เมื่อพรรคการเมืองแนวก้าวหน้าอ่อนแรงจากทั้งภายนอกและภายใน
บทความนี้เขียนเพื่อ “เตือนสติ” ให้เห็นกลไกการบ่อนทำลายขบวนการการเมืองก้าวหน้าในสังคมไทย โดยเน้นการมองแบบโครงสร้าง (structural analysis) และวัฒนธรรมองค์กร (organizational culture) มากกว่าการยึดติดกับข่าวลือหรือความขัดแย้งส่วนบุคคล
บทนำ: ทำไม “การแตกจากข้างใน” จึงอันตรายกว่าการโจมตีจากภายนอก
การอ่อนแรงหรือแตกตัวของพรรคการเมืองที่ท้าทายระบอบอำนาจเดิม ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในประวัติศาสตร์โลก หากแต่เป็นรูปแบบซ้ำซากที่เกิดขึ้นในประเทศที่โครงสร้างอำนาจยังไม่เปิดให้การแข่งขันทางการเมืองอย่างเสรีและเป็นธรรม พรรคก้าวหน้าในไทยกำลังเผชิญแรงกดดันสองทิศทางพร้อมกัน — จากกลไกระบบอำนาจภายนอก และจากความแตกร้าวภายใน
บทเรียนสำคัญคือ การล่มสลายของขบวนการเปลี่ยนแปลงมักไม่ได้เกิดจากแรงภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการกัดกร่อนภายในที่ค่อย ๆ ทำให้ความเชื่อมั่นและความเป็นเอกภาพลดลง ในทางยุทธศาสตร์ “การโจมตีจากภายนอก” ทำให้คนยิ่งรวมตัวได้ง่าย แต่ “การร้าวฉานภายใน” ทำให้คนเริ่มสงสัยกันเอง และเมื่อความไว้วางใจพังลง ขบวนการก็สูญเสียพลังโดยไม่จำเป็นต้องมีศัตรูลงมือมากนัก
แก่นคิดของบทความนี้: ขบวนการก้าวหน้ามักไม่พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” แต่พังเพราะ “แพ้ความเป็นเอกภาพของตัวเอง” เมื่อความแตกแยกถูกขยายให้ใหญ่กว่าหลักการและเป้าหมายร่วม
1. แรงกดดันเชิงโครงสร้างจากระบอบอำนาจ
ในระบบการเมืองที่อำนาจรัฐ ระบบราชการ กฎหมาย และองค์กรอิสระไม่ได้เป็นกลางอย่างแท้จริง พรรคที่ท้าทายโครงสร้างเดิมมักเผชิญแรงกดดันเชิงสถาบันและเชิงกระบวนการ (institutional constraints) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผลทั้งต่อความสามารถในการแข่งขันทางการเมือง และต่อศรัทธาของประชาชนที่อยากเห็นความยุติธรรมทางการเมือง
พรรคที่ท้าทายโครงสร้างเดิมมักเผชิญ:
- การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจำกัดอำนาจ
- การยุบพรรคหรือเพิกถอนสิทธิทางการเมือง
- การบิดเบือนการแข่งขันเลือกตั้ง
- การสร้างความไม่ชอบธรรมผ่านกลไกสื่อและข้อมูล
นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์เฉพาะไทย แต่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่ระบอบกึ่งประชาธิปไตย (hybrid regimes) ต้องการควบคุมพื้นที่ทางการเมือง โดย “ไม่จำเป็นต้องปิดประชาธิปไตยทั้งระบบ” เพียงแค่ทำให้การแข่งขันไม่เท่าเทียม ก็เพียงพอให้ฝ่ายก้าวหน้าติดหล่มระยะยาว
2. การแตกตัวภายใน: จุดอ่อนที่พบได้ทั่วโลก
ประวัติศาสตร์การเมืองแสดงให้เห็นว่า ขบวนการที่เติบโตเร็ว มักเผชิญความแตกต่างภายในในเวลาต่อมา เพราะการขยายตัวรวดเร็วทำให้มีทั้งผู้ร่วมอุดมการณ์ ผู้ร่วมทางยุทธศาสตร์ และผู้ร่วมผลประโยชน์ปะปนกัน เมื่อมีแรงกดดันภายนอกมากขึ้น ความตึงเครียดภายในก็เพิ่มขึ้นตาม
สาเหตุการแตกแยกภายในที่พบได้บ่อย เช่น
- ความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์และยุทธศาสตร์
