เมื่อชาวบ้านพูดเรื่องภาษี นักการเมือง และชีวิตที่ถูกบีบทุกวัน
บางครั้ง ประเทศหนึ่งไม่ได้สะท้อนตัวเองออกมาผ่านคำแถลงของรัฐบาล ไม่ได้สะท้อนตัวเองผ่านรายงานหรูหราที่ใช้ศัพท์เทคนิคเต็มหน้า และไม่ได้เผยเนื้อแท้ออกมาผ่านคำโฆษณาของนักการเมืองในฤดูเลือกตั้งด้วยซ้ำ หากแต่เผยตัวเองผ่านข้อความสั้น ๆ ของชาวบ้านคนหนึ่งที่พิมพ์อย่างรีบเร่ง สะกดตก ๆ หล่น ๆ เรียบเรียงไม่ประณีตนัก แต่เต็มไปด้วยความอัดอั้นของชีวิตที่ต้องรับภาระมากกว่าที่ตนก่อ และถูกปกครองโดยผู้คนที่ดูเหมือนอยู่กันคนละโลก
“ก่อนการเลือกตั้งพูดสัญญาอะไรไว้กับประชาชนลืมหมด ขอให้พวกท่านรัฐบาลที่กินเงินเอื้อประชาชนอยู่ทุกวันนี้มองสถานการณ์จริงๆของชีวิตคนธรรมดาสามัญที่ไม่มีเงินเดือนเสวยสุขอย่างพวกท่านด้วย ว่าเขาเผลิญอะไรบ้าง เอะอะขึ้นภาษี ในครอบครัวหนึ่งเรา จ่ายภาษีให้รัฐเดือนหนึ่งๆเท่าไร ประชากรที่อยู่ในท้องมารดาก็ต้องแบกรับภาษีแล้ว พี่น้องทั้งหลายที่ยังไม่เข้าใจโปรดเข้าใจด้วยว่าพวกท่าสซื้อของใช้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบต้องจ่าย ใบ้รัฐทุกคน มีบางคนยังไม่เข้าใจพูดว่าวันเสียภาษีตั้งแต่เมื่อไร นักการเมืองส่วนใหญ่เข้าสภาได้มีเงินร่ำรวยบางคนมหาศาล”
ถ้าอ่านอย่างผิวเผิน คนบางกลุ่มอาจหัวเราะเยาะเรื่องการสะกดคำ อาจเห็นแต่ความไม่เรียบร้อยของภาษา อาจตีตราผู้เขียนว่าไม่รู้หลัก ไม่รู้ระบบ ไม่รู้วิธีพูดแบบคนมีการศึกษา แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไปอีกชั้น จะเห็นว่า ข้อความนี้แทบเป็นเอกสารการเมืองฉบับย่อของชีวิตประชาชนไทยร่วมสมัย มันรวมทั้งความผิดหวัง ความเหน็ดเหนื่อย ความคลางแคลง ความไม่ไว้วางใจ และความรู้สึกว่ารัฐกำลังห่างออกไปจากประชาชนทุกที ทั้งที่ในทางทฤษฎี รัฐควรจะเป็นเครื่องมือร่วมของสังคมในการดูแลส่วนรวม ไม่ใช่เครื่องจักรที่คอยสูบทรัพยากรจากคนข้างล่างเพื่อประคองอภิสิทธิ์ของคนข้างบน
หนึ่ง: คำสัญญาทางการเมืองที่กลายเป็นลมปาก
ประโยคเปิดของชาวบ้านคนนี้แทงตรงไปยังแก่นของปัญหาโดยไม่อ้อมค้อม เขาพูดถึงคำสัญญาก่อนเลือกตั้งที่ถูกลืมหมด ประโยคนี้ฟังเหมือนคำบ่นธรรมดา แต่แท้จริงแล้วมันกระทบถึงหัวใจของระบอบประชาธิปไตย เพราะถ้าการเลือกตั้งเป็นเพียงเวทีสำหรับกล่าวถ้อยคำหวานหู เมื่อได้อำนาจแล้วก็ละทิ้งสัญญาเดิมทั้งหมด การเลือกตั้งก็จะค่อย ๆ หมดความหมายในสายตาประชาชน เหลือเพียงพิธีกรรมที่ทำให้ผู้ปกครองมีตราประทับความชอบธรรมชั่วคราว โดยไม่มีพันธะทางศีลธรรมจริงจังที่จะต้องตอบต่อชีวิตของผู้เลือกตนเข้ามา
