบบที่ต้องยอมรับความจริง)

ผลกระทบต่อไทยเกิดทั้งระยะสั้น (ผู้ลี้ภัย/ปะทะใกล้แดน) และระยะยาว (อาชญากรรมข้ามชาติ/เศรษฐกิจใต้ดิน/ความไม่แน่นอนทางการค้า) หากสงครามยืดเยื้อ ประเทศไทยจะต้องอยู่กับ “ความผันผวนแบบเรื้อรัง” ที่ต้องบริหารเหมือนความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่เหตุเฉพาะหน้า

มิติความมั่นคง

  • ความเสี่ยงกระสุน/การปะทะหลงทิศข้ามแดน
  • การแทรกซึมเครือข่ายอาชญากรรมผ่านช่องทางมนุษยธรรม/แรงงาน
  • ภาระการข่าวกรองเชิงพื้นที่และการคัดกรองผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม

มิติเศรษฐกิจและการค้า

  • การค้าชายแดนผันผวน กระทบผู้ประกอบการและโลจิสติกส์
  • ต้นทุนประกันภัย/ความเสี่ยงทางธุรกิจเพิ่มขึ้น
  • แรงงานข้ามชาติและห่วงโซ่อุปทานบางประเภทได้รับผลกระทบ

มิติสังคมและความมั่นคงมนุษย์

  • ภาระสาธารณสุขและการช่วยเหลือในพื้นที่ชายแดน
  • เหยื่อสแกม การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินที่กระทบคนไทยโดยตรง
  • ความตึงเครียดในพื้นที่ หากการสื่อสารสาธารณะสร้างความเกลียดชัง/เหมารวม

มิติยุทธศาสตร์ระยะยาว

  • แผนที่อำนาจชายแดนอาจเปลี่ยนถาวร หาก EAOs สถาปนา “รัฐเงา” ได้มั่นคง
  • ไทยต้องเตรียมความพร้อมการทูตเชิงพื้นที่ควบคู่หลักการไม่แทรกแซง
  • ความเสี่ยงที่ปัญหาชายแดนถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในไทย
แก่นสาร

ไทยจำเป็นต้องมองชายแดนเป็น “ระบบความเสี่ยง” ที่มีทั้งความมั่นคงแข็ง (hard security) และความมั่นคงมนุษย์ (human security) มิฉะนั้นจะไล่แก้ไฟเฉพาะหน้า แต่ปล่อยรากปัญหาโตขึ้นเรื่อย ๆ

7) ทางเลือกเชิงนโยบายของไทย: ไม่ใช่ “แทรกแซง” แต่ “บริหารความเสี่ยง”

ภายใต้กรอบไม่แทรกแซงกิจการภายใน ไทยยังสามารถทำสิ่งที่เข้มแข็งและชาญฉลาดได้ผ่าน “การบริหารชายแดน” และ “การกันผลกระทบ” (containment & risk management) โดยเน้นความชัดเจนของเป้าหมาย: ปกป้องประชาชนไทย ลดพื้นที่อาชญากรรม และคงเสถียรภาพเศรษฐกิจชายแดน

ชุดมาตรการที่ทำได้ทันที (เชิงระบบ)

  • ยกระดับการคัดกรองและข้อมูลข่าวกรองเชิงพื้นที่: แยกกลุ่มผู้หนีภัยจากเครือข่ายผิดกฎหมายด้วยข้อมูลและการประสานงานหลายหน่วย
  • ปิดช่องอาชญากรรมข้ามชาติ: เน้นฟอกเงิน สแกมเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ และเส้นทางการเงิน มากกว่าไล่จับปลายเหตุอย่างเดียว
  • คุมความเสี่ยงการค้า: ทำแผนสำรองโลจิสติกส์/ด่านผ่านแดน และระบบแจ้งเตือนธุรกิจเมื่อเกิดการปิดทาง
  • จัดการมนุษยธรรมแบบไม่สร้างแรงดึงดูด: ช่วยเหลืออย่างมีมาตรฐาน พร้อมเงื่อนไข/กระบวนการที่ลดการสวมรอย
  • สื่อสารสาธารณะอย่างรับผิดชอบ: ลดการเหมารวมชาติพันธุ์ ลดการปลุกความเกลียดชัง และย้ำเป้าหมายคุ้มครองประชาชนไทย
แก่นสาร

ความเป็นมืออาชีพของไทยวัดจาก “การคุมผลกระทบ” ไม่ใช่การออกความเห็นทางการเมืองต่อเมียนมา: ยิ่งชายแดนซับซ้อน ไทยยิ่งต้องชัดเจนเรื่องข้อมูล การคัดกรอง และการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ

บทสรุป

“ขบวนการชายแดนไทย–พม่า” คือภาพรวมของกองกำลังชาติพันธุ์และเครือข่ายอำนาจพื้นที่ ไม่ใช่องค์กรเดียวที่สั่งการเป็นเอกภาพ หลังรัฐประหารเมียนมา 2021 ระบบนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะรัฐส่วนกลางต้องรับมือหลายแนวรบพร้อมกัน และพื้นที่ชายแดนจำนวนมากถูกกำหนดโดยผู้เล่นหลายศูนย์

สำหรับไทย ประเด็นหลักคือการทำให้ความผันผวนชายแดนไม่ไหลทะลักเข้ามาเป็นต้นทุนภายในประเทศ ผ่านผู้ลี้ภัยที่ไร้ระบบคัดกรอง การค้าใต้ดิน ยาเสพติด สแกมเซ็นเตอร์ และการฟอกเงิน ไทยจึงต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยงชายแดนบนฐานข้อมูล ความมั่นคงมนุษย์ และมาตรการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง

ชายแดนไทย–เมียนมาไม่ใช่เพียง “เส้นแบ่งประเทศ” แต่เป็น “สนามอำนาจ” ที่กำลังเปลี่ยนมือ และถ้าไทยไม่บริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ความผันผวนภายนอกจะกลายเป็นต้นทุนภายในที่แพงกว่าที่คิด

โพสต์ล่าสุด

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการอยู่แบบเดิม

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการอยู่แบบเดิม บทอ่านเตือนใจก่อนเลือกตั้ง อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จ...

Popular Posts