ทำไมต้อง “เสรีประชาธิปไตย”
เพราะประเทศที่ไม่ยอมให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจจริง ย่อมต้องใช้ความกลัวแทนความชอบธรรม และใช้พิธีกรรมแทนความยุติธรรม
ประเทศไทยไม่ได้ตกต่ำเพราะคนไทย “โง่” หรือ “เลว” ไปพร้อมกันทั้งชาติ หากแต่เพราะระบบถูกออกแบบให้ ความเลวอยู่ได้โดยไม่ต้องรับผิด และให้ความดีทำงานยากจนแทบไร้ผล เมื่อโครงสร้างคุ้มครองผู้ใช้อำนาจมากกว่าคุ้มครองประชาชน ความอยุติธรรมจึงไม่ใช่ข้อผิดพลาด—แต่มันคือ “ผลผลิตตามแบบแปลน”
คำถามว่า “ทำไมต้องเสรีประชาธิปไตย” จึงไม่ใช่เรื่องชอบ-ไม่ชอบลัทธิการเมืองใด หากเป็นคำถามเชิงความอยู่รอดของสังคม: ประเทศจะยังเป็นประเทศได้อย่างไร หากประชาชนต้องอยู่กับระบบที่ไม่ยอมรับความเป็นเจ้าของประเทศของประชาชนเอง
มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทรัพย์สินของรัฐ
มนุษย์เกิดมาพร้อมศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพราะรัฐอนุญาต แต่เพราะความเป็นมนุษย์นั้นเอง เสรีภาพไม่ใช่ “ของขวัญจากผู้ปกครอง” และสิทธิไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “ขออนุญาตใช้” รัฐที่มีอารยะจึงมีหน้าที่ รับรอง สิทธิพื้นฐาน มิใช่ ต่อรอง หรือ ยึดไว้เป็นเครื่องมือ
คันฉ่องส่องไทย: เมื่อรัฐเริ่มทำให้ “การตั้งคำถาม” กลายเป็นความผิด เมื่อนั้นรัฐได้ประกาศกลาย ๆ แล้วว่า ความจริงคือภัย และ ประชาชนคือผู้ต้องสงสัย
เสรีประชาธิปไตยคือการยอมรับว่า “อำนาจเป็นของประชาชนจริง”
ความเข้าใจผิดใหญ่ในไทยคือคิดว่า “มีเลือกตั้ง = เป็นประชาธิปไตย” ทั้งที่แก่นของเสรีประชาธิปไตยอยู่ที่หลักง่าย ๆ แต่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด: อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และผู้ใช้อำนาจต้องมาจากความยินยอมของผู้ถูกปกครอง พร้อมถูกตรวจสอบ ถอดถอน และรับโทษได้
หากระบบใดทำให้ผู้ใช้อำนาจ “สูงเกินแตะ” “ใหญ่เกินถาม” หรือ “ศักดิ์สิทธิ์เกินตรวจ” ระบบนั้นอาจมีชื่อเรียกสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติ มันคือระบอบที่ปฏิเสธความเป็นพลเมือง แล้วผลักประชาชนกลับไปเป็นเพียง “ราษฎร” ผู้มีหน้าที่เชื่อฟัง
ปัญหาไทยไม่ใช่แค่นักการเมืองเลว แต่คือโครงสร้างที่คุ้มครองความเลว
เรามักโทษตัวบุคคล: คนนี้เลว คนนั้นโกง คนโน้นขายชาติ แต่การโทษแบบนี้ทำให้เรา “หลงเป้า” เพราะต่อให้เปลี่ยนคนเลวไปกี่รอบ ถ้าโครงสร้างยังออกแบบให้การใช้อำนาจไม่ต้องรับผิด ประเทศก็จะได้คนเลวหน้าใหม่วนมาแทนที่เหมือนเดิม
