น่าทึ่ง หนังสือที่เขียนเมื่อ 1997 บรรยายถึงอนาคต 2025 ได้แม่นราวจับวาง โดย คันฉ่องสองโลก กับ ดร. เพียงดิน รักไทย

หนังสือ "2025: Scenarios of U.S. and Global Society Reshaped by Science and Technology (Coates–Mahaffie–Hines; ตีพิมพ์ปลายทศวรรษ 1990)" 

ได้ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าในปี 2025 เอาไว้ดังต่อไปนี้


1) “โลกถูกขับด้วยเทคโนโลยีแกน” + สิ่งแวดล้อมกลายเป็นแรงกำกับ (ถูกทิศทาง)

หนังสือวาง “ตัวขับเคลื่อน” หลัก 4 เทคโนโลยี—สารสนเทศ, วัสดุ, พันธุศาสตร์, พลังงาน—และย้ำว่า “สิ่งแวดล้อม/ความยั่งยืน” จะกลายเป็นแรงกำกับระดับโลกที่ทรงพลังพอ ๆ กัน
ภาพในปี 2026: เทคโนโลยีสารสนเทศและ “ข้อมูล” เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเกือบทุกระบบ, พลังงานหมุนเวียน/ประสิทธิภาพพลังงานเป็นวาระรัฐ-ธุรกิจ, พันธุศาสตร์ก้าวสู่การแพทย์จริง, และแรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศทำให้ “นโยบาย-เงินทุน-กติกา” ต้องตอบสนองต่อความยั่งยืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ดูข้อ 5)


2) “Everything will be smart” = ยุค IoT/อุปกรณ์อัจฉริยะ (เข้าตามเป้า)

ในสมมติฐานช่วงต้น ผู้เขียนระบุชัดว่า “ทุกสิ่งจะฉลาด (smart)” ด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ เซนเซอร์ การฝังการคำนวณลงในวัตถุ/ระบบ
ภาพวันนี้: จำนวนอุปกรณ์ IoT เติบโตระดับ “หลักหมื่นล้าน” และยังเพิ่มต่อเนื่อง (เช่น ตัวเลขติดตามตลาดรายงานว่าอุปกรณ์ IoT ปี 2024 ราว 18.5 พันล้าน และคาดปี 2025 ราว 21.1 พันล้าน) ขณะเดียวกัน “บ้านอัจฉริยะ” กลายเป็นของแพร่หลายมากขึ้นในครัวเรือนสหรัฐฯ (มีงานสำรวจผู้บริโภคและบริษัทวิจัยตลาดจำนวนมากสะท้อนการยอมรับในวงกว้าง)


3) งาน-การเรียน-การประสานงาน “ย้ายขึ้นเครือข่าย” และ WFH กลายเป็นโครงสร้างถาวร (ตรงแบบฉากทัศน์)

แม้หนังสือจะเล่าแบบ “ประวัติศาสตร์ย้อนหลัง” แต่กรอบคิดสำคัญคือ เมื่อสารสนเทศเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สังคมจะจัดระเบียบงาน/ชีวิตใหม่ตามความสามารถของเครือข่าย (สอดคล้องกับภาพรวมบท Information)
ภาพจริงหลังโควิด: อัตราทำงานจากบ้านในสหรัฐฯ “พุ่ง” ช่วงล็อกดาวน์ และแม้ลดลงก็ยังสูงกว่าก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น BLS ระบุอัตรา WFH ยังอยู่ราว 28% ในมิถุนายน 2023) และงานวิจัยเชิงสรุปชี้ว่า WFH ในสหรัฐฯ ยังอยู่ราว “ประมาณหนึ่งในสี่ถึงเกือบหนึ่งในสาม” ของวันทำงานที่จ่ายค่าจ้างในช่วงหลังโควิด


4) Telemedicine/การแพทย์ทางไกล “จากทางเลือก” กลายเป็น “ระบบปกติ”

ธีม “เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนบริการสังคม” สอดคล้องอย่างมากกับสิ่งที่เกิดจริง โดยเฉพาะสุขภาพ
หลักฐานหลังโควิดชัด: CDC รายงานช่วงต้นปี 2020 การใช้ telehealth เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบปีก่อน และรายงานสถิติสุขภาพของสหรัฐฯ สรุปว่าปี 2021 แพทย์ใช้ telemedicine มากกว่าปี 2019


