พี่น้องที่เคารพครับ ในยุคสมัยที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยความเห็นทางการเมือง เรามักจะเจอโพสต์แบบหนึ่งที่พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม ใช้ถ้อยคำแรงๆ และดูเหมือนผู้เขียนเข้าใจกลไกการเมืองไทยลึกซึ้งยิ่งนัก ตัวอย่างที่เห็นบ่อยๆ คือประโยคทำนองว่า
“ประเทศไทยไม่เคยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรอก เพราะประชาชนขายเสียง นักการเมืองเลวทรามต่ำช้า ทหารจึงต้องออกมาจัดระเบียบสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ฟังเผินๆ คำพูดนี้ดูมีเหตุมีผล มีน้ำหนัก และหลายคนก็พยักหน้าตามโดยไม่คิดอะไรเพิ่ม แต่สำหรับนักวิชาการทางการเมือง คำถามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่า “พูดเก่งหรือเปล่า” หรือ “ฟังแล้วสะใจไหม” แต่คือคำอธิบายนี้มันครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ มันเล่าเรื่องเพียงด้านเดียว หรือมีการปกปิดบางส่วนที่สำคัญไว้ วันนี้ ผมอยากชวนทุกท่านมาสำรวจคำอธิบายแบบนี้กันอย่างใจเย็น ไม่ได้มาตำหนิหรือด่าทอใคร แต่จะชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรที่ถูกมองข้ามไป และอะไรที่ถูกซ่อนไว้โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจส่วนที่ 1: แยกข้อเท็จจริงออกจากการเหมารวมก่อนอื่น เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยมีปัญหาการซื้อเสียงจริง มีนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันจริง และมีพรรคการเมืองบางพรรคที่ฉวยประโยชน์จากความยากจนของประชาชนเพื่อแลกกับคะแนนเสียงจริง ไม่มีใครปฏิเสธข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้
แต่สิ่งที่นักวิชาการจะตั้งคำถามต่อทันทีคือ ถ้าปัญหาทั้งหมดเกิดจาก “ประชาชนขายเสียง” และ “นักการเมืองเลว” จริง แล้วทำไมประเทศที่ประชาชนยากจนกว่าประเทศไทย เช่น อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ กลับสามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและก้าวหน้าได้ไกลกว่าเรา
คำตอบที่ลึกซึ้งกว่าคือ ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่พฤติกรรมส่วนบุคคลของคนบางคน แต่เกิดจากโครงสร้างอำนาจและสถาบันทางการเมืองที่เปิดช่องให้พฤติกรรมไม่ดีเหล่านั้น “คุ้มค่า” และเกิดขึ้นซ้ำๆ ได้โดยไม่ได้รับการลงโทษที่เพียงพอ กล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงสร้างที่บิดเบี้ยวต่างหากที่เป็นรากเหง้าของวงจรอุบาทว์ ไม่ใช่ตัวประชาชนหรือนักการเมืองเพียงลำพังส่วนที่ 2: สิ่งที่โพสต์แบบนี้มัก “เลือกที่จะเงียบ”โพสต์ที่วิพากษ์ประชาธิปไตยในลักษณะนี้ มักจะไม่พูดถึงประเด็นสำคัญหลายอย่างที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ประการแรก รัฐประหารในอดีตไม่เคยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้จริง ถ้าการทำรัฐประหารเป็น “ยารักษาโรค” อย่างที่บางคนเชื่อ เราควรเห็นว่านักการเมืองที่ทุจริตถูกลดน้อยลง ระบบการเมืองสะอาดขึ้น แต่ความจริงที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม นักการเมืองเก่าที่รอดจากการรัฐประหารมักกลับมามีอำนาจมากกว่าเดิม กลไกการตรวจสอบถูกล้มล้างหรืออ่อนแอลงอย่างมาก การซื้อเสียงไม่ได้หายไป แต่กลับแพงขึ้นและซับซ้อนขึ้น นี่ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว แต่เป็นข้อสรุปจากงานวิจัยและข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน ประการที่สอง องค์กรอิสระที่หลายคนหวังว่าจะเป็น “ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม” นั้น ในความเป็นจริงมักไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมักมาจากเครือข่ายอำนาจเดิม และไม่มีกลไกที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อองค์กรเหล่านี้ไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง มันก็กลายเป็น “อำนาจที่ไม่มีใครตรวจสอบได้” โดยปริยาย ซึ่งอันตรายยิ่งกว่าอำนาจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเสียอีกส่วนที่ 3: กับดักทางตรรกะที่อันตรายที่สุดกับดักที่ใหญ่ที่สุดของคำอธิบายแบบนี้คือ การสรุปว่า “เพราะมีคนไม่ดี ประชาธิปไตยจึงใช้ไม่ได้ในประเทศไทย” แต่ในความเป็นจริง ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีนักการเมืองดีพร้อมเพรียงกันทุกคน ประชาธิปไตยไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรอให้มีแต่ “คนดี” มาปกครอง แต่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราสามารถถอดถอนหรือเปลี่ยนแปลง “คนไม่ดี” ได้ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรืออาวุธ เมื่อเราเลือกทางลัดด้วยการทำรัฐประหาร เรากำลังส่งสัญญาณว่า “ถ้ามีคนไม่ดี เราจะยกเลิกกติกาทั้งหมด แทนที่จะซ่อมแซมหรือปรับปรุงกติกาให้ดีขึ้น” นี่เท่ากับเป็นการทำลายระบบทั้งระบบ เพียงเพราะเราไม่พอใจผู้เล่นบางคนในสนาม ส่วนที่ 4: ประชาชนมีส่วนผิดจริงหรือไม่แน่นอนครับ ประชาชนเราทุกคนมีส่วนรับผิดชอบต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ แต่ความรับผิดชอบนั้นไม่ใช่ในแบบที่โพสต์วิพากษ์วิจารณ์มักกล่าวหา คือ “โง่ ขายเสียง ง่ายต่อการซื้อ” ความผิดที่แท้จริงของเราอยู่ที่เราเคยถูกทำให้เชื่อว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก ที่คนดีไม่ควรยุ่ง” ถูกปลูกฝังให้กลัวความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่ากลัวความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริง และถูกทำให้รู้สึกไร้พลังว่า “ไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่ดี”
นี่ไม่ใช่ความโง่เขลาโดยธรรมชาติของคนไทย แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบโครงสร้างอำนาจที่ต้องการให้ประชาชนรู้สึกเช่นนั้นมานานหลายทศวรรษบทสรุป: ทางออกที่แท้จริงคืออะไรดังนั้น เมื่อใดที่เราเห็นโพสต์ที่สรุปว่า “คนไทยไม่เหมาะกับประชาธิปไตย” หรือ “ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยไม่ได้” มุมมองจากนักวิชาการจะตอบอย่างสุภาพและหนักแน่นว่า ไม่ใช่ว่าคนไทยหรือประเทศไทย “ไม่เหมาะ” กับประชาธิปไตย
แต่เป็นเพราะโครงสร้างอำนาจบางส่วนในสังคมไทย ไม่ยอมให้ประชาธิปไตยทำงานได้อย่างเต็มที่ และยังคงได้ประโยชน์จากการที่ระบบล้มเหลวซ้ำซาก
ตราบใดที่เรายังคงโทษประชาชนเพียงฝ่ายเดียว เราก็จะไม่มีวันมองเห็นว่า ใครคือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงจากวงจรอุบาทว์นี้
ประชาธิปไตยไม่เคยสมบูรณ์แบบในทุกที่ทั่วโลก มันไม่ใช่เหตุผลที่เราจะยกเลิกหรือยอมแพ้ต่อมัน แต่เป็นเหตุผลที่เราต้องปกป้อง ซ่อมแซม และพัฒนามันให้ดีขึ้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
