1) บทคัดย่อและข้อสรุปย่อ
บทความนี้เสนอว่า “รัฐประหาร 2500” มิใช่เพียงเหตุการณ์การเปลี่ยนรัฐบาล หากเป็น จุดเปลี่ยนเชิงสถาบัน ที่ทำให้การเมืองไทยเดินเข้าสู่ “ประชาธิปไตยแบบจัดการ” (managed democracy) อย่างเป็นระบบ
กล่าวคือ ระบอบที่มีรูปแบบประชาธิปไตยพอให้โลกภายนอกอ่านออก (มีรัฐธรรมนูญ มีเลือกตั้ง มีสภา มีพรรคการเมืองและศาล) แต่ถูกตีกรอบและถูกจัดการได้ผ่านเครือข่ายสถาบันที่ไม่ยึดโยงกับการเลือกตั้ง
โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันของ วัง–กองทัพ–กลไกกฎหมายการเมือง ในฐานะ “สถาปัตยกรรมอำนาจ” ที่ปรับตัวตามเวลา
มากกว่าจะพึ่งกำลังทหารแบบหยาบเสมอไป
ข้อสรุปเชิงหลักฐานที่ตรวจสอบได้
- ไทยมีประวัติรัฐประหาร/ความพยายามรัฐประหารจำนวนมากในโลกสมัยใหม่: มีรายงานว่าตั้งแต่ 1932 มี 22 ครั้ง โดย 13 ครั้งสำเร็จ (ตัวเลขอาจต่างกันตามนิยามของแหล่งข้อมูล แต่แนวโน้ม “ความถี่สูงผิดปกติ” สอดคล้องกัน) [1]
- ไทยมีรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองจำนวนมาก: ราว 20 ฉบับ หลัง 1932 ซึ่งสะท้อน “วงจร รัฐประหาร–ร่างกติกาใหม่” ที่เกิดซ้ำ [2]
- รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบให้วุฒิสภาที่มาจากกระบวนการแต่งตั้งในช่วงเริ่มต้นมีบทบาทสำคัญในระบบการเมือง และมีบทเฉพาะกาลให้ร่วมโหวตนายกฯ ในช่วงเวลาหนึ่ง [3]
- แผนการเปลี่ยนผ่านสู่ “วุฒิสภาชุดใหม่” ในปี 2024 ถูกวิจารณ์ว่ายังคงซับซ้อนและไม่ใช่การเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งประเทศ โดย Reuters อธิบายว่าเป็นกระบวนการ “คัดเลือก” ผ่านกลุ่มอาชีพ และไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ [4]
บทความจึงไม่ได้อธิบายการเมืองไทยด้วย “คนดี–คนเลว” หรือด้วย “ปัญหานักการเมือง” เท่านั้น แต่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นในฐานะ เครื่องมือทางสถาบัน
ระบอบหลังรัฐประหารมักไม่เพียงเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่จะ อัปเกรดกติกา เพื่อทำให้การเมืองแบบเลือกตั้ง “อยู่ใต้กรอบ” ที่คาดการณ์และควบคุมได้มากขึ้น
การสะสมตัวของกลไกเช่นนี้ทำให้ประชาธิปไตยไทย “ดูเหมือนปกติ” ต่อสายตาโลก แต่ “ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ” ต่อประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
2) คำถามวิจัย วัตถุประสงค์ และข้อเสนอหลัก
2.1 คำถามวิจัย
หากยอมรับว่าไทยมีการเลือกตั้งซ้ำหลายครั้ง และมีพรรคการเมืองแข่งขันจริงในระดับหนึ่ง คำถามเชิงวิชาการคือ:
เหตุใดวงจรรัฐประหารจึงเกิดซ้ำ และเหตุใด “การกลับสู่การเลือกตั้ง” ภายหลังรัฐประหารจึงมักมาพร้อม “กลไกใหม่” ที่ทำให้การเมืองยิ่งถูกกำกับมากกว่าเดิม
แทนที่จะปลดล็อกให้ประชาชนกำกับรัฐได้เข้มขึ้น?