5) “โลกร้อน/ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ” กลายเป็นแกนกลางนโยบายสาธารณะ (เข้มกว่าที่คนยุค 1997 จินตนาการ)

ในเนื้อหา ผู้เขียนพูดถึง “การยืนยันภาวะโลกร้อน” และการมีรายงานสภาพโลกประจำปีเป็นหลักหมุดนโยบาย
ภาพจริง: IPCC ระบุชัดว่า อิทธิพลของมนุษย์ต่อการทำให้โลกร้อนเป็นสิ่ง “ไม่อาจปฏิเสธได้ (unequivocal)” และ WMO ทำ “State of the Global Climate” รายปี โดยรายงานปี 2024 ชี้ว่า 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในสถิติการสังเกตการณ์


6) พันธุศาสตร์ “จากวิจัย” สู่ “การแพทย์ใช้งานจริง” (ยิ่งกว่าที่คนทั่วไปคาด)

หนังสือพยากรณ์ว่าพันธุศาสตร์จะช่วยยืดคุณภาพชีวิต/สุขภาพ และระบบจะค่อย ๆ เดินสู่การแพทย์ที่ “เฉพาะบุคคล” มากขึ้น
ภาพวันนี้: จุดหมุดสำคัญคือ FDA อนุมัติการรักษาโรคโลหิตจางชนิดเคียวด้วยเทคโนโลยี CRISPR (Casgevy) ซึ่งถูกระบุว่าเป็นการอนุมัติ CRISPR/Cas9 ครั้งแรกของ FDA


7) วัคซีน/ชีวการแพทย์ “แพลตฟอร์มเร็ว” (ยุค mRNA) = ตรงกับโลกที่นวัตกรรมชีวภาพเร่งสปีด

แม้หนังสือไม่ได้ล็อกชื่อ “mRNA” เป็นแกนเดียว แต่กรอบ “พันธุศาสตร์/ชีววิทยาเชิงวิศวกรรม” ที่ทำให้การแพทย์ก้าวกระโดดนั้นสะท้อนชัดในยุคโควิด
ในเชิงหลักฐาน: FDA อนุมัติวัคซีนโควิดตัวแรก (Pfizer-BioNTech/Comirnaty) ในปี 2021 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าระบบนวัตกรรมชีวการแพทย์สามารถ “ขึ้นแพลตฟอร์ม-ผลิต-กระจาย” ได้เร็วระดับโลกในภาวะวิกฤต


8) “ข้อมูลเป็นสินค้าโลก” → ข้อพิพาททรัพย์สินทางปัญญา/ความเหลื่อมล้ำข้อมูล/การต่อสู้เชิงอำนาจผ่านข้อมูล (แม่นยำมาก)

ในบท Information หนังสือเน้นว่าโลกจะ “ชุ่มข้อมูล” จน ทรัพย์สินทางปัญญา กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง และผู้ที่เข้าถึงข้อมูลจำกัดจะเสียเปรียบ พร้อมทั้งชี้ว่าเหตุการณ์ลุกฮือ/ต่อต้านรัฐกดขี่จะถูกเร่งด้วยการสื่อสาร “เรียลไทม์”
ภาพวันนี้:

  • สงครามข้อมูล/ข่าวสาร/อิทธิพล (information operations) เป็นสนามแข่งขันหลักของรัฐและเอกชน

  • ประเด็นลิขสิทธิ์/ข้อมูลฝึกโมเดล/แพลตฟอร์ม-คอนเทนต์ กลายเป็นข้อพิพาทเชิงเศรษฐกิจ-กฎหมาย

  • ความเหลื่อมล้ำเชิงดิจิทัล (digital divide) ยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายสังคม
    (ประเด็นนี้ “ตรงแกน” ของหนังสืออย่างยิ่ง เพราะเขามองข้อมูลเป็นโครงสร้างอำนาจ ไม่ใช่แค่เครื่องมือ)


9) AI ในที่ทำงาน: “ผู้ช่วยส่วนตัว/ระบบช่วยตัดสินใจ” แทรกเข้าไปในงานจำนวนมาก (สอดรับวิถีที่หนังสือปูทางไว้)