คนธรรมดาอาจไม่ได้ใช้คำว่า “ความรับผิดทางการเมือง” หรือ “ความรับผิดเชิงนโยบาย” แต่เขารู้สึกถึงมันได้ เขาจำได้ว่าใครเคยพูดอะไร เขารู้ว่าอะไรเคยให้หวัง และเขาก็รู้เช่นกันว่าเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เคยรับปากไว้จำนวนมากกลับไม่ลงมาถึงพื้นดินของชีวิตจริงเลย ความเจ็บปวดของสังคมจึงไม่ได้อยู่แค่ตรงนโยบายล้มเหลว แต่อยู่ตรงการที่คำพูดของผู้มีอำนาจเสื่อมค่าจนประชาชนเริ่มฟังแบบไม่เชื่ออีกต่อไป เมื่อความไม่เชื่อกลายเป็นสามัญสำนึกของคนจำนวนมาก นั่นไม่ใช่เพียงวิกฤตของรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นวิกฤตของความไว้วางใจทั้งระบบ
สอง: ชาวบ้านไม่ได้บ่นเรื่องภาษีอย่างเดียว แต่กำลังพูดถึงชีวิตที่ถูกบีบจากทุกด้าน
คำว่า “เอะอะขึ้นภาษี” ในข้อความนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการไม่พอใจต่อมาตรการใดมาตรการหนึ่ง หากคือความรู้สึกว่าทุกครั้งที่รัฐต้องการเงิน คำตอบที่ง่ายที่สุดคือการผลักภาระกลับลงมาข้างล่างเสมอ คนที่มีรายได้ประจำสูง มีเงินเดือนมั่นคง มีสวัสดิการ มีเบี้ยประชุม มีรถประจำตำแหน่ง หรืออยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจ อาจไม่รู้สึกถึงแรงกดของต้นทุนชีวิตเท่ากับคนหาเช้ากินค่ำ คนขายของรายย่อย คนขับรถ คนใช้แรงงาน คนเกษตรกร หรือคนแก่ที่อยู่กับลูกหลานและต้องช่วยกันประคับประคองครอบครัววันต่อวัน
ภาษีในสายตานักเศรษฐศาสตร์อาจเป็นเครื่องมือของรัฐสมัยใหม่ แต่ภาษีในสายตาชาวบ้านคือเงินที่หายไปจากข้าวสาร จากค่าน้ำมัน จากค่านมลูก จากค่าเดินทาง จากค่ารักษาพยาบาล และจากความสามารถในการตั้งหลักของครอบครัวหนึ่ง ๆ ความเจ็บจริงไม่ได้อยู่ตรงคำว่า “ภาษี” แต่อยู่ตรงข้อเท็จจริงว่าคนจำนวนมากแทบไม่มีพื้นที่หายใจเหลือพอให้การขึ้นราคาแม้เพียงเล็กน้อยเป็นเรื่องเล็กได้อีกแล้ว ในสภาวะเช่นนี้ การขึ้นภาระใด ๆ โดยที่รัฐยังใช้ชีวิตหรูหรา ยังใช้งบประมาณไม่ระวัง ยังปล่อยให้มีคำถามเรื่องการเอื้อประโยชน์และการใช้อำนาจอย่างไม่สมฐานะ ย่อมทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนกำลังถูกบังคับให้เสียสละฝ่ายเดียว
สาม: ประโยคเรื่อง “ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ” คือบทสรุปเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบชาวบ้าน
นี่เป็นประโยคที่มีพลังมาก เพราะมันจับสาระของระบบภาษีได้อย่างเฉียบคมกว่าการอธิบายแบบตำราเสียอีก ชาวบ้านกำลังพูดว่า ภาษีไม่ได้อยู่ไกลตัว ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนยื่นภาษีเงินได้ปลายปี และไม่ได้เป็นเรื่องของคนเงินเดือนเท่านั้น แต่ซึมอยู่ในทุกการจับจ่ายทุกวัน ตั้งแต่ของชิ้นเล็กที่สุดไปจนถึงงบประมาณขนาดมหึมาของรัฐ ประชาชนอาจไม่ได้เห็นใบเสร็จของทุกโครงสร้างภาษีอย่างละเอียด แต่เขาสัมผัสได้ว่าทุกครั้งที่ซื้อของ ทุกครั้งที่จ่ายค่าสินค้า ทุกครั้งที่รัฐจัดเก็บหรือใช้งบประมาณ ภาระบางส่วนสุดท้ายย้อนกลับมาที่สังคมเสมอ
ประโยคนี้จึงไม่ใช่เพียงการประชดประชัน แต่คือการประกาศว่า “อย่าดูถูกว่าชาวบ้านไม่รู้เรื่องภาษี” เขาอาจไม่รู้ศัพท์วิชาการ ไม่ได้แยกได้หมดว่าอะไรคือภาษีทางตรง อะไรคือภาษีทางอ้อม อะไรคือภาษีแฝงในโครงสร้างราคา แต่เขารู้จากชีวิตจริงว่าเขาจ่ายอยู่ตลอด เขาจ่ายทั้งตอนซื้อ ทั้งตอนเดินทาง ทั้งตอนเสียค่าสาธารณูปโภค ทั้งตอนต้องอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่รัฐเป็นผู้กำหนดกติกาอยู่เบื้องบน ความรู้แบบนี้ไม่ใช่ความรู้ในห้องเรียน แต่เป็นความรู้จากการถูกบีบซ้ำ ๆ จนร่างกายและครอบครัวจำได้แม่นกว่าหนังสือ
สี่: ความไม่เข้าใจเรื่องภาษี ไม่ได้แปลว่าไม่มีความจริงอยู่ในความรู้สึกนั้น
ข้อความนี้มีอีกชั้นที่สังคมไทยควรตระหนัก คือผู้เขียนรับรู้ด้วยว่า “บางคนยังไม่เข้าใจ” ว่าตนเสียภาษีตั้งแต่เมื่อไร ประโยคนี้สำคัญมาก เพราะมันสะท้อนทั้งความพร่องของการสื่อสารสาธารณะ และความล้มเหลวทางการศึกษาพลเมือง คนไทยจำนวนมากถูกทำให้เข้าใจว่าภาษีเป็นเรื่องของคนมีรายได้สูง เรื่องของเอกสารบัญชี เรื่องของบริษัท หรือเรื่องของคนเงินเดือน ทั้งที่ในความเป็นจริงคนจำนวนมากจ่ายภาระในระบบเศรษฐกิจอยู่เสมอโดยไม่ทันได้คิดเป็นถ้อยคำ
แต่ถึงจะไม่เข้าใจกลไกทั้งหมด ประชาชนก็ยังมองเห็นความไม่เป็นธรรมได้อยู่ดี เขาอาจอธิบายระบบไม่ได้ครบ แต่เขารู้แน่ว่ารายได้ของตนฝืดเคืองลง ค่าครองชีพสูงขึ้น การเข้าถึงบริการที่ดีไม่ได้ดีขึ้นตามสัดส่วนของภาระที่แบก และคนที่มีอำนาจดูเหมือนยังอยู่ได้อย่างสะดวกสบายกว่ามาก นี่คือสิ่งที่ชนชั้นนำไทยมักพลาด พวกเขามักคิดว่าเมื่อประชาชนอธิบายเชิงเทคนิคไม่ได้ ก็แปลว่าความรู้สึกนั้นไม่มีน้ำหนัก ทั้งที่ในหลายครั้ง ความเข้าใจทางศีลธรรมของผู้คนกลับตรงประเด็นกว่าคำอธิบายที่ถูกต้องตามศัพท์แต่เลี่ยงความจริง
ห้า: ประโยคเรื่อง “คนธรรมดาไม่มีเงินเดือนเสวยสุขอย่างพวกท่าน” คือการประท้วงเรื่องชนชั้นอย่างตรงไปตรงมา