- ความคาดหวังตำแหน่งและอำนาจ
- ความผิดหวังส่วนบุคคล
- การการแข่งขันภายในเพื่ออิทธิพล
จุดสำคัญ:
ไม่ใช่ทุกความแตกแยกเกิดจากการแทรกซึม
แต่ทุกขบวนการที่ขยายตัวเร็วจะดึงดูดคนหลากหลายแรงจูงใจ
หากขบวนการไม่มีกลไกบริหารความขัดแย้ง (conflict management) ที่ดี ความแตกต่างทางความคิดจะกลายเป็น “ความแตกแยกทางความสัมพันธ์” และเมื่อความสัมพันธ์แตก เป้าหมายร่วมก็ถูกลดทอนความสำคัญลงทันที
3. ความเสี่ยงของ “การแทรกซึม” ทางการเมือง
ในบริบทการเมืองที่มีการแข่งขันสูงและเดิมพันอำนาจสูง การแทรกซึมเพื่อบ่อนทำลายคู่แข่งเป็นกลยุทธ์ที่มีการใช้จริงในหลายประเทศ ไม่ว่าจะในรูปแบบ “ป้อนคนเข้าองค์กร” หรือ “ปั่นความขัดแย้งผ่านข้อมูล/สื่อ” หรือ “สร้างผู้นำเงาเพื่อแตกฐาน” ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้คู่แข่งเสียเวลา เสียพลัง และเสียความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างเรื่องการแทรกซึมโดยไม่มีหลักฐาน อาจกลายเป็น:
- การทำลายความไว้วางใจภายใน
- การสร้างวัฒนธรรมหวาดระแวง
- การทำให้ขบวนการอ่อนแอด้วยตนเอง
ขบวนการที่แข็งแรงจึงต้องยึดหลัก: โปร่งใส + ระบบตรวจสอบภายใน + วัฒนธรรมรับผิดชอบ กล่าวคือ หากมีความสงสัย ต้องมีช่องทางตรวจสอบที่เป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้การตัดสินกันด้วยอารมณ์กลายเป็น “ศาลเตี้ยทางการเมือง” เพราะสุดท้ายผู้ได้ประโยชน์คือฝ่ายที่อยากเห็นขบวนการแตกเป็นเสี่ยง
4. ความทะเยอทะยานส่วนบุคคล vs อุดมการณ์
ทุกขบวนการทางการเมืองต้องเผชิญความจริงว่า:
เมื่อบุคคลไม่ได้รับตำแหน่งหรือบทบาทตามที่คาดหวัง อาจเกิดแรงกระเพื่อมภายในองค์กร ตั้งแต่การบ่นตัดพ้อจนถึงการทำตัวเป็น “ปฏิปักษ์” เพื่อเอาคืนหรือเพื่อสร้างทุนทางสังคมใหม่ สถานการณ์นี้ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “พรรคเพี้ยน” แต่สะท้อนว่าองค์กรการเมืองกำลังถูกทดสอบความเป็นสถาบัน (institutional maturity)
อาการที่มักพบเมื่อความผิดหวังส่วนบุคคลล้นเกินวุฒิภาวะทางการเมือง ได้แก่
- การต่อต้านจากภายใน
- การโจมตีผ่านสื่อหรือโซเชียล
- การสร้างความแตกแยกในหมู่ผู้สนับสนุน
นี่เป็นพลวัตปกติขององค์กรการเมืองทั่วโลก แต่ในสังคมที่ “กลไกภายนอก” กดทับอยู่แล้ว การแตกจากภายในจะยิ่งทำให้การถูกบ่อนทำลายสำเร็จได้ง่ายขึ้นอย่างมหาศาล
5. บทเรียนจากประวัติศาสตร์โลก
ขบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองล้มเหลวบ่อยครั้งเพราะไม่ได้เตรียม “สถาปัตยกรรมองค์กร” ให้รับแรงเสียดทานระยะยาว ความหวังและพลังมวลชนอาจพาให้โตเร็ว แต่การอยู่รอดต้องใช้ระบบ วินัย และความสามารถในการบริหารความแตกต่าง
ขบวนการประชาธิปไตยจำนวนมากสะดุดเพราะ:
- ✔ สูญเสียเอกภาพภายใน
- ✔ ขาดกลไกจัดการความขัดแย้ง
- ✔ ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งส่วนบุคคล
- ✔ ขาดวินัยเชิงองค์กร