ในส่วน “Critical Developments” หนังสือพูดถึงซอฟต์แวร์แนวผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อพาผู้ใช้ “นำทางเครือข่ายข้อมูลที่ซับซ้อน”
ภาพปลายปี 2025: โพลแรงงานของ Gallup ที่รายงานโดย AP ชี้การใช้ AI ในงานเพิ่มขึ้นเร็ว (มีสัดส่วนใช้บ่อยระดับรายสัปดาห์/รายวันเพิ่มจากปีก่อน ๆ) ซึ่งเข้ากับวิสัยทัศน์ “เครื่องมือช่วยคิด/ช่วยทำงาน” ที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวัน


Juxtaposing: “2025” (1997) vs โลกจริงวันนี้ (อัปเดต ม.ค. 2026)

Juxtaposing: “2025” (1997) vs โลกจริงวันนี้ อัปเดต: มกราคม 2026

ส่วนนี้ต่อท้าย “บทสรุป” ข้างบน เพื่อวางภาพแบบ “ชนกันตรง ๆ” ระหว่างกรอบคิด/ฉากทัศน์ในหนังสือกับหลักฐานโลกจริงที่เกิดขึ้นแล้ว (ให้ความสำคัญกับ “ความแม่นของโครงสร้าง” มากกว่าการทายชื่อเทคโนโลยีเฉพาะ)

