คำชี้แจง

Saturday, January 10, 2026

ทรัมพ์ไม่ได้เปลี่ยน “ระเบียบโลก” — เขากำลังท้าทาย “ระบอบของโลก”

คันฉ่องส่องโลก · บทวิเคราะห์เชิงอำนาจ

ทรัมพ์ไม่ได้เปลี่ยน “ระเบียบโลก” — เขากำลังท้าทาย “ระบอบของโลก”

เมื่อโลกถูกฉีกออกเป็นแรงอำนาจสามชั้น: อักษะอำนาจนิยม, เทคโนแครตโลกาภิวัตน์, และ America First แบบรัฐชาติแข็งแรง คำถามจึงไม่ใช่ “ใครชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ระบอบใดจะกำหนดขอบเขตสงครามและสันติภาพในศตวรรษนี้”

1) เปลี่ยน “ระเบียบ” กับเปลี่ยน “ระบอบ” ต่างกันอย่างไร

ในประวัติศาสตร์การเมืองโลก การเปลี่ยน ระเบียบ (order) มักเกิดหลังสงครามใหญ่: เส้นแบ่งใหม่ พันธมิตรใหม่ กติกาใหม่ และการจัดวางกำลังใหม่ แต่การเปลี่ยน ระบอบ (regime) มักเกิดก่อนสงคราม—เงียบ ๆ ลึก ๆ ผ่านการเปลี่ยนศูนย์กลางการตัดสินใจว่า “ใครมีสิทธิ์กำหนดอนาคต” ระหว่าง รัฐชาติ, ชนชั้นนำข้ามชาติ, หรือ จักรวรรดิอำนาจนิยม

นี่คือจุดที่ทำให้โดนัลด์ ทรัมพ์ถูกมองว่าไม่เพียงรื้อ “กรอบหลังสงครามเย็น” แต่กำลังท้าทาย “กลไกเหนือรัฐชาติ” ที่สะสมอำนาจและความชอบธรรมมาหลายทศวรรษ

“การเปลี่ยนระบอบของโลก มักเริ่มจากการทำให้รัฐชาติกลับมาเป็นเจ้าของชะตากรรมของตัวเองอีกครั้ง”

และเมื่อรัฐชาติกลับมาแข็งแรง ความเป็นไปได้ของสงครามใหญ่กลับลดลง—เพราะเส้นแดงชัด และต้นทุนการท้าทายสูงขึ้น

Regime = ใครเป็นผู้กำหนดกติกา Order = กติกาถูกจัดวางอย่างไร Statecraft = ทำให้กติกา “ทำงานได้จริง”

2) โลกวันนี้มี “สามแรงอำนาจ” ไม่ใช่สองค่าย

การมองโลกแบบ “ประชาธิปไตย vs เผด็จการ” ยังมีประโยชน์ในเชิงศีลธรรม แต่ไม่พอสำหรับการอ่านเกมอำนาจในสนามจริง โลกวันนี้มีแรงอำนาจอย่างน้อยสามชั้นที่กำลังชนกัน

ค่ายที่หนึ่ง: อักษะอำนาจนิยม (Axis of Disruption)

จีน รัสเซีย อิหร่าน และบริวาร ไม่ได้ต้องการปรับกติกาเล็กน้อย แต่ต้องการ “โลกที่กฎหมายอ่อนแอ” เพื่อให้กำลังและการบีบคั้นเป็นคำตอบสุดท้าย: ทางทะเล พลังงาน เทคโนโลยี การเงิน และสงครามตัวแทน

ค่ายที่สอง: Globalist Technocracy

ไม่ใช่รัฐชาติ ไม่ส่งรถถัง แต่ส่ง “มาตรฐาน” “เงื่อนไข” “กรอบความดี” และ “กลไกข้ามชาติ” จุดยืนหลักคือรัฐชาติเป็นของล้าสมัย ประชาชนตัดสินใจพลาดบ่อย และผู้เชี่ยวชาญควรจัดการแทน แม้ไม่ตั้งใจทำสงคราม แต่กัดกร่อนอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ทีละน้อย

ค่ายที่สาม: America First (ในแบบทรัมพ์)

ไม่เข้ากับใครง่าย ๆ เพราะไม่เชื่อทั้ง “จักรวรรดิอำนาจนิยม” และไม่เชื่อ “รัฐบาลโลกแบบเทคโนแครต” จุดศูนย์กลางคือรัฐชาติที่เข้มแข็ง: ผลิตได้เอง พลังงานพึ่งตน กองทัพน่าเกรงขาม เส้นแดงชัด เพื่อทำให้การแข่งขันเชิงอำนาจหยุดอยู่ในระดับสงครามเย็น ไม่ลุกลามเป็นสงครามร้อน


3) America First ไม่ใช่ “โดดเดี่ยว” แต่คือ Realism แบบคลาสสิก

การกล่าวหาว่า America First คือการถอนตัวออกจากโลก มักเป็นการสรุปที่สะดวก แต่ไม่แม่นยำ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “จะอยู่กับโลกหรือไม่” แต่อยู่ที่ “จะอยู่กับโลกภายใต้ข้อตกลงแบบไหน”

ตรรกะหลักของ America First

  • ไม่ต่อต้านพันธมิตร แต่ต่อต้านพันธมิตรที่ ไม่รับผิดชอบต่อภาระ
  • ไม่ต่อต้านการค้า แต่ต่อต้านการค้าที่ ทำลายฐานอุตสาหกรรมในประเทศ
  • ไม่ต่อต้านสถาบันโลก แต่ต่อต้านสถาบันที่ ไม่ยึดโยงกับประชาชน

นี่ไม่ใช่ความคิดแปลกใหม่ หากมองผ่านประวัติศาสตร์แบบคลาสสิก: สาธารณรัฐจะอยู่รอดได้เมื่อชนชั้นนำไม่ตัดขาดจากฐานของตนเอง หากฐานการผลิตพัง ความมั่นคงพัง ความไว้วางใจพัง ประเทศจะเหลือเพียงวาทกรรม—และวาทกรรมไม่เคยหยุดจรวดหรือเรือรบได้


4) ทำไมทรัมพ์จึงพยายาม “ทำให้สงครามเย็นไม่ร้อน”

ความย้อนแย้งที่หลายคนไม่อยากยอมรับคือ: ผู้นำที่ใช้อำนาจแข็งบางครั้งทำเช่นนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ เพราะการยั่วยุส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่าย “เชื่อว่าเราไม่กล้าตอบโต้”

“เส้นแดงที่ชัดเจน อาจดูแข็งกร้าวในสายตาคนเมือง แต่ในประวัติศาสตร์ มันคือเครื่องมือป้องกันสงคราม”

เมื่อศัตรูคำนวณต้นทุนได้ ความเสี่ยงในการท้าทายก็ลดลง และเกมจะถูกบังคับให้กลับไปสู่การถ่วงดุล

“ทำให้อเมริกาเข้มแข็ง” ในที่นี้ไม่ใช่คำขวัญ แต่คือโครงสร้าง: ฐานอุตสาหกรรมกลับมา, โครงสร้างพลังงานพึ่งตน, กองทัพพร้อมรบ, และการกำหนดผลประโยชน์แห่งชาติแบบไม่กำกวม หากองค์ประกอบเหล่านี้อ่อนแรง สงครามเย็นจะมีแนวโน้ม “ลื่นไถล” ไปสู่สงครามร้อนโดยปริยาย

กลไก “กันสงครามร้อน” ในตรรกะรัฐชาติ

  • Deterrence: ทำให้การท้าทายมีราคาแพง
  • Resilience: ทำให้การบีบคั้นทางเศรษฐกิจได้ผลน้อยลง
  • Clarity: ทำให้เส้นแดงไม่ถูกตีความผิด

5) เติมสาระแบบคันฉ่องส่องโลก: ศัตรูที่แท้จริงอาจไม่ใช่ “ภายนอก” อย่างเดียว

ประวัติศาสตร์สอนเราว่า จักรวรรดิไม่ได้ล่มเพราะศัตรูภายนอกเท่านั้น แต่ล่มเพราะความเชื่อมโยงภายในพัง: ชนชั้นนำเลิกพูดภาษาเดียวกับประชาชน และสร้างโลกของตนเองที่ไม่ต้องขอความยินยอมจากใคร

ทรัมพ์อาจไม่สุภาพ และไม่เป็นที่รักของสถาบันเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็น “ปรากฏการณ์ระดับระบอบ” คือการดึงโลกกลับสู่ความจริงพื้นฐานที่สุด: รัฐชาติที่รับผิดชอบ แข็งแรง และยึดโยงประชาชน คือเงื่อนไขของสันติภาพระยะยาว

คำอธิษฐานเชิงยุทธศาสตร์

หากมนุษยชาติอยากให้ “สงครามร้อนไม่เกิดขึ้นไปอีกนับร้อยปี” เราต้องลดแรงจูงใจในการเสี่ยง—ด้วยการทำให้การรุกราน “ไม่คุ้ม” และทำให้การรักษาสันติภาพ “ทำได้จริง” ไม่ใช่แค่สวยงามในเอกสาร

Friday, January 9, 2026

รัฐประหาร 2500 ถึงประชาธิปไตยแบบจัดการ: เครือข่ายอำนาจ วัง–กองทัพ–กฎหมายการเมือง และการทำให้ “ประชาธิปไตยดูเหมือนจริง” แต่ควบคุมได้

รัฐประหาร 2500 ถึงประชาธิปไตยแบบจัดการ: เครือข่ายอำนาจ วัง–กองทัพ–กฎหมายการเมือง และการทำให้ “ประชาธิปไตยดูเหมือนจริง” แต่ควบคุมได้

รัฐประหาร 2500 ถึงประชาธิปไตยแบบจัดการ: เครือข่ายอำนาจ วัง–กองทัพ–กฎหมายการเมือง และการทำให้ “ประชาธิปไตยดูเหมือนจริง” แต่ควบคุมได้

บทความวิชาการเชิงสถาบันและประวัติศาสตร์การเมือง (Institutional–Historical Analysis)

รัฐประหาร 2500 Managed Democracy Networked Power วัง–กองทัพ–กฎหมายการเมือง รัฐธรรมนูญ 2560 วุฒิสภาแต่งตั้ง/คัดเลือก

1) บทคัดย่อและข้อสรุปย่อ

บทความนี้เสนอว่า “รัฐประหาร 2500” มิใช่เพียงเหตุการณ์การเปลี่ยนรัฐบาล หากเป็น จุดเปลี่ยนเชิงสถาบัน ที่ทำให้การเมืองไทยเดินเข้าสู่ “ประชาธิปไตยแบบจัดการ” (managed democracy) อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ระบอบที่มีรูปแบบประชาธิปไตยพอให้โลกภายนอกอ่านออก (มีรัฐธรรมนูญ มีเลือกตั้ง มีสภา มีพรรคการเมืองและศาล) แต่ถูกตีกรอบและถูกจัดการได้ผ่านเครือข่ายสถาบันที่ไม่ยึดโยงกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันของ วัง–กองทัพ–กลไกกฎหมายการเมือง ในฐานะ “สถาปัตยกรรมอำนาจ” ที่ปรับตัวตามเวลา มากกว่าจะพึ่งกำลังทหารแบบหยาบเสมอไป

ข้อสรุปเชิงหลักฐานที่ตรวจสอบได้

  • ไทยมีประวัติรัฐประหาร/ความพยายามรัฐประหารจำนวนมากในโลกสมัยใหม่: มีรายงานว่าตั้งแต่ 1932 มี 22 ครั้ง โดย 13 ครั้งสำเร็จ (ตัวเลขอาจต่างกันตามนิยามของแหล่งข้อมูล แต่แนวโน้ม “ความถี่สูงผิดปกติ” สอดคล้องกัน) [1]
  • ไทยมีรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองจำนวนมาก: ราว 20 ฉบับ หลัง 1932 ซึ่งสะท้อน “วงจร รัฐประหาร–ร่างกติกาใหม่” ที่เกิดซ้ำ [2]
  • รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบให้วุฒิสภาที่มาจากกระบวนการแต่งตั้งในช่วงเริ่มต้นมีบทบาทสำคัญในระบบการเมือง และมีบทเฉพาะกาลให้ร่วมโหวตนายกฯ ในช่วงเวลาหนึ่ง [3]
  • แผนการเปลี่ยนผ่านสู่ “วุฒิสภาชุดใหม่” ในปี 2024 ถูกวิจารณ์ว่ายังคงซับซ้อนและไม่ใช่การเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งประเทศ โดย Reuters อธิบายว่าเป็นกระบวนการ “คัดเลือก” ผ่านกลุ่มอาชีพ และไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ [4]