2.2 วัตถุประสงค์
(1) อธิบายรัฐประหาร 2500 ในฐานะจุดเปลี่ยนเชิงสถาบันที่สร้างแบบแผนการจัดการความชอบธรรมผ่านกำลังและกติกา
(2) แสดงกลไกเชื่อม (causal mechanisms) ที่ทำให้ “รัฐประหาร” ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ แต่เป็นจังหวะหนึ่งใน “วงจรการออกแบบสถาบัน”
(3) เชื่อมพัฒนาการดังกล่าวกับรัฐธรรมนูญ 2560 และการเปลี่ยนผ่านวุฒิสภา เพื่อชี้ว่า “การจัดการอำนาจ” ถูกทำให้เป็นกติกาอย่างไร
(4) วิเคราะห์อย่างระมัดระวังว่าการพูดถึง “เจตนา” ของเครือข่ายอำนาจในงานวิชาการควรทำอย่างไร โดยยึดหลักฐานเชิงผลลัพธ์ (institutional effects) มากกว่าการกล่าวหาเชิงบุคคล
2.3 ข้อเสนอหลัก (Thesis)
ข้อเสนอหลักของบทความคือ ไทยพัฒนา “ประชาธิปไตยแบบจัดการ” ผ่านโครงสร้างสามชั้นซ้อน:
(ก) ชั้นความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่ผูกโยงกับความคิดเรื่องชาติ ศีลธรรม และความต่อเนื่องของรัฐ;
(ข) ชั้นกำลังบังคับ ที่กองทัพทำหน้าที่ผู้ตัดสินยามวิกฤต;
และ (ค) ชั้นกฎหมาย/สถาบันกำกับ ที่ผลิตกติกาเพื่อจำกัดขอบเขตการแข่งขันทางการเมือง
ทั้งสามชั้นทำงานร่วมกันในรูป “อำนาจแบบเครือข่าย” มากกว่าการสั่งการตรง
อันสอดคล้องกับแนวคิด “network monarchy” ที่อธิบายบทบาทเชิงเครือข่ายของสถาบันกษัตริย์ในทางการเมืองสมัยใหม่ [5]
3) กรอบทฤษฎีและทบทวนวรรณกรรม
3.1 อำนาจแบบเครือข่าย: จาก “รัฐประหาร” สู่ “ระบอบที่สืบทอดตัวเอง”
ในการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบร่วมสมัย คำอธิบายแบบ “ผู้นำคนเดียว” มักไม่เพียงพอสำหรับรัฐที่มีระบบราชการใหญ่ สถาบันทหารที่มีอำนาจ และความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ฝังลึก
แนวทางที่มีประโยชน์คือการมองอำนาจเป็น เครือข่ายของสถาบันและตัวแสดง (network of institutions and actors) ที่เชื่อมโยงผลประโยชน์ร่วมกัน
ในไทย วรรณกรรมสำคัญคือ Duncan McCargo ซึ่งเสนอแนวคิด “network monarchy”
เพื่ออธิบายว่าพระราชอำนาจทางการเมืองมิได้ทำงานด้วยการปกครองโดยตรง หากทำผ่านเครือข่ายตัวกลางและสถาบันรัฐหลายรูปแบบ [5]
3.2 อำนาจนิยมผ่านรัฐธรรมนูญ: เมื่อ “กติกา” กลายเป็นเทคโนโลยีทางการเมือง
รัฐธรรมนูญในอุดมคติคือข้อจำกัดอำนาจรัฐและการรับรองสิทธิพลเมือง แต่ในทางประวัติศาสตร์การเมือง
รัฐธรรมนูญจำนวนมากในประเทศที่มีรัฐประหารซ้ำ กลับทำหน้าที่เป็น เครื่องมือสถาปนาอำนาจ (power-constituting device)
กล่าวคือ มันกำหนดว่า “ใคร” มีอำนาจชี้ขาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และทำให้การแทรกแซงของผู้ไม่ผ่านการเลือกตั้ง “ดูชอบธรรม” ภายใต้ภาษากฎหมาย
กรณีไทย รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางเรื่องโครงสร้างวุฒิสภาและบทเฉพาะกาลที่เอื้ออำนาจฝ่ายที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง [3]
3.3 “ประชาธิปไตยที่อ่านออกต่อสายตาโลก” (Internationally Legible Democracy)
ในบทความนี้ คำว่า “หลอกโลก” จะถูกแปลงเป็นภาษาวิชาการที่ตรวจสอบได้:
ระบอบหนึ่งอาจสร้าง “รูปแบบประชาธิปไตย” ให้เพียงพอสำหรับการยอมรับในระดับนานาชาติ (เช่น การจัดการเลือกตั้งเป็นระยะ การมีรัฐสภาและศาล)
แต่ภายในประเทศยังมี กลไกกำกับผลลัพธ์ (outcome-controlling mechanisms)