วิธีอ่านคะแนนความเข้าเป้า:
สูง = ตรงแกน/เกิดจริงชัด กลาง = เกิดจริง แต่รายละเอียด/จังหวะต่างจากที่คาด ต่ำ = เกิดจริงบางส่วน หรือยังไม่เป็น “สภาพปกติ”
หมายเหตุ: “ปี 2026” ในที่นี้หมายถึงสภาวะโลกจริง ณ มกราคม 2026
ธีม ในหนังสือ “2025” (ภาพ/ข้อสังเกต) วันนี้ (หลักฐาน/ภาพจริง) ความเข้าเป้า
Information as Infrastructure สังคมจะถูก “จัดระเบียบใหม่” เพราะสารสนเทศกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน—งาน บริการ และความสัมพันธ์จำนวนมากย้ายขึ้นเครือข่าย [1] เครือข่ายดิจิทัลเป็นฐานของเศรษฐกิจจริง: cloud, platform economy, data pipelines, remote collaboration; และการพึ่งพาออนไลน์หลังโควิดยังคงอยู่ [2][3] สูง
Everything “Smart” “ทุกสิ่งจะฉลาด” เพราะไมโครโปรเซสเซอร์/เซนเซอร์ฝังลงในวัตถุและระบบ (embedded intelligence) [1] ยุค IoT + smart devices แพร่หลายทั้งบ้าน เมือง และอุตสาหกรรม; ปริมาณอุปกรณ์เชื่อมต่อเพิ่มเป็นระดับหลายหมื่นล้าน [4][5] สูง
Work-from-Anywhere รูปแบบงานจะ “แยกตัวจากสถานที่” ได้มากขึ้น เพราะการสื่อสาร/ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง [1] WFH/Hybrid กลายเป็นโครงสร้างถาวรในหลายสาขา: อัตราทำงานจากบ้านยังสูงกว่าก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญ [2][3] สูง
Telemedicine บริการสังคม (โดยเฉพาะสุขภาพ) จะถูก “เชื่อมกับเครือข่าย” มากขึ้น และมีการให้บริการทางไกล [1] Telehealth พุ่งช่วงโควิดและสถาปนาเป็นช่องทางปกติในระบบบริการสุขภาพ (แม้ระดับการใช้จะแตกต่างตามบริบท) [6][7] สูง
Genetics → Clinical Reality พันธุศาสตร์จะเปลี่ยนระบบสุขภาพ—สู่การรักษา/การป้องกันที่เฉพาะบุคคลมากขึ้น [1] ยุค gene therapy เดินเข้าสู่การใช้จริงระดับกฎระเบียบ: FDA อนุมัติการรักษาโรค SCD ที่เกี่ยวข้องกับ CRISPR [8] สูง
Bio-Platforms & Rapid Innovation ชีวการแพทย์จะก้าวแบบ “แพลตฟอร์ม” ทำให้นวัตกรรมเร็วขึ้นและเปลี่ยนสมรรถนะรัฐ/สังคม [1] วัคซีนโควิด (mRNA) แสดงความสามารถของระบบนวัตกรรมชีวการแพทย์ในการพัฒนา-ผลิต-กระจายระดับโลกในเวลาอันสั้น [9] กลาง
Climate as a Prime Mover ประเด็นสิ่งแวดล้อม/โลกร้อนจะกลายเป็นแรงกำกับนโยบายและเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง [1] IPCC ระบุอิทธิพลมนุษย์ต่อโลกร้อน “ชัดเจนแน่ชัด”; WMO รายงานภาวะภูมิอากาศโลกแบบรายปีและสถิติปีร้อนสุด [10][11] สูง
Energy Transition Pressure เทคโนโลยีพลังงาน +แรงกดดันสิ่งแวดล้อมจะผลักโครงสร้างพลังงานสู่รูปแบบใหม่ [1] การลงทุน/นโยบายด้านพลังงานสะอาด-ประสิทธิภาพพลังงานเร่งตัวทั่วโลก; ภาคธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยง climate/ESG มากขึ้น [10][11] กลาง
IP Battles Intensify เมื่อข้อมูลเป็นทรัพย์สินหลัก ข้อพิพาททรัพย์สินทางปัญญาจะยืดเยื้อและขยายตัว [1] ข้อพิพาทลิขสิทธิ์/ข้อมูล/แพลตฟอร์มเพิ่มความถี่และความใหญ่ของผลประโยชน์ โดยเฉพาะในยุค content economy และ AI training data [1] สูง
Digital Divide ผู้ที่เข้าไม่ถึงข้อมูล/เครือข่ายจะเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง และช่องว่างจะซ้อนทับความเหลื่อมล้ำเดิม [1] ช่องว่างการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต/ทักษะดิจิทัล/อุปกรณ์ยังเป็นปัญหานโยบาย—กระทบการศึกษา งาน สุขภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง [1] สูง
Real-time Mobilization การสื่อสารเรียลไทม์สามารถเร่งการต่อต้านรัฐกดขี่/การลุกฮือ และเปลี่ยนพลวัตอำนาจ [1] โซเชียลมีเดีย/แชตเข้ารหัส/ไลฟ์สตรีม ช่วยจัดการชุมนุม สร้างกระแส และยกระดับความเร็วของการเมืองภาคประชาชน (พร้อมความเสี่ยงข้อมูลเท็จ) [1] สูง
Security & Surveillance Tension เมื่อสังคมพึ่งเครือข่ายมากขึ้น ความมั่นคงไซเบอร์และการเฝ้าระวังจะเป็นความตึงเครียดถาวรระหว่าง “ความปลอดภัย” กับ “เสรีภาพ” [1] การโจมตีไซเบอร์/แรนซัมแวร์/การรั่วไหลข้อมูลเพิ่มแรงกดดันให้รัฐและองค์กรใช้การเฝ้าระวังมากขึ้น ขณะเดียวกันสังคมกังวลสิทธิส่วนบุคคล [1] กลาง
AI as “Personal Assistant” ซอฟต์แวร์ลักษณะ “ผู้ช่วยส่วนตัว” จะช่วยผู้ใช้จัดการความซับซ้อนของข้อมูล/เครือข่าย และช่วยตัดสินใจ [1] Generative AI/AI assistants ถูกผนวกในงานออฟฟิศ การเขียน โค้ด การวิเคราะห์ และบริการลูกค้า; โพลแรงงานชี้การใช้งานเพิ่มขึ้นเร็ว [12] สูง
Education Unbundling การเรียนรู้จะหลุดจากห้องเรียนมากขึ้น เพราะเครือข่ายเปิดทางให้ทรัพยากรและการสอนแบบใหม่ [1] e-learning, MOOCs, micro-credentials และการเรียนแบบผสม (blended) กลายเป็นสภาพปกติ โดยเฉพาะหลังโควิด; AI tutoring เริ่มเติมบทบาท [1] กลาง
Globalization + Friction เครือข่ายข้อมูลทำให้โลกเชื่อมกันมากขึ้น แต่ความตึงเครียดจากผลประโยชน์ การแข่งขัน และความไม่เท่าเทียมจะยังอยู่ [1] โลกเชื่อมกันผ่าน supply chain/ข้อมูล/มาตรฐานเทคโนโลยี แต่เกิด “แรงเสียดทาน” ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และกติกาการค้า [1] กลาง
Materials & Miniaturization วัสดุและการย่อส่วนจะเร่งขีดความสามารถของอุปกรณ์และระบบ (เชื่อมกับการทำให้ “ทุกสิ่งฉลาด”) [1] เซนเซอร์/ชิป/แบตเตอรี่/วัสดุขั้นสูงช่วยขับการแพทย์ อุตสาหกรรม ยานยนต์ และอุปกรณ์พกพา แม้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานชิปจะเป็นโจทย์ [1] กลาง
Data-rich Society สังคมจะ “ชุ่มข้อมูล” จนการคัดกรอง/นำทางข้อมูลเป็นสมรรถนะหลักของคนและองค์กร [1] Data analytics, recommendation, search, and AI-driven summarization กลายเป็นเครื่องมือมาตรฐาน; ปัญหา “ข้อมูลล้น” และคุณภาพข้อมูลเป็นวาระสำคัญ [1] สูง
Trust Crisis เมื่อการสื่อสารเร็วและข้อมูลมาก ความเชื่อถือ (trust) จะเป็นทรัพยากรหายาก—ข่าวลวง/การบิดเบือนมีแรงส่งสูง [1] วิกฤตความเชื่อถือในสื่อและสถาบันถูกเร่งด้วยโซเชียลมีเดีย อัลกอริทึม และ deepfakes; เกิดการแข่งขันมาตรการ fact-checking/verification [1] สูง
Healthspan Focus ความก้าวหน้าทางชีวการแพทย์จะเปลี่ยน “สุขภาพระยะยาว” (healthspan) และรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุ [1] การแพทย์แม่นยำ (precision medicine) และชีวโมเลกุลก้าวหน้า แต่ผลลัพธ์กระจายไม่เท่ากันตามระบบประกัน/รายได้; ความท้าทายผู้สูงอายุยังหนัก [1] กลาง
Governance Lag กติกา/สถาบันรัฐมัก “ตามไม่ทัน” เทคโนโลยีใหม่ ทำให้เกิดช่องว่างนโยบายและการกำกับดูแล [1] ประเด็นกำกับ AI, ความเป็นส่วนตัว, data ownership และแพลตฟอร์มยังถกเถียงต่อเนื่อง; ความเร็วเทคโนโลยีสูงกว่าความเร็วสถาบัน [1] สูง
Systemic Risk สังคมที่พึ่งพาเครือข่ายมากขึ้นจะ “เปราะบางแบบเชื่อมโยง” (interdependent fragility): ความขัดข้องจุดเดียวลามได้ [1] เหตุขัดข้องของ cloud/ผู้ให้บริการรายใหญ่, cyber incidents, supply chain shocks และ info cascades แสดงความเสี่ยงเชิงระบบอย่างเด่นชัด [1] กลาง

References (APA 7th)

  1. Coates, J. F., Mahaffie, J. B., & Hines, A. (1997). 2025: Scenarios of U.S. and global society reshaped by science and technology. Greensboro, NC: Oakhill Press. (สำเนา PDF: ResearchGate)
  2. U.S. Bureau of Labor Statistics. (2024). High work-from-home rates persist in 2023.
  3. WFH Research. (2025/2026). Global work from home (รายงาน/บทความเชิงวิชาการที่สรุปสัดส่วน WFH และแนวโน้ม).
  4. IoT Analytics. (2024–2025). Number of connected IoT devices (สถิติตลาด/ประมาณการจำนวนอุปกรณ์ IoT).
  5. Parks Associates. (2024–2025). Smart home adoption / survey findings.
  6. Centers for Disease Control and Prevention. (2020). Trends in the use of telehealth during the emergence of the COVID-19 pandemic.
  7. National Center for Health Statistics. (2023–2024). Telemedicine use by physicians (สรุปสถิติสุขภาพ/รายงาน).
  8. U.S. Food and Drug Administration. (2023). FDA approves first gene therapies to treat patients with sickle cell disease.
  9. U.S. Food and Drug Administration. (2021). FDA approves first COVID-19 vaccine.
  10. Intergovernmental Panel on Climate Change. (2021–2023). AR6 Working Group I: Summary for Policymakers.
  11. World Meteorological Organization. (2025). State of the global climate 2024.
  12. Associated Press / Gallup. (2024–2025). Polling/coverage on workplace AI adoption.