บทความจึงไม่ได้อธิบายการเมืองไทยด้วย “คนดี–คนเลว” หรือด้วย “ปัญหานักการเมือง” เท่านั้น แต่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นในฐานะ เครื่องมือทางสถาบัน ระบอบหลังรัฐประหารมักไม่เพียงเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่จะ อัปเกรดกติกา เพื่อทำให้การเมืองแบบเลือกตั้ง “อยู่ใต้กรอบ” ที่คาดการณ์และควบคุมได้มากขึ้น การสะสมตัวของกลไกเช่นนี้ทำให้ประชาธิปไตยไทย “ดูเหมือนปกติ” ต่อสายตาโลก แต่ “ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ” ต่อประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

2) คำถามวิจัย วัตถุประสงค์ และข้อเสนอหลัก

2.1 คำถามวิจัย

หากยอมรับว่าไทยมีการเลือกตั้งซ้ำหลายครั้ง และมีพรรคการเมืองแข่งขันจริงในระดับหนึ่ง คำถามเชิงวิชาการคือ: เหตุใดวงจรรัฐประหารจึงเกิดซ้ำ และเหตุใด “การกลับสู่การเลือกตั้ง” ภายหลังรัฐประหารจึงมักมาพร้อม “กลไกใหม่” ที่ทำให้การเมืองยิ่งถูกกำกับมากกว่าเดิม แทนที่จะปลดล็อกให้ประชาชนกำกับรัฐได้เข้มขึ้น?

2.2 วัตถุประสงค์

(1) อธิบายรัฐประหาร 2500 ในฐานะจุดเปลี่ยนเชิงสถาบันที่สร้างแบบแผนการจัดการความชอบธรรมผ่านกำลังและกติกา (2) แสดงกลไกเชื่อม (causal mechanisms) ที่ทำให้ “รัฐประหาร” ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ แต่เป็นจังหวะหนึ่งใน “วงจรการออกแบบสถาบัน” (3) เชื่อมพัฒนาการดังกล่าวกับรัฐธรรมนูญ 2560 และการเปลี่ยนผ่านวุฒิสภา เพื่อชี้ว่า “การจัดการอำนาจ” ถูกทำให้เป็นกติกาอย่างไร (4) วิเคราะห์อย่างระมัดระวังว่าการพูดถึง “เจตนา” ของเครือข่ายอำนาจในงานวิชาการควรทำอย่างไร โดยยึดหลักฐานเชิงผลลัพธ์ (institutional effects) มากกว่าการกล่าวหาเชิงบุคคล

2.3 ข้อเสนอหลัก (Thesis)

ข้อเสนอหลักของบทความคือ ไทยพัฒนา “ประชาธิปไตยแบบจัดการ” ผ่านโครงสร้างสามชั้นซ้อน: (ก) ชั้นความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่ผูกโยงกับความคิดเรื่องชาติ ศีลธรรม และความต่อเนื่องของรัฐ; (ข) ชั้นกำลังบังคับ ที่กองทัพทำหน้าที่ผู้ตัดสินยามวิกฤต; และ (ค) ชั้นกฎหมาย/สถาบันกำกับ ที่ผลิตกติกาเพื่อจำกัดขอบเขตการแข่งขันทางการเมือง ทั้งสามชั้นทำงานร่วมกันในรูป “อำนาจแบบเครือข่าย” มากกว่าการสั่งการตรง อันสอดคล้องกับแนวคิด “network monarchy” ที่อธิบายบทบาทเชิงเครือข่ายของสถาบันกษัตริย์ในทางการเมืองสมัยใหม่ [5]

3) กรอบทฤษฎีและทบทวนวรรณกรรม

3.1 อำนาจแบบเครือข่าย: จาก “รัฐประหาร” สู่ “ระบอบที่สืบทอดตัวเอง”

ในการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบร่วมสมัย คำอธิบายแบบ “ผู้นำคนเดียว” มักไม่เพียงพอสำหรับรัฐที่มีระบบราชการใหญ่ สถาบันทหารที่มีอำนาจ และความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ฝังลึก แนวทางที่มีประโยชน์คือการมองอำนาจเป็น เครือข่ายของสถาบันและตัวแสดง (network of institutions and actors) ที่เชื่อมโยงผลประโยชน์ร่วมกัน ในไทย วรรณกรรมสำคัญคือ Duncan McCargo ซึ่งเสนอแนวคิด “network monarchy” เพื่ออธิบายว่าพระราชอำนาจทางการเมืองมิได้ทำงานด้วยการปกครองโดยตรง หากทำผ่านเครือข่ายตัวกลางและสถาบันรัฐหลายรูปแบบ [5]

3.2 อำนาจนิยมผ่านรัฐธรรมนูญ: เมื่อ “กติกา” กลายเป็นเทคโนโลยีทางการเมือง

รัฐธรรมนูญในอุดมคติคือข้อจำกัดอำนาจรัฐและการรับรองสิทธิพลเมือง แต่ในทางประวัติศาสตร์การเมือง รัฐธรรมนูญจำนวนมากในประเทศที่มีรัฐประหารซ้ำ กลับทำหน้าที่เป็น เครื่องมือสถาปนาอำนาจ (power-constituting device) กล่าวคือ มันกำหนดว่า “ใคร” มีอำนาจชี้ขาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และทำให้การแทรกแซงของผู้ไม่ผ่านการเลือกตั้ง “ดูชอบธรรม” ภายใต้ภาษากฎหมาย กรณีไทย รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางเรื่องโครงสร้างวุฒิสภาและบทเฉพาะกาลที่เอื้ออำนาจฝ่ายที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง [3]

3.3 “ประชาธิปไตยที่อ่านออกต่อสายตาโลก” (Internationally Legible Democracy)

ในบทความนี้ คำว่า “หลอกโลก” จะถูกแปลงเป็นภาษาวิชาการที่ตรวจสอบได้: ระบอบหนึ่งอาจสร้าง “รูปแบบประชาธิปไตย” ให้เพียงพอสำหรับการยอมรับในระดับนานาชาติ (เช่น การจัดการเลือกตั้งเป็นระยะ การมีรัฐสภาและศาล) แต่ภายในประเทศยังมี กลไกกำกับผลลัพธ์ (outcome-controlling mechanisms) เช่น การให้สถาบันที่ไม่ยึดโยงการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาด การกำหนดคุณสมบัติ/ข้อจำกัดของผู้เล่น การใช้บทเฉพาะกาล/ช่องทางการตีความกฎหมาย และการสร้าง “ด่าน” ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นได้ยาก

ข้อกำกับเชิงวิชาการ: งานชิ้นนี้จะหลีกเลี่ยงการ “สรุปเจตนารายบุคคล” หากไม่มีหลักฐานตรง แต่จะใช้แนวทาง disciplined inference คืออนุมานอย่างมีวินัยจากกติกา พฤติกรรมซ้ำรูป และผลลัพธ์เชิงสถาบัน (เช่น การเพิ่มอำนาจสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งและการออกแบบกลไกคุมการจัดตั้งรัฐบาล) ซึ่งเป็นหลักฐานที่ตรวจสอบซ้ำได้

4) วิธีวิทยาและชนิดของหลักฐาน

4.1 Process tracing: ไล่กลไกเชื่อมเหตุ–ผล

แกนวิธีวิทยาของบทความคือ process tracing (การไล่กระบวนการเชิงเหตุ–ผล) ซึ่งเหมาะต่อการศึกษาระบอบที่ “สะสมตัวเอง” ผ่านเหตุการณ์เป็นช่วง ๆ เช่น รัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญ การตั้งองค์กรกำกับ และการปรับโครงสร้างกติกา จุดมุ่งหมายคือไม่หยุดที่คำอธิบายว่า “เกิดรัฐประหารเพราะวิกฤต” แต่ชี้ให้เห็นว่า “หลังรัฐประหาร” มีการสร้างกลไกอะไรที่ทำให้ระบอบหลังรัฐประหารอยู่ต่อได้แม้กลับสู่การเลือกตั้งแล้ว

4.2 Institutional analysis: อ่านกติกาเพื่อเห็นอำนาจที่ซ่อนอยู่

บทความใช้การอ่านเอกสารเชิงสถาบัน ได้แก่ (ก) ฐานข้อมูลประวัติรัฐธรรมนูญไทย (จำนวนและลำดับการเปลี่ยน) [2] (ข) หลักฐานเกี่ยวกับบทบาทวุฒิสภา/บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ 2560 และการเปลี่ยนผ่านวุฒิสภา 2024 [3][4] (ค) งานวิชาการว่าด้วยอำนาจแบบเครือข่าย (network monarchy) [5] และ (ง) รายงานสื่อหลักที่อธิบายการปรับแก้/ปรับโครงสร้างสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกติกา [6][7]

4.3 ความน่าเชื่อถือของหลักฐานและข้อจำกัด

บทความตั้งใจใช้แหล่งข้อมูลที่ “ตรวจสอบซ้ำได้” เช่น เอกสารสาธารณะ ฐานข้อมูลรัฐธรรมนูญ และรายงานข่าวจากสำนักที่มีมาตรฐานตรวจสอบ พร้อมระบุข้อจำกัดว่า ตัวเลข “จำนวนรัฐประหาร” อาจต่างกันตามนิยาม (นับเฉพาะสำเร็จ/รวมความพยายาม) ดังนั้นจะใช้ตัวเลขจากแหล่งที่ระบุชัดว่าหมายถึง “ความพยายามรัฐประหาร” และ “รัฐประหารสำเร็จ” แยกกัน [1]

5) รัฐประหาร 2500 ในฐานะ “จุดเปลี่ยนเชิงสถาบัน”

5.1 วิกฤตความชอบธรรมของการเลือกตั้ง: เงื่อนไขที่เปิดประตูให้ “ผู้ตัดสินนอกระบบ”

การเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 มักถูกบรรยายในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าเป็นช่วงที่ความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้งพุ่งสูง ประเด็นสำคัญเชิงสถาบันคือ เมื่อ “ความชอบธรรมของการแข่งขันทางการเมือง” ถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง สังคมจะถูกทำให้เชื่อว่า ต้องมี “ผู้ตัดสิน” ที่อยู่นอกการแข่งขัน—และในไทย ผู้ตัดสินนั้นมักเป็นกองทัพ การวิเคราะห์แบบ process tracing จึงมองว่า วิกฤตเลือกตั้งไม่ได้ “ก่อรัฐประหารโดยอัตโนมัติ” แต่เป็นเงื่อนไขเชิงสังคมที่ทำให้การใช้กำลังของกองทัพ “ดูชอบธรรม” ในสายตาคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นทุนทางการเมืองที่สำคัญต่อการสถาปนาระบอบหลังรัฐประหาร

5.2 2500 ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวผู้นำ: แต่สร้างแบบแผนการคืน–จัดวางความชอบธรรม

หากรัฐประหารเป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล ความหมายทางรัฐศาสตร์ก็จะจบลงที่ “ผู้ชนะ” กับ “ผู้แพ้” แต่รัฐประหาร 2500 เป็นจุดที่ควรอ่านในฐานะ “การจัดวางโครงสร้างความชอบธรรมใหม่” กล่าวคือ การทำให้การเมืองไทยหลังจากนั้นอยู่ภายใต้สมการที่เกิดซ้ำ:

สมการเชิงกลไกที่เกิดซ้ำในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

  1. วิกฤตความชอบธรรม (เลือกตั้งถูกตั้งคำถาม/ความขัดแย้งสังคมสูง)
  2. การแทรกแซงของกองทัพ ในฐานะ “ผู้ตัดสิน”
  3. การผลิตความชอบธรรมใหม่ ผ่านวาทกรรมชาติ–ศีลธรรม–ความสงบ
  4. การออกแบบกติกา/สถาบันใหม่ เพื่อให้การเมืองเลือกตั้งกลับมาในรูปที่ควบคุมได้

ประเด็นสำคัญคือ หลัง 2500 แนวโน้ม “รัฐประหารแล้วร่างกติกาใหม่” ไม่ได้เป็นเหตุการณ์โดด ๆ แต่กลายเป็นรูปแบบที่ปรากฏซ้ำในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความสัมพันธ์นี้สะท้อนผ่านจำนวนรัฐธรรมนูญ/ธรรมนูญการปกครองจำนวนมากหลัง 1932 ซึ่งหลายฉบับเกิดภายหลังรัฐประหาร [2]

5.3 รัฐประหารกับการสร้างเครือข่าย: จากกำลังสู่สถาบัน

จุดที่บทความนี้ต้องเน้น—และเป็นจุดที่ “เห็นภาพใหญ่และลึก”— คือการแยก “กำลัง” ออกจาก “ระบอบ” กล่าวคือ กำลัง (รถถัง/ทหาร) อาจยึดอำนาจได้ในคืนเดียว แต่ระบอบจะอยู่ได้นาน ต้องอาศัย การทำให้กำลังกลายเป็นสถาบัน ผ่านกฎหมาย องค์กร การแต่งตั้ง และการจัดวางตำแหน่งของผู้เล่นในระบบการเมือง นี่คือเหตุผลที่รัฐประหารในไทยจำนวนมากไม่ได้จบที่ประกาศคณะปฏิวัติ แต่ต้องตามด้วย “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” และ “องค์กรกำกับ”

6) จากรถถังสู่สถาปัตยกรรมสถาบัน: กลไกที่ทำให้ระบอบแข็งขึ้น

6.1 ทำไมรัฐประหารซ้ำ: คำตอบอยู่ที่ “ผลตอบแทนเชิงสถาบัน”

หากรัฐประหารเป็นเพียงการเสี่ยงสูงแต่ไม่ให้ผลตอบแทนระยะยาว มันจะไม่เกิดซ้ำถี่เช่นนี้ การเกิดซ้ำบ่อยบ่งชี้ว่า รัฐประหารในไทยมี “ผลตอบแทน” ในเชิงการออกแบบสถาบัน ได้แก่ (ก) การรีเซ็ตกติกาให้เอื้อต่อผู้มีอำนาจ (ข) การจำกัดผู้เล่นทางการเมือง (ค) การสร้างองค์กรหรือช่องทางให้สถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาด และ (ง) การสร้างความชอบธรรมให้การแทรกแซงครั้งต่อไป ในเชิงข้อมูลภาพรวม ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรัฐประหารจำนวนมากและยาวนาน มีรายงานว่าตั้งแต่สิ้นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีความพยายามรัฐประหาร 22 ครั้ง และ 13 ครั้งสำเร็จ [1] ซึ่งเป็น “สัญญาณโครงสร้าง” มากกว่าสัญญาณเฉพาะบุคคล

6.2 กลไกหลัก 4 ชุด ที่ทำให้ “ควบคุมได้” โดยไม่ต้องใช้รถถังตลอดเวลา

(ก) กลไกคุมการจัดตั้งรัฐบาล

การควบคุม “จุดตั้งรัฐบาล” เป็นหัวใจของประชาธิปไตยแบบจัดการ เพราะแม้มีการเลือกตั้ง หากการคัดเลือกผู้นำฝ่ายบริหารถูกกำกับได้ ผลของการเลือกตั้งก็ถูกทำให้ “แปรรูป” ได้ รัฐธรรมนูญ 2560 และบทเฉพาะกาลเรื่องวุฒิสภามีความหมายในกรอบนี้อย่างยิ่ง [3]

(ข) กลไกคุม “กติกาของผู้เล่น”

อีกแนวทางคือทำให้การแข่งขันเกิดขึ้นได้ แต่จำกัดสนาม: เช่น เงื่อนไขคุณสมบัติ การตีความกฎหมายพรรคการเมือง การกำหนดกติกาเลือกตั้งที่ทำให้ระบบพรรคแตกกระจาย หรือการสร้างด่านสถาบันให้การแก้ไขเชิงโครงสร้างทำได้ยาก ในเชิงสถาบัน นี่คือการ “ลดอำนาจประชาชน” โดยไม่ต้องประกาศลดตรง ๆ

(ค) กลไกคุมผ่านองค์กรกำกับ/การตรวจสอบ

ในระบอบสมัยใหม่ การ “จัดการคู่แข่ง” ผ่านสถาบันตรวจสอบช่วยลดต้นทุนความชอบธรรม เพราะถูกทำให้ดูเป็นกระบวนการตามกฎหมาย มากกว่าการใช้อำนาจดิบ แม้งานชิ้นนี้ยังไม่ลงรายละเอียดรายคดี (สามารถทำภาคผนวกในขั้นถัดไป) แต่กรอบ “องค์กรกำกับเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมอำนาจ” จำเป็นต่อการอ่านการเมืองไทยในภาพรวม

(ง) กลไกคุมผ่าน “ความมั่นคง” และวาทกรรมชาติ

การทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องความมั่นคง (securitization) เปิดช่องให้สถาบันความมั่นคงมีอำนาจเกินปกติ ระบอบสามารถอธิบายการจำกัดสิทธิ/เสรีภาพว่าเป็นความจำเป็น พร้อมทั้งทำให้สังคมยอมรับการแทรกแซงมากขึ้นในยามวิกฤต

6.3 “วงจรรัฐประหาร–รัฐธรรมนูญ” ในฐานะหลักฐานเชิงโครงสร้าง

ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเสถียรมักมีความต่อเนื่องของกติกา แม้รัฐบาลเปลี่ยน ในทางกลับกัน ประเทศที่รัฐธรรมนูญเปลี่ยนถี่ สะท้อนว่า “ผู้ชนะ” ไม่เพียงชนะอำนาจบริหาร แต่ชนะสิทธิในการ “ออกแบบสนามแข่งขัน” ไทยถูกบันทึกว่ามีรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองจำนวนมากถึงราว 20 ฉบับหลัง 1932 [2] ข้อเท็จจริงนี้จึงไม่ใช่แค่ข้อมูลประวัติศาสตร์ แต่เป็นหลักฐานของโครงสร้างการเมืองที่กติกาถูกใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจ

7) รัฐธรรมนูญ 2560: การทำให้การจัดการอำนาจ “เป็นกติกา”

7.1 วุฒิสภาในฐานะ “ห้องเครื่องของการกำกับ”

จุดที่ต้องอธิบายอย่างละเอียดคือ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้เพียงกำหนดสถาบันทางการเมืองตามแบบประชาธิปไตย แต่กำหนด “น้ำหนักอำนาจ” ระหว่างสถาบันเหล่านั้น ในช่วงแรก วุฒิสภาชุด 250 คน (ตามบริบทหลังรัฐประหาร 2557) มีบทบาทสำคัญต่อการเมืองระดับรัฐบาล ทั้งในแง่การค้ำยันเสถียรภาพของฝ่ายอำนาจเดิมและในแง่การเป็นกลไกที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาล “ไม่ขึ้นกับเสียงประชาชนในสภาล่างเพียงอย่างเดียว” สื่อไทยและสำนักข่าวต่างประเทศอธิบายบทบาทดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงวาระที่กำหนด [3]

7.2 การลดอำนาจโหวตนายกฯ หลังวาระ: เปลี่ยนรูปแบบ ไม่ได้แปลว่าเลิก “จัดการ”

เมื่อวาระของวุฒิสภาที่มีบทบาทโหวตนายกฯ สิ้นสุดลง ระบอบไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งเครื่องมือเดิม การ “เปลี่ยนรูปแบบ” ของการได้มาซึ่งวุฒิสภาในปี 2024 จึงสำคัญต่อการวิเคราะห์เชิงสถาบัน Reuters อธิบายว่าระบบใหม่เป็นการคัดเลือกผ่านกลุ่มอาชีพหลายสาขา ไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ และแม้จะไม่มีสิทธิโหวตนายกฯ แล้ว วุฒิสภายังคงมีอำนาจตรวจสอบและบทบาทต่อสถาบันอิสระ [4] กล่าวคือ “ลดอำนาจหนึ่ง” แต่ “ยังคงสถานะเป็นกลไกกำกับ” ในมิติอื่น

ข้อสังเคราะห์เชิงสถาบัน

ในประชาธิปไตยแบบจัดการ กลไกมัก “ย้ายที่” มากกว่า “หายไป” เมื่อกลไก A ถูกวิจารณ์หนัก ก็ปรับเป็นกลไก B ที่สอดคล้องกับข้อจำกัดใหม่ จุดชี้ขาดจึงไม่ใช่ “ชื่อกลไก” แต่คือ “ฟังก์ชัน” ว่ามันยังทำให้การเมืองอยู่ใต้กรอบได้หรือไม่

7.3 สถาปัตยกรรมอำนาจ: การทำให้ประชาธิปไตย “ดูเหมือนจริง” แต่ไม่เปิดช่องให้เปลี่ยนโครงสร้างง่าย

หากมองด้วยสายตานักรัฐศาสตร์เชิงสถาบัน รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกรณีศึกษาสำคัญของการ “ทำให้การจัดการอำนาจเป็นกติกา” คือทำให้การเมืองที่ถูกกำกับสามารถอธิบายได้ด้วยภาษากฎหมาย ยิ่งเมื่อกติกาถูกทำให้ซับซ้อน (เช่น ขั้นตอนคัดเลือกวุฒิสภาและบทบาทเชื่อมกับองค์กรกำกับ) ความสามารถของประชาชนในการ “ตรวจสอบเข้าใจ” และ “เปลี่ยนผ่านอย่างมีส่วนร่วม” ก็ลดลงโดยปริยาย

8) ยุครัชกาลที่ 10: การปรับให้ศูนย์กลางคล่องตัวและแน่นแฟ้น

8.1 อ่านอย่างระมัดระวัง: ไม่สรุปเจตนา แต่ชี้การปรับเชิงโครงสร้างที่มีหลักฐาน

บทนี้ต้องรักษาวินัยทางวิชาการอย่างเข้มงวด เพราะการพูดถึง “วัง” มักถูกผลักให้เป็นความเชื่อหรืออคติ แนวทางของบทความนี้คือ: ไม่ยืนยันข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานตรง แต่ชี้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ได้รับการรายงานโดยสื่อหลักและตรวจสอบได้ เช่น รายงานว่ามีการร้องขอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้เพื่อให้แน่ใจบางเรื่องเกี่ยวกับพระราชอำนาจ และการแก้กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินฝ่ายราชสำนักซึ่ง Reuters รายงานว่าเป็นการเปลี่ยนสถานะการถือครองให้ชัดขึ้นในพระนาม [6][7]

8.2 ทำไมเรื่องทรัพย์สินเป็น “เรื่องการเมือง” ในงานสถาบันนิยม

ในรัฐศาสตร์เชิงสถาบัน “ทรัพย์สิน” ไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นฐานทรัพยากรของอำนาจ เพราะทรัพยากรกำหนดความสามารถในการสร้าง/รักษาเครือข่าย (patronage capacity) การสนับสนุนองค์กร/กิจกรรม และความสามารถในการดำรงความต่อเนื่องของสถาบัน เมื่อสถานะทรัพย์สินถูกกำหนดให้ชัดขึ้นในเชิงกฎหมาย ย่อมมีผลทางสถาบันต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระยะยาว งานข่าว Reuters ปี 2018 ว่าด้วยการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินจึงเป็นหลักฐานเชิงโครงสร้างที่ต้องถูกอ่านในกรอบนี้ [7]