เช่น การให้สถาบันที่ไม่ยึดโยงการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาด การกำหนดคุณสมบัติ/ข้อจำกัดของผู้เล่น การใช้บทเฉพาะกาล/ช่องทางการตีความกฎหมาย และการสร้าง “ด่าน” ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นได้ยาก
ข้อกำกับเชิงวิชาการ:
งานชิ้นนี้จะหลีกเลี่ยงการ “สรุปเจตนารายบุคคล” หากไม่มีหลักฐานตรง
แต่จะใช้แนวทาง disciplined inference คืออนุมานอย่างมีวินัยจากกติกา พฤติกรรมซ้ำรูป และผลลัพธ์เชิงสถาบัน
(เช่น การเพิ่มอำนาจสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งและการออกแบบกลไกคุมการจัดตั้งรัฐบาล) ซึ่งเป็นหลักฐานที่ตรวจสอบซ้ำได้
4) วิธีวิทยาและชนิดของหลักฐาน
4.1 Process tracing: ไล่กลไกเชื่อมเหตุ–ผล
แกนวิธีวิทยาของบทความคือ process tracing (การไล่กระบวนการเชิงเหตุ–ผล)
ซึ่งเหมาะต่อการศึกษาระบอบที่ “สะสมตัวเอง” ผ่านเหตุการณ์เป็นช่วง ๆ เช่น รัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญ การตั้งองค์กรกำกับ และการปรับโครงสร้างกติกา
จุดมุ่งหมายคือไม่หยุดที่คำอธิบายว่า “เกิดรัฐประหารเพราะวิกฤต” แต่ชี้ให้เห็นว่า “หลังรัฐประหาร” มีการสร้างกลไกอะไรที่ทำให้ระบอบหลังรัฐประหารอยู่ต่อได้แม้กลับสู่การเลือกตั้งแล้ว
4.2 Institutional analysis: อ่านกติกาเพื่อเห็นอำนาจที่ซ่อนอยู่
บทความใช้การอ่านเอกสารเชิงสถาบัน ได้แก่
(ก) ฐานข้อมูลประวัติรัฐธรรมนูญไทย (จำนวนและลำดับการเปลี่ยน) [2]
(ข) หลักฐานเกี่ยวกับบทบาทวุฒิสภา/บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ 2560 และการเปลี่ยนผ่านวุฒิสภา 2024 [3][4]
(ค) งานวิชาการว่าด้วยอำนาจแบบเครือข่าย (network monarchy) [5]
และ (ง) รายงานสื่อหลักที่อธิบายการปรับแก้/ปรับโครงสร้างสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกติกา [6][7]
4.3 ความน่าเชื่อถือของหลักฐานและข้อจำกัด
บทความตั้งใจใช้แหล่งข้อมูลที่ “ตรวจสอบซ้ำได้” เช่น เอกสารสาธารณะ ฐานข้อมูลรัฐธรรมนูญ และรายงานข่าวจากสำนักที่มีมาตรฐานตรวจสอบ
พร้อมระบุข้อจำกัดว่า ตัวเลข “จำนวนรัฐประหาร” อาจต่างกันตามนิยาม (นับเฉพาะสำเร็จ/รวมความพยายาม)
ดังนั้นจะใช้ตัวเลขจากแหล่งที่ระบุชัดว่าหมายถึง “ความพยายามรัฐประหาร” และ “รัฐประหารสำเร็จ” แยกกัน [1]
5) รัฐประหาร 2500 ในฐานะ “จุดเปลี่ยนเชิงสถาบัน”
5.1 วิกฤตความชอบธรรมของการเลือกตั้ง: เงื่อนไขที่เปิดประตูให้ “ผู้ตัดสินนอกระบบ”
การเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 มักถูกบรรยายในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าเป็นช่วงที่ความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้งพุ่งสูง
ประเด็นสำคัญเชิงสถาบันคือ เมื่อ “ความชอบธรรมของการแข่งขันทางการเมือง” ถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง
สังคมจะถูกทำให้เชื่อว่า ต้องมี “ผู้ตัดสิน” ที่อยู่นอกการแข่งขัน—และในไทย ผู้ตัดสินนั้นมักเป็นกองทัพ
การวิเคราะห์แบบ process tracing จึงมองว่า วิกฤตเลือกตั้งไม่ได้ “ก่อรัฐประหารโดยอัตโนมัติ”
แต่เป็นเงื่อนไขเชิงสังคมที่ทำให้การใช้กำลังของกองทัพ “ดูชอบธรรม” ในสายตาคนจำนวนหนึ่ง
ซึ่งเป็นทุนทางการเมืองที่สำคัญต่อการสถาปนาระบอบหลังรัฐประหาร