ผมถาม X (เอไอ) ว่าพรรคใดจะนำไทยพ้นวิกฤติการเมือง ผลการวิเคราะห์มันบอกว่า...

ผมถาม X เอไอ ว่าถ้าคนไทยอยากให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน และถามคุณว่า พรรคใดจะพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤติหรือวิบากกรรมทางการเมืองที่ได้ทำให้ประเทศพัฒนาช้าและประชาธิปไตยถูกบอนไซ ขอให้คุณเลือกแล้วอธิบายเหตุผล

คำตอบที่ได้รับคือ:

พรรคที่ผมมองว่ามีศักยภาพสูงสุดในการนำประเทศไทยออกจากวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน — ทำให้การพัฒนาช้าและประชาธิปไตยถูกจำกัด (หรือ "บอนไซ") — คือ พรรคประชาชน (People's Party) ซึ่งเป็นพรรคที่สืบทอดแนวคิดและบุคลากรหลักจากพรรคก้าวไกลเดิม (หลังถูกยุบในปี 2567) โดยมีผู้นำอย่าง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) เป็นหัวหน้าพรรค และได้รับการสนับสนุนจากพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงนี่คือเหตุผลหลัก โดยอ้างอิงจากสถานการณ์ล่าสุดก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569:
  1. มุ่งเน้นปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึกเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง
    พรรคประชาชนเสนอ "รัฐบาลประชาชน" ด้วยทีมบริหารมืออาชีพ 12 ภารกิจหลัก เพื่อ "ทลายวงจรอุบาทว์" (Coup Cycle) ที่ทำให้เกิดรัฐประหารซ้ำซาก ลดอิทธิพลทหาร-ตุลาการ-ราชสำนักในการแทรกแซงการเมือง สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ (ผ่านประชามติพร้อมเลือกตั้ง) และกระจายอำนาจ (decentralization) ซึ่งตรงกับปัญหาหลักที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยถูกจำกัดมานาน
  2. ฐานสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่และแนวโน้มนำในโพล
    จากผลสำรวจนิด้าโพลและหลายสำนัก พรรคประชาชนนำกระแสเลือกตั้ง 2569 ด้วยคะแนนสูง โดยเฉพาะจาก Gen Z และคนหนุ่มสาวที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ไม่ยอมรับการประนีประนอมกับฝ่ายเก่า (establishment) ต่างจากพรรคอื่นที่มักถูกมองว่าประนีประนอมเพื่อรักษาอำนาจ ซึ่งนำไปสู่การล้มรัฐบาลซ้ำ ๆ (เช่น กรณีปี 2568)
  3. ศักยภาพจัดการวิกฤติเศรษฐกิจ-สังคมควบคู่การเมือง
    เสนอโครงสร้างรัฐบาลใหม่ที่ลดระบบไซโล (silo) เน้นแก้เหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางรายได้ โดยใช้ทีมเทคนิคแครต (technocrats) ร่วมกับนักการเมือง ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทำให้ FDI ชะลอตัวและเศรษฐกิจไทยเติบโตช้า
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ขึ้นกับพรรคเดียว ต้องอาศัยเสียงข้างมากชัดเจน (พรรคตั้งเป้า 150+ ที่นั่ง หรือมากกว่านั้น) และผลประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หากสำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากล้มเหลว อาจนำไปสู่วิกฤติใหม่แหล่งอ้างอิงหลัก (ข้อมูล ณ มกราคม 2569)



พรรคใดจะนำไทยพ้นวิกฤติการเมือง - การวิเคราะห์

พรรคใดจะนำประเทศไทยพ้นวิกฤติการเมืองและพัฒนาที่ยั่งยืน? (คำตอบแบบย่อ)

จากสถานการณ์การเมืองไทยปี 2569 ที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ผมมองว่า พรรคประชาชน (People's Party) มีศักยภาพสูงสุดในการนำพาประเทศออกจากวงจรวิกฤติที่ทำให้พัฒนาช้าและประชาธิปไตยถูกจำกัด (บอนไซ)