ในประโยคนี้ ชาวบ้านไม่ได้ด่าเพียงรายบุคคล แต่กำลังชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างโลกของผู้ปกครองกับโลกของผู้ถูกปกครอง คนธรรมดาต้องคำนวณรายจ่ายทุกวัน ต้องเผชิญความไม่แน่นอนของรายได้ ต้องรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ผันผวน ต้องรัดเข็มขัดโดยไม่มีใครช่วยประกันชีวิตความเป็นอยู่ให้ ขณะที่คนในอำนาจจำนวนไม่น้อยมีรายได้ประจำ มีตำแหน่ง มีเครือข่าย มีอภิสิทธิ์ มีโอกาสรอดพ้นจากความลำบากที่นโยบายของตนเองอาจสร้างให้ผู้อื่น
นี่ทำให้การตัดสินใจของรัฐจำนวนมากขาดความรู้สึกร่วมต่อความเป็นจริงของชีวิตประชาชน เพราะผู้ตัดสินใจไม่ต้องจ่ายต้นทุนแบบเดียวกัน เขาไม่ต้องเลือกระหว่างค่านมลูกกับค่าน้ำมัน เขาไม่ต้องเลือกว่าจะยอมเจ็บป่วยต่อไปหรือเสียเงินก้อนเพื่อพบแพทย์ เขาไม่ต้องเผชิญความอับอายจากการไม่มีเงินพอส่งลูกเรียนหรือซื้อของจำเป็น ความห่างนี้เองที่ทำให้ภาษาของรัฐกับความรู้สึกของประชาชนไม่เจอกัน รัฐพูดถึงภาพรวม แต่ประชาชนอยู่กับความทุกข์รายวัน รัฐพูดถึงตัวเลขมหภาค แต่ชาวบ้านอยู่กับกับข้าวหนึ่งมื้อและหนี้อีกหนึ่งงวด
หก: ความไม่ไว้วางใจนักการเมืองไม่ได้เกิดจากอคติลอย ๆ แต่เกิดจากภาพจำสะสม
ตอนท้ายของข้อความ ผู้เขียนพุ่งตรงไปยังภาพของนักการเมืองที่เข้าสภาแล้วร่ำรวยมหาศาล ประเด็นนี้สำคัญ เพราะมันคือรอยแผลในความเชื่อมั่นทางการเมืองของไทยมานานมาก ผู้คนเห็นการเลือกตั้ง เห็นการเปลี่ยนขั้ว เห็นการต่อรองอำนาจ เห็นการสะสมทรัพย์สิน เห็นข่าวผลประโยชน์ทับซ้อน เห็นการใช้ตำแหน่งแสวงเครือข่าย และเห็นคนจำนวนหนึ่งเข้าการเมืองแล้วชีวิตยกระดับขึ้นอย่างผิดสังเกต ในขณะที่ฐานะของประชาชนผู้เลือกเข้านั้นกลับไม่ขยับตาม
เมื่อภาพเช่นนี้สะสมยาวนาน คำว่า “ผู้แทน” ก็เริ่มสั่นคลอน เพราะในความรู้สึกของชาวบ้าน ผู้แทนอาจไม่ใช่ผู้แทนของเขาอีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นผู้แทนของกลุ่มผลประโยชน์ ผู้แทนของเครือข่ายอำนาจ ผู้แทนของทุน หรือผู้แทนของตัวเองมากกว่าผู้แทนของประชาชน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่านักการเมืองคนใดทุจริตหรือไม่ แต่คือเหตุใดประชาชนจึงรู้สึกอยู่เรื่อย ๆ ว่าการเมืองเป็นทางลัดของคนบางพวกในการขึ้นไปอยู่เหนือประชาชน แทนที่จะเป็นภาระหนักในการรับใช้ประชาชน
เจ็ด: สิ่งที่สังคมไม่ควรมองข้าม คือเสียงนี้มาจากคนที่อาจไม่เคยถูกนับว่า “พูดสวย” พอจะมีค่า
เราควรระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ตัดสินข้อความลักษณะนี้จากรูปแบบภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะการสะกดผิดหรือการพิมพ์สะดุด ไม่ได้บอกว่าผู้เขียนคิดไม่เป็น ตรงกันข้าม มันอาจยิ่งบอกว่าคนที่มีข้อจำกัดทางการศึกษา ทางอายุ ทางทักษะการใช้เครื่องมือ หรือทางโอกาสในชีวิต ยังรู้สึกชัดเจนถึงความไม่สมดุลของประเทศนี้เพียงใด คนที่ถูกมองว่าพูดไม่สละสลวย อาจกำลังมองเห็นสาระของปัญหาได้คมกว่าคนที่พูดเพราะแต่ใช้ถ้อยคำเพื่อกลบความจริง
ในสังคมที่ยกย่องวาทศิลป์ของผู้มีตำแหน่ง แต่กลับมองข้ามความหมายของถ้อยคำจากคนข้างล่าง เรามักตกอยู่ในกับดักที่อันตราย คือฟัง “รูปประโยค” มากกว่าฟัง “ประสบการณ์ชีวิต” ทั้งที่ประชาธิปไตยที่มีความหมายจริงต้องเปิดพื้นที่ให้เสียงที่ไม่สมบูรณ์แบบทางภาษา สามารถถูกฟังอย่างจริงจังได้ด้วย เพราะความจริงของสังคมไม่ได้ออกเสียงผ่านสำเนียงเดียว และความเจ็บปวดไม่ได้จำเป็นต้องเรียบเรียงถูกหลักทั้งหมดจึงจะสมควรได้รับความเคารพ
คันฉ่องส่องไทย: สิ่งที่ข้อความนี้กำลังบอกประเทศ
ข้อความนี้กำลังบอกเราว่า คนไทยจำนวนมากไม่ได้รู้สึกเพียงว่า “ลำบาก” แต่รู้สึกว่า “ถูกปกครองโดยคนที่ไม่เข้าใจความลำบาก” และความรู้สึกเช่นนี้อันตรายกว่าความไม่พอใจเฉพาะเรื่อง เพราะมันกัดกร่อนความชอบธรรมของทั้งระบบอย่างช้า ๆ
มันกำลังบอกด้วยว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจโครงสร้างความไม่เป็นธรรมผ่านชีวิตจริง แม้จะไม่ได้มีภาษาวิชาการรองรับ พวกเขารู้ว่าตนจ่าย รู้ว่าตนแบก รู้ว่าตนถูกเรียกร้องให้เสียสละ และรู้ด้วยว่าคนที่ควรรับผิดชอบมากกว่านี้กลับยังอยู่อย่างสบายกว่ามาก
และที่สำคัญ มันกำลังเตือนว่า หากการเมืองยังเป็นเพียงเวทีของคำสัญญาอันเบาหวิว ขณะที่ภาระชีวิตของประชาชนหนักขึ้นทุกวัน วันหนึ่งสังคมจะไม่ได้ตั้งคำถามแค่ว่า “รัฐบาลทำงานดีหรือไม่” แต่จะถามลึกลงไปว่า “ระบบนี้ยังเป็นของประชาชนจริงหรือเปล่า”
นี่จึงไม่ใช่ข้อความที่ควรอ่านผ่าน ๆ แล้วเลื่อนผ่านไป แต่มันควรเป็นเหมือนเศษกระจกที่ตำตาเราให้ต้องหยุดดูประเทศนี้อีกครั้ง ชาวบ้านคนนั้นอาจไม่ได้เขียนด้วยสำนวนหรู ไม่ได้อ้างทฤษฎี ไม่ได้เรียงประโยคอย่างนักวิชาการ แต่เขาได้ทำสิ่งที่สำคัญกว่านั้น เขาทำให้เราเห็นว่าใต้ผิวหน้าของความเป็นปกติ มีความอัดอั้นกำลังก่อตัวอยู่ในใจผู้คนจำนวนมาก และความอัดอั้นนั้นไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิดลอย ๆ หากเกิดจากชีวิตจริงที่ถูกบีบซ้ำ ๆ จนมองเห็นชัดว่าอำนาจกับประชาชนนั้นห่างกันเพียงใด
คนที่พิมพ์ข้อความนี้อาจสะกดคำไม่หมดทุกคำ แต่เขาสะกดความจริงของสังคมไทยออกมาได้ครบถ้วนกว่าคนจำนวนไม่น้อยที่พูดถูกทุกคำอยู่หน้ากล้องและหลังโพเดียม