5.2 2500 ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวผู้นำ: แต่สร้างแบบแผนการคืน–จัดวางความชอบธรรม
หากรัฐประหารเป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล ความหมายทางรัฐศาสตร์ก็จะจบลงที่ “ผู้ชนะ” กับ “ผู้แพ้”
แต่รัฐประหาร 2500 เป็นจุดที่ควรอ่านในฐานะ “การจัดวางโครงสร้างความชอบธรรมใหม่”
กล่าวคือ การทำให้การเมืองไทยหลังจากนั้นอยู่ภายใต้สมการที่เกิดซ้ำ:
สมการเชิงกลไกที่เกิดซ้ำในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
- วิกฤตความชอบธรรม (เลือกตั้งถูกตั้งคำถาม/ความขัดแย้งสังคมสูง)
- การแทรกแซงของกองทัพ ในฐานะ “ผู้ตัดสิน”
- การผลิตความชอบธรรมใหม่ ผ่านวาทกรรมชาติ–ศีลธรรม–ความสงบ
- การออกแบบกติกา/สถาบันใหม่ เพื่อให้การเมืองเลือกตั้งกลับมาในรูปที่ควบคุมได้
ประเด็นสำคัญคือ หลัง 2500 แนวโน้ม “รัฐประหารแล้วร่างกติกาใหม่” ไม่ได้เป็นเหตุการณ์โดด ๆ
แต่กลายเป็นรูปแบบที่ปรากฏซ้ำในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ความสัมพันธ์นี้สะท้อนผ่านจำนวนรัฐธรรมนูญ/ธรรมนูญการปกครองจำนวนมากหลัง 1932 ซึ่งหลายฉบับเกิดภายหลังรัฐประหาร [2]
5.3 รัฐประหารกับการสร้างเครือข่าย: จากกำลังสู่สถาบัน
จุดที่บทความนี้ต้องเน้น—และเป็นจุดที่ “เห็นภาพใหญ่และลึก”—
คือการแยก “กำลัง” ออกจาก “ระบอบ”
กล่าวคือ กำลัง (รถถัง/ทหาร) อาจยึดอำนาจได้ในคืนเดียว
แต่ระบอบจะอยู่ได้นาน ต้องอาศัย การทำให้กำลังกลายเป็นสถาบัน
ผ่านกฎหมาย องค์กร การแต่งตั้ง และการจัดวางตำแหน่งของผู้เล่นในระบบการเมือง
นี่คือเหตุผลที่รัฐประหารในไทยจำนวนมากไม่ได้จบที่ประกาศคณะปฏิวัติ
แต่ต้องตามด้วย “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” และ “องค์กรกำกับ”
6) จากรถถังสู่สถาปัตยกรรมสถาบัน: กลไกที่ทำให้ระบอบแข็งขึ้น
6.1 ทำไมรัฐประหารซ้ำ: คำตอบอยู่ที่ “ผลตอบแทนเชิงสถาบัน”
หากรัฐประหารเป็นเพียงการเสี่ยงสูงแต่ไม่ให้ผลตอบแทนระยะยาว มันจะไม่เกิดซ้ำถี่เช่นนี้
การเกิดซ้ำบ่อยบ่งชี้ว่า รัฐประหารในไทยมี “ผลตอบแทน” ในเชิงการออกแบบสถาบัน ได้แก่
(ก) การรีเซ็ตกติกาให้เอื้อต่อผู้มีอำนาจ
(ข) การจำกัดผู้เล่นทางการเมือง
(ค) การสร้างองค์กรหรือช่องทางให้สถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาด
และ (ง) การสร้างความชอบธรรมให้การแทรกแซงครั้งต่อไป
ในเชิงข้อมูลภาพรวม ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรัฐประหารจำนวนมากและยาวนาน
มีรายงานว่าตั้งแต่สิ้นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีความพยายามรัฐประหาร 22 ครั้ง และ 13 ครั้งสำเร็จ [1]
ซึ่งเป็น “สัญญาณโครงสร้าง” มากกว่าสัญญาณเฉพาะบุคคล
6.2 กลไกหลัก 4 ชุด ที่ทำให้ “ควบคุมได้” โดยไม่ต้องใช้รถถังตลอดเวลา
(ก) กลไกคุมการจัดตั้งรัฐบาล
การควบคุม “จุดตั้งรัฐบาล” เป็นหัวใจของประชาธิปไตยแบบจัดการ
เพราะแม้มีการเลือกตั้ง หากการคัดเลือกผู้นำฝ่ายบริหารถูกกำกับได้
ผลของการเลือกตั้งก็ถูกทำให้ “แปรรูป” ได้
รัฐธรรมนูญ 2560 และบทเฉพาะกาลเรื่องวุฒิสภามีความหมายในกรอบนี้อย่างยิ่ง [3]
(ข) กลไกคุม “กติกาของผู้เล่น”
อีกแนวทางคือทำให้การแข่งขันเกิดขึ้นได้ แต่จำกัดสนาม:
เช่น เงื่อนไขคุณสมบัติ การตีความกฎหมายพรรคการเมือง การกำหนดกติกาเลือกตั้งที่ทำให้ระบบพรรคแตกกระจาย หรือการสร้างด่านสถาบันให้การแก้ไขเชิงโครงสร้างทำได้ยาก