สัญญาณของโครงสร้างที่ล้มเหลวคือรัฐธรรมนูญถูกฉีกซ้ำ ๆ การรัฐประหารถูกทำให้กลายเป็น “ทางเลือก” และกติกาสูงสุดถูกเขียนใหม่เพื่อรับรองผู้ยึดอำนาจ มากกว่ารับรองเจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือประชาชน เมื่อการปล้นอำนาจสามารถถูก “ทำให้ถูกกฎหมายย้อนหลัง” ได้ ประเทศนั้นย่อมเสียฐานของนิติรัฐตั้งแต่ราก
เสรีประชาธิปไตยไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่มีคนชั่ว แต่ให้กลไกว่า “คนชั่วไม่มีสิทธิอยู่ยาวโดยไม่ต้องรับผิด”
รัฐไทยติดกับดัก “ศักดิ์สิทธิ์เหนือการตรวจสอบ”
รัฐสมัยใหม่ต้องยืนบนหลักว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่รัฐไทยจำนวนมากของยุคตกต่ำกลับเดินกลับทาง—สร้างพื้นที่ปลอดความรับผิดให้บางอำนาจ ผลลัพธ์คือความยุติธรรมถูกทำให้เป็นเรื่องของ “ฝ่าย” มากกว่าหลักการ และความจริงถูกกดให้เงียบด้วยพิธีกรรมทางกฎหมายและภาษาที่ทำให้การวิพากษ์กลายเป็นอันตราย
เมื่ออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ถูกผูกโยงหรือพึ่งพาแหล่งชอบธรรมเดียวกันอย่างแนบแน่น การถ่วงดุลย่อมลดรูปเหลือเพียงท่าทาง สิ่งที่ดูเหมือน “กติกา” จึงกลายเป็นเพียง “ตรายาง” เพื่อสร้างภาพว่าระบบยังน่าเชื่อถือ ทั้งที่ความเชื่อถือนั้นถูกกัดกร่อนจากข้างใน
เสรีประชาธิปไตยไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของความเป็นประเทศ
ไม่มีประเทศใดไร้ปัญหา ประเทศเสรีประชาธิปไตยก็มีความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ และความผิดพลาด แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างเป็นชะตากรรม คือเสรีประชาธิปไตยมี ระบบแก้ผิดโดยสันติ ผู้นำผิด—เปลี่ยนได้ กฎหมายไม่เป็นธรรม—แก้ได้ สถาบันล้มเหลว—ปฏิรูปได้ เพราะประชาชนมีสิทธิที่จะถาม ตรวจสอบ และกำหนดอนาคตของตนเอง
ในทางกลับกัน หากระบบใดไม่เปิดช่องให้แก้ผิดอย่างสันติ แรงกดดันจะสะสมเหมือนความจริงที่ถูกปิดฝาไว้แน่น—วันหนึ่งย่อมปะทุ นี่ไม่ใช่คำขู่ นี่คือกลไกธรรมดาของสังคมมนุษย์: ความอยุติธรรมที่ไร้ทางออก ย่อมสร้างความปั่นป่วนเป็นทางเข้า
บทส่งท้าย: คันฉ่องไม่ได้มีไว้ปลอบใจ
คันฉ่องมีไว้สะท้อน แม้ภาพนั้นจะทำให้เราเจ็บตา วันนี้คำถามจึงไม่ใช่ว่า “เราพร้อมหรือยังสำหรับเสรีประชาธิปไตย” หากแต่คือเราจะยอมอยู่กับระบบที่ลดเราให้ต่ำกว่ามนุษย์ และผูกอนาคตลูกหลานไว้กับโครงสร้างที่ไม่ยอมรับความจริง ไปอีกนานเท่าไร
คำถามสุดท้ายที่ควรอยู่ในใจ: ถ้าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศจริง ทำไมการตรวจสอบอำนาจจึงเป็นเรื่องเสี่ยง และทำไม “ความจริง” จึงต้องขออนุญาตก่อนพูด