ตัวอย่างพบใน: ขบวนการประชาธิปไตยละตินอเมริกา, พรรคก้าวหน้าในยุโรปตะวันออก, และขบวนการปฏิรูปในเอเชีย — รูปแบบแตกต่างกัน แต่แก่นเหมือนกันคือ “เมื่อเป้าหมายใหญ่ถูกแทนที่ด้วยสงครามย่อย ขบวนการก็เริ่มแพ้ตั้งแต่ยังไม่สู้”
6. อันตรายของการแตกแยกต่อพลังประชาชน
เมื่อผู้สนับสนุนเห็นความขัดแย้งภายใน:
- • ความเชื่อมั่นลดลง
- • การเคลื่อนไหวชะลอตัว
- • ฐานเสียงสับสน
- • ระบอบเดิมได้เปรียบ
ระบอบอำนาจมักไม่จำเป็นต้องโจมตีโดยตรง หากฝ่ายตรงข้ามทำลายตัวเอง ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือชัยชนะที่ถูกที่สุดและสะอาดที่สุดของฝ่ายที่ต้องการคงสภาพเดิม เพราะ “ค่าทำลาย” ถูกผลักให้ฝ่ายก้าวหน้าจ่ายเองผ่านความขัดแยกในหมู่พวกเดียวกัน
7. ทางออก: การเติบโตอย่างมีวุฒิภาวะทางการเมือง
ขบวนการก้าวหน้าที่ต้องการอยู่รอดระยะยาวควรพัฒนา “วัฒนธรรมสถาบัน” มากกว่า “วัฒนธรรมแฟนคลับ” กล่าวคือ ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนเห็นคุณค่าของหลักการเหนือบุคคล และทำให้ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่บริหารได้ ไม่ใช่สิ่งที่ระเบิดทำลายกันเอง
แนวทางที่จำเป็น ได้แก่
- ✔ วัฒนธรรมองค์กรที่ยึดหลักการมากกว่าบุคคล
- ✔ ระบบแก้ไขข้อขัดแย้งภายในอย่างโปร่งใส
- ✔ การคัดเลือกผู้นำด้วยคุณธรรมและความสามารถ
- ✔ การสื่อสารตรงไปตรงมากับผู้สนับสนุน
- ✔ การยึดเป้าหมายระยะยาวเหนือความขัดแย้งระยะสั้น
หลักคิดเชิงปฏิบัติ: หากมี “คนวงในหมดวาระ” ออกมาโจมตีองค์กร ไม่ว่าด้วยเหตุใด ขบวนการต้องไม่ตอบด้วยการชี้หน้าว่าเขาคือศัตรูโดยอัตโนมัติ แต่ต้องตอบด้วย “กระบวนการ”: ชี้แจงข้อเท็จจริง, เปิดพื้นที่ตรวจสอบ, และยืนยันหลักการ เพราะการตั้งรับแบบมีวินัยคือการตัดวงจรปั่นความแตกแยก
กระจกสะท้อนสังคมไทย
สถานการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนเพียงพรรคการเมืองหนึ่งพรรค แต่สะท้อนวัฒนธรรมการเมืองไทยโดยรวม:
- การเมืองแบบอุปถัมภ์ยังฝังลึก
- อำนาจเชิงโครงสร้างยังเหนือเจตจำนงประชาชน
- การเมืองมักเน้นบุคคลมากกว่าสถาบัน
- ความขัดแย้งส่วนบุคคลทำลายเป้าหมายส่วนรวม
และเมื่อโครงสร้างใหญ่กดทับอยู่แล้ว “ความร้าวฉานภายใน” จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันทำหน้าที่เหมือนการเปิดประตูจากด้านในให้แรงกดทับเข้ามาทำลายได้ง่ายยิ่งขึ้น
ข้อเตือนใจสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงประเทศไม่อาจสำเร็จได้ด้วยพลังโกรธหรือความหวังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยวุฒิภาวะทางการเมือง วินัยองค์กร และความยึดมั่นในหลักการ
ขบวนการที่อยู่รอดไม่ใช่ขบวนการที่ไม่แตกแยก แต่คือขบวนการที่สามารถจัดการความแตกต่างโดยไม่สูญเสียเป้าหมายร่วม
สรุปแก่นสาร
การอ่อนแรงของพรรคก้าวหน้าอาจเกิดจากทั้งแรงกดดันเชิงโครงสร้างและความแตกร้าวภายใน แต่บทเรียนสำคัญคือ:
และปล่อยให้ความแตกแยกภายในทำงานแทน
อนาคตของการเมืองไทยจึงขึ้นอยู่กับว่า ขบวนการประชาชนจะเรียนรู้จากบทเรียนนี้ได้เร็วเพียงใด — โดยไม่ตกหลุมความเกลียดชังกันเอง และไม่ยอมให้ “ความผิดหวังส่วนบุคคล” กลายเป็น “เครื่องมือของโครงสร้าง”