ในเชิงสถาบัน นี่คือการ “ลดอำนาจประชาชน” โดยไม่ต้องประกาศลดตรง ๆ
(ค) กลไกคุมผ่านองค์กรกำกับ/การตรวจสอบ
ในระบอบสมัยใหม่ การ “จัดการคู่แข่ง” ผ่านสถาบันตรวจสอบช่วยลดต้นทุนความชอบธรรม
เพราะถูกทำให้ดูเป็นกระบวนการตามกฎหมาย มากกว่าการใช้อำนาจดิบ
แม้งานชิ้นนี้ยังไม่ลงรายละเอียดรายคดี (สามารถทำภาคผนวกในขั้นถัดไป)
แต่กรอบ “องค์กรกำกับเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมอำนาจ” จำเป็นต่อการอ่านการเมืองไทยในภาพรวม
(ง) กลไกคุมผ่าน “ความมั่นคง” และวาทกรรมชาติ
การทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องความมั่นคง (securitization) เปิดช่องให้สถาบันความมั่นคงมีอำนาจเกินปกติ
ระบอบสามารถอธิบายการจำกัดสิทธิ/เสรีภาพว่าเป็นความจำเป็น
พร้อมทั้งทำให้สังคมยอมรับการแทรกแซงมากขึ้นในยามวิกฤต
6.3 “วงจรรัฐประหาร–รัฐธรรมนูญ” ในฐานะหลักฐานเชิงโครงสร้าง
ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเสถียรมักมีความต่อเนื่องของกติกา แม้รัฐบาลเปลี่ยน
ในทางกลับกัน ประเทศที่รัฐธรรมนูญเปลี่ยนถี่ สะท้อนว่า “ผู้ชนะ” ไม่เพียงชนะอำนาจบริหาร
แต่ชนะสิทธิในการ “ออกแบบสนามแข่งขัน”
ไทยถูกบันทึกว่ามีรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองจำนวนมากถึงราว 20 ฉบับหลัง 1932 [2]
ข้อเท็จจริงนี้จึงไม่ใช่แค่ข้อมูลประวัติศาสตร์ แต่เป็นหลักฐานของโครงสร้างการเมืองที่กติกาถูกใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจ
7) รัฐธรรมนูญ 2560: การทำให้การจัดการอำนาจ “เป็นกติกา”
7.1 วุฒิสภาในฐานะ “ห้องเครื่องของการกำกับ”
จุดที่ต้องอธิบายอย่างละเอียดคือ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้เพียงกำหนดสถาบันทางการเมืองตามแบบประชาธิปไตย
แต่กำหนด “น้ำหนักอำนาจ” ระหว่างสถาบันเหล่านั้น
ในช่วงแรก วุฒิสภาชุด 250 คน (ตามบริบทหลังรัฐประหาร 2557) มีบทบาทสำคัญต่อการเมืองระดับรัฐบาล
ทั้งในแง่การค้ำยันเสถียรภาพของฝ่ายอำนาจเดิมและในแง่การเป็นกลไกที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาล “ไม่ขึ้นกับเสียงประชาชนในสภาล่างเพียงอย่างเดียว”
สื่อไทยและสำนักข่าวต่างประเทศอธิบายบทบาทดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงวาระที่กำหนด [3]
7.2 การลดอำนาจโหวตนายกฯ หลังวาระ: เปลี่ยนรูปแบบ ไม่ได้แปลว่าเลิก “จัดการ”
เมื่อวาระของวุฒิสภาที่มีบทบาทโหวตนายกฯ สิ้นสุดลง ระบอบไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งเครื่องมือเดิม
การ “เปลี่ยนรูปแบบ” ของการได้มาซึ่งวุฒิสภาในปี 2024 จึงสำคัญต่อการวิเคราะห์เชิงสถาบัน
Reuters อธิบายว่าระบบใหม่เป็นการคัดเลือกผ่านกลุ่มอาชีพหลายสาขา ไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ
และแม้จะไม่มีสิทธิโหวตนายกฯ แล้ว วุฒิสภายังคงมีอำนาจตรวจสอบและบทบาทต่อสถาบันอิสระ [4]
กล่าวคือ “ลดอำนาจหนึ่ง” แต่ “ยังคงสถานะเป็นกลไกกำกับ” ในมิติอื่น
ข้อสังเคราะห์เชิงสถาบัน
ในประชาธิปไตยแบบจัดการ กลไกมัก “ย้ายที่” มากกว่า “หายไป”
เมื่อกลไก A ถูกวิจารณ์หนัก ก็ปรับเป็นกลไก B ที่สอดคล้องกับข้อจำกัดใหม่
จุดชี้ขาดจึงไม่ใช่ “ชื่อกลไก” แต่คือ “ฟังก์ชัน” ว่ามันยังทำให้การเมืองอยู่ใต้กรอบได้หรือไม่
