Official Website of Snea Thinsan, Ph.D.: คันฉ่องส่องไทย: คดี 112 และสังคมที่เราควรเลือก

คันฉ่องส่องไทย: คดี 112 และสังคมที่เราควรเลือก

คันฉ่องส่องไทย: คดี 112 และสังคมที่เราควรเลือก

คันฉ่องส่องไทย: คดี 112 และสังคมที่เราควรเลือก

มาตรา 112 ไม่ใช่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่เป็นหนึ่งในกลไกที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อโครงสร้างทางความคิด การแสดงออก และการอยู่ร่วมกันในสังคมไทยมานานหลายทศวรรษ กฎหมายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทั้งในการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และในบางบริบท กลายเป็นเครื่องมือควบคุม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ และแม้แต่แก้แค้นส่วนตัว

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปีต่อกรรม” — ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ปัญหาที่มากกว่าตัวบท: การบังคับใช้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังปี 2563 เป็นต้นมา คดีมาตรา 112 พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) และ iLaw รายงานว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีหลายร้อยคน บางคดีเกิดจากโพสต์โซเชียลมีเดีย การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย หรือแม้แต่การแชร์ข่าวสารสาธารณะ คดีเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการ “หมิ่นประมาทโดยตรง” แต่ถูกตีความกว้างขวางครอบคลุมถึงบริบททางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม

ตัวอย่างคดีที่สะท้อนการใช้กฎหมายในหลากหลายบริบท

  • คดีอัญชัญ ปรีเลิศ (แม่เลี้ยงเดี่ยว): ถูกตัดสินจำคุกสูงสุด 87 ปี (ลดเหลือ 43 ปี 6 เดือน) จากการโพสต์และแชร์คลิปวิดีโอทางโซเชียลมีเดียที่ถูกตีความว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาท คดีนี้กลายเป็นหนึ่งในคดีที่ได้รับโทษหนักที่สุดในประวัติศาสตร์
  • คดีมงคล (บัสบาส) ถิระโคตร: ถูกพิพากษาจำคุกหลายสิบปี (เช่น 75 ปี ลดเหลือ 50 ปี ในบางรายงาน) จากโพสต์และการแสดงออกทางออนไลน์ คดีนี้ถูกยกตัวอย่างบ่อยในรายงานสิทธิมนุษยชนว่าเป็นการลงโทษที่ “สัดส่วนเกินกว่าเหตุ”
  • คดีอำพล ตั้งนพกุล (อากง): ชายวัย 61 ปี ถูกกล่าวหาว่าส่ง SMS 4 ข้อความดูหมิ่น ศาลพิพากษาจำคุก 20 ปี (รวม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์) แม้จำเลยปฏิเสธและมีข้อสงสัยเรื่องการพิสูจน์ตัวตนผู้ส่ง
  • คดีฐนกร ศิริไพบูลย์: พนักงานโรงงานวัย 27 ปี แชร์ภาพแผนผังทุจริตและโพสต์เสียดสี “คุณทองแดง” ถูกดำเนินคดี 112 และถูกคุมขัง 86 วันก่อนได้รับการปล่อยตัว
  • คดีไผ่ ดาวดิน (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา): แชร์บทความพระราชประวัติจาก BBC ไทย ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ คดีนี้ถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ
  • คดีวิชาการและประวัติศาสตร์: เช่น ศ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (วัย 85 ปี) ถูกแจ้งคดีจากคำพูดวิจารณ์เหตุการณ์ประวัติศาสตร์สมัยศตวรรษที่ 16 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คดีนี้ถูก Amnesty International วิจารณ์ว่า “ไร้สาระ” และเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ
  • คดีเด็กและเยาวชน: มีรายงานเด็กอายุ 14 ปี ถูกดำเนินคดีจากโพสต์เฟซบุ๊กหรือการชุมนุม สร้างความกังวลอย่างยิ่งในองค์กรสิทธิมนุษยชนเพราะกระทบพัฒนาการและอนาคตของเด็ก
  • คดีอานนท์ นำภา (ทนายอานนท์) — ทนายความสิทธิมนุษยชนและแกนนำกลุ่มราษฎร: ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 14 คดี จากการปราศรัยในการชุมนุมเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ช่วงปี 2563 เป็นต้นมา เช่น ปราศรัยหน้ากรมทหารราบที่ 11 (วิจารณ์การโอนกำลังพลและทรัพย์สินส่วนพระองค์) และการปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปัจจุบันถูกจำคุกระหว่างอุทธรณ์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วยโทษรวมจากคดี 112 และคดีอื่น ๆ กว่า 28 ปี (ข้อมูลล่าสุดปี 2568-2569) คดีนี้ถูกยกตัวอย่างบ่อยว่าเป็นการใช้กฎหมายกับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผยและสาธารณะ

การใช้เป็นอาวุธในความขัดแย้งส่วนตัวและสังคม

หลายคดีเกิดจากข้อพิพาทระหว่างเพื่อนร่วมงาน คนในครอบครัว หรือผู้มีอิทธิพลในชุมชน เช่น การปลอมเฟซบุ๊กเพื่อโพสต์เนื้อหาหมิ่น หรือการแจ้งความเพราะไม่พอใจโพสต์ส่วนตัว

ผลกระทบต่อพื้นที่วิชาการ วัฒนธรรม และการแสดงออก

การอภิปรายประวัติศาสตร์ การแสดงละคร การทำคอนเทนต์บันเทิง หรือแม้แต่การไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็อาจถูกตีความเป็นคดีได้

คดีผู้ลี้ภัยทางการเมือง: เสียงที่ยังดังจากต่างแดน

นอกจากผู้ที่ถูกจับกุมและลงโทษในประเทศแล้ว ยังมีอีกกลุ่มที่เลือกหรือถูกบังคับให้ลี้ภัยไปต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีและโทษจำคุกหนัก องค์กรสิทธิมนุษยชนรายงานว่าปี 2567 มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยอย่างน้อย 104 คน โดย 67 คน เกี่ยวข้องกับคดีมาตรา 112 โดยตรง บางคนยังคงเคลื่อนไหวและวิพากษ์วิจารณ์สถาบันและการเมืองไทยอย่างต่อเนื่องจากต่างประเทศ

  • ดร. เพียงดิน รักไทย ชูพงศ์ ถี่ถ้วน: นักวิชาการและผู้เคลื่อนไหวที่ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ (สหรัฐฯและฝรั่งเศส) เนื่องจากเผชิญคดีและแรงกดดันจากมาตรา 112 ยังคงใช้สื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มสากลเผยแพร่ข้อมูลและวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง
  • กลุ่มไฟเย็น: กลุ่มนักกิจกรรมที่ลี้ภัยไปต่างประเทศและยังคงเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น ใช้ชื่อกลุ่มนี้ในการสื่อสารและเรียกร้องประชาธิปไตยจากต่างแดน
  • ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธุ์: นักวิชาการที่ลี้ภัยไปญี่ปุ่น ถูกดำเนินคดี 112 จากการวิจารณ์และสร้างพื้นที่สนทนาออนไลน์ ยังคงโพสต์และทำงานกับองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล
  • นักกิจกรรมรุ่นใหม่หลายคน (เช่น บางรายที่ลี้ภัยไปยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี) ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองและยังคงเผยแพร่ข้อมูลและเรียกร้องประชาธิปไตยจากต่างแดน

การลี้ภัยเหล่านี้ไม่เพียงสร้าง “ชิลลิ่งเอฟเฟกต์” (บรรยากาศแห่งความกลัว) ในประเทศ แต่ยังทำให้เสียงวิจารณ์ยังคงดังก้องจากภายนอก แสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดของการปิดกั้นการแสดงออกภายในประเทศ

กรณีการบังคับสูญหายและการฆาตกรรมทางการเมืองที่เกี่ยวเนื่อง

น้ำหนักที่สังคมไทยยังขาดหายไปคือกรณีของนักกิจกรรมที่เคยเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับประเด็นสถาบันหรือการเมือง แล้วถูกบังคับให้สูญหายหรือถูกฆาตกรรม องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและนอกประเทศ (เช่น Human Rights Watch, Amnesty International และ TLHR) ระบุว่ามีคดีบังคับสูญหายทางการเมืองอย่างน้อยหลายสิบคดีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายคดีเชื่อมโยงกับบรรยากาศที่เกิดจากคดี 112 และการปิดกั้นการวิจารณ์

  • สุรชัย แซ่ด่าน (สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์) และคณะ: แกนนำ นปช. และนักกิจกรรมที่ลี้ภัยไปประเทศลาวในปี 2561 ต่อมาหายตัวไปพร้อมผู้ติดตามอย่างน้อย 2 คน องค์กรสิทธิมนุษยชนเชื่อว่าเป็นการบังคับสูญหายโดยรัฐและยังคงไม่มีการสืบสวนที่โปร่งใส
  • ลุงสนามหลวงและคณะ: กลุ่มนักกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและกิจกรรมใกล้สนามหลวง หายตัวไปในสถานการณ์ที่ยังคลุมเครือและไม่ได้รับการสืบสวนอย่างเป็นธรรม
  • และนักศึกษา-เยาวชนอีกหลายรายที่เผชิญคดี 112 อย่างหนัก เช่น เพนกวิน (พฤทธิ์ ชีวรักษ์) และเพื่อนนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีซ้ำซ้อนจนบางคนต้องเผชิญความเสี่ยงสูงต่อชีวิตและเสรีภาพ

คดีเหล่านี้สร้างความสะเทือนขวัญและความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่เพียงทำให้ผู้เคลื่อนไหวหายไปจากสังคม แต่ยังส่งสัญญาณว่าการแสดงออกอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่รุนแรงเกินกว่ากฎหมายระบุ

ผลกระทบที่ไม่ต้องรอคำพิพากษา

แม้หลายคดีจะถูกยกฟ้องในที่สุด แต่กระบวนการยุติธรรมเองก่อให้เกิดผลกระทบถาวร:

  • การถูกคุมขังชั่วคราวนานหลายเดือน (โดยเฉพาะคดี 112 ที่ศาลมักไม่อนุญาตประกันตัว)
  • สูญเสียอาชีพ รายได้ และชื่อเสียง (หลายคนถูกเลิกจ้าง ถูกตีตราสังคม หรือต้องปิดกิจการ)
  • ผลกระทบทางจิตใจและครอบครัว (ความเครียด การถูกคุกคาม การแยกจากครอบครัว)
  • การลี้ภัย การบังคับสูญหาย และการเซ็นเซอร์ตัวเอง: บางคนเลือกหนีประเทศ บางคนสูญหายไปตลอดกาล หรือเลือกที่จะ “เงียบ” เพื่อความปลอดภัย — บางคนยังคงเคลื่อนไหวจากต่างแดนต่อไป
  • ผลกระทบต่อสังคมโดยรวม: สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว (chilling effect) ทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์แม้ในประเด็นสาธารณะ

รายงานจาก Human Rights Watch และ Amnesty International ชี้ว่ากฎหมายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะช่วงการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยปี 2563 เป็นต้นมา

คำถามที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้

เราอยากอยู่ในสังคมแบบนี้จริงหรือ?

สังคมที่กฎหมายหนึ่งสามารถถูกใช้ทั้งเพื่อการคุ้มครองสถาบัน และ เพื่อการข่มขู่ เสียงวิจารณ์ หรือแม้แต่กลั่นแกล้งกันเอง

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ “ยกเลิกหรือคงไว้” เท่านั้น แต่คือการออกแบบสมดุลใหม่ที่ชาญฉลาดและเป็นธรรมระหว่าง:

  • การคุ้มครองเกียรติยศและความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย)
  • กับเสรีภาพในการแสดงออก การวิพากษ์วิจารณ์ และสิทธิพื้นฐานของประชาชนตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

เพราะท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายไม่ใช่เพียงเครื่องมือของรัฐ แต่เป็นกระจกสะท้อนว่า สังคมนั้นเลือกจะเป็นอะไร — สังคมที่เปิดกว้างต่อการถกเถียงอย่างมีเหตุผล หรือสังคมที่ปกครองด้วยความกลัวและการปิดกั้น

การสนทนาเรื่องนี้ควรเกิดขึ้นอย่างเปิดเผย ด้วยข้อมูลและหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยความเกลียดชังหรือการกล่าวหา หากเราต้องการสังคมไทยที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และเท่าเทียมกันจริง ๆ

*(บทความนี้รวบรวมจากข้อมูลสาธารณะ รายงานของ TLHR, iLaw, Human Rights Watch และ Amnesty International เพื่อกระตุ้นการคิดและการสนทนาอย่างสร้างสรรค์)*

โพสต์ล่าสุด

คันฉ่องส่องไทย: คดี 112 และสังคมที่เราควรเลือก

คันฉ่องส่องไทย: คดี 112 และสังคมที่เราควรเลือก คันฉ่องส่องไทย: คดี 112 และสังคมที่เราควรเลือก มาตรา 112 ไม่ใช่เพียงตัวบทกฎหมาย ...

Popular Posts