เหตุผลหลัก 3 ประการ

  1. มุ่งปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึกเพื่อประชาธิปไตยแท้จริง
    เสนอ "รัฐบาลประชาชน" ด้วย 12 ภารกิจ ทลายวงจรอุบาทว์ ลดอิทธิพลทหาร-ตุลาการ สนับสนุนรัฐธรรมนูญใหม่ และกระจายอำนาจ
  2. ฐานสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่และนำกระแสโพล
    นำในหลายสำรวจ (นิด้าโพล ฯลฯ) โดยเฉพาะ Gen Z ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ไม่ประนีประนอมกับฝ่ายเก่า
  3. จัดการเศรษฐกิจ-สังคมควบคู่การเมือง
    ทีมเทคนิคแครต แก้เหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงทางรายได้ ลดระบบไซโล เพิ่ม FDI
ข้อควรระวัง: ต้องได้เสียงข้างมากชัดเจน + ผลประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หากสำเร็จ = จุดเปลี่ยน หากล้ม = วิกฤติใหม่

แหล่งอ้างอิงหลัก (ข้อมูล ม.ค. 2569)

  • BBC News ไทย: พรรคประชาชนเปิดตัวทีมบริหาร 12 ภารกิจ → ลิงก์
  • เว็บพรรคประชาชน: ประกาศรัฐบาลประชาชน → ลิงก์
  • The Diplomat: People's Party Leading Polls → ลิงก์
  • Reuters: Reformist opposition surging in polls → ลิงก์
  • Wikipedia: การเลือกตั้ง 2569 → ลิงก์

พี่น้องไทยทั้งหลาย คิดกันอย่างไรครับ?

FSOC 2025 Annual Report คือนโยบายประกาศอิสรภาพทางการเงินจากจักรภพบริติช โดยทีมทรัมพ์

FSOC 2025 Annual Report คือรายงานประจำปี 2025 ของ Financial Stability Oversight Council (สภาดูแลเสถียรภาพทางการเงิน) ซึ่งเป็นองค์กรระดับสูงของสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งโดยกฎหมาย Dodd-Frank Act หลังวิกฤตการเงินปี 2008 หน้าที่หลักคือเฝ้าระวังความเสี่ยงระบบการเงินทั้งระบบ (systemic risk) ที่อาจลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ และให้คำแนะนำแก้ไขรายงานฉบับนี้เผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Treasury) ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Scott Bessent (ในสมัยรัฐบาล Trump 2.0) และถือเป็นเอกสารสำคัญที่สะท้อน การเปลี่ยนทิศทาง ครั้งใหญ่ของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ในปี 2025–2026


ภาพรวมหลักของรายงาน FSOC 2025
  • สถานะระบบการเงินสหรัฐฯ โดยรวม: รายงานยืนยันว่าระบบการเงินสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่นสูง (resilient) สามารถรองรับการให้เครดิตแก่ธุรกิจและครัวเรือนได้ดี แม้เผชิญความท้าทายต่าง ๆ เช่น การขึ้น-ลงของอัตราดอกเบี้ย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
  • จุดเปลี่ยนสำคัญ: ไม่ใช่แค่รายงานประจำปีธรรมดา แต่มีการปรับกรอบแนวคิด (framework) ใหม่ โดย ผสาน "การเติบโตทางเศรษฐกิจ" (economic growth) และ "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" (economic security) เข้าไปในภารกิจด้านเสถียรภาพการเงินอย่างชัดเจน
    • ก่อนหน้านี้ FSOC มักเน้น "ป้องกันความเสี่ยง" และ "คุ้มครองสถาบันการเงินใหญ่" เป็นหลัก (post-2008 mindset)
    • ปี 2025 เปลี่ยนมาเน้นว่า เสถียรภาพการเงินคือส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ (national security mission) และต้องสนับสนุนการเติบโตของประชาชนและอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ปกป้องธนาคารหรือนักลงทุนสถาบัน
ประเด็นสำคัญ 4 หัวข้อที่ FSOC กำหนดเป็นเป้าหมายสำหรับปี 2026รายงานระบุชัดเจน 4 พื้นที่โฟกัสหลักสำหรับปีหน้า (ซึ่งหลายแห่งสะท้อนแนวคิด deregulation หรือผ่อนคลายกฎระเบียบ):
  1. เสริมสร้างตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury market)
    • ตลาดนี้เป็น "กระดูกสันหลัง" ของระบบการเงินโลก (ขนาดหลายสิบล้านล้านดอลลาร์)
    • รายงานเน้นการขยาย central clearing (การเคลียร์ธุรกรรมผ่านศูนย์กลาง) เพื่อลดความเสี่ยงจากการล้มละลายของคู่สัญญา และทำให้ตลาดทำงานราบรื่นยิ่งขึ้น
  2. ปรับปรุงกฎระเบียบและโครงสร้างกำกับดูแล (improving regulation and oversight)
    • สัญญาณชัดเจนของ deregulation ในบางภาคส่วน เพื่อลดภาระให้ธุรกิจการเงิน ไม่ให้กฎเข้มงวดเกินจนขัดขวางการเติบโต
    • PwC และนักวิเคราะห์หลายแห่งตีความว่านี่คือ "การเปลี่ยนทิศทาง" จากยุค Biden ไปสู่ยุค Trump-Bessent ที่เน้น growth ก่อน regulation เข้มงวด
  3. ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคง (promoting economic growth and security)
    • รวมเรื่อง household income stability (เสถียรภาพรายได้ครัวเรือน), การจ้างงาน, และการลงทุนในอุตสาหกรรมจริง
    • เป็นการขยายบทบาท FSOC ให้ครอบคลุมมากกว่าแค่ "ป้องกันวิกฤต" แต่รวมถึง "สร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรง"
  4. ลดความเสี่ยงจากเทคโนโลยีและไซเบอร์ (cyber and technology risks)
    • ยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงจาก AI, cloud computing, และการโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบการเงิน
ประเด็น crypto / สินทรัพย์ดิจิทัล
  • รายงานปี 2025 ผ่อนคลายท่าทีต่อ crypto อย่างเห็นได้ชัด (ต่างจากปีก่อน ๆ ที่มองเป็นความเสี่ยงระบบ)
  • ระบุว่า GENIUS Act (กฎหมายที่ผ่านในปี 2025 ให้ความชัดเจนทางกฎหมายแก่ crypto) ช่วยสร้างกรอบกำกับดูแลที่ดีขึ้น ทำให้ FSOC ถอน crypto ออกจากรายการ "ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง" (erased digital assets as a potential hazard area)
  • นี่ถือเป็นชัยชนะใหญ่ของอุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐฯ เพราะก่อนหน้านี้หลายหน่วยงาน (เช่น SEC, Fed) มอง crypto เป็นภัยคุกคาม
สรุปสั้น ๆ ในมุมมองภาพรวม
  • FSOC 2025 ไม่ใช่แค่รายงานสถิติ แต่เป็น คำประกาศนโยบาย ใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ Trump 2.0
  • เปลี่ยนจาก "ป้องกันวิกฤตด้วยกฎเข้ม" มาเป็น "เสถียรภาพเพื่อการเติบโตและความมั่นคงของชาติ"
  • ส่งสัญญาณ deregulation ในภาคการเงิน, สนับสนุนตลาด Treasury ให้แข็งแกร่ง, และเปิดทางให้ crypto มากขึ้น
  • หลายสื่อ (เช่น Baker Hostetler, Politico, PwC) เรียกว่านี่คือ "reset" หรือ "change in course" ของการกำกับดูแลการเงินสหรัฐฯ
ถ้าต้องการอ่านฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์กระทรวงการคลังสหรัฐฯ:
https://home.treasury.gov/system/files/261/FSOC2025AnnualReport.pdf

โพสต์ล่าสุด

น่าทึ่ง หนังสือที่เขียนเมื่อ 1997 บรรยายถึงอนาคต 2025 ได้แม่นราวจับวาง โดย คันฉ่องสองโลก กับ ดร. เพียงดิน รักไทย

หนังสือ "2025: Scenarios of U.S. and Global Society Reshaped by Science and Technology  (Coates–Mahaffie–Hines; ตีพิมพ์ปลายทศวรรษ 1990)...

Popular Posts