7.3 สถาปัตยกรรมอำนาจ: การทำให้ประชาธิปไตย “ดูเหมือนจริง” แต่ไม่เปิดช่องให้เปลี่ยนโครงสร้างง่าย
หากมองด้วยสายตานักรัฐศาสตร์เชิงสถาบัน
รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกรณีศึกษาสำคัญของการ “ทำให้การจัดการอำนาจเป็นกติกา”
คือทำให้การเมืองที่ถูกกำกับสามารถอธิบายได้ด้วยภาษากฎหมาย
ยิ่งเมื่อกติกาถูกทำให้ซับซ้อน (เช่น ขั้นตอนคัดเลือกวุฒิสภาและบทบาทเชื่อมกับองค์กรกำกับ)
ความสามารถของประชาชนในการ “ตรวจสอบเข้าใจ” และ “เปลี่ยนผ่านอย่างมีส่วนร่วม” ก็ลดลงโดยปริยาย
8) ยุครัชกาลที่ 10: การปรับให้ศูนย์กลางคล่องตัวและแน่นแฟ้น
8.1 อ่านอย่างระมัดระวัง: ไม่สรุปเจตนา แต่ชี้การปรับเชิงโครงสร้างที่มีหลักฐาน
บทนี้ต้องรักษาวินัยทางวิชาการอย่างเข้มงวด
เพราะการพูดถึง “วัง” มักถูกผลักให้เป็นความเชื่อหรืออคติ
แนวทางของบทความนี้คือ: ไม่ยืนยันข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานตรง
แต่ชี้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ได้รับการรายงานโดยสื่อหลักและตรวจสอบได้
เช่น รายงานว่ามีการร้องขอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้เพื่อให้แน่ใจบางเรื่องเกี่ยวกับพระราชอำนาจ
และการแก้กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินฝ่ายราชสำนักซึ่ง Reuters รายงานว่าเป็นการเปลี่ยนสถานะการถือครองให้ชัดขึ้นในพระนาม [6][7]
8.2 ทำไมเรื่องทรัพย์สินเป็น “เรื่องการเมือง” ในงานสถาบันนิยม
ในรัฐศาสตร์เชิงสถาบัน “ทรัพย์สิน” ไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นฐานทรัพยากรของอำนาจ
เพราะทรัพยากรกำหนดความสามารถในการสร้าง/รักษาเครือข่าย (patronage capacity)
การสนับสนุนองค์กร/กิจกรรม และความสามารถในการดำรงความต่อเนื่องของสถาบัน
เมื่อสถานะทรัพย์สินถูกกำหนดให้ชัดขึ้นในเชิงกฎหมาย ย่อมมีผลทางสถาบันต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระยะยาว
งานข่าว Reuters ปี 2018 ว่าด้วยการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินจึงเป็นหลักฐานเชิงโครงสร้างที่ต้องถูกอ่านในกรอบนี้ [7]
8.3 การตีความเชิงระบบ: “แน่นแฟ้นขึ้น” หมายถึงอะไรในเชิงสถาบัน
เมื่อกล่าวว่าเครือข่ายอำนาจ “แน่นแฟ้นขึ้น” ในบทความนี้หมายถึงอย่างน้อย 3 ประการ:
(1) ความชัดเจนของเส้นอำนาจ (authority lines) ที่ถูกทำให้แน่นอนขึ้นผ่านกฎหมาย/ขั้นตอน
(2) ความคล่องตัวของศูนย์กลาง (central agility) ในการกำกับการเมืองช่วงวิกฤต โดยไม่ต้องพึ่งกำลังดิบทุกครั้ง
และ (3) ความสามารถในการอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง กล่าวคือ ให้การเลือกตั้งดำรงอยู่ได้ แต่สร้าง “กลไกกันชน” ไม่ให้การเลือกตั้งเปิดทางสู่การเปลี่ยนโครงสร้างง่าย
9) “เจตนา” ในงานวิชาการ: อนุมานจากแบบแผนและผลลัพธ์เชิงสถาบัน
9.1 ปัญหาเชิงระเบียบวิธี: เจตนาไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
ในงานวิชาการ การกล่าวว่า “ใครตั้งใจทำอะไร” ต้องพึ่งหลักฐานตรง (เช่น เอกสารภายใน คำสั่งที่เปิดเผย บันทึกการประชุม)
ซึ่งมักหาได้ยากในเรื่องความมั่นคงและการเมืองระดับสูง
ดังนั้น แนวทางที่ใช้กันทั่วไปคือการเลื่อนไปสู่การวิเคราะห์ “ตรรกะของสถาบัน” (institutional logic)