8.3 การตีความเชิงระบบ: “แน่นแฟ้นขึ้น” หมายถึงอะไรในเชิงสถาบัน

เมื่อกล่าวว่าเครือข่ายอำนาจ “แน่นแฟ้นขึ้น” ในบทความนี้หมายถึงอย่างน้อย 3 ประการ: (1) ความชัดเจนของเส้นอำนาจ (authority lines) ที่ถูกทำให้แน่นอนขึ้นผ่านกฎหมาย/ขั้นตอน (2) ความคล่องตัวของศูนย์กลาง (central agility) ในการกำกับการเมืองช่วงวิกฤต โดยไม่ต้องพึ่งกำลังดิบทุกครั้ง และ (3) ความสามารถในการอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง กล่าวคือ ให้การเลือกตั้งดำรงอยู่ได้ แต่สร้าง “กลไกกันชน” ไม่ให้การเลือกตั้งเปิดทางสู่การเปลี่ยนโครงสร้างง่าย

9) “เจตนา” ในงานวิชาการ: อนุมานจากแบบแผนและผลลัพธ์เชิงสถาบัน

9.1 ปัญหาเชิงระเบียบวิธี: เจตนาไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

ในงานวิชาการ การกล่าวว่า “ใครตั้งใจทำอะไร” ต้องพึ่งหลักฐานตรง (เช่น เอกสารภายใน คำสั่งที่เปิดเผย บันทึกการประชุม) ซึ่งมักหาได้ยากในเรื่องความมั่นคงและการเมืองระดับสูง ดังนั้น แนวทางที่ใช้กันทั่วไปคือการเลื่อนไปสู่การวิเคราะห์ “ตรรกะของสถาบัน” (institutional logic) กล่าวคือ หากกติกาถูกออกแบบซ้ำ ๆ ให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน เราสามารถอนุมาน “เป้าประสงค์เชิงหน้าที่” ของระบบได้อย่างมีวินัย

9.2 เปลี่ยนถ้อยคำให้เป็นวิชาการ: จาก “หลอกโลก” สู่ “international legibility under domestic control”

ถ้อยคำที่ผู้เขียนจำนวนมากใช้กันในงานวิพากษ์การเมือง เช่น “หลอกโลก” หรือ “ประชาธิปไตยจอมปลอม” หากเขียนแบบวิชาการ จะถูกแปลงเป็นข้อสังเกตที่ตรวจสอบได้ เช่น: ระบอบสร้างรูปแบบประชาธิปไตยที่เพียงพอให้โลกภายนอกยอมรับและทำงานด้วยได้ แต่ในประเทศมี “กลไกกำกับผลลัพธ์” ที่ลดศักยภาพของการเลือกตั้งในการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ หลักฐานสนับสนุนในบทความนี้อยู่ที่ (ก) วงจรรัฐธรรมนูญจำนวนมาก [2] (ข) บทบาทของวุฒิสภาในช่วงบทเฉพาะกาล [3] และ (ค) การเปลี่ยนผ่านวุฒิสภาแบบคัดเลือกโดยไม่ผ่านการโหวตสาธารณะ [4]

9.3 แบบแผน 4 ชุด ที่ทำให้ข้อเสนอ “เจตนาเชิงระบบ” มีน้ำหนัก

เพื่อไม่ให้ข้อเสนอเป็นเพียงความเห็น บทความชี้แบบแผน (patterns) ที่ตรวจสอบได้ดังนี้:

  1. แบบแผนรัฐประหารตามด้วยกติกาใหม่: ความถี่ของรัฐธรรมนูญ/ธรรมนูญการปกครองจำนวนมากหลัง 1932 เป็นหลักฐานเชิงโครงสร้างว่ากติกาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรีเซ็ตสนามแข่งขัน [2]
  2. แบบแผนเพิ่มน้ำหนักของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง: โดยเฉพาะช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ที่ถูกวิจารณ์เรื่องวุฒิสภาแต่งตั้งและบทบาทในการเลือกนายกฯ [3]
  3. แบบแผน “เปลี่ยนรูปแบบ” เมื่อถูกวิจารณ์หนัก: การเปลี่ยนผ่านวุฒิสภา 2024 ลดอำนาจโหวตนายกฯ แต่ยังคงวิธีได้มาที่ซับซ้อนและไม่มีการโหวตสาธารณะตามที่ Reuters อธิบาย [4]
  4. แบบแผนการทำให้ศูนย์กลางอำนาจคล่องตัวขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ: เช่น รายงานเกี่ยวกับการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ และการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินในเชิงกฎหมาย [6][7]

10) ข้อโต้แย้งที่คาดหมายและคำตอบเชิงหลักฐาน

10.1 “รัฐประหารเกิดเพราะนักการเมืองเลว”

คำอธิบายนี้อาจจริงในบางกรณี แต่ไม่เพียงพอเชิงสถาบัน เพราะไม่ตอบว่าเหตุใด “ทางออก” ที่ถูกทำซ้ำคือรัฐประหาร และเหตุใดหลังรัฐประหารจึงต้องออกแบบกติกาใหม่เพื่อกำกับการเลือกตั้ง หากปัญหาอยู่ที่ “คน” อย่างเดียว ระบบควรแก้ด้วยการเพิ่มความเข้มแข็งของสถาบันประชาธิปไตย (ความโปร่งใส พรรคการเมือง ระบบตรวจสอบที่ยึดโยงประชาชน) แต่หลักฐานเชิงโครงสร้างกลับชี้การเพิ่มอำนาจของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งในช่วงเวลาสำคัญ [3]

10.2 “วุฒิสภาใหม่ไม่มีสิทธิเลือกนายกฯ แล้ว แปลว่าประชาธิปไตยดีขึ้น”

การลดอำนาจหนึ่งด้านอาจเป็นพัฒนาการ แต่การประเมินเชิงสถาบันต้องดู “ฟังก์ชันโดยรวม” Reuters ชี้ว่าวิธีได้มาของวุฒิสภาใหม่เป็นกระบวนการคัดเลือกผ่านกลุ่มอาชีพ ไม่มีการโหวตสาธารณะ [4] ดังนั้น คำถามเชิงวิชาการคือ ระบอบได้ย้ายกลไกกำกับจาก “สิทธิเลือกนายกฯ” ไปสู่ “โครงสร้างการได้มาและอำนาจอื่น” หรือไม่ หากใช่ นี่คือการเปลี่ยนรูปแบบของประชาธิปไตยแบบจัดการ ไม่ใช่การสิ้นสุดของมัน

10.3 “บทบาทของวังเป็นเพียงพิธีการ”

การถกเถียงนี้ในงานวิชาการไม่ควรจบด้วยการเชื่อ–ไม่เชื่อ แต่ควรกลับไปที่หลักฐานเชิงสถาบันที่ตรวจสอบได้ รายงานสื่อหลักระบุว่ามีการร้องขอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้เพื่อความชัดเจนบางประเด็น [6] และ Reuters รายงานการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินฝ่ายราชสำนักในเชิงกฎหมาย [7] ประเด็นเหล่านี้อย่างน้อยบ่งชี้ว่า “พิธีการ” ไม่ใช่คำอธิบายที่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริง

11) บทสรุปเชิงนโยบายและนัยต่ออนาคตประชาธิปไตยไทย

11.1 2500 คือ “จุดเริ่มต้นของตรรกะ” มากกว่าจุดสิ้นสุดของยุคหนึ่ง

เมื่ออ่านรัฐประหาร 2500 ด้วยกรอบสถาบันนิยม เราเห็น “ตรรกะ” ที่เกิดซ้ำ: วิกฤตความชอบธรรม → การแทรกแซงของผู้ตัดสินนอกระบบ → การสร้างความชอบธรรมใหม่ → การออกแบบกติกาเพื่อคุมสนาม ตรรกะนี้อธิบายได้ว่าทำไมการเมืองไทยจึงมีทั้งการเลือกตั้งและการรัฐประหารร่วมกันเป็นช่วง ๆ และทำไมการกลับสู่การเลือกตั้งมักมาพร้อมกติกาที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเกิดยาก

11.2 “ความเสถียร” แบบจัดการ vs “เสถียรภาพประชาธิปไตย”

ระบอบประชาธิปไตยแบบจัดการมักให้ “ความเสถียร” ในความหมายจำกัด: เสถียรต่อศูนย์กลางอำนาจ เสถียรต่อความสามารถในการคุมเกมระยะสั้น แต่ไม่ให้เสถียรภาพในความหมายประชาธิปไตย คือ เสถียรภาพที่ยืนบนความยึดโยงประชาชน ความคาดการณ์ได้ของกติกา และความสามารถของสังคมในการแก้ปัญหาอย่างสันติผ่านสถาบัน ผลลัพธ์ระยะยาวจึงมักเป็น “วิกฤตซ้ำ” เพราะการกดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทำให้แรงกดดันสะสม

11.3 นัยต่อการออกแบบทางออก

หากยอมรับข้อวิเคราะห์เชิงสถาบันนี้ ทางออกไม่ใช่การหวัง “ผู้นำดี” เพียงคนเดียว แต่คือการทำให้กติกาและสถาบันมีความยึดโยงกับประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดบทบาทการชี้ขาดของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง มิฉะนั้น ระบอบจะยังคงรูปแบบประชาธิปไตยไว้เพื่อความชอบธรรม แต่กำกับผลลัพธ์ไว้เพื่อรักษาโครงสร้างเดิม

12) เชิงอรรถและบรรณานุกรม

เชิงอรรถ

  1. ข้อมูลจำนวนรัฐประหาร/ความพยายามรัฐประหาร: Council on Foreign Relations (CFR) ระบุว่าไทยมีความพยายามรัฐประหาร 22 ครั้ง และ 13 ครั้งสำเร็จ; Christian Science Monitor รายงานในทำนองใกล้เคียงว่าตั้งแต่ 1932 มี 22 coups และ 13 ครั้งสำเร็จ ข้อมูลสรุป
    แหล่งอ้างอิง: CFR (Jun 30, 2025); CSMonitor (Jul 1, 2025)
  2. จำนวนรัฐธรรมนูญ/ธรรมนูญการปกครองหลัง 1932: ConstitutionNet สรุปว่าไทยมี 20 ฉบับหลัง 1932; Wikipedia และ The Nation (Thailand) กล่าวถึงจำนวนในระดับใกล้เคียง (ขึ้นกับการนับฉบับชั่วคราว/ถาวร) ข้อมูลสรุป
    แหล่งอ้างอิง: ConstitutionNet (Thailand Country Profile); The Nation Thailand (Dec 10, 2022); Wikipedia (Constitution of Thailand)
  3. บทบาทวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ 2560 และการสิ้นสุดวาระที่มีสิทธิโหวตนายกฯ: Reuters อธิบายว่ามีการปฏิรูปเพื่อลดอำนาจวุฒิสภาและไม่ให้โหวตนายกฯ ภายใต้ระบบใหม่; สื่อไทยสรุปว่า มาตรา/บทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการมีส่วนโหวตนายกฯ สิ้นสุดลงหลังครบกำหนด หลักฐานสถาบัน
    แหล่งอ้างอิง: Reuters (Apr 23, 2024); The Nation Thailand (May 12, 2024)
  4. วิธีได้มาของวุฒิสภาชุดใหม่ 2024: Reuters รายงานว่าเป็นกระบวนการคัดเลือกผ่าน 20 กลุ่มอาชีพ ไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ และวุฒิสภาใหม่ไม่มีอำนาจโหวตนายกฯ หลักฐานข่าว
    แหล่งอ้างอิง: Reuters (Apr 23, 2024); Reuters (Jul 10, 2024)
  5. แนวคิด “network monarchy”: Duncan McCargo, “Network monarchy and legitimacy crises in Thailand,” The Pacific Review (2005) (มีการอ้างอิงในวงวิชาการอย่างแพร่หลาย) งานวิชาการ
    แหล่งอ้างอิงภาพรวม/บทความสรุป: The Pacific Review (Taylor & Francis); CFR (ใช้เป็นบทสรุปแนวคิด/บริบท)
  6. รายงานการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้เพื่อความชัดเจนบางประเด็นเกี่ยวกับพระราชอำนาจ: รายงานข่าวสื่อหลักระหว่างประเทศในช่วงก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 หลักฐานข่าว
    แหล่งอ้างอิง: ABC News (2017); The Guardian (Apr 6, 2017)
  7. การเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินฝ่ายราชสำนักในเชิงกฎหมาย/การถือครองภายใต้พระนาม: Reuters รายงานปี 2018 ว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ Crown Property Bureau ถูกทำให้ถือภายใต้พระนามากขึ้น หลักฐานข่าว
    แหล่งอ้างอิง: Reuters (2018) – “Assets registered to Thai Crown Property Bureau to be held under king’s name”

บรรณานุกรม (คัดเลือก; สามารถขยายเป็นฉบับเต็มแบบวารสารได้)

  • McCargo, Duncan. “Network monarchy and legitimacy crises in Thailand.” The Pacific Review (2005).
  • ConstitutionNet. “Thailand – Constitutional history.” (Country profile / database summary).
  • Reuters. “Thailand to replace military-appointed Senate, reduce its powers.” (Apr 23, 2024).
  • Reuters. “Thailand announces new senate, replacing army-appointed lawmakers.” (Jul 10, 2024).
  • Reuters. “Assets registered to Thai Crown Property Bureau to be held under king’s name.” (2018).
  • CFR. “Is a Coup Coming Soon in Thailand?” (Jun 30, 2025).
  • Christian Science Monitor. “Thailand has had 22 coups…” (Jul 1, 2025).
  • ABC News / The Guardian. รายงานข่าวเกี่ยวกับการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ (2017).