กล่าวคือ หากกติกาถูกออกแบบซ้ำ ๆ ให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน เราสามารถอนุมาน “เป้าประสงค์เชิงหน้าที่” ของระบบได้อย่างมีวินัย
9.2 เปลี่ยนถ้อยคำให้เป็นวิชาการ: จาก “หลอกโลก” สู่ “international legibility under domestic control”
ถ้อยคำที่ผู้เขียนจำนวนมากใช้กันในงานวิพากษ์การเมือง เช่น “หลอกโลก” หรือ “ประชาธิปไตยจอมปลอม”
หากเขียนแบบวิชาการ จะถูกแปลงเป็นข้อสังเกตที่ตรวจสอบได้ เช่น:
ระบอบสร้างรูปแบบประชาธิปไตยที่เพียงพอให้โลกภายนอกยอมรับและทำงานด้วยได้
แต่ในประเทศมี “กลไกกำกับผลลัพธ์” ที่ลดศักยภาพของการเลือกตั้งในการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ
หลักฐานสนับสนุนในบทความนี้อยู่ที่ (ก) วงจรรัฐธรรมนูญจำนวนมาก [2]
(ข) บทบาทของวุฒิสภาในช่วงบทเฉพาะกาล [3]
และ (ค) การเปลี่ยนผ่านวุฒิสภาแบบคัดเลือกโดยไม่ผ่านการโหวตสาธารณะ [4]
9.3 แบบแผน 4 ชุด ที่ทำให้ข้อเสนอ “เจตนาเชิงระบบ” มีน้ำหนัก
เพื่อไม่ให้ข้อเสนอเป็นเพียงความเห็น บทความชี้แบบแผน (patterns) ที่ตรวจสอบได้ดังนี้:
-
แบบแผนรัฐประหารตามด้วยกติกาใหม่:
ความถี่ของรัฐธรรมนูญ/ธรรมนูญการปกครองจำนวนมากหลัง 1932 เป็นหลักฐานเชิงโครงสร้างว่ากติกาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรีเซ็ตสนามแข่งขัน [2]
-
แบบแผนเพิ่มน้ำหนักของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง:
โดยเฉพาะช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ที่ถูกวิจารณ์เรื่องวุฒิสภาแต่งตั้งและบทบาทในการเลือกนายกฯ [3]
-
แบบแผน “เปลี่ยนรูปแบบ” เมื่อถูกวิจารณ์หนัก:
การเปลี่ยนผ่านวุฒิสภา 2024 ลดอำนาจโหวตนายกฯ แต่ยังคงวิธีได้มาที่ซับซ้อนและไม่มีการโหวตสาธารณะตามที่ Reuters อธิบาย [4]
-
แบบแผนการทำให้ศูนย์กลางอำนาจคล่องตัวขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ:
เช่น รายงานเกี่ยวกับการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ และการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินในเชิงกฎหมาย [6][7]
10) ข้อโต้แย้งที่คาดหมายและคำตอบเชิงหลักฐาน
10.1 “รัฐประหารเกิดเพราะนักการเมืองเลว”
คำอธิบายนี้อาจจริงในบางกรณี แต่ไม่เพียงพอเชิงสถาบัน
เพราะไม่ตอบว่าเหตุใด “ทางออก” ที่ถูกทำซ้ำคือรัฐประหาร และเหตุใดหลังรัฐประหารจึงต้องออกแบบกติกาใหม่เพื่อกำกับการเลือกตั้ง
หากปัญหาอยู่ที่ “คน” อย่างเดียว ระบบควรแก้ด้วยการเพิ่มความเข้มแข็งของสถาบันประชาธิปไตย (ความโปร่งใส พรรคการเมือง ระบบตรวจสอบที่ยึดโยงประชาชน)
แต่หลักฐานเชิงโครงสร้างกลับชี้การเพิ่มอำนาจของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งในช่วงเวลาสำคัญ [3]
10.2 “วุฒิสภาใหม่ไม่มีสิทธิเลือกนายกฯ แล้ว แปลว่าประชาธิปไตยดีขึ้น”
การลดอำนาจหนึ่งด้านอาจเป็นพัฒนาการ แต่การประเมินเชิงสถาบันต้องดู “ฟังก์ชันโดยรวม”
Reuters ชี้ว่าวิธีได้มาของวุฒิสภาใหม่เป็นกระบวนการคัดเลือกผ่านกลุ่มอาชีพ ไม่มีการโหวตสาธารณะ [4]
ดังนั้น คำถามเชิงวิชาการคือ ระบอบได้ย้ายกลไกกำกับจาก “สิทธิเลือกนายกฯ” ไปสู่ “โครงสร้างการได้มาและอำนาจอื่น” หรือไม่
หากใช่ นี่คือการเปลี่ยนรูปแบบของประชาธิปไตยแบบจัดการ ไม่ใช่การสิ้นสุดของมัน
10.3 “บทบาทของวังเป็นเพียงพิธีการ”
การถกเถียงนี้ในงานวิชาการไม่ควรจบด้วยการเชื่อ–ไม่เชื่อ แต่ควรกลับไปที่หลักฐานเชิงสถาบันที่ตรวจสอบได้