เครดิตวิดีโอประกอบ

วิดีโอคลิปเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2500
ที่มา: Facebook (ลิงก์ที่ผู้เผยแพร่/ผู้ใช้ส่งให้เพื่อใช้อ้างอิงและศึกษา)
ใช้เพื่อการศึกษา วิเคราะห์เชิงสถาบัน และวิพากษ์ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย

ไทม์ไลน์เชิงหลักฐานและ Mapping กลไกอำนาจ: 2500 → 2557 → 2560/2561 → 2566–2567

ส่วนขยาย

ไทม์ไลน์เชิงหลักฐานและ Mapping กลไกอำนาจ: 2500 → 2557 → 2560/2561 → 2566–2567

วัตถุประสงค์คือ “ตรึงหลักฐานและกลไก” ให้เป็นแผงควบคุม (control panel)

Process Tracing Institutional Mapping Coup–Constitution Cycle Senate as Control Valve Legal–Judicial Instruments Resource Base (Assets)

1) กรอบการอ่าน: “เหตุการณ์ → กติกา → สถาบัน → ผลลัพธ์”

ส่วนนี้ผู้เขียนจะไม่นำเสนอแบบ “เหตุการณ์เรียงปี” อย่างเดียว แต่จะระบุ กลไกเชื่อม (causal mechanisms) ว่าเหตุการณ์หนึ่ง “แปลงสภาพ” เป็นโครงสร้างถาวรอย่างไร ดังนั้นในแต่ละเหตุการณ์ เราจะบันทึก 4 ชั้นอย่างเป็นระบบ:

  1. Trigger / Context — เงื่อนไขที่เปิดประตูให้การแทรกแซงเกิดได้ (วิกฤตการเมือง/ความชอบธรรม/ความขัดแย้ง)
  2. Institutional Move — การ “ย้ายอำนาจ” ผ่านกติกา/สถาบัน (เช่น วุฒิสภาแต่งตั้ง, บทเฉพาะกาล, กฎหมายทรัพย์สิน)
  3. Control Function — กลไกทำหน้าที่อะไรในระบบ (คุมการตั้งรัฐบาล, คุมผู้เล่น, คุมองค์กรอิสระ, เพิ่มความคล่องตัวศูนย์กลาง)
  4. Downstream Effects — ผลสืบเนื่องที่ตรวจสอบได้ (เช่น การมี “veto point” ของสถาบันที่ไม่ยึดโยงการเลือกตั้ง, การเปลี่ยนผ่านแบบ “เปลี่ยนรูป” มากกว่า “หายไป”)

2) ไทม์ไลน์เชิงหลักฐาน (Key Milestones) พร้อมกลไกเชื่อม

หมายเหตุ: แกนเวลาใน ส่วนขยาย A เน้น “จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลไกจัดการเข้มขึ้น/เปลี่ยนรูป” และจะใส่หลักฐานร่วมสมัยสำหรับช่วงหลัง 2557–2567 มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่มีเอกสารข่าวและคำอธิบายสถาบันจำนวนมากให้ตรวจสอบได้

26 ก.พ. 2500 → ก.ย. 2500 (จุดตั้งต้น: วิกฤตความชอบธรรมการเลือกตั้ง → การแทรกแซง)
TriggerCoup logicLegitimacy crisis

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: “วิกฤตความชอบธรรม” เปิดช่องให้ผู้ตัดสินนอกระบบ

ในเชิง process tracing ช่วง 2500 ถูกใช้เป็น “ต้นแบบตรรกะ” (prototype logic) มากกว่าการถกเถียงรายละเอียดเฉพาะวัน: เมื่อความชอบธรรมของการแข่งขันทางการเมืองถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง ระบบจะยอมรับ (หรือถูกทำให้ยอมรับ) ว่าต้องมี “ผู้ตัดสิน” ที่อยู่นอกการแข่งขัน และในประวัติศาสตร์การเมืองไทย “ผู้ตัดสิน” มักเป็นกองทัพ จากจุดนี้เองทำให้รัฐประหารไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุ แต่เป็น “เครื่องมือที่ทำงานได้” ในคลังอำนาจการเมืองไทย

กลไกเชื่อมที่ต้องจดจำ (Mechanism): วิกฤตความชอบธรรม → การแทรกแซง → การผลิตความชอบธรรมใหม่ → การตรึงผลลัพธ์ด้วยกติกา/สถาบัน
หมายเหตุหลักฐาน: เหตุการณ์ 2500 เป็น “จุดตั้งต้นเชิงตรรกะ” ของโมดูล A; หลักฐานร่วมสมัยแบบ Reuters/AP มีมากในช่วงหลัง 2557 เป็นต้นมา จึงทำให้สาระใน A วางน้ำหนักเชิงหลักฐานร่วมสมัยในช่วง 2014–2024 เพื่อ “ตรึงกลไก” ให้ตรวจสอบได้ละเอียดที่สุด
22 พ.ค. 2557 (2014) — รัฐประหารและการออกแบบ “วุฒิสภาแต่งตั้ง” เป็นเครื่องมือกำกับ
Institutional moveSenate valveCoup→Constitution

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: การแทรกแซงด้วยกำลัง “ต่อยอด” เป็นโครงสร้างกำกับที่ยืนยาว

จุดชี้ขาดของปี 2014 ในกรอบ ส่วนขยาย A ไม่ใช่แค่ “รัฐประหารเกิดขึ้น” แต่คือการที่ระบอบหลังรัฐประหาร สร้างสถาบันและกติกาให้สามารถ คุมการเมืองหลังกลับสู่การเลือกตั้ง ได้ Reuters อธิบายตรงกันว่าระบบวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยทหารถูกวางไว้ภายหลังการรัฐประหาร 2014 และทำหน้าที่เป็น “จุดคุมเกม” จนถึงการเมืองหลังเลือกตั้ง 2019 (รวมถึงบทบาทที่เอื้อให้ผู้นำคณะรัฐประหารเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้งกลับมา) [1]

Control Function: “วุฒิสภา” ทำหน้าที่เป็นวาล์วควบคุม (control valve) — เพิ่มจุด “veto” และเพิ่มอำนาจสถาบันที่ไม่ยึดโยงกับการเลือกตั้งในสมการการตั้งรัฐบาล
หลักฐานหลัก: Reuters (Apr 23, 2024) ย้อนอธิบายที่มาของวุฒิสภาแต่งตั้งว่าเป็นผลผลิตหลังรัฐประหาร 2014 และชี้บทบาทคุมเกมการเมืองช่วงเลือกตั้ง 2019 [1]
10 ม.ค. 2560 (2017) — คำร้องขอปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “ให้แน่ใจเรื่องพระราชอำนาจ”
ConstitutionCentral agilityAuthority lines

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: การปรับ “เส้นอำนาจ” (authority lines) ให้ชัดและคล่องตัวในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

หลักฐานจากสำนักข่าวหลักสะท้อนว่าช่วงก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2017 มีการร้องขอให้ปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “ให้แน่ใจเรื่องพระราชอำนาจ” ประเด็นนี้สำคัญเชิงสถาบัน เพราะมันบ่งชี้ว่า “ศูนย์กลางความชอบธรรม” มีบทบาทต่อรองในขั้นตอนการทำให้กติกามีผลใช้บังคับ และเป็นหลักฐานเชิงกระบวนการ (process evidence) ว่ากติกาไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคของฝ่ายบริหาร/นิติบัญญัติเท่านั้น [2][3]

ข้อสรุปเชิงกลไก (Mechanism): ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐธรรมนูญ → การปรับเพื่อความชัดของพระราชอำนาจ → เพิ่มความ “แน่นอนของเส้นอำนาจ” และ “ความคล่องตัว” ของศูนย์กลางในสถาปัตยกรรมการเมือง
หลักฐานหลัก: Reuters (Jan 10, 2017) รายงานว่ามีคำร้องขอให้ปรับร่างรัฐธรรมนูญในส่วนเกี่ยวกับพระราชอำนาจ [3]; ABC (Jan 10, 2017) รายงานเนื้อหาในทำนองเดียวกัน [2]
17 มิ.ย. 2561 (2018) — ทรัพย์สินที่เคยอยู่ภายใต้ Crown Property Bureau ถูกถือ “ในพระนาม”
Resource baseInstitutional capacityNetwork durability

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: “ฐานทรัพยากร” ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจล้วน แต่เป็นขีดความสามารถของเครือข่ายอำนาจ

Reuters รายงานว่าทรัพย์สินซึ่งเคยจดทะเบียนในนาม Crown Property Bureau ถูกระบุให้ถือ “ในพระนาม” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสถานะเชิงกฎหมาย/การถือครอง แม้รายละเอียดเชิงมูลค่าและการกำกับภายในจะเป็นประเด็นที่นักวิชาการอภิปรายต่อได้ แต่ในกรอบ ส่วนขยาย A ประเด็นสำคัญคือ: ฐานทรัพยากร ทำให้เครือข่ายอำนาจมี “ความทนทาน” (durability) และ “ความสามารถในการคงอยู่” (institutional capacity) ในระยะยาว [4]

Control Function (เชิงสถาบัน): ฐานทรัพยากร → เพิ่มขีดความสามารถของศูนย์กลาง/เครือข่ายในการรักษาความต่อเนื่อง การอุปถัมภ์ และการดำรงความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ในระยะยาว
หลักฐานหลัก: Reuters (Jun 17, 2018) รายงานการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินให้ถือในพระนาม [4]
14 ก.ค. 2566 (2023) — ความพยายาม “คุมอำนาจวุฒิสภา” หลังการโหวตนายกฯ ถูกขัดขวาง
Veto pointSenate leverageBacklash signal

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: เมื่อ “วุฒิสภา” ถูกมองเป็นคอขวดของประชาธิปไตย

Reuters รายงานว่า Move Forward ยื่นญัตติเพื่อจำกัดอำนาจวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยทหาร หลังจากการโหวตนายกฯ เหตุการณ์นี้มีคุณค่าทางหลักฐานเชิงสถาบัน เพราะชี้ให้เห็นว่า “อำนาจวุฒิสภา” ถูกสังคมการเมืองอ่านเป็นกลไกกำกับผลลัพธ์ของการเลือกตั้งอย่างชัดเจน และทำให้เห็น “แรงสะท้อนกลับ” (backlash) ที่ผลักดันการปฏิรูปวุฒิสภาในช่วงถัดมา [5]

Mechanism: เมื่อ veto point ทำงานเด่นชัด → เกิดการท้าทายเชิงสถาบัน → ระบอบจำเป็นต้อง “เปลี่ยนรูป” ของกลไกเพื่อคงฟังก์ชันกำกับ แต่ลดต้นทุนความชอบธรรม
หลักฐานหลัก: Reuters (Jul 14, 2023) [5]
23 เม.ย. 2567 (2024) — ครม. เห็นชอบแผน “เปลี่ยนวุฒิสภา” และตัดอำนาจโหวตนายกฯ
ReformForm-changeLegibility repair

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: ลด “ภาพ veto” แต่ไม่จำเป็นต้องยอมเลิก “การกำกับ”

Reuters รายงานว่า ครม. ไทยอนุมัติแผนคัดเลือกวุฒิสภาชุดใหม่ที่ “จะไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้” โดยชี้ว่าการโหวตนายกฯ ของวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยทหารได้ทำหน้าที่เสมือน “veto” ต่อผู้ที่จะเป็นผู้นำรัฐบาล การตัดอำนาจนี้จึงเป็นการ “ซ่อมความชอบธรรม” (legibility repair) ต่อสายตาสาธารณะและนานาชาติ อย่างไรก็ดี ในกรอบ ส่วนขยาย เราถือว่านี่คือการเปลี่ยนรูปของกลไก ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า “การกำกับหายไป” เพราะยังต้องดูวิธีได้มาและอำนาจคงเหลือในมิติอื่น [1]

คำเตือนเชิงวิธีวิทยา: “ลดอำนาจโหวตนายกฯ” เป็นข้อมูลเชิงสถาบันที่ชัด แต่การสรุปว่า “ประชาธิปไตยเต็มใบแล้ว” ต้องตรวจสอบต่อว่า (ก) วิธีได้มาเป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนหรือไม่ และ (ข) วุฒิสภายังมีบทบาทต่อองค์กรอิสระ/ศาล/กติกาอื่นเพียงใด
หลักฐานหลัก: Reuters (Apr 23, 2024) [1]
10 ก.ค. 2567 (2024) — กกต. รับรองวุฒิสภาใหม่ 200 คน: กระบวนการคัดเลือกหลายชั้นและไม่มีการโหวตสาธารณะ
SelectionNon-public voteControl persists

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: “เปลี่ยนรูป” จากแต่งตั้งตรง → คัดเลือกซับซ้อน (ยังไม่ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ)

Reuters รายงานว่ากระบวนการได้มาของวุฒิสภาใหม่เป็นการคัดเลือกจากกลุ่มอาชีพหลายสาขา ผ่านการลงคะแนนหลายชั้น โดย “ไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ” และระบุด้วยว่าวุฒิสภาใหม่ “ไม่มีบทบาทโหวตนายกฯ” แต่ยังมีอำนาจในมิติอื่น เช่น การพิจารณากฎหมายและการมีบทบาทในการแต่งตั้งสมาชิกขององค์กรทรงอิทธิพลบางแห่ง จุดนี้คือหัวใจของ ส่วนขยาย A: กลไกกำกับสามารถ “เปลี่ยนรูป” ให้ถูกวิจารณ์ยากขึ้น แต่ยังคงฟังก์ชันกำกับระบบได้ [6]

Mechanism: ลดอำนาจที่ถูกโจมตีหนัก (โหวตนายกฯ) → เปลี่ยนการได้มาให้ซับซ้อน/เป็นการคัดเลือก → คงสถานะวุฒิสภาเป็น “จุดอำนาจที่ไม่ยึดโยงการเลือกตั้งโดยตรง”
หลักฐานหลัก: Reuters (Jul 10, 2024) [6]
31 ม.ค. 2567 (2024) — ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พรรคก้าวไกลหยุดรณรงค์แก้ ม.112 (ตัวอย่าง “เครื่องมือกฎหมาย” ในการกำกับพรมแดนการเมือง)
Legal boundaryJudicial instrumentMonarchy constraint

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: การกำหนด “เส้นแดง” ผ่านกระบวนการตุลาการ (rule-by-law / boundary setting)

AP รายงานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้พรรคก้าวไกลหยุดการผลักดันแก้ไขมาตรา 112 โดยรายงานยังยกข้อมูลว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรานี้จำนวนมากนับตั้งแต่การประท้วงปี 2020 ในกรอบ ส่วนขยาย A เหตุการณ์นี้ทำหน้าที่เป็น “หลักฐานตัวอย่าง” ว่า การกำกับการเมืองไม่จำเป็นต้องอาศัยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่สามารถกำกับผ่านการกำหนดพรมแดน (boundaries) ด้วยเครื่องมือทางกฎหมาย/ตุลาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมการเมืองสมัยใหม่ [7]

Downstream Effect: การกำหนดเส้นแดงเชิงสถาบัน → ส่งผลต่อ agenda-setting ของพรรคการเมือง → ลดพื้นที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในประเด็นที่กระทบศูนย์กลางอำนาจ
หลักฐานหลัก: AP (Jan 31, 2024) [7]

A3) Mapping กลไกอำนาจ: ตาราง “กลไก–ผู้เล่น–เครื่องมือ–ผลลัพธ์”

ตารางต่อไปนี้คือแกน “mapping” ของ ส่วนขยาย A: ไม่ได้ถามว่าใครดี–ใครเลว แต่ถามว่า “กลไกอะไร ทำงานผ่านใคร ด้วยเครื่องมือใด และสร้างผลลัพธ์เชิงสถาบันแบบไหน” (เพื่อใช้เป็นฐานต่อยอดคดีศึกษาเชิงลึกใน B ต่อไป)

กลไก (Mechanism) ผู้เล่น/สถาบันหลัก เครื่องมือ (Tools) ฟังก์ชันควบคุม (Control Function) หลักฐานยึดโยง (Evidence Anchor)
1) วิกฤตความชอบธรรม → เปิดประตูให้ผู้ตัดสินนอกระบบ กองทัพ + ผู้มีอำนาจเชิงความชอบธรรม วาทกรรม “ความสงบ/ศีลธรรม/ชาติ” + การแทรกแซง ทำให้การใช้กำลัง “ดูจำเป็น” และกลายเป็นทางเลือกที่ถูกทำซ้ำได้ ต้นแบบตรรกะ (2500) → ใช้ยืนเป็นกรอบอ่านเหตุการณ์หลัง ๆ
2) Coup → Constitution: ตรึงผลลัพธ์ด้วยกติกา คณะผู้ยึดอำนาจ + สถาบันร่างกติกา รัฐธรรมนูญ/บทเฉพาะกาล/กฎหมายลูก แปลงชัยชนะเฉพาะหน้าให้เป็นอำนาจเชิงสถาบันระยะยาว Reuters อธิบายที่มาวุฒิสภาแต่งตั้งหลัง 2014 และบทบาทต่อหลังเลือกตั้ง 2019
3) วุฒิสภาเป็น “วาล์วคุมการตั้งรัฐบาล” วุฒิสภา (แต่งตั้ง/คัดเลือก) + ระบบรัฐสภา สิทธิ/บทบาทในกระบวนการเมือง (เช่น โหวตนายกฯ ช่วงหนึ่ง, อำนาจตรวจสอบอื่น) เพิ่ม veto point และกำกับผลลัพธ์ของการเลือกตั้งโดยทางอ้อม Reuters Apr 23, 2024; Reuters Jul 14, 2023; Reuters Jul 10, 2024
4) เปลี่ยนรูปกลไกเมื่อถูกโจมตี (Form-change) ฝ่ายกำหนดกติกา + สถาบันเลือกตั้ง/สรรหา ตัดอำนาจหนึ่งด้าน → เพิ่มความซับซ้อน/คัดเลือกหลายชั้น คงฟังก์ชันกำกับ แต่ลดต้นทุนความชอบธรรมต่อสาธารณะ Reuters Jul 10, 2024 ระบุ “ไม่มีการโหวตสาธารณะ” และยังมีอำนาจด้านอื่น
5) Boundary setting ผ่านตุลาการ/กฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญ/ระบบยุติธรรม คำวินิจฉัย/การตีความกฎหมาย กำหนดเส้นแดงของ agenda การเมือง ลดพื้นที่การเปลี่ยนโครงสร้างบางประเด็น AP Jan 31, 2024: ศาลสั่งหยุดผลักดันแก้ ม.112 และข้อมูลคดีสะสมหลัง 2020
6) ปรับ “เส้นอำนาจ” และความคล่องตัวศูนย์กลางในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ศูนย์กลางความชอบธรรม + ฝ่ายบริหาร การขอปรับร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ ทำให้ authority lines ชัดขึ้น/คล่องขึ้นในสถาปัตยกรรมการเมือง Reuters Jan 10, 2017; ABC Jan 10, 2017
7) ฐานทรัพยากร (Assets) เป็นขีดความสามารถของเครือข่าย สถาบันทรัพย์สินฝ่ายราชสำนัก/ศูนย์กลาง กฎหมาย/สถานะการถือครองในพระนาม เพิ่ม durability ของเครือข่ายอำนาจในระยะยาว (capacity, patronage, continuity) Reuters Jun 17, 2018

หมายเหตุ: ตารางนี้ตั้งใจให้ “ยืนได้ด้วยหลักฐานร่วมสมัย” เป็นหลัก และต่อเชื่อมไปยังภาคผนวกกรณีศึกษาเชิงลึกใน ส่วนขยาย B (เช่น วินิจฉัยยุบพรรค/ตัดสิทธิ/การออกแบบกฎหมายลูก) โดยจะเพิ่มแหล่งอ้างอิงรายกรณีแบบละเอียดในขั้นถัดไป

A4) Mapping แบบย่อ: อะไร “คงเดิม” และอะไร “เปลี่ยนรูป”

เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างเฉียบคม ส่วนขยาย A ปิดท้ายด้วยแผงสรุป 2 คอลัมน์: สิ่งที่คงเดิม (invariants) และสิ่งที่เปลี่ยนรูป (adaptive forms) ซึ่งเป็นแกนที่ช่วยให้เราอธิบายว่า “ประชาธิปไตยแบบจัดการ” แข็งแรงเพราะอะไร

สิ่งที่คงเดิม (Invariants)

  • การมี veto point ของสถาบันที่ไม่ยึดโยงกับการเลือกตั้งโดยตรง (บางยุคชัด บางยุคซ่อนรูป)
  • ตรรกะ crisis → intervention → institutionalization: วิกฤตความชอบธรรมถูกใช้เป็นเงื่อนไขเปิดทาง และผลลัพธ์ถูกตรึงด้วยกติกา
  • การกำหนดพรมแดนทางการเมือง ด้วยเครื่องมือเชิงสถาบัน (กฎหมาย/ตุลาการ/องค์กรกำกับ)
  • การรักษาฐานทรัพยากร ในฐานะความสามารถของเครือข่ายอำนาจระยะยาว

สิ่งที่เปลี่ยนรูป (Adaptive Forms)

  • จาก แต่งตั้งตรง → ไปสู่ คัดเลือกซับซ้อนหลายชั้น (ลดแรงเสียดทาน แต่คงสถานะไม่ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ) [6]
  • จาก ใช้อำนาจดิบ → ไปสู่ การทำให้ชอบธรรมด้วยกติกา/กระบวนการ (rule-by-law / institutional steering)
  • จาก การคุมผ่านอำนาจเดียว → ไปสู่ เครือข่ายกลไกหลายชั้น ทำให้ยากต่อการโค่นด้วยมาตรการเดียว
ประโยคแกนสำหรับงานต่อยอด (ใช้ได้ทั้งบทความและสารคดี):
“เมื่อกลไกหนึ่งถูกโจมตีจนต้นทุนความชอบธรรมสูง ระบบมักไม่ ‘ยอมแพ้’ แต่ ‘ย้ายกลไก’ และ ‘เปลี่ยนรูป’ เพื่อคงฟังก์ชันการกำกับไว้ในสถาปัตยกรรมเดิม”

A5) เชิงอรรถและแหล่งอ้างอิงหลักของ ส่วนขยาย A

  1. Reuters (Apr 23, 2024) รายงานว่า ครม. เห็นชอบแผนคัดเลือกวุฒิสภาใหม่ที่ “ไม่สามารถโหวตนายกฯ ได้” และอธิบายย้อนหลังว่าระบบวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยทหารถูกนำเข้ามาหลังรัฐประหาร 2014 และมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองหลังเลือกตั้ง 2019.
    Reuters — Apr 23, 2024
  2. ABC (Jan 10, 2017) รายงานว่านายกฯ ไทยระบุว่า พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ร้องขอให้ปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “ให้แน่ใจเรื่องพระราชอำนาจ”.
    ABC — Jan 10, 2017
  3. Reuters (Jan 10, 2017) รายงานว่า “สำนักงานของพระมหากษัตริย์” ร้องขอให้ปรับร่างรัฐธรรมนูญในส่วนเกี่ยวกับพระราชอำนาจ และรัฐบาลเห็นชอบการปรับดังกล่าวตามที่นายกฯ ให้ข้อมูล.
    Reuters — Jan 10, 2017
  4. Reuters (Jun 17, 2018) รายงานว่า สินทรัพย์ที่เคยจดทะเบียนภายใต้ Crown Property Bureau จะถูกถือ “ในพระนาม” ตามที่ CPB ระบุบนเว็บไซต์ทางการ.
    Reuters — Jun 17, 2018
  5. Reuters (Jul 14, 2023) รายงานว่า Move Forward ยื่นญัตติเพื่อจำกัดอำนาจวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยทหาร หลังการโหวตนายกฯ ถูกขัดขวาง.
    Reuters — Jul 14, 2023
  6. Reuters (Jul 10, 2024) รายงานว่า กกต. รับรองวุฒิสภาใหม่ 200 คนแทนชุดที่แต่งตั้งโดยทหาร และอธิบายระบบคัดเลือกหลายชั้นจากกลุ่มอาชีพ รวมทั้งระบุว่าวุฒิสภาใหม่ไม่มีบทบาทโหวตนายกฯ แต่ยังมีอำนาจในด้านอื่น.
    Reuters — Jul 10, 2024
  7. AP (Jan 31, 2024) รายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีคำวินิจฉัยให้พรรคก้าวไกลหยุดผลักดันแก้ไขมาตรา 112 และระบุข้อมูลว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรานี้จำนวนมาก (กว่า 260 ราย) นับตั้งแต่การประท้วงปี 2020 ตามข้อมูล Thai Lawyers for Human Rights ที่ AP อ้างถึง.
    AP — Jan 31, 2024
ส่วนขยาย B — Case Dossiers: แฟ้มคดีศึกษาเชิงสถาบัน (วัง–กองทัพ–กฎหมายการเมือง) เพื่อยืนยัน “กลไก” ของประชาธิปไตยแบบจัดการ

ส่วนขยาย B — Case Dossiers: แฟ้มคดีศึกษาเชิงสถาบัน เพื่อ “ตรึงกลไก” ของประชาธิปไตยแบบจัดการ

ส่วนขยาย B คือคลัง “แฟ้มคดีศึกษา” (dossiers) ที่เอาไว้ยืนยันข้อเสนอของ Module A ด้วยหลักฐานรายกรณี: แต่ละแฟ้มจะเล่าแบบวิชาการ — เหตุการณ์ → กติกา → สถาบัน → ฟังก์ชันควบคุม → ผลลัพธ์สืบเนื่อง — และให้ “เชือกหลักฐาน” (chain of evidence) สำหรับการตรวจสอบซ้ำ

Dossier Method Evidence Anchors Mechanism Verification Senate / Constitution Judicial Boundary-Setting Resource Base
  1. ข้อเท็จจริงแกน (Core facts) — ข้อเท็จจริงที่แหล่งข่าว/เอกสารยืนยันร่วมกัน
  2. คำถามเชิงสถาบัน (Institutional question) — เหตุการณ์นี้ “เปลี่ยนสมการอำนาจ” อย่างไร
  3. กลไกเชื่อม (Mechanism) — เหตุ → เครื่องมือ → ฟังก์ชันควบคุม → ผลลัพธ์
  4. ผลลัพธ์สืบเนื่อง (Downstream effects) — สิ่งที่เกิดตามมาและตรวจสอบได้
  5. ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้ (Counterpoints) — เพื่อทำให้แฟ้ม “ทนการวิจารณ์”
  6. หลักฐานยึดโยง (Evidence anchors) — ลิงก์/เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานฐาน

B1) แฟ้ม B1: 2014 Coup → 2019 Election — วุฒิสภาเป็นวาล์วคุมการตั้งรัฐบาล

B1 — Senate as Control Valve (2014 → 2019 → 2024)
แกนกลไก: Coup → Constitution → Veto Point ในการจัดตั้งรัฐบาล
Coup–Constitution Cycle Veto Point Government Formation Legitimacy Repair
Evidence anchors: Reuters (Apr 23, 2024)

ข้อเท็จจริงแกน

Reuters อธิบายว่า วุฒิสภาที่ถูกแต่งตั้งโดยทหารถูกนำเข้ามาหลังรัฐประหาร 2014 และมีบทบาทสำคัญในการเมืองหลังเลือกตั้ง 2019 รวมถึงการทำหน้าที่เป็น “veto” ต่อผู้นำฝ่ายบริหารในบางจังหวะ ต่อมาในปี 2024 มีการผลักดันให้วุฒิสภาใหม่ “ไม่มีสิทธิโหวตนายกฯ” [1]

คำถามเชิงสถาบัน

หากการเลือกตั้งคือกลไกหลักของประชาธิปไตย เหตุใดจึงมีกลไกที่ทำให้ “ผลของการเลือกตั้ง” ไม่ได้แปลงเป็น “การตั้งรัฐบาล” โดยตรง? และเมื่อกลไกดังกล่าวถูกวิจารณ์หนัก เหตุใดระบบจึงเลือก “ตัดอำนาจบางส่วน” แทน “เปลี่ยนที่มาให้ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ”?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

วิกฤต/รัฐประหาร → ออกแบบวุฒิสภาแต่งตั้ง → เพิ่มจุดอำนาจนอกการเลือกตั้งในสมการตั้งรัฐบาล → คุมเกมโดยทางอ้อม → เมื่อถูกโจมตีสูง: ลดอำนาจที่เป็นภาพ “veto” เพื่อซ่อมความชอบธรรม แต่ต้องตรวจสอบต่อว่าฟังก์ชันกำกับย้ายไปอยู่ส่วนใด

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • ทำให้การตั้งรัฐบาลมี “คอขวด” และเพิ่มความสำคัญของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
  • ทำให้การปฏิรูปวุฒิสภากลายเป็นวาระการเมืองใหญ่ (เพราะถูกมองว่าเป็นจุดกำกับผลลัพธ์ของประชาชน)

ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้

  • โต้แย้ง: วุฒิสภาจำเป็นเพื่อ “เสถียรภาพ” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • คำตอบเชิงสถาบัน: คำว่า “เสถียรภาพ” ต้องแยกเป็นเสถียรภาพต่อศูนย์กลางอำนาจ vs เสถียรภาพประชาธิปไตย; หากเสถียรภาพเกิดจากการเพิ่ม veto point นอกการเลือกตั้ง ย่อมแลกด้วยความยึดโยงประชาชน
หลักฐานยึดโยง: Reuters (Apr 23, 2024) [1]

B2) แฟ้ม B2: 2017 Draft Constitution Adjustments — การทำให้ “เส้นอำนาจ” ชัดและคล่องตัว

B2 — Authority Lines & Central Agility (Jan 2017)
แกนกลไก: การปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อความแน่ชัดของพระราชอำนาจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
Constitutional Design Authority Lines Central Agility Process Evidence
Evidence anchors: Reuters (Jan 10, 2017), ABC (Jan 10, 2017)

ข้อเท็จจริงแกน

Reuters และ ABC รายงานว่า มีการร้องขอให้ปรับร่างรัฐธรรมนูญในส่วนเกี่ยวกับพระราชอำนาจ และรัฐบาลไทยเห็นชอบที่จะปรับตามข้อมูลที่รายงาน [2][3]

คำถามเชิงสถาบัน

เหตุใด “ช่วงก่อนประกาศใช้กติกา” จึงเป็นพื้นที่ต่อรองสำคัญของศูนย์กลางความชอบธรรม? และการทำให้ “เส้นอำนาจ” ชัดขึ้นส่งผลต่อสถาปัตยกรรมการเมืองอย่างไรในระยะยาว?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐธรรมนูญ → การร้องขอปรับข้อความ → เพิ่มความแน่ชัดของ authority lines → เพิ่มความคล่องตัวของศูนย์กลางในระบบที่ต้องอยู่ร่วมกับการเลือกตั้ง → ทำให้การจัดการอำนาจ “เป็นกติกา” มากขึ้น

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • เป็น “หลักฐานเชิงกระบวนการ” ว่ากติกาไม่ได้เป็นพื้นที่ของฝ่ายการเมืองเลือกตั้งอย่างเดียว แต่มีจุดเชื่อมกับศูนย์กลางความชอบธรรม
  • ช่วยอธิบายว่าทำไมการเมืองไทยสามารถ “คงรูปแบบประชาธิปไตย” แต่จัดวางการชี้ขาดบางเรื่องไว้กับศูนย์กลางได้

ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้

  • โต้แย้ง: เป็นเพียงการปรับแก้เทคนิค ไม่ได้มีนัยทางการเมือง
  • คำตอบเชิงสถาบัน: ในรัฐศาสตร์สถาบันนิยม “เทคนิคในรัฐธรรมนูญ” คือการวางอำนาจ (power allocation) เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าใครมีอำนาจชี้ขาดในสถานการณ์พิเศษ
หลักฐานยึดโยง: Reuters (Jan 10, 2017) [3]; ABC (Jan 10, 2017) [2]

B3) แฟ้ม B3: 2018 Assets/Property Status Shift — ฐานทรัพยากรกับความทนทานของเครือข่ายอำนาจ

B3 — Resource Durability (Jun 2018)
แกนกลไก: ฐานทรัพยากร → ความสามารถเชิงสถาบัน (capacity) → ความทนทานของเครือข่าย
Assets Institutional Capacity Network Durability Long-run Power
Evidence anchors: Reuters (Jun 17, 2018)

ข้อเท็จจริงแกน

Reuters รายงานว่า สินทรัพย์ซึ่งจดทะเบียนภายใต้ Crown Property Bureau จะถูกถือ “ในพระนาม” ตามที่หน่วยงานระบุบนเว็บไซต์ [4]

คำถามเชิงสถาบัน

ทำไม “ทรัพย์สิน” จึงเป็นตัวแปรทางการเมืองในงานสถาบันนิยม? และการกำหนดสถานะทรัพย์สินให้ชัดขึ้นส่งผลต่อความสามารถในการรักษาเครือข่ายอำนาจในระยะยาวอย่างไร?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

การกำหนดสถานะทรัพย์สินในเชิงกฎหมาย → เพิ่มความชัดของ resource base → เพิ่ม institutional capacity (ความสามารถในการดำรงเครือข่าย/กิจกรรม/ความต่อเนื่อง) → เพิ่ม durability ของศูนย์กลางและเครือข่ายในระยะยาว

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • ทำให้การวิเคราะห์อำนาจไม่ติดกับ “การเมืองเลือกตั้ง” อย่างเดียว แต่เห็นฐานทรัพยากรเป็นโครงรองรับอำนาจเครือข่าย
  • ช่วยอธิบายว่าทำไมเครือข่ายอำนาจบางประเภทมีความทนทาน แม้การเมืองภาคเลือกตั้งสั่นคลอนเป็นช่วง ๆ

ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้

  • โต้แย้ง: เป็นเรื่องบริหารจัดการทรัพย์สิน ไม่เกี่ยวกับการเมือง
  • คำตอบเชิงสถาบัน: ในรัฐศาสตร์ ทรัพยากรคือความสามารถในการทำให้อำนาจ “อยู่ได้นาน” เพราะกำหนดขีดความสามารถในการสร้าง/รักษาเครือข่ายและความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์
หลักฐานยึดโยง: Reuters (Jun 17, 2018) [4]

B4) แฟ้ม B4: 2023 PM Vote & Senate Leverage — เมื่อ “veto point” โผล่พ้นน้ำจนกลายเป็นวาระปฏิรูป

B4 — Veto Point Visibility (Jul 2023)
แกนกลไก: วุฒิสภา → การกำกับผลลัพธ์การเลือกตั้ง → backlash → ความพยายามจำกัดอำนาจ
Senate Leverage Backlash Signal Institutional Contestation
Evidence anchors: Reuters (Jul 14, 2023)

ข้อเท็จจริงแกน

Reuters รายงานว่า Move Forward ยื่นญัตติเพื่อจำกัดอำนาจวุฒิสภาหลังแพ้โหวตนายกฯ โดยชี้บริบทความขัดแย้งเรื่องบทบาทวุฒิสภาในกระบวนการดังกล่าว [5]

คำถามเชิงสถาบัน

เมื่อไหร่ที่กลไกกำกับ “ถูกมองเห็น” จนกลายเป็นเป้าปฏิรูป? และระบบมักตอบสนองอย่างไรเมื่อกลไกนั้นสร้างต้นทุนความชอบธรรมสูง?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

veto point ทำงานเด่นชัดในจังหวะตั้งรัฐบาล → สังคมการเมืองรับรู้/ต่อต้าน → เกิดความพยายามปฏิรูป → ระบบมีแรงจูงใจ “เปลี่ยนรูป” ของกลไกเพื่อลดต้นทุน แต่รักษาฟังก์ชันกำกับไว้ในรูปแบบอื่น

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • ทำให้ “การปฏิรูปวุฒิสภา” และ “ที่มา/อำนาจของสภาสูง” กลายเป็นแกนถกเถียงระดับชาติ
  • ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเชิงระบบว่า กลไกกำกับที่มีพลังเกินไปจะสร้างแรงต้านและผลักดันการปรับรูปแบบในเวลาต่อมา
หลักฐานยึดโยง: Reuters (Jul 14, 2023) [5]

B5) แฟ้ม B5: 2024 Constitutional Court & 112 — การกำหนด “เส้นแดง” ผ่านตุลาการ

B5 — Judicial Boundary Setting (Jan 2024)
แกนกลไก: ตุลาการ/กฎหมาย → กำหนดพรมแดน agenda การเมือง → ลดพื้นที่การเปลี่ยนโครงสร้างบางประเด็น
Judicial Instrument Boundary Setting Agenda Control Rule-by-Law
Evidence anchors: AP (Jan 31, 2024)

ข้อเท็จจริงแกน

AP รายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พรรคก้าวไกลหยุดการผลักดันแก้ไขมาตรา 112 และรายงานยังยกข้อมูลจาก Thai Lawyers for Human Rights ที่ AP อ้างถึงเรื่องจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรานี้หลังการประท้วงปี 2020 [6]

คำถามเชิงสถาบัน

ในระบอบที่ต้องการ “คงรูปแบบประชาธิปไตย” แต่ “กำกับผลลัพธ์” เครื่องมือที่มีต้นทุนต่ำกว่ารถถังคืออะไร? และการกำหนดเส้นแดงผ่านตุลาการส่งผลต่อการแข่งขันทางการเมืองอย่างไร?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

ประเด็นกระทบศูนย์กลางความชอบธรรม → ใช้กระบวนการตุลาการ/การตีความกฎหมาย → กำหนด boundary ของ agenda → ทำให้พรรค/ผู้เล่นต้องปรับตัวหรือถอย → ลดความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างในประเด็นนั้น

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • สร้างแรงกดดันให้พรรคการเมืองต้อง “จัดวางนโยบาย” ภายในเส้นแดงที่สถาบันกำหนด
  • ทำให้การจัดการความขัดแย้งย้ายจากเวทีการเมืองเลือกตั้งไปสู่เวทีเชิงกฎหมาย/ตุลาการ

ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้

  • โต้แย้ง: ศาลเพียงบังคับใช้กฎหมาย เป็นการคุ้มครองสถาบันตามหน้าที่
  • คำตอบเชิงสถาบัน: ต่อให้เป็น “ตามหน้าที่” ผลลัพธ์เชิงสถาบันยังคงอยู่ คือการกำหนดพรมแดนการแข่งขันและการทำให้บาง agenda ถูกห้าม/จำกัดในเชิงการเมือง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของประชาธิปไตยแบบจัดการ
หลักฐานยึดโยง: AP (Jan 31, 2024) [6]

B6) แฟ้ม B6: 2024 New Senate Selection — เปลี่ยนรูปภายใต้แรงวิจารณ์ แต่คงสถานะ “ไม่ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ”

B6 — Form-change Under Criticism (Jul 2024)
แกนกลไก: ลดอำนาจที่ถูกโจมตี → เปลี่ยนวิธีได้มาเป็นคัดเลือกซับซ้อน → คงบทบาทกำกับในมิติอื่น
Selection System Non-public Vote Institutional Persistence Legibility Repair
Evidence anchors: Reuters (Jul 10, 2024)

ข้อเท็จจริงแกน

Reuters รายงานว่า กกต. รับรองวุฒิสภาใหม่ 200 คนแทนชุดที่แต่งตั้งโดยทหาร อธิบายระบบคัดเลือกหลายชั้นจากกลุ่มอาชีพ และชี้ว่าไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ พร้อมระบุว่าวุฒิสภาใหม่ไม่มีอำนาจโหวตนายกฯ แต่ยังมีบทบาทสำคัญด้านอื่น [7]

คำถามเชิงสถาบัน

การตัดอำนาจโหวตนายกฯ “เพียงอย่างเดียว” เพียงพอหรือไม่ที่จะเปลี่ยนสมการการกำกับ? และการเปลี่ยนไปสู่ระบบคัดเลือกหลายชั้นช่วยลดแรงเสียดทานเชิงความชอบธรรมอย่างไร?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

(1) ลดอำนาจที่เป็นภาพ “veto” ต่อสาธารณะ → (2) เปลี่ยนการได้มาให้ซับซ้อน/เป็นคัดเลือก → (3) คงสถานะของสภาสูงในฐานะสถาบันที่ไม่ยึดโยงกับการโหวตโดยประชาชนทั้งประเทศ → (4) รักษาฟังก์ชันกำกับระบบในมิติอื่น (เช่น การพิจารณากฎหมาย/อำนาจต่อองค์กรสำคัญ)

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • ช่วย “ซ่อมความชอบธรรมเชิงรูปลักษณ์” โดยตัดอำนาจที่ถูกโจมตีหนัก
  • แต่เปิดคำถามใหม่: หากสภาสูงยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งประเทศ ระบบได้ “ย้ายกลไกกำกับ” ไปที่ใดและอย่างไร
หลักฐานยึดโยง: Reuters (Jul 10, 2024) [7]

B7) ตารางสรุป: แฟ้มคดี → กลไกใน ส่วนขยาย A ที่ยืนยันได้

ตารางนี้ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่าง ส่วนขยาย A กับส่วนขยาย B: เพื่อให้ผู้อ่านเห็นชัดว่าแต่ละแฟ้มคดีศึกษาไม่ได้เล่าเรื่องยาวเฉย ๆ แต่กำลัง “ยืนยันกลไก” แบบใด

แฟ้มคดี (Dossier) กลไกหลักที่ยืนยัน เครื่องมือ (Tools) สิ่งที่ตรวจสอบได้ (Observable implication) Evidence Anchor
B1 — 2014→2019 วุฒิสภาเป็นวาล์วคุม Senate as control valve / Veto point ในการตั้งรัฐบาล โครงสร้างสภาสูง + บทบาทต่อการเมืองหลังเลือกตั้ง สภาสูงเพิ่ม “จุดอำนาจนอกการเลือกตั้ง” ในการตั้งรัฐบาล Reuters Apr 23, 2024
B2 — 2017 ปรับร่างรัฐธรรมนูญ Authority lines / Central agility การปรับข้อความร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ กติกาเป็นพื้นที่ต่อรองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ Reuters Jan 10, 2017; ABC Jan 10, 2017
B3 — 2018 สถานะทรัพย์สิน Resource base → Institutional durability สถานะการถือครอง/กฎหมายทรัพย์สิน ฐานทรัพยากรเพิ่มขีดความสามารถเครือข่ายระยะยาว Reuters Jun 17, 2018
B4 — 2023 โหวตนายกฯ และแรงต้าน Veto point visibility → backlash → reform pressure การเมืองรัฐสภา + ญัตติจำกัดอำนาจสภาสูง เมื่อกลไกกำกับเด่นชัด จะกลายเป็นเป้าปฏิรูป Reuters Jul 14, 2023
B5 — 2024 ศาลฯ & 112 Judicial boundary-setting / agenda control คำวินิจฉัย/การตีความกฎหมาย กำหนดเส้นแดงเชิงสถาบัน ส่งผลต่อ agenda พรรค AP Jan 31, 2024
B6 — 2024 วุฒิสภาใหม่แบบคัดเลือก Form-change under criticism / persistence of non-electoral power ระบบคัดเลือกหลายชั้น + ไม่มีโหวตสาธารณะ ลดอำนาจที่ถูกโจมตี แต่คงสถานะไม่ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ Reuters Jul 10, 2024

เชิงอรรถ/แหล่งอ้างอิงหลักของส่วนขยาย B

  1. Reuters (Apr 23, 2024) — รายงานแผนเปลี่ยนวุฒิสภาและลดอำนาจ รวมทั้งอธิบายที่มาวุฒิสภาหลังรัฐประหาร 2014 และบทบาทต่อการเมืองหลังเลือกตั้ง 2019.
    Reuters — Apr 23, 2024
  2. ABC (Jan 10, 2017) — รายงานคำกล่าวของนายกฯ ไทยเกี่ยวกับการร้องขอปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “ให้แน่ใจเรื่องพระราชอำนาจ”.
    ABC — Jan 10, 2017
  3. Reuters (Jan 10, 2017) — รายงานการร้องขอปรับร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชอำนาจและการตอบสนองของรัฐบาล.
    Reuters — Jan 10, 2017
  4. Reuters (Jun 17, 2018) — รายงานการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินที่จดทะเบียนภายใต้ Crown Property Bureau ให้ถือ “ในพระนาม”.
    Reuters — Jun 17, 2018
  5. Reuters (Jul 14, 2023) — รายงานความพยายามของ Move Forward ในการจำกัดอำนาจวุฒิสภาหลังแพ้โหวตนายกฯ.
    Reuters — Jul 14, 2023
  6. AP (Jan 31, 2024) — รายงานคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการรณรงค์แก้ ม.112 และข้อมูลคดีสะสมหลัง 2020 จาก Thai Lawyers for Human Rights ที่ AP อ้างถึง.
    AP — Jan 31, 2024
  7. Reuters (Jul 10, 2024) — รายงานการรับรองวุฒิสภาใหม่ 200 คน ระบบคัดเลือกหลายชั้น การไม่มีโหวตสาธารณะ และบทบาทอำนาจด้านอื่นของสภาสูง.
    Reuters — Jul 10, 2024

ทรัมพ์ไม่ได้เปลี่ยน “ระเบียบโลก” — เขากำลังท้าทาย “ระบอบของโลก”

คันฉ่องส่องโลก · บทวิเคราะห์เชิงอำนาจ ทรัมพ์ไม่ได้เปลี่ยน “ระเบียบโลก” — เขากำลังท้าทาย “ระบอบของโลก” เมื่อโลก...

หมายเหตุสำหรับผู้อ่าน

เราล็อคไม่ให้คัดลอกเนื้อหา ไม่ใช่เพราะหวงความรู้ — แต่เพราะอยากให้ท่าน “อ่านที่นี่” และ “อ่านให้จบ” เพื่อสร้างนิสัยการบริโภคข่าวสาร/บทวิเคราะห์อย่างจริงจัง แทนการคัดลอกไปเก็บแล้วไม่ได้กลับมาอ่าน
เราคัดสรรเนื้อหาใหม่ที่มีสาระและตรวจสอบได้มาอัปเดต ทุกวัน เพื่อให้การเรียนรู้ของท่านเป็น “วินัย” ไม่ใช่ “ไฟล์สะสม”

ดูเนื้อหาล่าสุดวันนี้