รายงานสื่อหลักระบุว่ามีการร้องขอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้เพื่อความชัดเจนบางประเด็น [6]
และ Reuters รายงานการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินฝ่ายราชสำนักในเชิงกฎหมาย [7]
ประเด็นเหล่านี้อย่างน้อยบ่งชี้ว่า “พิธีการ” ไม่ใช่คำอธิบายที่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริง
11) บทสรุปเชิงนโยบายและนัยต่ออนาคตประชาธิปไตยไทย
11.1 2500 คือ “จุดเริ่มต้นของตรรกะ” มากกว่าจุดสิ้นสุดของยุคหนึ่ง
เมื่ออ่านรัฐประหาร 2500 ด้วยกรอบสถาบันนิยม เราเห็น “ตรรกะ” ที่เกิดซ้ำ: วิกฤตความชอบธรรม → การแทรกแซงของผู้ตัดสินนอกระบบ → การสร้างความชอบธรรมใหม่ → การออกแบบกติกาเพื่อคุมสนาม
ตรรกะนี้อธิบายได้ว่าทำไมการเมืองไทยจึงมีทั้งการเลือกตั้งและการรัฐประหารร่วมกันเป็นช่วง ๆ
และทำไมการกลับสู่การเลือกตั้งมักมาพร้อมกติกาที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเกิดยาก
11.2 “ความเสถียร” แบบจัดการ vs “เสถียรภาพประชาธิปไตย”
ระบอบประชาธิปไตยแบบจัดการมักให้ “ความเสถียร” ในความหมายจำกัด:
เสถียรต่อศูนย์กลางอำนาจ เสถียรต่อความสามารถในการคุมเกมระยะสั้น
แต่ไม่ให้เสถียรภาพในความหมายประชาธิปไตย คือ เสถียรภาพที่ยืนบนความยึดโยงประชาชน ความคาดการณ์ได้ของกติกา และความสามารถของสังคมในการแก้ปัญหาอย่างสันติผ่านสถาบัน
ผลลัพธ์ระยะยาวจึงมักเป็น “วิกฤตซ้ำ” เพราะการกดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทำให้แรงกดดันสะสม
11.3 นัยต่อการออกแบบทางออก
หากยอมรับข้อวิเคราะห์เชิงสถาบันนี้ ทางออกไม่ใช่การหวัง “ผู้นำดี” เพียงคนเดียว
แต่คือการทำให้กติกาและสถาบันมีความยึดโยงกับประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดบทบาทการชี้ขาดของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง
มิฉะนั้น ระบอบจะยังคงรูปแบบประชาธิปไตยไว้เพื่อความชอบธรรม แต่กำกับผลลัพธ์ไว้เพื่อรักษาโครงสร้างเดิม
12) เชิงอรรถและบรรณานุกรม
บรรณานุกรม (คัดเลือก; สามารถขยายเป็นฉบับเต็มแบบวารสารได้)
- McCargo, Duncan. “Network monarchy and legitimacy crises in Thailand.” The Pacific Review (2005).
- ConstitutionNet. “Thailand – Constitutional history.” (Country profile / database summary).
- Reuters. “Thailand to replace military-appointed Senate, reduce its powers.” (Apr 23, 2024).
- Reuters. “Thailand announces new senate, replacing army-appointed lawmakers.” (Jul 10, 2024).
- Reuters. “Assets registered to Thai Crown Property Bureau to be held under king’s name.” (2018).
- CFR. “Is a Coup Coming Soon in Thailand?” (Jun 30, 2025).
- Christian Science Monitor. “Thailand has had 22 coups…” (Jul 1, 2025).
- ABC News / The Guardian. รายงานข่าวเกี่ยวกับการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ (2017).
เครดิตวิดีโอประกอบ
วิดีโอคลิปเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2500
ที่มา: Facebook (ลิงก์ที่ผู้เผยแพร่/ผู้ใช้ส่งให้เพื่อใช้อ้างอิงและศึกษา)
ใช้เพื่อการศึกษา วิเคราะห์เชิงสถาบัน และวิพากษ์ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย